<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งลาม17จว. คาดเศรษฐกิจ วอด1.5หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฉัตรชัย&amp;quot; ห่วงภัยแล้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน หลังระดับน้ำนอกเขตชลประทานเหลือน้อย เล็งอาจต้องดึงน้ำจากพื้นที่อื่นเสริม แนะภาคเกษตรปรับระบบการเพาะปลูก &amp;quot;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;quot; &amp;nbsp;คาดส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ 15,300 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มี.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ระดับน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยในช่วงเกิดภัยแล้งว่า เรื่องนี้ตนได้เตือนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไป 2 สัปดาห์แล้ว เพราะอากาศร้อนเร็ว สิ่งที่น่าห่วงคือนอกเขตชลประทาน เพราะที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ปรับเรื่องการเพาะปลูกเพื่อลดความเสียหายอยู่แล้ว และจากนี้ไปต้องไปดูว่าน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับท้องถิ่นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะต้องพยายามควบคุมดูแล และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดู บางพื้นที่อาจต้องดึงน้ำจากพื้นที่อื่นมาช่วยเสริม ส่วนในเขตชลประทานยังพอดูแลได้ แต่ทั้งหมดนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น จะต้องไปวางแผนรับมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในเขตชลประทาน จากที่ดูสถานการณ์น้ำสำหรับการอุปโภคคงไม่เป็นปัญหา เราหาทางช่วยเหลือได้ แต่ที่จะเป็นปัญหาคือภาคการเกษตร เรื่องนี้คงต้องไปปรับระบบการปลูก เราต้องพยายามให้ผ่านไปให้ได้&amp;quot; พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่น่าเป็นห่วงมี 17 จังหวัด ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยหลังจากนี้จะให้ สทนช.ชี้แจงสถานการณ์ในภาพรวมอีกครั้ง ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ภัยแล้ง ตนก็เข้าใจ เพราะตอนนี้เข้าสู่สภาวะหน้าแล้งแล้ว แต่ได้พยายามดูแลอยู่ และคาดว่าในเดือน พ.ค. ฝนน่าจะมาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.พิจิตร ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นประธานจัดอบรมโครงการหลักสูตรอุตุนิยมวิทยา เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างไร บริเวณ อบต.โพธิ์ประทับช้าง โดยมีส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเกษตรกรรวมกว่า 60 คน เข้าร่วมรับฟังความรู้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ข้อมูลอากาศ หรือข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาไปบูรณาการ หรือประยุกต์ใช้กับการทำการเกษตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์กล่าวว่า ตั้งแต่กลางเดือนก.พ.2562 เป็นต้นมา ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ซึ่งจะมียาวนานไปจนถึงกลางเดือนพ.ค.2562 ซึ่งอุณหภูมิความร้อนในบางพื้นที่อาจจะมีสูงถึง 42 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนปริมาณน้ำฝนที่มีการเก็บค่าเฉลี่ยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คาดว่าในปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมีน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้นจึงขอฝากเกษตรกรที่จะทำการเกษตรควรบริหารจัดการระบบน้ำให้เหมาะสมและเพียงพอ&amp;quot; รองอธิบดีกรมอุตุฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม สั่งการทุกเหล่าทัพติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในทุกพื้นที่ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยให้เฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับปัญหาไฟป่า และประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในทุกจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยง และสนับสนุนกำลังพล เครื่องมือ เครื่องจักรและยานพาหนะ เข้าร่วมบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากหรือเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ให้กองทัพอากาศประสานกับกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนอากาศยานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ภูมิภาค 12 หน่วยปฏิบัติการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ออกปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลัก&amp;quot; โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาภัยแล้งขณะนี้ว่า ภัยแล้งในปีนี้ได้ส่งสัญญาณที่มาเร็วและยาวนานกว่าทุกปี ซึ่งส่อเค้าถึงระดับน้ำในเขื่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะกระทบต่อพืชเกษตรสำคัญที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคดังกล่าวคือ ข้าวนาปรัง ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคกลางเป็นหลักถึง 47.8% และอ้อย ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลักถึง &amp;nbsp;43.5%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าผลกระทบในเบื้องต้นของสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2562 ที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายของข้าวนาปรังและอ้อยเป็นหลัก อาจทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 15,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP แต่ทั้งนี้ เป็นการประเมินในเบื้องต้น ซึ่งหากรวมผลเสียหายของพืชเกษตรอื่น อาจทำให้มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังต้องมีการติดตามระยะเวลาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะ และอาจต้องมีการทบทวนตัวเลขนี้ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งต้องติดตามสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูแล้ง และระดับความรุนแรงของฤดูแล้งอาจไม่เท่ากันในแต่ละเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังคงต้องจับตาระดับความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเดือนเม.ย. ที่จะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นเกษตรกรอาจต้องมีการวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนเพื่อเป็นรายได้เสริม รวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังต้องระมัดระวังในการใช้น้ำ ต้องมีการเตรียมพร้อมวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำอย่างเป็นระบบ อาจช่วยลดผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรได้&amp;quot; ศูนย์วิจัยกสิกรระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30690</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190306/image_big_5c7fe1c941cf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
