<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปัดคำขอสิทธิบัตร เปิดทางอย. และบริษัทยาไทยผลิต “ฟาวิพิราเวียร์” รูปแบบเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค. 2564 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยา &amp;ldquo;ฟาวิพิราเวียร์&amp;rdquo; รูปแบบยาเม็ด ที่มีการสอบถามความคืบหน้ามาก่อนหน้านี้ ว่า กรมฯ ได้มีคำสั่งปฏิเสธคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้ว ภายหลังจากให้โอกาสผู้ขอได้ชี้แจงเพิ่มเติม โดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรพิจารณาแล้ว ยังคงเห็นว่าการประดิษฐ์ดังกล่าว ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้ใดมีสิทธิผูกขาดในยาฟาวิพิราเวียร์ ทั้งในโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลัก ซึ่งไม่เคยมีการขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย และรูปแบบยาเม็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ได้มีคำสั่งปฏิเสธคำขอแล้วในวันนี้ (5 พ.ค.) หากองค์การเภสัชกรรม หรือบริษัทยาสามัญไทยรายอื่นประสงค์จะผลิตยาดังกล่าว เพื่อใช้ในประเทศ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่เนื่องจากกระบวนการของกฎหมาย ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขอ สามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรได้ภายใน 60 วัน หากไม่มีการอุทธรณ์ภายในระยะเวลาดังกล่าว จึงจะถือว่าคำสั่งปฏิเสธของกรมฯ เป็นที่สุด และเสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร กล่าวว่า ทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันแก้ปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามบทบาทและหน้าที่ของตนเองภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือ ให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที และไม่อยากให้มองว่าสิทธิบัตรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองในมุมกลับกัน ตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาดในไทยเมื่อต้นปี 2563 มีคนไทยยื่นจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 แล้วกว่า 60 คำขอ เช่น หน้ากากอนามัย ตู้อบฆ่าเชื้อ ยาต้านไวรัส และหุ่นยนต์ขนส่งอาหารในโรงพยาบาล เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าสิทธิบัตร ก็เป็นประโยชน์สำหรับคนไทยที่จะทำให้ข้ามผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่มีการเสนอในบางสื่อว่า ประเทศไทยไม่สามารถบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (Compulsory License หรือ CL) เพื่อผลิตยาที่มีสิทธิบัตรขึ้นเองได้ เนื่องจากติดขัดที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน กรมฯ ขอเรียนว่า การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรที่มีการอ้างถึง ปัจจุบันเป็นเพียงร่างกฎหมายที่อยู่ภายในหน่วยงาน ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาด้วยความรอบคอบอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น การใช้สิทธิ CL จึงยังเป็นอำนาจของกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 51 แห่งพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101873</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ผลิตเอง, ฟาวิพิราเวียร์, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088c639aaf6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องผลิตยารักษาโควิด &#039;ฟาวิพิราเวียร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาสังคมสอบถามความคืบหน้าการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ว่าสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับยาฟาวิพิราเวียร์ มีอยู่ 2 ฉบับ โดยฉบับแรก เกี่ยวกับโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลักของยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งไม่เคยยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย โดยปัจจุบันหมดอายุความคุ้มครองในทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ตั้งแต่เดือนส.ค.2562 ดังนั้น ผู้ผลิตยาจึงสามารถนำสูตรโครงสร้างของสารออกฤทธิ์หลักนี้ไปพัฒนาเป็นสูตรยาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฉบับที่ 2 การขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบยาเม็ด ได้ยื่นขอให้กรมฯ ตรวจสอบการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2560 และผู้ตรวจสอบได้พิจารณาแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบไปยังผู้ขอเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2564 โดยระบุว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น&amp;rdquo; ซึ่งผู้ขอมีกรอบระยะเวลาในการชี้แจงถึงวันที่ 30 ส.ค.2564 หากผู้ขอไม่ชี้แจงเข้ามาตามเวลาที่กำหนด จะถือว่าละทิ้งคำขอ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา กรมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของยาฟาวิพิราเวียร์ที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลในการจัดหายาให้เพียงพอต่อความจำเป็นอย่างทันท่วงที โดยได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคประชาสังคมตั้งแต่ปลายปี 2563 (วันที่ 23 ธ.ค.2563) โดยได้ประชุมร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ยามีจำนวนที่เพียงพอ หากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมได้เสนอแนวทางให้เจรจาเพื่อจัดซื้อยาเพิ่ม การขอร่วมลงทุนผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค พร้อมทั้งเสนอตัวที่จะเข้าร่วมเป็นทีมเจรจาในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาตำรับยาขึ้นใหม่จากสารออกฤทธิ์หลักของยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรในยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบยาเม็ด เพราะกรมฯ ได้ตระหนักและคำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101191</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir), วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สิทธิบัตรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088c639aaf6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> มิติใหม่จด &#039;เครื่องหมายการค้า&#039; ใช้เวลา 60 นาที จากเดิม 60 วัน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2564 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เดินหน้าปฏิรูปบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้มีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือทางการค้าที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ผู้ประกอบการมีการยื่นขอจดทะเบียนมากที่สุดด้วย โดยได้ทำการเปิดเฟสแรกให้บริการรับจดและต่ออายุเครื่องหมายการค้าแบบเร่งด่วน (Fast Track) แล้ว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เร็วยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการต่ออายุเครื่องหมายการค้าเร่งด่วน ผู้ยื่นสามารถรอรับหนังสือสำคัญได้เลยภายใน 60 นาที จากเดิม 60 วัน เพียงเข้า 2 หลักเกณฑ์ คือ 1.รายการสินค้าที่ขอต่ออายุไม่เกิน 30 รายการ 2.ข้อมูลรายการจดทะเบียนคงเดิม โดยแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ว่าต้องการรับบริการต่ออายุแบบเร่งด่วน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนค่าธรรมเนียมเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริการจดเครื่องหมายการค้าเร่งด่วน ผู้ยื่นคำขอจะทราบผลการพิจารณาครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นสั่งประกาศโฆษณา แก้ไข หรือปฏิเสธคำขอ ภายใน 6 เดือน จากเดิม 12 เดือน เพียงเข้า 2 หลักเกณฑ์ คือ 1.ระบุรายการสินค้า ไม่เกิน 10 รายการ ตามบัญชีรายการสินค้าจาก https://tmsearch.ipthailand.go.th 2.คำขอไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง โดยสามารถยื่นคำขอได้ทุกช่องทาง อาทิ ระบบ e-Filing , กรมทรัพย์สินทางปัญญา , สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือไปรษณีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กรมฯ จะพัฒนาบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว และใช้งานง่ายกว่าเดิม เช่น การออกหนังสือสำคัญจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) บริการยื่นคำขอจดเครื่องหมายการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form) เป็นต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2559&amp;ndash;2563) มีผู้ยื่นคำขอจดเครื่องหมายการค้ากว่า 47,000 คำขอต่อปี คิดเป็น 64% ของคำขอทุกประเภท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100997</URL_LINK>
                <HASHTAG>60 นาที, รับจดและต่ออายุเครื่องหมายการค้าแบบเร่งด่วน (Fast Track), วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, เครื่องหมายการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088c639aaf6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยิ้มไทยไม่ติดลิสต์ขายของปลอมสหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ. 2564 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ออกรายงานทบทวนรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก ประจำปี 2563 (2020 Review of Notorious Markets for Counterfeiting and Piracy) ทั้งตลาดที่มีการขายสินค้าละเมิด (Physical Markets) และตลาดออนไลน์ &amp;nbsp;(Online &amp;nbsp;Markets) &amp;nbsp;โดยในการรายงานครั้งนี้ ไม่มีรายชื่อย่านการค้าหรือศูนย์การค้าของไทยปรากฏอยู่ในกลุ่มตลาดที่มีการละเมิดสูง (Notorious Markets) แม้แต่แห่งเดียว จากเดิมที่เคยมีการระบุชื่อย่านพัฒน์พงษ์ ในรายงานฉบับปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นเรื่องน่ายินดีและสะท้อนถึงการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่องของไทย ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จึงส่งผลให้การจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามีจำนวนลดลงหรือไม่พบการละเมิดแล้ว แต่กรมฯ และหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีแผนดำเนินงานเชิงรุก โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าละเมิดในย่านการค้าต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำสินค้าละเมิดกลับมาจำหน่ายอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดออนไลน์ของไทย ยังพบข้อมูลการจำหน่ายสินค้าละเมิดอยู่บ้าง ซึ่งกรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยจะเร่งดำเนินการตามมาตรการป้องปรามร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2564 ที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ลงนาม MOU ร่วมกับ 3 แพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของไทย ได้แก่ Shopee Lazada และ JD Central เพื่อระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจของผู้บริโภคในการซื้อของออนไลน์ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศในการเข้ามาดำเนินธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้การจัดทำรายงานทบทวนรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลกของ USTR ในอนาคตไม่ปรากฏรายชื่อตลาดละเมิดในไทย กรมฯ จะหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อให้รับทราบถึงมาตรการและการดำเนินการด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งความก้าวหน้าในระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยทำให้ผลการจัดทำรายงานประจำปี 2564 เป็นไปในเชิงบวกแก่ประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92484</URL_LINK>
                <HASHTAG>ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb6312ee456d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุยจัดระเบียบลิขสิทธิ์เพลงใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะทำการปรับปรุงฐานข้อมูลลิขสิทธิ์เพลงใหม่ทั้งระบบ โดยจะแยกให้ชัดเจนว่าเพลงกลุ่มไหนที่ไม่มีปัญหาความซ้ำซ้อนในเรื่องลิขสิทธิ์ และมีปัญหาความซ้ำซ้อนในเรื่องลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ต้องการนำเพลงไปใช้งาน จะได้ทราบข้อมูลก่อน และจะได้ตัดสินใจว่าจะใช้งานเพลงนั้นๆ หรือไม่ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการถูกเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อนตามมาในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ จะจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด แยกกลุ่มเลย เพลงไหนดี ไม่มีปัญหา หรือเพลงไหนมีปัญหา จะแยกออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกนำไปใช้ เพราะถ้าเลือกกลุ่มที่ไม่มีปัญหา ก็จะไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่มีปัญหา เช่น ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือมีการอ้างเป็นเจ้าของสิทธิ์หลายคน หรือมีผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์หลายราย ถ้านำไปใช้แล้ว จะมีความเสี่ยงในภายหลัง ก็จะได้ระวัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลังจากจัดระเบียบและแยกแยะเพลงได้แล้ว กรมฯ จะเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ทำแอปพลิเคชัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบ โดยสามารถตรวจสอบได้เลยว่าเพลงนี้ ใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ ใครเป็นผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ อยากทำให้ถึงขั้น คนไม่รู้ชื่อเพลง แต่รู้เนื้อร้อง ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าคือเพลงอะไร หรือถ้าเป็นกลุ่มเพลงที่มีปัญหา ก็จะแจ้งออกมาเลยว่า เพลงนี้ มีปัญหา เช่น มีคนอ้างสิทธิ์หลายราย มีผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์หลายราย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกรกล่าวว่า กรมฯ ยังจะจัดระเบียบตัวแทนจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ใหม่ โดยจะกำหนดให้ผู้ที่จะทำการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมฯ ทั้งหมด หรือหากมีการมอบอำนาจให้ตัวแทน ในส่วนของตัวแทนก็ต้องมาแจ้งขึ้นทะเบียนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างไปทำการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้งาน และในการตรวจสอบว่ามีการขึ้นทะเบียนจริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ผ่าน QR Code โดยสแกนที่บัตรก็จะรู้ได้เลยว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์จริงหรือไม่ และเป็นเจ้าของสิทธิ์เพลงอะไรบ้าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดระเบียบการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์มาแล้ว โดยได้ขอความร่วมมือเจ้าของลิขสิทธิ์ และตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และกำหนดให้ตัวแทนดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ต้องมีการขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์อะไรบ้าง และแต่งตั้งใครเป็นตัวแทนในการดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ ส่วนตัวแทนที่ดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถตรวจสอบได้ผ่าน QR Code เพื่อสร้างความโปร่งใส และดูแลไม่ให้เกิดปัญหาการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91604</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ฐานข้อมูลลิขสิทธิ์เพลง, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd92fe7d47f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 00:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สินค้าโอทอปในสนามบินปี 61 ขายกระฉูด “มะขามแกะเม็ด” แรงสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เมษายน 2562 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงผลการดำเนินการผลักดันสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) เข้าไปจำหน่ายในสนามบินว่า ในปี 2561 (ม.ค.-ธ.ค.) สามารถทำยอดขายได้รวมประมาณ 127 ล้านบาท แยกเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ 84 ล้านบาท สนามบินภูเก็ต 34.6ล้านบาท และสนามบินดอนเมือง ซึ่งเริ่มเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.2561 มียอดขายรวม 8.25 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดการจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทยที่เพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าโอทอปที่ขายดีในสนามบินจำนวน 10 อันดับแรก พบว่า มะขามแกะเม็ด 500 กรัม (เพชรบูรณ์) ยังคงเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 4.25 แสนบาท รองลงมา คือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น Tropicana (นครปฐม) ยอดขาย 2.22 แสนบาท หมอนรองคอ (นครราชสีมา) ยอดขาย 2.19 แสนบาท เสื้อปีกค้างคาว (สกลนคร) ยอดขาย 1.85 แสนบาท ต้มยำโป๊ะแตก (จันทบุรี) ยอดขาย 1.80 แสนบาท ผ้าห่มผ้าฝ้ายทอมือ (ร้อยเอ็ด) ยอดขาย 1.58 แสนบาท ปูอบโอ่ง (จันทบุรี) ยอดขาย 1.53 แสนบาท น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เรือนสมุทร (สมุทรสงคราม) ยอดขาย1.52 แสนบาท ผ้าคลุมไหล่มัดหมี่ลายข้างสี (สกลนคร) ยอดขาย 1.49 แสนบาท และชุดแซก (สุโขทัย) ยอดขาย 1.46 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกรกล่าวว่า แผนการส่งเสริมด้านการตลาดให้กับสินค้าโอทอป จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนตามความต้องการของตลาด ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การขยายช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้งจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อนสินค้าโอทอป โดยจะทำการคัดสรรสินค้าโอทอประดับ 3-5 ดาว ที่มีความพร้อมเป็นโอทอป ซีเล็กซ์ และช่วยประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอป จะผลักดันให้เข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าที่มีการจัดเป็นประจำทุกปีที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย การผลักดันเข้าไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งคัดสินค้าเข้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมในร้านค้าที่สนามบิน และเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ที่กรมฯ ดำเนินการ และผลักดันช่องทางใหม่ๆ อย่างขายผ่านเฟซบุ๊ก เป็นต้น&amp;rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการประสานบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่สนามบินเชียงใหม่ และประสานกองทัพเรือ ใช้พื้นที่ในสนามบินอู่ตะเภา เพื่อจัดตั้งร้าน OTOP Store ในการจำหน่ายสินค้าโอทอปให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบิน คาดว่าน่าจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33241</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สนามบิน, สินค้าโอทอป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจร้านอาหารยังมาแรงปี 61 เปิดเพิ่ม 2,197 ราย โต 9.52% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 2562 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ทำการจัดทำบทวิเคราะห์ธุรกิจร้านอาหารประจำเดือนก.พ. 2562 พบว่าการจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารในปี 2561 มีจำนวน 2,197 ราย เพิ่มขึ้น9.52% เมื่อเทียบกับปี 2560 ในส่วนของมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในปี 2561 มูลค่า 6,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.54% เมื่อเทียบกับปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 ธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยว ซึ่งพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติใช้ไปกับอาหารและเครื่องดื่มสูงเป็นลำดับที่ 3 รองจากที่พักและคมนาคมขนส่ง ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารที่มีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ อีกทั้งนโยบายของการท่องเที่ยวที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง จัดโปรโมท 20 เส้นทางอาหารถิ่น ดึงกลุุ่มนักท่องเที่ยวเข้าเมืองรอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีร้านอาหารที่ดำเนินกิจการอยู่ (ณ 28 ก.พ. 2562) จำนวน 1.44 หมื่นราย คิดเป็น 1.98% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่น มูลค่าทุน 9.91 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.59% ของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ โดยธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบบริษัทจำกัด 1.24 หมื่นราย คิดเป็นสัดส่วน 86.63% มีมูลค่าทุน 9.21 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 92.92% และธุรกิจนี้มีมูลค่าทุนไม่เกิน 5 ล้านบาทสูงถึง 82.39% ส่วนการเพิ่มทุนของธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องใน ซึ่งในปี 2561 มีการเพิ่มทุน 1.08 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 116.43% เมื่อเทียบกับปี 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกพื้นที่การจัดตั้งธุรกิจร้านอาหาร พบว่าพื้นที่กรุงเทพฯมีการจัดตั้งสูงสุดคิดเป็น 41.87% มีมูลค่าทุน 69.84% รองลงมาคือภาคใต้ คิดเป็น 20.99% เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ซึ่งแต่ละจังหวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯนั้น นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว ยังเป็นชุมชนเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก ต้องการความสะดวกรวดเร็วทำให้มีการใช้บริการร้านอาหารเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการลงทุนของต่างชาติในนามนิติบุคคลไทยที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ณ 28 ก.พ. 2562 มีมูลค่าการลงทุน 1.19 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.04% ของการลงทุนในธุรกิจนี้ โดยสัญชาติที่ลงทุนในธุรกิจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 1,461.35 ล้านบาท คิดเป็น 12.24% สหรัฐ มูลค่า 994.81 ล้านบาท คิดเป็น 8.33% และฝรั่งเศส มูลค่า 954.02 ล้านบาท คิดเป็น 7.99% ซึ่งการที่ต่างชาติยังทยอยกันเข้ามาลงทุนเปิดกิจการในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดร้านอาหารยังมีอนาคตที่ดี โดยอาหารญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และคาดว่าจะขยายตัวต่อไปได้ ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยยังคงต้องปรับตัวทั้งรสชาติและบริการ เพื่อรับกับการบุกตลาดของเครือข่ายร้านอาหารชื่อดังจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32252</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ธุรกิจร้านอาหาร, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9fe41d7b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
