<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์ เปิดตัวเลขไตรมาส2/64ว่างงานพุ่ง7.3 แสนคน เด็กจบใหม่เตะฝุ่นเพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2564 มีอัตราการว่างงาน อยู่ที่ 1.89% ลดลงเล็กน้อยจาก 1.96% ในไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่างงาน 7.3 แสนคน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องจับตาดูในช่วงนี้คือสิ่งที่ผู้ว่างงานโดยไม่เคยทำงานมาก่อน หรือผู้ที่จบการศึกษาใหม่ที่มีการว่างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10% ซึ่งขณะนี้มีอยู่กว่า 2.9 แสนคน โดยแนวโน้มผู้ที่จบการศึกษาจากอุดมศึกษา และอาชีวะศึกษา มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤตโควิด โดยมีผู้ว่างงานนานกว่า 12 เดือน กว่า 20.1% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีอยู่ 11.7%
&amp;nbsp;
สำหรับประเด็นที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากากรแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมาตรการที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปที่รายได้ของแรงงาน ฉะนั้น ช่วงถัดไปจะต้องมีการดูแลผู้ประกอบการให้สามารถรักษาการจ้างงานให้ได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะออกมาในระยะถัดไป เพราะขณะนี้ข้อมูลยอดบัญชีคงค้างต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ก็ลดลงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามีการนำเงินเก็บออกมาใช้ และจะต้องมีการดูแลแรงงานที่มีการปรับตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาใหม่ จะต้องมีมาตรการออกมาในการจ้างงานระยะสั้น เช่น การฝึกอบรม ทำให้สามารถหารายได้ในช่วงที่รอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามขณะที่มาตรการช่วยเหลือการจ้างงานด้วยการจ่ายเงินคนละครึ่งจะออกมาเมื่อไหร่นั้น ขณะนี้สภาพัฒน์กำลังทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมาก็มีโครงการของรัฐที่ออกไปช่วยการจ้างงานอยู่หลายโครงการ จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าหลายๆ โครงการที่มีการจ้างงานไปแล้วในสถานการณ์เหล่านี้จะต้องมีการต่ออายุโครงการเหล่านั้น เพื่อเร่งคงระดับการจ้างงานไว้ ขณะเดียวกันมาตรการอื่น ๆ ที่จะออกมาขอให้รอติดตาม ซึ่งกำลังจะเร่งเสนอมาตรการอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรักษาระดับการจ้างงานได้เช่นกัน
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ในส่วนการจ้างงานในไตรมาส 2/64 ปรับตัวดีขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยการจ้างงานภาคเกษตรกรรมปรับเพิ่มขึ้น 2.4% เนื่องจากแรงงานที่กลับภูมิลำเนาแล้วเข้าสู่ภาคการเกษตร ขณะที่แรงงานนอกภาคการเกษตร ปรับเพิ่มขึ้น 1.8% ส่วนสาขาการจ้างงานที่มีการปรับลดลง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น ส่วนชั่วโมงการทำงานปรับดีขึ้นจากปีที่แล้ว เฉลี่ย 41.6% เพิ่มขึ้น 8.8% และจำนวนผู้ทำงานที่ทำงานล่วงเวลา มีกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.5 ล้านคน โดยชั่วโมงการทำงานที่ปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์เคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการล็อกดาวน์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบแน่นอนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งการจะเป็นผู้ว่างงานหรือไม่นั้น ขณะนี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ก็พยายามที่จะคงการจ้างงานเอาไว้เหมือนกัน แต่อาจจะมีการลดค่าจ้าง และอาจจะมีผู้ที่เป็นลักษณะเสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น ในช่วงไตรมาส 3 ส่วนแนวโน้มการว่างงานในไตรมาส 3 นั้น จะต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะในช่วงวิกฤตที่ผ่านมามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดพื้นที่ 29 จังหวัด และรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาระยะสั้นก่อนแล้ว ฉะนั้น การจ้างงานจะต้องมาพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าแนวโน้มจะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง แต่ยังมีบางสาขาที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ส่วนภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว ฉะนั้น ในส่วนของผู้เสมือนการว่างงานจะยังต้องมีการเฝ้าระวังจากสถานการณ์ของสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่มีการฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดูผู้ที่เป็นลักษณะเสมือนว่างงานว่าเราคงต้องมีอะไรออกมาช่วยด้วย&amp;rdquo; นายดนุชา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, ภาวะสังคมไทย, ว่างงาน, สศช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a85eefd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การว่างงานของแรงงานทักษะต่ำจากวิกฤตโควิด-19: ปัญหาที่รอไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ระลอกสาม ที่ยังไม่มีตัวเลขใดๆที่จะให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววันนี้ การพูดถึงนโยบายฟื้นฟู หรือแม้แต่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วกับแรงงานไทย รวมถึงการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจที่ส่งผลต่อตลาดแรงงานโลกทำให้เราไม่สามารถชะลอการแก้ปัญหานี้ออกไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง แรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นแรงงานกลุ่มที่มีความเปราะบาง และศักยภาพในการปรับตัวน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานเมื่อโควิด-19 ปิดเมือง: ผลกระทบต่อแรงงานไทยในมิติ supply-side หลากมิติของความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานไทยต้องเผชิญ ของสถาบันวิจัยป๋วย อึ้งภากรณ์ (เมษายน 2563) ระบุว่าแรงงานไทยกว่า 6.1 ล้านคนได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในการระบาดระลอกที่ 1 โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มศิลปะ บันเทิง และนันทนาการ กลุ่มการศึกษา กลุ่มที่พักแรมและร้านอาหาร และกลุ่มกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องในการระบาดระลอกที่สองและสาม ในมุมของลูกจ้าง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ตั้งแต่ระลอกหนึ่งเป็นแรงงานหญิง แรงงานที่มีการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ แรงงานกลุ่มรายได้ระดับล่าง (รายได้ 6,000 &amp;ndash; 9,000 บาทต่อเดือน) ถึงแรงงานที่ได้ผลกระทบในระยะแรกนี้ ส่วนหนึ่งจะได้กลับมาทำงานหลังมาตรการล็อกดาวน์ แต่จำนวนชั่วโมงในการทำงานลดลง หลายคนตกงานหลังจากนั้นเพราะนายจ้างเลิกกิจการหรือโดนเลิกจ้าง และอีกกลุ่มใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีหลักประกันทางสังคม (social safety net) การประสบภาวะการเงินตึงตัวตั้งแต่ช่วงเริ่มการระบาดในไตรมาสแรกของปี 2563 ต่อเนื่องจึงสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือในการรับมือกับผลกระทบที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (พฤษภาคม 2564) ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนเกิดการระบาดรอบที่สาม ประเทศไทยมีประชากรอยู่ในกำลังแรงงาน 38.75 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ว่างงาน 0.76 ล้านคน และผู้มีงานทำ 38.75 ล้านคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 2% ซึ่งดูไม่มาก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า ผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน (ผู้เสมือนว่างงาน) มีจำนวนสูงถึง 4.38 ล้านคน ส่วนใหญ่รับจ้างงานอยู่ในธุรกิจที่มีความเปราะบาง และอาจมีการปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงาน/ชั่วโมงทำงานเพิ่มเติมหลังการระบาดระลอกสาม นอกจากนี้แล้ว จากตัวเลขผู้ว่างงาน 7.6 แสนคนนั้น 2.45 แสนคนเป็นคนที่ไม่เคยทำงานมาก่อน และ 3.19 แสนคนเป็นผู้ที่เคยทำงานในภาคบริการและการค้าซึ่งเป็นภาคส่วนที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ส่งผลให้ผู้ว่างงานในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับการจ้างงานเป็นเวลานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ภาคการเกษตรไม่สามารถรองรับแรงงานคืนถิ่นได้เหมือนวิกฤตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากฐานข้อมูลผู้ใช้มือถือประมาณ 20 ล้านคนของ True Digital Group ประเทศไทยมีแรงงานย้ายคืนถิ่นเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2563 รวมกันถึงสองล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในอายุวัยทำงาน (21&amp;ndash;60 ปี) และมากกว่า 50% เป็นผู้มีรายได้น้อย (บิลค่าโทรศัพท์เดือนละ 0-90 บาท) การอพยพแรงงานเมืองที่อายุน้อยและมีความรู้เทคโนโลยีกลับไปชนบทสร้างโอกาสในการพลิกโฉมภาคการเกษตรไทยและการกระจายความเจริญสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ ถ้ามีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ (ข้อมูลจากรายงานแรงงานคืนถิ่นหลังโควิด 19 จุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทยและเร่งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค: ข้อมูลจาก Mobile Big Data โดย ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ วริศ ทัศนสุนทรวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เมษายน 2564))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบัน ชนบทสามารถรองรับประชากรย้ายกลับถิ่นฐาน แต่ภาคการเกษตรมีศักยภาพจำกัดในการจ้างแรงงานกลับภูมิลำเนาได้เหมือนสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง จากรายงานการประเมินความเสียหาย ผลกระทบ และการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นต่อภาวะโรคระบาด COVID-19 โดย มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และสถาบันพระปกเกล้า (ตุลาคม 2563)ระดับครัวเรือน การย้ายกลับภูมิลำเนา ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือนมากนัก เพราะยังเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และผลผลิตทางการเกษตรที่นำมาใช้ในการบริโภคในครัวเรือนได้ &amp;nbsp;แต่เมื่อมองเรื่องการจ้างงานแล้ว 76% ของครัวเรือนเกษตรไทยพึ่งพารายได้จากนอกภาคการเกษตรมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด-19 เพราะรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต ภัยธรรมชาติ และราคาสินค้าในช่วงเวลานั้นๆ และครัวเรือนเกษตรมีภาระหนี้สินสูง โดยข้อมูลสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปี 2561 ประมาณ 50% ของครัวเรือนชาวนามีหนี้สินมากกว่า 200,000 บาท และอีก 20% มีหนี้สินมากกว่า 400,000 บาท การที่รายได้จากสมาชิกครอบครัวที่ทำงานนอกภาคการเกษตรลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการกลับมาอยู่บ้านนั้นเป็นภาระปากท้องให้กับครอบครัว ทำให้เกิดภาวะการเงินตึงตัว ในปี 2563 ครอบครัวมากกว่า 70% ใช้เงินออมและการขายสินทรัพย์ในการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ (ข้อมูลจากรายงานครัวเรือนเกษตรไทยในวิกฤตโควิด-19: หลักฐานเชิงประจักษ์จากการสัมภาษณ์เกษตรกรทั่วประเทศ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ (พฤษภาคม 2563))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้ว จำนวนการถือครองที่ดินที่ลดลงของครัวเรือนเกษตรไทย บวกกับแรงงานอายุน้อยไม่มีความคุ้นเคยกับการทำการเกษตร จึงขาดความรู้และทักษะในการเริ่มทำงานได้ทันที แรงงานย้ายกลับจึงออกไปรับจ้างงานอื่นในพื้นที่ หรือย้ายกลับถิ่นฐานเพียงเพื่อรองานในเมืองกลับมาเปิดเหมือนเดิม ในขณะที่เกษตรกรรายใหญ่ผู้ถือครองทุน นิยมจ้างแรงงานต่างชาติมากกว่าเพราะมีค่าจ้างที่ต่ำกว่า เช่น แรงงานลาวค่าจ้างวันละ 200 บาทเทียบกับการจ้างงานคนไทยวัน 300 บาท เป็นต้น นอกจากปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และความรู้และทักษะในการทำงานแล้ว ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยแล้ง ทำให้แรงงานคืนถิ่นมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจการเกษตรในชุมชน การจะทำให้แรงงานกลุ่มนี้ย้ายถาวรกลับมาอยู่ในภูมิลำเนาเพื่อพลิกโฉมภาคการเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยแรงผลักดันและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นจากรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม การปรับรูปแบบการทำงานในภาคธุรกิจจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับโลก รายงาน The future of work after COVID-19 โดย McKinsey Global Institute ได้พูดถึงสามเทรนด์สำคัญที่ส่งผลต่อการจ้างงานแล้ว ได้แก่ (1) รูปแบบการทำงานที่มีการผสมผสานระหว่างการทำงานที่บ้าน และการทำงานในออฟฟิศ โดย 10% ของลูกจ้างในประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนมาทำงานในรูปแบบนี้มากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ระบบขนส่งเพื่อเดินทางมาทำงาน ร้านอาหาร และร้านค้าในโซนออฟฟิศในเมืองจะน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดการหดตัวของการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระยะยาว &amp;nbsp;(2) การเติบโตของการบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ มีผลต่อการเคลื่อนย้ายการจ้างงาน (transition) ของแรงงานทักษะต่ำ ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการจ้างงานเยอะในธุรกิจบริการที่เป็นร้านค้า และร้านอาหาร มาเป็นการจ้างงานในภาคการขนส่งสินค้าจากผู้ขายไปสู่ผู้บริโภค (distribution centers and last mile delivery) และ (3) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้น (automation and AI) ทำให้งานที่ถูกทดแทนได้ด้วยหุ่นยนต์ เช่น สายงานการผลิตในโรงงาน แคชเชียร์ในร้านที่ใช้ customer kiosks แทนมนุษย์ จะหายไปถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงของงานอนาคตที่มาเร็วขึ้นมากเป็นผลจากที่ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนในช่วงโรคระบาดทำให้แรงงานกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานทักษะต่ำ แรงงานผู้หญิง และแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รวดเร็ว และยาวนาน เพราะไม่มีทรัพยากรในการปรับตัวสู่ความต้องการในตลาดแรงงานรูปแบบใหม่ และไม่มีเวลาพอที่จะปรับตัวได้ รัฐบาลและธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญมากในสร้างทักษะดิจิตัล การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ท และการ retrain แรงงานเพื่อการโยกย้ายงานไปในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ จากรายงาน The Future of Jobs Report 2020 ของ World Economic Forum (WEF) มีข้อมูลเรื่องงานอนาคตในแต่และประเทศ ทำให้เห็นว่าภาคส่วนที่ตื่นตัวและเริ่มทำการพัฒนาทักษะแรงงานสู่งานรูปแบบใหม่ เป็นการลงทุนของบริษัทมากกว่าฝั่งรัฐ การที่แรงงานกลุ่มเปราะบางในประเทศไทยออกมาจากงานแล้ว และรัฐบาลยังไม่มีกลไกลหรือนโยบายที่จัดการกับเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม มีความเสี่ยงสูงมากว่าผู้ว่างงานจะอยู่นอกตลาดงานยาวซึ่งเป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามปัจจัยเบื้องต้น ทำให้เห็นถึงความลึก กว้าง และเร่งด่วนของปัญหาที่รัฐควรจะต้องรีบดำเนินการ ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่จะทำเศรษฐกิจเราโตได้ในระยะยาว การออกแบบนโยบายสาธารณะที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และทำให้ทรัพยากรมนุษย์ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
เอด้า จิรไพศาลกุล
มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
CEO, เทใจดอทคอม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104205</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ว่างงาน, แรงงาน, แรงงานทักษะต่ำ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097712976db9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคม พร้อมจ่ายสิทธิประโยชน์ว่างงานเหตุสุดวิสัย ให้ผู้ประกันตนกระทบโควิด-19 เหตุ กทม.ประกาศปิดสถานที่และกิจการ 35 ประเภท เป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะมีการแพร่ระบาดลุกลามมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครได้ประกาศสั่งปิดสถานที่ และสถานประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว จำนวน 35 ประเภท ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. &amp;ndash; วันที่ 9 พ.ค. 64 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบกิจการ และลูกจ้าง ผู้ประกันตน ไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งในการนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพร้อมสั่งการให้ สำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกันตนพร้อมให้บริการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยแก่ผู้ประกันตน ตามประกาศ &amp;quot;กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563&amp;quot; ให้ได้รับสิทธิเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทศพลฯ กล่าวถึง คุณสมบัติผู้ประกันตนมาตรา 33 ในการขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจาก เหตุสุดวิสัย ต้องส่งเงินสมทบครบ 6 เดือนใน 15 เดือน จึงจะเกิดสิทธิรับเงินกรณีว่างงาน แต่ไม่ได้ทำงานหรือนายจ้าง ให้หยุดงานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค หรือไม่ได้ทำงานเนื่องจากนายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับ ตลอดระยะเวลาที่มีการกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรคหรือมีคำสั่งปิดสถานที่ดังกล่าว แล้วแต่กรณีแต่รวมกัน ไม่เกิน 90 วัน ช่องทางการขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุโควิด-19 ในครั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม กำหนดให้นายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบดำเนินการขอรับประโยชน์ทดแทน ตามช่องทาง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ผู้ประกันตนมีหน้าที่ กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01/7 สามารถ download แบบได้ที่ www.sso.go.th) แล้วนำส่งให้นายจ้าง ขอเน้นย้ำเรื่องเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และเลขบัญชีธนาคาร ที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นายจ้างมีหน้าที่ ดำเนินการยื่นขอรับสิทธิว่างงานในระบบ e-Service ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.1 บันทึกข้อมูลในระบบ e-Service บน www.sso.go.th โดยต้องบันทึกข้อมูลลูกจ้าง ตามแบบ สปส. 2-01/7 และหนังสือรับรองการหยุดงานกรณีราชการสั่งปิด/กรณีกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.2 รวบรวมแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01/7) ของลูกจ้าง ที่ได้บันทึกแล้วในระบบ e-Service บน www.sso.go.th นำส่งมายังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ทางไปรษณีย์ ลงทะเบียน ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่บันทึกข้อมูลในระบบ e-Service&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทศพลฯ กล่าวย้ำว่าในการขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานจากเหตุโควิด-19 นายจ้าง และลูกจ้าง ผู้ประกันตนต้องดำเนินการตาม ข้อ 1 และ ข้อ 2 และขอย้ำว่าลูกจ้างผู้ประกันตนไม่ต้องเดินทางมายังสำนักงานประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือผ่านโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบภาวะวิกฤต โควิด-19 ทุกด้าน เพื่อหาแนวทางกำหนดมาตรการแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาล เพื่อเร่งเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนนายจ้าง และผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคม ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ให้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101069</URL_LINK>
                <HASHTAG>SSONEWS2021, กระทรวงแรงงาน, นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน, นายสุชาติ ชมกลิ่น, ประกันสังคม, ประกาศปิดสถานที่และกิจการ 35 ประเภท, ผู้ประกันตน, มาตรา 33, ว่างงาน, สำนักงานประกันสังคม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_60892af558a9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สศช.ชี้คนว่างงาน-หนี้ครัวเรือนพุ่งจากพิษโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2563 ว่า ในช่วงไตรมาส 4 ของปี63 การจ้างงานเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานลดลง ส่งผลให้ภาพรวมในปี 2563 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงาน 6.5 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.69% เทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 3.71 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 0.98%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จำนวนผู้ว่างงานในปี 2563 ที่เพิ่มมาอยู่ที่ 6.5 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการใช้มาตรการล็อคดาวน์&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา ระบุว่า แม้ว่าสถานการณ์การว่างงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนได้จากจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานสะสมทั้งระบบ ณ ไตรมาส 4/2563 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 3.95 แสนคน จากระดับเกิน 5 แสนคน ในช่วงไตรมาส 3/2563 และล่าสุดในเดือนธ.ค.2563 จำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนฯรายใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 64,760 คน เทียบกับเดือนพ.ค.2563 ที่มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนฯรายใหม่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 171,987 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยชั่วโมงการทำงานในปี 2563 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 43.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากปีก่อนที่อยู่ที่ 45.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และแรงงานที่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ลดลงเหลือ 5.6 ล้านคนในปี 2563 ลดลงจากปีก่อน 17.1% รวมถึงแรงงานที่ทำงานน้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.24 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 135% ส่งผลให้รายได้ของแรงงานลดลง และอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงครึ่งปี 2563 พบว่าครัวเรือนมีรายได้ 23,615 บาท ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ที่มีรายได้ 26,371 บาท หรือมีรายได้ลดลง 10.45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านแรงงานในปี 2564 มี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะต้องมีการกำกับดูแลให้ดี แม้ว่าอีกไม่กี่วันจะมีการเริ่มฉีดซีนแล้ว แต่กว่าวัคซีนล็อตใหญ่จะเข้ามาก็ต้องรอจนถึงเดือนพ.ย.-มิ.ย.ปีนี้ 2.สถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคเกษตร และ3.การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงทักษะแรงงานในระยะถัดไป ทั้งการรีสกิลและอัพสกิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวต่อว่า ในส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือน พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 13.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/2563 ที่มีอัตราขยายตัว 3.8% ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2563 เพิ่มขึ้นเป็น 86.6% ต่อจีดีพี ซึ่งผลจากเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการก่อหนี้ของครัวเรือนในระยะถัดไป คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ตามมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐ รวมถึงกิจกรรมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่จะทำให้ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า ในระยะถัดไปผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้รายใหม่ 2.การจำแนกลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ ออกจากลูกหนี้กลุ่มอื่น เพื่อไม่ให้เกิดการที่กลุ่มลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหาทางการเงินแต่เข้ารับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และ3.การให้ความช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยเป็นพิเศษ เนื่องจากการลดลงของรายได้อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีพ เพราะมีภาระหนี้สินและขัดสนด้านการเงินเดิมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องพยายามทำให้หนี้ครัวเรือนที่มีอยู่ในระดับนี้ยังคงเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ และต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ทำให้เขามีความสามารถที่จะใช้จ่ายต่อเดือนในระดับที่อยู่ได้ เพราะถ้าหนี้ครัวเรือนขึ้นสูงมาก จะมีผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือน&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดนุชา พิชยนันท์, ว่างงาน, สภาพัฒน์ฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034e862ad18e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นขอรับสิทธิกรณีว่างงานอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย (โควิด-19) ไม่ยากอย่างที่คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวย้ำถึงการยื่นขอรับสิทธิกรณีว่างงานอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย จากสถานการณ์โรคระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ว่า ขั้นตอนการยื่นขอรับสิทธิฯ ดังกล่าวไม่ซับซ้อน เพียงแค่ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน กรอกแบบ คำขอรับประโยชน์ทดแทนในแบบ (สปส.2-01/7) กรณีว่างงาน พร้อมเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกต้อง และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ แล้วส่งให้นายจ้างบันทึกข้อมูล ในระบบ e-Service (www.sso.go.th) และนำส่งแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01/7) ของลูกจ้าง ส่งไปยังสำนักงานประกันสังคม ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ทางไปรษณีย์ภายใน 3 วัน ทำการ เมื่อสำนักงานประกันสังคมได้รับข้อมูลของนายจ้างถูกต้องครบถ้วนแล้วจะทำการอนุมัติจ่ายรอบแรก เงินเข้าบัญชีผู้ประกันตนภายใน 5 วันทำการ ส่วนที่เหลือจะโอนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือนจนครบ สำหรับกรณีที่เงินไม่เข้าบัญชีภายในกำหนด ขอให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านยื่นเอกสาร หรือโทรสายด่วน 1506 เพื่อดำเนินการแก้ไขทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทศพลฯ กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมตัวและลดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) การยื่นขอรับสิทธิกรณีว่างงานอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย สำนักงานประกันสังคม จึงกำหนดให้นายจ้างยื่นแบบคำขอขอรับประโยชน์ทดแทนของลูกจ้าง ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานฯ กรณีนายจ้างยังไม่ได้สมัครใช้งาน e-Service สามารถสมัครใช้งานได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม ก่อนดำเนินการยื่นแบบขอรับสิทธิฯ ผ่านระบบ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1506 หรือสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ที่นายจ้างตั้งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89435</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล กฤตวงศ์วิมาน, ประกันสังคม, ว่างงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffbd4b3a2ad2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมยํ้ามีเงินจ่าย รอนายจ้างมารับรองสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผูกคอดับอีกรายเซ่นรอเงินเยียวยาว่างงานโควิด &amp;nbsp;หลังเฝ้าทวงถามสิทธิ์ แต่หัวหน้างานอ้างไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะประกันสังคมอยู่บนหอคอย อ้างมีเงินจ่ายตามสิทธิ์ทุกรายพอ แถมเปิดข้อมูลร่ายยาวหาลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงเต็มพรืด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการจ่ายเงินกรณีผู้ประกันตนว่างงานจากเหตุสุดวิสัยว่า มีผู้ประกันตนมายื่นขอใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 1,177,841 ราย มีข้อมูลที่ยืนยันเข้ามาซ้ำกันหรือไม่ใช่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จำนวน 219,537 ราย เหลือผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน 958,304 ราย ได้เร่งจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 455,717 ราย เป็นจำนวนเงิน 2,354 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกำลังดำเนินการ 207,895 ราย รอนายจ้าง 50,000 ราย มารับรองสิทธิ์ลูกจ้าง 294,692 ราย ซึ่ง รมว.แรงงานสั่งเร่งรัดระดมเจ้าหน้าที่ทุกกรมประสานกับนายจ้างให้ช่วยมารับรองสิทธิ์ เพื่อให้สำนักงานได้วินิจฉัยจ่ายเงินเยียวยา ขอยืนยันว่าประกันสังคมมีเงินเพียงพอที่จะจ่าย เงินไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกบาททุกสตางค์ เพราะเป็นเงินของประชาชน ทั้งนี้ เรามีสายด่วน 1506 รับร้องเรียน 250 คู่สาย แต่ขณะนี้ยอมรับว่าอาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากมีผู้ใช้บริการเพิ่มจากปกติหลายหมื่นคนต่อวัน หรือประมาณ 11 เท่าจากปกติ แต่ยืนยันว่ามีคนปฏิบัติงานตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเงินสมทบ กล่าวว่า เราได้นำเงินในกองทุนประกันสังคมไปลงทุน 2.03 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 82 นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ลงทุนในพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน นอกจากนี้ยังมีร้อยละ 18 นำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจในความมั่นคงของกองทุน ทั้งนี้ ในการนำเงินไปลงทุนมีคณะกรรมการประกันสังคมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยตัวแทนจากนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายองค์กร จึงขอให้มั่นใจได้ว่ามีความเพียงพอที่จะจ่ายเงินเยียวยาและจ่ายสิทธิประโยชน์ในทุกกรณี นอกจากนี้เรื่องการคืนเงินสมทบให้ผู้ประกันตนที่จากเดิมจ่ายมาร้อยละ 5 ก็จะเหลือเพียงร้อยละ 1 ทำให้ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาทขึ้นไป ที่หักเงินสมทบเดือนละ 750 บาท ก็จะได้คืน 600 บาท ในเวลา 3 เดือน หรือเป็นเงินทั้งสิ้น 1,800 บาท&amp;rdquo; นายนันทชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.ท.พิเชฐ อามาตย์พล สว.(สอบสวน) สน.สนท่าเรือ ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้านเลขที่ 319 ซอยวัดคลองเตยใน แขวงและเขตคลองเตย กทม. จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม แพทย์นิติเวชฯ โรงพยาบาลจุฬาฯ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เกิดเหตุบ้านอาคารพาณิชย์สูง 2 ชั้น บริเวณชั้นลอยของบ้านได้ต่อเติมเป็นห้องพัก 1 ห้อง พร้อมติดตั้งกันสาด พบศพ น.ส.นิธิวดี หรือก้อย แซ่เตี้ย อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของบ้าน อาชีพพนักงานเก็บล้างร้านอาหารญี่ปุ่นฟูจิ ในห้างสรรพสินค้าสีลมคอมเพล็กซ์ สภาพนอนหงายสวมชุดนอนสีชมพูแบบกระโปรง มีร่องรอยกดรัดบริเวณคอหอย ใกล้กันพบกางเกงสแล็กขายาวสีเทา ผูกมัดกับขื่อกันสาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ประไพ ยอดประดิษฐ์ อายุ 70 ปี น้าสาวของผู้ตาย กล่าวว่า หลังจากพ่อคนตายเสียตนเองก็เข้ามาพักอาศัยด้วยนานกว่า 20 ปี ตนเองพักอยู่ชั้น 2 หลานพักอยู่ชั้นลอย ก่อนเกิดเหตุสืบเนื่องจากเกิดโรคโควิด-19 ทำให้หลานตนเองต้องหยุดพักงานเนื่องจากร้านอาหารอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า จึงขาดรายได้ ใช้เงินเก็บในการดำรงชีวิต และอยู่ระหว่างการรอรับเงินประกันสังคมมาตรา 33 ตามสิทธิกลุ่มลูกจ้าง-พนักงานเอกชน ซึ่งทำงานมาแล้วถึง 4 ปี เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลานสาวได้ทวงถามค่าชดเชยไปยังหัวหน้าแผนกกลับอ้างว่า &amp;quot;ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์&amp;quot; ทำให้หลานสาวซึม ตนเองจึงได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร เรายังโชคดีที่มีบ้าน มีข้าวกิน และปลอบใจมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ประไพกล่าวว่า จนกระทั่งวันนี้ตอนเช้าตนเองได้ยินเสียงหลานเปิดประตูจึงคิดว่าตื่นแล้ว จึงออกไปซื้อของเพื่อมาทำกับข้าวให้ เมื่อทำแล้วเสร็จก็ยังไม่ลงมาจึงตะโกนเรียกพร้อมเดินขึ้นไปพบหลานห้อยคอ โดยตัวยังสั่นไหวจึงนำตัวลงมาแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือจนเกิดเหตุสลดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะนำศพส่งชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตายที่แท้จริง คาดว่าเกิดจากปัญหาส่วนตัว จะเรียกญาติและผู้เกี่ยวข้องเข้าไปให้ปากคำอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65054</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ประกันสังคม, รอเงินเยียวยา, ว่างงาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไม่ผ่านเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200504/image_big_5eb00fba4b8f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมมั่นใจ พร้อมจ่ายสิทธิประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หลังจากการจ่ายเงินกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้แก่ ผู้ประกันตนผู้มีสิทธิกลุ่มแรก ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2563 และจะทยอยตัดจ่ายทุกวัน ผู้ประกันตนที่ได้รับการอนุมัติ และรับเงินงวดแรกไปแล้ว สำนักงานจะตัดจ่ายงวดที่ 2 และ 3 ให้ในเดือนถัดไปจนกว่าจะครบจำนวนวันที่ไม่ได้ทำงาน ที่ได้แจ้ง ต่อสำนักงานประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ตนมีความมั่นใจว่าสำนักงานประกันสังคมมีความพร้อมในการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ให้แก่ผู้ประกันตนทุกคนที่จะมีสิทธิ สำนักงานฯ ได้เตรียมสภาพคล่องพร้อมจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนได้ทันที ที่ตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามต่อความกังวลของหลายท่านในเรื่องความพอเพียงของกองทุน กรณีว่างงานนั้น คณะรัฐมนตรีก็ยังได้มีมติให้กระทรวงแรงงานเตรียมความพร้อมจัดทำแผนการเงิน เพื่อรองรับในกรณีที่มีคนขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงานเป็นจำนวนมากในกรณีจำเป็นอาจต้องขอรับจัดสรรงบประมาณ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ก็สามารถจัดทำแผนขอรับเงินในส่วนนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ นายทศพลฯ ยืนยันว่า สำนักงานประกันสังคมมีภารกิจในการให้ความมั่นคงทางสังคม แก่ผู้ประกันตน ในช่วงภาวะวิกฤตจากไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ตามมาตรการโดยสรุป ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ลดอัตราเงินสมทบ นายจ้าง เหลือร้อยละ 4 ผู้ประกันตนมาตรา 33 เหลือร้อยละ 1 และผู้ประกันตนมาตรา 39 เหลือ 86 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (มีนาคม &amp;ndash; พฤษภาคม 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขยายระยะเวลานำส่งเงินสมทบ ของนายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 สำหรับงวดเดือน มีนาคม &amp;ndash; พฤษภาคม ออกไปอีก 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ค่าจ้างเดือน มีนาคม 2563 ให้นำส่งภายใน 15 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ค่าจ้างเดือน เมษายน 2563 ให้นำส่งภายใน 15 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ค่าจ้างเดือน พฤษภาคม 2563 ให้นำส่งภายใน 15 กันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย กรณีผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงานกักตัว 14 วัน เนื่องจากสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกรณีผู้ประกันตน ไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเอง หรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย ให้ได้รับเงินว่างงานร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงาน ให้ผู้ประกันตนที่ลาออก ให้รับเงินกรณีว่างงานร้อยละ 45 ของค่าจ้างไม่เกิน 90 วัน และผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างรับเงินกรณีว่างงานร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 200 วัน ทั้งสองกรณีนั้น (บังคับใช้ 2 ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่าสำนักงานประกันสังคมจะระมัดระวังในการบริหารจัดการกองทุน วางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกันตนสูงสุด สมตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63993</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายเงินสิทธิประโยชน์, ทศพล กฤตวงศ์วิมาน, ประกันสังคม, ว่างงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea107cb3e832.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
