<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัง-เอกชนห่วง รัฐบาลใหม่มาช้า กระทบการลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; รับรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ แต่ไม่กระทบงานภายในประเทศ เพราะ &amp;ldquo;รัฐนาวาลุงตู่&amp;rdquo; มีอำนาจเต็ม &amp;ldquo;โบรกเกอร์&amp;rdquo; เสียงแตก ฝ่ายหนึ่งคาดหน้าใหม่บริหารประเทศจะดึงเงินต่างชาติ ส่วนอีกค่ายมองคนเดิมสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่กังวลกรณีการตั้งรัฐบาลใหม่จะยืดเยื้อ เพราะรัฐบาลปัจจุบันยังมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ก็ไม่มีปัญหา เนื่องจากรับหลักการไปแล้ว และเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ส่วนการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2564 ค่อยมาว่ากันใหม่ แม้ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรก็ยังมีกฎหมายรองรับให้ใช้งบประมาณปีก่อนไปพลางๆ ได้ ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีงบประมาณมาดูแลประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สศค.อยู่ระหว่างติดตามผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอยากให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพราะหากยืดเยื้อก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงตลาดเงินตลาดทุนอยู่บ้าง แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหามา เพราะรัฐบาลปัจจุบันยังมีอำนาจเต็มในการดูแลเศรษฐกิจ&amp;rdquo; นายวโรทัยกล่าวและว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้มอบหมายให้ สศค.ทำการประเมินและจัดเตรียมแผนรองรับเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้าแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ขณะนี้การเมืองในประเทศไทยถือเป็นประเด็นที่ตลาดหุ้นไทยให้น้ำหนัก แม้อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ภาพรวมยังมีมุมมองเป็นบวก เพราะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง โดยประเมินว่าทิศทางตลาดหุ้นไทย ไตรมาส 2 ปี 2562 จะปรับตัวดีขึ้น หากมีการรับรองผลการเลือกตั้งตามกรอบเวลาภายในวันที่ 9 พ.ค. และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนต่างชาติและตลาดหุ้นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า ช่วงเดือน พ.ค.ยังต้องติดตาม หลังจากรวบรวมรัฐบาลได้จะมีเปิดประชุมรัฐสภาภายในวันที่ 24 พ.ค. เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี โดยประเมินว่ากรณีดีที่สุดคือคะแนนเสียงรัฐบาลใกล้เคียงหรือมากกว่า 300 คะแนน จะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ กรณีระดับกลางคะแนนเสียงไม่ขาดหรือประมาณ 250 ต่อ 260 จะทำให้การเมืองอาจไม่มีเสถียรภาพ เพราะต้องถกกันเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ และกรณีเลวร้ายสุดคือไม่สามารถเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ ซึ่งจะสร้างความกังวลแก่ตลาดอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พ.ค.นี้ต้องรู้แล้วว่าหลายพรรคที่ยังกั๊กอยู่จะอยู่กับใคร และกระแสเงินทุนต่างชาติคงเริ่มเห็นการไหลเข้าได้หากภาพการเมืองชัด แต่หากไม่จบคงกดดันหนักเช่นกัน โดยผลการเลือกตั้งตามระบบจัดสรรปันส่วนผสม ส่งผลให้ ส.ส.กระจายตัวค่อนข้างมาก ทำให้เกิดขั้วทางการเมืองที่มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์แย่งกันจัดตั้งรัฐบาล ทำให้รัฐบาลรอบนี้มีอุปสรรคมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา&amp;quot; นายเทิดศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งน่าจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ จนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ค. และการจัดตั้งรัฐบาลจะยังไม่ได้ข้อสรุปจนถึงปลายเดือน พ.ค.ถึงต้นเดือน มิ.ย.ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งหากเป็นรัฐบาลชุดเดิมก็จะมีความต่อเนื่องในการสานต่อนโยบายเดิม โดยเฉพาะโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวกได้ แต่หากตรงกันข้าม ตลาดน่าจะผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากความกังวลในความต่อเนื่องของนโยบายหรือมีความล่าช้าในการดำเนินการ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธิดาศิริ ศรีสมิต, วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b996be7d76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลั่นไม่มีนโยบายขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษี LTF</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลั่นยังไม่มีนโยบายขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษี LTF ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2562 หวังลดความเหลื่อมล้ำ มั่นใจไม่กระทบตลาดหุ้น เหตุนักลงทุนรับรู้ล่วงหน้ามา 2 ปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายที่จะขยายเวลาอายุมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะสิ้นสุดในปี 2562 และเชื่อว่าไม่กระทบกับตลาดหุ้น เพราะได้มีการแจ้งเรื่องนี้ให้นักลงทุนทราบล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2560 ว่าอีก 2 ปี จะสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการลดหย่อยภาษี LTF ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ จึงต้องมีมาตรการจูงใจให้กับนักลงทุน แต่ปัจจุบันตลาดหุ้นของไทยแข็งแรงจึงไม่จำเป็นมีมาตรการ &amp;nbsp;LTF ซึ่งกระทรวงการคลังจึงยังไม่มีการหารือเรื่องการต่ออายุมาตรการดังกล่าว และตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีมาตรการลดหย่อนภาษี &amp;nbsp;LTF ให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ล่าสุดยังเห็นได้ชัดว่านักลงทุนได้มีการปรับตัวในเรื่องการลงทุน สะท้อนจากการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ที่ประชาชนรายย่อยจองเข้าจำนวนมาก จนกระทรวงการคลังต้องตัดสัดส่วนของนักลงทุนประเทศและสถาบันลงอีก 5% เพื่อมาจัดสรรให้กับนักลงทุนรายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การไม่ต่ออายุมาตรการภาษี LTF จะไม่กระทบกับตลาดหุ้น ส่วนการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมามาไม่ได้เป็นผลกระทบจาก LTF แต่เป็นเรื่องการโยกเงินลงทุนของนักลงทุนจากตลาดหุ้นไปในตลาดตราสารหนี้มากกว่า&amp;quot; นายวโรทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเห็นว่าคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาษี &amp;nbsp;LTF คือคนที่มีรายได้สูง และกองทุนที่บริหารทำกำไร ส่วนผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาษี &amp;nbsp;LTF เลย นอกจากนี้ ในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศมีนโยบายยกเลิกหรือไม่ขยายเวลาให้กับมาตรการลดหย่อนภาษีที่เพิ่มความเหลื่อล้ำระหว่างคนมีรายได้สูงกับรายได้ต่ำ เพื่อลดความเหลื่อล้ำทางสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20993</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, มาตรการลดหย่อนภาษี LTF, วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล, ไม่ต่อมาตรการภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c51b9b7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังคงจีดีพีปี 61 โตที่ 4.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังคงประมาณการณ์จีดีพีปี 2561 โตว้าวที่ 4.5% อานิสงส์บริโภคเอกชนหนุน หลังการจ้างงาน-รายได้เกษตรขยับตัวดีขึ้น ลุ้นเลือกตั้งช่วยดันเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจ ส่วนส่งออกโตทรุดเหลือ 8% จากคาดการณ์เดิมที่ 9.7% รับปัญหาสงครามการค้าปัจจัยกระทบสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า สศค. ยังคงประมาณการตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ไว้ที่ 4.5% เท่าเดิม โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 4.3-4.7% เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ระดับ 3.9% หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 4.8% เนื่องจากการใช้จ่ายและบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการจ้างงานและรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น จากผลผลิตที่สูงขึ้นด้วย พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้ เหลือ 8.0% จากคาดการณ์เดิม อยู่ที่ 9.7% เนื่องจากปีนี้มีเหตุการณ์ผิดปกติที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐฯ และจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่มีผลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2561 มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักของไทย 15 ประเทศ ที่ระดับ 4.0% ขณะที่คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนในปีนี้ จะทรงตัวที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากปีก่อน ประมาณ 5% ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2561 ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 71.8 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล จากคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 70.1 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีนี้ ยังคาดว่าอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ลงเหลือ 38 ล้านคน หรือ 7% จากเดิมที่ 39.5 ล้านคน หรือ 11.1% ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว ลดลงเหลือ 2.01 ล้านล้านบาท หรือ 9.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.08 ล้านล้านบาท หรือ 14.1% ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ จ.ภูเก็ต ค่าเงินตุรกีที่อ่อนลง ทำให้แย่งชิงตลาดนักท่องเที่ยวรัสเซียจากไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจครึ่งปีแรกที่แรก 2561 ขยายตัวได้สูงถึง 4.8% ดังนั้นการที่เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ 4.5% จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก ส่วนจะขยายตัวได้มากกว่า 4.5% หรือไม่ ขึ้นอยู่กับมาตรการเพิ่มเติมที่รัฐบาลจะออกมา โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติกระทรวงการคลังไม่มีการหารือถึงมาตรการดังกล่าว&amp;quot; นายวโรทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐจากปีก่อนหน้ายังเป็นแรงสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่าความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งนั้น จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะตามมาด้วย ซึ่งเรื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20989</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปี 2561, วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โต 4.5%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c16185749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยว 5 จังหวัดภาคกลางบูมรับกระแสละครดัง “บุพเพสันนิวาส”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังแจงท่องเที่ยว 5 จัดหวัดภาคกลาง &amp;ldquo;อยุธยา-กาญจนบุรี-ลพบุรี-สมุทรปราการ-สระบุรี&amp;rdquo; คึกคัก รับอานิสงส์ละครดังบุพเพสันนิวาส หนุนนักท่องเที่ยวแห่เที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ตามรอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;29 มี.ค. 61 - นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับปัจจัยหนุนมาจากละครดังเรื่องบุพเพสันนิวาส เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ถ่านทำและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตามรอยละครเรื่องดังกล่าว ได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธศวรรย์ วัดธรรมาราม วัดเชิงท่า วัดพระราม ป้อมเพชร วัดพระคริตประจักษ์ เกาะใหญ่ สะพานบ้านดินสา วัดช้างอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสของละครดังเรื่องดังกล่าวด้วย อาทิ บ้านหลวงรับราชทูตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ พระปรางค์สามยอด พระที่นั่งไกรสรสีหราช จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ตลาดน้ำกองถ่ายทำภาพยนตร์ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน ตลาดน้ำดาวเรือง จังหวัดสระบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้อุปสงค์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวใน 5 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ และสระบุรีกำลังขยายตัวอย่างมาก โดยปัจจัยหลักมาจากกระแสของละครดังเรื่องบุพเพสันนิวาสที่ช่วยปลุกการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในจังหวัดภาคกลางให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายวโรทัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6061</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กรุงศรีอยุธยา, กาญจนบุรี, คลัง, ท่องเที่ยว, บุพเพสันนิวาส, ภาคกลาง, ลพบุรี, วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล, สมุทรปราการ, สระบุรี, สศค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abc910a3fddc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
