<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ถอนเงินเยียวยาโควิดวันแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเดิมจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท ประชาชนหลายพื้นที่แห่ไปกด แต่ต้องผิดหวังเพราะยังไม่ถึงคิว คลังบอกอยากรู้ให้ไปเช็กที่เว็บเราไม่ทิ้งกัน สาวดรามาบอกเศษเงินมีหนาว คลังส่งดีอีเอสตรวจสอบ เจอหนักทั้งกฎหมายคอมพ์-อาญา &amp;nbsp;ฝ่ายค้านพาเหรดข้องใจเกลี่ยงบประมาณ 2563 ทำไมอืด &amp;ldquo;กรณ์&amp;rdquo; แนะคุยเอกชนให้ส่วนลดเพื่อให้ใช้เงินคุ้มค่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 8 เม.ย. ถือเป็นวันแรกที่กระทรวงการคลังส่งเอสเอ็มเอส หรืออีเมล ไปยังผู้ที่ผ่านเกณฑ์รับเงินเยียวยา 5,000 บาทระยะเวลา 6 เดือน ก่อนทยอยโอนเงินให้ ซึ่งเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ได้เปิดเมนูตรวจสอบสถานะขึ้นมา เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิลงทะเบียนเข้าไปตรวจสอบขั้นตอนการจ่ายเงินเยียวยาในรายชื่อของตัวเองได้ว่าขณะนี้ดำเนินการถึงไหนแล้ว โดยผู้ต้องการตรวจสอบสามารถกดที่เมนูตรวจสอบสถานะ หลังจากนั้นระบบจะให้กรอกหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เบอร์โทรศัพท์มือถือที่ใช้ลงทะเบียน และวัน-เดือน-ปีเกิดก่อนระบบจะแจ้งผลว่าขณะนี้ขั้นตอนการจ่ายเงินดำเนินการถึงไหนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในวันที่ 8-10 เม.ย. จะแจ้งผลผู้ผ่านเกณฑ์ไปทางเอสเอ็มเอสและอีเมล ส่วนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเอสเอ็มเอสในวันที่ 9 เม.ย.เป็นต้นไปว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ ซึ่งไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดสาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้ที่เว็บไซต์เดียวกัน ส่วนกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนแต่ต้องรอตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม จะส่งเอสเอ็มเอสแจ้งรายละเอียด เพื่อขอให้ประชาชนกรอกข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 11-12 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการของเนชั่นทีวียืนยันว่า การจ่ายเงินจะมีการตรวจสอบได้ว่าคุณสมบัติตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง ต้องเรียกเงินคืน และหากกรอกข้อมูลไม่จริงจะดำเนินการในทุกกรณี ถ้าข้อมูลปลอมไม่ได้ไปต่อแน่นอน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลที่ระบุเงิน 5,000 บาทเป็นเศษเงิน ว่าเป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่ทราบว่าเจตนาเป็นอย่างไร เงินที่ให้ในครั้งนี้รัฐบาลตั้งใจดูแลพี่น้องประชาชน อาจไม่มากมาย แต่มีความหมายในภาวะเช่นนี้ ส่วนใหญ่เข้าใจในเรื่องนี้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การขยายเวลาแจกเงินจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤติโควิด-19 จะยืดยาวแค่ไหน แต่ในหลักการเยียวยานั้น เราดูแลทุกกลุ่มแน่นอน โดยเริ่มต้นจากกลุ่มที่ไม่มีสิทธิประกันสังคม ต่อด้วยกลุ่มอาชีพอิสระและเกษตรกรด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีวิธีการไม่เหมือนกัน จะปรับให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ความเป็นจริง โดยในอนาคตสามารถขยับปรับเปลี่ยนได้&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในหลายพื้นที่ผู้ได้รับสิทธิต่างพากันไปเช็กยอดเงินที่ธนาคารว่ามีเงินเยียวยา 5,000 บาทเข้ามาหรือไม่ ทำให้ธนาคารหลายแห่งมีประชาชนมาเข้าคิวจำนวนมาก และบางคนต้องผิดหวังแม้ประกอบอาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง แต่ก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงเริ่มทยอยโอนเงิน 5,000 บาทให้กับผู้ที่ได้รับคัดกรอง จากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com วันนี้เป็นวันแรก โดยประเมินว่าช่วง 3 วันแรก ระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย.นี้ จะมีผู้ได้รับการโอนเงินจำนวน 1.68 ล้านราย แบ่งเป็นวันที่ 8 เม.ย. 280,000 คน, วันที่ 9 เม.ย. 753,000 คน และวันที่ 10 เม.ย. จำนวน 644,000 คน ขณะนี้มียอดผู้ลงทะเบียนล่าสุดอยู่ที่ 24.3 ล้านคน โดยมียอดยกเลิกการลงทะเบียนประมาณ 370,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าได้เงิน 3 เดือนแน่นอน ส่วนจะขยายเวลาออกไปอีก 3 เดือนเป็น 6 เดือนนั้น รัฐบาลก็ยืนยันว่าดูแลได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดว่าจะเป็นอย่างไรอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่ง ณ วันนี้เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องมาประเมินก่อน หรือหากรัฐบาลต้องการนำเงินไปเยียวยานี้ไปช่วยคนที่ตกหล่นก็ทำได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณยืนยันว่า ระบบคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์ไม่มีปัญหา สามารถคัดกรองผู้ที่ควรได้รับเงินช่วยเหลือจริง แต่ขอให้เข้าใจว่า เนื่องจากเวลาเตรียมมาตรการมีน้อย ทำให้ไม่สามารถวางระบบตรวจสอบเข้มงวดได้ แต่ในกลุ่มที่ได้เงินไปแล้ว กระทรวงการคลังก็จะมีระบบตรวจทานซ้ำ ว่าอยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือถูกต้องหรือไม่ โดยยืนยันว่ากลุ่มแรกที่ได้รับเงินช่วยเหลือเยอะสุด คือ กลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไปและค้าขาย ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด ไม่ได้เน้นจ่ายกลุ่มที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ 4 กลุ่ม คือผู้ค้าสลาก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ และมัคคุเทศก์ เป็นการเฉพาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงการคลังระบุอีกว่า จากข้อมูลผู้มาลงทะเบียนกว่า 24.8 ล้านคน พบว่ากลุ่มรับจ้างทั่วไป ลงทะเบียน 11.7 ล้านคน ผ่านเกณฑ์แล้ว 4 แสนคน, กลุ่มค้าขาย ลงทะเบียน 6.3 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ 6 แสนคน, กลุ่มที่มีนายจ้าง ลงทะเบียน 1.9 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ 4 แสนคน, ขับรถรับจ้าง ลงทะเบียน 3 แสนคน ผ่านเกณฑ์ 1 แสนคน กลุ่มผู้ค้าสลาก ลงทะเบียน 2 แสนคน ผ่าน 2 หมื่นคน, มัคคุเทศก์ ลงทะเบียน 3 หมื่นคน ผ่านแล้ว 1 หมื่นคน, &amp;nbsp;อาชีพอิสระอื่นๆ ลง 1.7 ล้านคน ผ่าน 1 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มที่ไม่เข้าข่ายช่วยเหลือแต่มาลงทะเบียนมาก เช่น อาชีพอิสระบางประเภท อาทิ ค้าขายออนไลน์ รับจ้าง แรงงานก่อสร้าง โปรแกรมเมอร์ ก็จะไม่ได้ โดยเฉพาะค้าขายออนไลน์ พบว่ามาลงทะเบียน 2.1 ล้านคน ไม่ผ่านเกณฑ์เลยแม้แต่รายเดียว เนื่องจากรัฐไม่ได้สั่งปิดกิจการ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่มีสาวโพสต์ว่าได้รับเงินเยียวยาแล้ว 5,000 บาท แต่เป็นแค่เศษเงิน ซึ่งภายหลังได้ออกมาขอโทษแล้ว นายลวรณชี้แจงว่า กระทรวงได้รับรายงานแล้ว ซึ่งกำลังตรวจสอบจากฐานข้อมูลซ้ำอีกรอบ หากไม่มีคุณสมบัติต้องส่งเงินคืนภายใน 90 วัน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง และหากพบว่าเป็นคนที่ไม่ได้รับเงิน แต่อ้างว่ารับเงินก็จะได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ไปดำเนินการต่อ และหากได้รับเงินจริง โดยอ้างว่าลงไปเล่นๆ แต่ฟลุกได้ก็ต้องมาตรวจสอบ พร้อมเรียกเงินคืน และจะระงับเงินในเดือนต่อๆ ไปด้วย
ชี้ผิดทั้งพรบ.คอมพ์-อาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา กล่าวถึงกรณีผู้ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ว่าอาจเข้าข่ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เมื่อวันที่ 7 เม.ย. พรรคได้เรียกประชุมด่วน และมีมติจะยืนเคียงข้างพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยได้มีทำหนังสือเพื่อส่งไปยังนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดวงฤทธิ์กล่าวว่า ข้อเสนอของ รปช.ต้องการให้ช่วยเหลือลูกจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการดูแล 62% จากเงินเดือนหรือค่าจ้าง โดยจะนำหนังสือไปส่งให้กับ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน เพื่อให้ทราบถึงจุดยืนของพรรค รปช.ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าสถานการณ์ของไทยวันนี้เป็นบททดสอบสำคัญต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ว่ามีศักยภาพเพียงพอในการเป็นผู้นำในยามวิกฤติหรือไม่ แต่วันนี้ยังไม่เห็นถึงความชัดเจนของรัฐบาลในนโยบายสำคัญด้านการเงินการคลัง ว่ามีแผนจะจัดการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณปี 2563 อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยังไม่เห็นความชัดเจนในการปรับงบประมาณปี 2563 แล้ว ยังห่วงต่อการที่รัฐบาลเตรียมขอออกพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่มีคุณภาพ เราอาจเพิ่มความเสี่ยงในการนำเงินเก็บก้อนใหญ่อันเป็นเงินในอนาคตของประเทศมาใช้อย่างขาดหลักประกัน&amp;rdquo; นายสมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท. กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาเพียง 9 ล้านคน จากผู้มาลงทะเบียนมากถึง 24 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดแล้วหรือไม่ ระหว่างการช่วยเหลือเยียวยา 30,000 บาทต่อคนได้ 9 ล้านคน กับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 15,000 บาทต่อคนได้ 18 ล้านคน แบบไหนกระจายการช่วยเหลือในภาวะที่งบประมาณมีจำกัดออกไปได้มากกว่ากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวถึงการแจกเงิน 5,000 บาท ว่าน่าเสียดายที่ครอบคลุมเพียง 8 ล้านคน ลดลงจากเดิม 1 ล้านคนตามที่เคยมีมติ ครม.ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ควรได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะแรงงานในระบบที่ยังไม่ถูกเลิกจ้างและไม่ได้ว่างงาน ซึ่งถูกลดเงินเดือน หรือถูกบังคับให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง&amp;nbsp;
ข้องใจเกลี่ยงบ 63 อืด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งบประมาณส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท รมว.การคลังบอกเองว่ายังไม่มีรายละเอียด รอหน่วยราชการเสนอแผนขึ้นมา ซึ่งเสี่ยงจะเป็นงบแบบเบี้ยหัวแตกแบบที่เคยเป็นมา อย่างโครงการไทยนิยมยั่งยืน พรรคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอแผนส่วนนี้ไปก่อน และนำแผนการฟื้นฟูและกระตุ้นทั้งหมดไปพิจารณารวมกับงบประมาณ 2564 เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ&amp;rdquo; น.ส.ศิริกัญญากล่าว และว่า ส่วนการปรับเกลี่ยงบประมาณ 2563 ผ่านมา 2-3 สัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นว่าเป็นเม็ดเงินที่แน่นอนเท่าไหร่ โอนจากหน่วยงานใดบ้าง และยังไม่มีกำหนดเวลาว่าเมื่อไหร่ที่รัฐบาลจะส่งกฎหมายการโอนงบประมาณให้สภาพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลอยากให้เศรษฐกิจพื้นฐานฟื้นได้จริง ควรแจกเงินประชาชนทุกคน 6 เดือนโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนเด็กต่ำกว่า 18 ปีหรือคนชรา ก็แจกโดยลดยอดแจกเหลือครึ่งหนึ่งจากยอดของวัยทำงาน
นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีต รมว.การคลังโพสต์เฟซบุ๊กว่า อยากให้รัฐบาลเชิญผู้ประกอบการหารือร่วมกันลดราคาสินค้า 20-50% หรือเท่าไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะหมวดหมู่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เงิน 5,000 ดังกล่าวเกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อประชาชน เพราะในสถานการณ์ที่ทุกธุรกิจต่างก็เดือดร้อนกันไปหมด สิ่งที่จะทำให้ประเทศเราก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้นั้น คือน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยอยู่แล้ว และเชื่อว่าผู้ประกอบการพร้อมหยิบยื่นน้ำใจให้ผู้ที่กำลังลำบาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมว.แรงงาน และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเสมอภาค กล่าวว่า เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประกาศให้โควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ โดยขอเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคณะกรรมการร่วมยุทธศาสตร์แก้วิกฤตการณ์ไวรัสโควิดแห่งชาติ โดยเชิญตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน ภาคส่วนอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย และแพทย์ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเรื่องหักเงินเดือน ส.ส.เพื่อช่วยแก้โควิด-19 ว่านับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ได้มี ส.ส.เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการกระทำที่ดี แต่ขอยืนยันว่าสภาไม่มีความคิดหักเงินเดือน ส.ส.แน่นอน ส่วน ส.ว.จะดำเนินการก็เป็นสิทธิ์ของ ส.ว.เอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62571</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, ลวรณ แสงสนิท, ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, ศิริกัญญา ตันสกุล, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อุตตม สาวนายน, เกศปรียา แก้วแสนเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8dcbf948de6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรใหม่ &#039;รักษาสิทธิ&#039;ของคนหมู่มาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุปนายกสภาทนายความอธิบายยิบพ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฉบับใหม่ หลังมีผลบังคับใช้ 15 เม.ย. ระบุให้บุคคลหลบหนีหมายจับ หาก จนท.ยังจับตัวไม่ได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ จะถูกย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านไปยังทะเบียนกลาง รับเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ถือว่าเป็นการรักษาสิทธิคนหมู่มาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา และอุปนายกสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้มีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาเป็นที่น่าจับตามองคือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับในวันที่ 15 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป พ.ร.บ.ฉบับนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อให้การทะเบียนราษฎรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความเป็นธรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย และการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวว่า ในมาตรา 13 ของกฎหมายใหม่นี้ระบุว่า เมื่อศาลได้ออกหมายจับผู้ใด ไม่ว่าจะออกโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจร้องขอ หรือศาลออกเองก็ตาม ถ้ายังจับไม่ได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีหน้าที่แจ้งให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางทราบ และให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางแจ้งให้นายทะเบียนย้ายคนที่ถูกออกหมายจับนั้นออกจากทะเบียนบ้าน และเพิ่มชื่อและรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง และให้หมายเหตุไว้ในรายการของบุคคลนั้นว่าอยู่ในระหว่างการติดตามตัวตามหมายจับด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากผู้ที่ถูกโอนย้ายชื่อไปอยู่ทะเบียนบ้านกลางนั้น ต้องการย้ายกลับเข้าทะเบียนบ้านของตน ก็ต้องมาแสดงตัวต่อนายทะเบียนนั้น พร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าหมายจับนั้นได้ถูกเพิกถอนหรือตนเองถูกจับตามหมายจับนั้นแล้ว&amp;quot; อุปนายกสภาทนายความระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ทะเบียนบ้านกลางคืออะไร อุปนายกสภาทนายความ อธิบายว่าทะเบียนบ้านกลาง คือทะเบียนบ้านสำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน บุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางไม่สามารถใช้อ้างอิงหรือยืนยันที่อยู่ของตนตามทะเบียนบ้านได้ เพราะบ้านเลขที่ตามทะเบียนบ้านกลางที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือที่ตั้งของสำนักงานเขต หรือที่ตั้งของสำนักทะเบียนราษฎรในแต่ละท้องที่ หากนำไปใช้ส่งจดหมายหรือส่งหมายศาล ก็จะไม่สามารถส่งได้ เพราะไม่มีตัวผู้รับตามจ่าหน้าหรือที่ระบุในหมายศาล เพราะเป็นที่ทำงานของทางราชการ ไม่มีคนพักอาศัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีที่ชื่อจะไปปรากฏอยู่ในทะเบียนบ้านกลางได้ โดยทั่วไปจะเกิดจากการที่เจ้าบ้านแจ้งว่าผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านของตนไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านของตน ได้ย้ายออกไปนานแล้ว ไม่รู้จักว่าเป็นใคร ไม่ทราบว่าปรากฏชื่อได้อย่างไร หรือตัวบุคคลนั้นแจ้งย้ายออกจากที่บ้านหลังดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งย้ายเข้าไปในทะเบียนบ้านอื่น คนกลุ่มนี้ก็จะถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านเดิม และเมื่อไม่มีที่อยู่ใหม่ ชื่อจึงต้องไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุปนายกสภาทนายความกล่าวต่อไปว่า กฎหมายใหม่นี้ทำให้คนที่หนีหมายจับ หรือตำรวจไม่ได้ตัวมาภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ จึงต้องถูกย้ายชื่อไปอยู่ทะเบียนบ้านกลาง ไม่ว่าคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม และนอกเหนือไปกว่านั้นกฎหมายยังให้หมายเหตุไว้ในทะเบียนบ้านด้วยว่า เขากำลังอยู่ระหว่างการติดตามตัวตามหมายจับ พูดแบบชาวบ้านก็คือ ทะเบียนบ้านจะถูกระบุว่าท่านหนีหมายจับอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กฎหมายใหม่นี้จะกระทบกับคนที่หนีหมายจับ เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล ขัดหลักความเสมอภาคหรือไม่ ว่าที่ พ.ต.สมบัติกล่าวว่า อาจมองได้ว่าการกระทำนี้เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลแน่นอน เพราะเป็นการจำหน่ายชื่อของเขาออกไปโดยเขาไม่ยินยอม การระบุไว้ในทะเบียนบ้าน เท่ากับเป็นการประจานตัวบุคลไปด้วย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญให้สันนิษฐานไว้ว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นส่วนรวม ซึ่งเป็นสิทธิของคนหมู่มาก ก็จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ระบุไว้ชัดว่าสามารถทำได้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติมาเรียบร้อยแล้ว เป็นการใช้ระบบทะเบียนราษฎรให้มีประโยชน์ต่อการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน และวันนี้กฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุปนายกสภาทนายความขยายความว่า ฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การออกกฎหมายฉบับนี้แม้จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ ประโยชน์สาธารณะย่อมอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นหากมีหมายจับ กฎหมายต้องการให้ท่านแสดงตนเพื่อเข้าต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม กฎหมายต้องการให้สู้ไม่ใช่หนี และในวันนี้ หากท่านหนี ท่านจะมีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านใหม่ แม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม และเหนือสิ่งอื่นใด ในทะเบียนบ้านใหม่ของท่านจะมีข้อความระบุให้คนทั่วไปเข้าใจได้ว่า ท่านกำลังหนีหมายจับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33793</URL_LINK>
                <HASHTAG>ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb5e5f420ee2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกสาวเพื่อนทนาย ร่วมอมเงินน้องบีม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จบคดีทนายแสบโกง &amp;quot;น้องบีม&amp;quot; เหยื่อรถเทรลเลอร์ถูกชนจนพิการ ขณะที่พ่อเสียชีวิตเมื่อปี 48 ศาลสั่งจำคุกเพื่อนสาวทนาย 2 ปี 16 เดือน พร้อมชดใช้ค่าเสียหายกว่า 2 ล้าน ฐานร่วมกระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ถึงความคืบหน้าคดีพรรคพวกของนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อดีตทนายความ ฉ้อโกงเงินชดใช้ค่าเสียหายของ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม ที่ต้องพิการเพราะถูกรถเทรลเลอร์ของบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งชน ว่า พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนางพรปวีณ์ ชูแก้ว กับ น.ส.ภัทรวดี หรือฐิตาภา สวัสดี สองเพื่อนสาวของนายพิสิษฐ์ เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารปลอม, เป็นผู้สนับสนุนบุคคลอื่นฉ้อโกงโดยกระทำผิดหน้าที่กับจำเลยที่ 1 และในฐานฉ้อโกงกับจำเลยที่ 2 พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทน เหตุเกิดวันที่ 19 ก.พ.2557 ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน โดยมี น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ มารดาของน้องบีม และตัวน้องบีม เป็นโจทก์ร่วม มีทนายความอาสาจากสภาทนายความ ที่ตนกับนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ เป็นหัวหน้าทีม เข้าว่าความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 เสนอชดใช้เงิน 50,000 บาทแก่โจทก์ร่วม โดยขอให้ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์เพื่อให้คดีอาญาระงับไปเฉพาะจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็นำเงินสดมามอบให้โจทก์ร่วม และมีการขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ มีเหตุลดโทษ จึงให้คงจำคุกรวม 2 ปี 16 เดือน และให้ชดใช้เงิน 981,100 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และ 1,405,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่มาคดีนี้ ครอบครัวของน้องบีมประสบอุบัติเหตุถูกรถเทรลเลอร์ของบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งชน เป็นเหตุให้น้องบีมพิการต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ บิดาเสียชีวิต และมารดาได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2548 ต่อมาศาลจังหวัดไชยา อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี พิพากษาให้ชนะคดีที่ฟ้องบริษัทดังกล่าว เรียกค่าเสียหายเกือบ 6 ล้านบาท แต่นายพิสิษฐ์ อดีตทนายความ ได้ฉ้อฉลนำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปยื่นขอสละสิทธิ์การบังคับคดี แล้วแอบไปขอรับเงินจากบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าการขอสละสิทธิ์บังคับคดีไม่ชอบ ให้ออกหมายบังคับคดีเรียกเงินเกือบ 6 ล้านบาทต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คดีอาญา ศาลจังหวัดตลิ่งชันได้พิพากษาจำคุกนายพิสิษฐ์ฐานฉ้อโกง, เป็นบุคคลที่ได้รับการไว้วางใจกระทำผิดหน้าที่, ปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นเวลา 5 ปี 12 เดือน อีกทั้งสภาทนายความได้ลบชื่อออกจากสารบบ ห้ามเป็นทนายความ 5 ปี ส่วนนางพรปวีณ์กับ น.ส.ภัทรวดีนั้น เป็นผู้นำเอกสารปลอมไปหลอก น.ส.พรทิพย์ ทำนองว่าเป็นตัวแทนของบริษัทคู่กรณีมาขอเจรจาว่า บริษัทกำลังขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่าย ขอลดหนี้จาก 6 ล้านบาท เหลือ 3 ล้านบาท ดีกว่าจะบังคับเอาอะไรไม่ได้เลย นางพรทิพย์หลงเชื่อ ฝ่ายจำเลยจึงจ่ายเงินให้ 2.8 แสนบาทเท่านั้น ที่เหลือทวงถามก็บ่ายเบี่ยง แล้วหนีหายไปในที่สุด จนถูกจับกุมได้และพิพากษาแล้ว เป็นอันปิดคดีน้องบีมที่ต่อสู้กันมา 13 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16035</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง, ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7eb338ac6e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
