<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>24กันยายนวันมหิดล รวมพลังการ&#039;ให้&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;24 กันยายน...วันมหิดล&amp;rdquo; คนไทยรวมพลังแห่งการให้ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาส &amp;nbsp;ปีนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นผู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล &amp;nbsp;กล่าวว่า วันมหิดลตรงกับวันที่ 24 กันยายนของทุกปี  เป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก &amp;ldquo;พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย&amp;rdquo; โดยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายพระสติปัญญาและพระราชทานพระราชทรัพย์ ในการวางรากฐานพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขไทยให้เจริญก้าวหน้า ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศิริราชให้เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบัน อีกทั้งทรงช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง โดยไม่เลือกยากดีมีจน ทรงอุทิศพระองค์เป็นแบบอย่างในการให้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกปีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ถือเป็นประเพณีปฏิบัติจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเพื่อน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ &amp;nbsp;พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเป็นผู้ให้ด้วยการบริจาคเงินตามรอยพระบาทช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาสโรงพยาบาลศิริราช โดยคณะฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ศ. ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานจัดงานหารายได้เนื่องใน &amp;ldquo;วันมหิดล&amp;rdquo; นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ในฐานะรองประธานกรรมการจัดงานหารายได้ และประธานกรรมการฝ่ายจัดรายการโทรทัศน์&amp;nbsp; เนื่องในวันมหิดล&amp;nbsp; บอกอีกว่า ปีนี้กิจกรรมการจัดรายการพิเศษ &amp;ldquo;วันมหิดล&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;rdquo;ศิริราชร่วมใจ ต้านภัยโควิด 19&amp;rdquo; การนี้ ศ. ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานสัมภาษณ์พร้อมบันทึกแถบวีดิทัศน์ประเด็นสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid &amp;ndash; 19 &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;เราจะสู้โควิดไปด้วยกัน&amp;rdquo; เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวไทยให้ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ &amp;nbsp;ซึ่งจะออกอากาศรายการพิเศษถ่ายทอดสดไปพร้อมๆ กัน ต่างสถานที่ ต่างรูปแบบในวันเสาร์ที่ 18 ก.ย. เวลา 16.00 - 18.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 &amp;nbsp;และไทยรัฐทีวี &amp;nbsp; TNN 2 &amp;nbsp;และรับชมรายการพร้อมกัน 170 ประเทศทั่วโลกทาง Thai TV Global Network &amp;nbsp;ทั้งยังถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก TV5HD1, sirirajpr, mahidolday&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จากวิกฤตโควิด หลาย รพ. รวมทั้ง รพ.ศิริราช&amp;nbsp; ต้องรักษาผู้ป่วยโควิดจำนวนมาก และรับผู้ป่วยทั่วไปน้อยลง ลดแออัด สำหรับผู้ป่วยด้อยโอกาส ซึ่งไม่สามารถดูแลค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รพ.ศิริราชขยายเตียง และเปิดหอผู้ป่วยไอซียูสนามรับทั้งป่วยโควิดและป่วยด้วยโรคอื่นๆ ศิริราชจะไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย จะสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การให้ของทุกคนช่วยต่อชีวิต โดยจะได้รับธงที่ระลึก แล้วยังมีหน้ากากอนามัย WIN Masks ผลิตจากผ้านาโนกันไรฝุ่นและโควิด &amp;nbsp;เพื่อเสริมสุขภาวะคนไทยในแนววิถีชีวิตใหม่&amp;nbsp; ปีนี้การ์ดเชิญชวนบริจาคจัดส่งไปยังผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศกว่า 60,000 ใบ &amp;nbsp;ส่วนพิธีวางพวงมาลาเปิดลงทะเบียนฝากวางพวงมาลาล่วงหน้าจนถึงวันที่ 15 ก.ย.นี้ โดยเจ้าหน้าที่จะจัดพวงมาลาวางถวายสักการะแทน &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ. นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช  กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันมหิดล มีการรับบริจาคเงินพร้อมมอบธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก ถึงปีนี้เป็นปีที่ 61 &amp;nbsp;แล้ว ด้วยโควิดงดกิจกรรมนักศึกษาออกเดินรับบริจาคตามสถานที่ต่างๆ ปรับรูปแบบบริจาคออนไลน์เป็นหลัก &amp;nbsp;วันมหิดลปี 2563 รวมยอดบริจาคหยอดกระป๋อง และเงินบริจาคผุ้ศรัทธา 88 ล้านบาท &amp;nbsp;คณะกรรมการนำเงินมาจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง เครื่องวัดปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเนื้อเยื่อ กล้องส่องลูกตาพร้อมเลเซอร์ ฯลฯ เพื่อให้บริการรักษาแก่ผู้ป่วยอย่างทั่วถึง และส่งผลให้ผู้ป่วยมีแรงกายแรงใจต่อสู้ความเจ็บป่วยต่อไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับธงมหิดลลักษณะธงเป็นรูปสามเหลี่ยม พระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกประทับนั่งอยู่กลางผืนผ้าเป็นรูปวงกลม พร้อมข้อความ &amp;ldquo;ที่ระลึกวันมหิดล&amp;rdquo; &amp;ldquo;วันที่ 24 กันยายน&amp;rdquo; &amp;ldquo;โรงพยาบาลศิริราช&amp;rdquo; และปี พ.ศ.นั้นๆ ซึ่งสีธงจะตามวันของปีแต่ละปี โดยปีนี้วันที่ 24 ก.ย. ตรงกับวันศุกร์ ธงเป็นสีฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่าจะเป็นธงวันมหิดล อนุวัฒน์ แก่นนาคำ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประธานกลุ่มอาสามหิดล กล่าวว่า ธงมหิดลเป็นสัญลักษณ์วันมหิดล เราใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนรวมตัวกันเพื่อทำธง คืนวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์จะทำธงข้ามคืน และเปิดรับผู้สนใจร่วมกิจกรรม แต่โควิดงดรวมตัวได้ปรับรูปแบบเป็นธงฟอร์มโฮม จัดส่งอุปกรณ์ให้นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่สนใจ เพื่อตัดเย็บประกอบทำธงอย่างพิถีพิถันและสวยงาม บรรจุใส่ถุงเพื่อส่งมอบผู้ใจบุญต่อไป กิจกรรมนี้สร้างความตระหนักและปลูกฝังการให้ ร่วมแรงร่วมใจได้รู้สึกถึงความสุขและพลังการให้ ตอนนี้มีผู้ป่วยโควิดรอรับการรักษาจำนวนมาก เงินบริจาคนี้จะนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับพิธีการและกิจกรรมวันมหิดล วันที่ 24 ก.ย. ภาคเช้าเริ่มตั้งแต่พิธีวางพวงมาลาฯ ขององค์การภาครัฐและเอกชน เวลา 09..00-10.00 ปาฐกถาเทิดพระเกียรติเนื่องในวันมหิดล 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ &amp;ldquo;บริษัท สยามไบโอไซแอนซ์ จำกัด กับบทบาทผู้ผลิตวัคซีน Covid-19 &amp;ldquo;โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ,&amp;rdquo;การพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายระหว่างเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล องค์กรเภสัชกรรม และองค์กร PATH &amp;rdquo; และ&amp;rdquo;ความก้าวหน้า COVID-19 mRNA Vaccine ประเทศไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;พร้อมทั้งเปิดตัวหนังสือ&amp;rdquo;หมอเจ้าฟ้า&amp;rdquo;&amp;nbsp; (VDO clip) ภาคบ่าย เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพระราชทานของที่ระลึก ณ ศาลาศิริราช 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกวันที่ รพ.ศิริราชมีผู้ป่วยเข้ารับบริการต่อเนื่อง คนไทยสามารถบริจาคตามกำลังศรัทธา ตั้งแต่ 100 บาท ขึ้นไปรับธงวันมหิดล 1 ผืน บริจาคตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไป เฉพาะผ่านเว็บไซต์วันมหิดล รับหน้ากากอนามัยศิริราช สมทบทุนที่ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 โทร. 0-2419-7658-60 รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ชั้น 2 โซน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ชั้น G &amp;nbsp;และธนาคารทั่วประเทศชื่อบัญชี &amp;ldquo;ศิริราชมูลนิธิ&amp;rdquo;(ธงวันมหิดล)  เงินทุกบาทสามารถต่อลมหายใจผู้ป่วยได้อีกหลายชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115973</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ธงวันมหิดล, รศ. นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์, วันมหิดล 2564, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137726b61b66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107912</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประสิทธิ์&#039; เผย ศบค.สั่งเร่งติดตามแรงงานออกตจว. หลังปิดแคมป์ เชื่อตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ศบค.ให้สัมภาษณ์กรณีที่แรงงานในแคมป์คนงานก่อสร้าง แตกฮือกลับต่างจังหวัด หลังมีประกาศสั่งปิดแคมป์คนงานในกทม.และปริมณฑล ว่า สิ่งที่ศบค.และผู้ที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอยู่คือ หลังจากที่ปิดไซต์ก่อสร้างและแคมป์คนงานแล้ว มีโอกาสที่แรงงานจะย้ายออก โดยเบื้องต้นศบค.ได้แจ้งให้คณะกรรมการโรคติดต่อในแต่ละจังหวัดให้รับทราบก่อนออกมาตรการแล้ว ว่าให้เร่งติดตามตัวทันทีที่มีคนเดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเดินทางเข้ามา และตอนนี้แต่ละจังหวัดได้ติดตามคนกลุ่มนี้แล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในปัจจุบันที่พบสูงขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มขึ้นอีก เพราะเมื่อเข้าไปติดตามกลุ่มแรงงานเหล่านี้แล้วต้องเข้าไปตรวจหาเชื้อเชิงรุกก็อาจพบขึ้นได้เพราะบางคนที่อยู่ในกรุงเทพฯยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ จึงไม่ทราบว่าติดเชื้อจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข้อสังเกตว่ารัฐบาลบกพร่องในการควบคุมเพราะหลังจากที่ประกาศแรงงานพากันเดินทางออกต่างจังหวัดจำนวนมาก นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า มองได้สองด้าน ด้านหนึ่งถ้าพบผู้ติดเชื้อที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการตรวจ เมื่อตรวจก็จะพบว่าติดเชื้อ เราก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อีกด้านที่
เป็นห่วงคือ คนที่ไม่รู้ว่าติดเชื้อและยังไม่ได้ตรวจแล้วไปกระจายเชื้อตามที่ต่างๆและไม่มีการติดตามตัว นี่คือสิ่งที่น่ากลัว แต่เมื่อมีคำสั่งปิดต้องแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อเตรียมการรับมือ ซึ่งตรงนี้ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการพบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายจังหวัดเป็นเพราะมีจากแรงงานกระจายตัวเข้าไป ยังถือว่าควบคุมสถานการณ์ได้อยู่หรือไม่ นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ยังเร็วเกินไป เพราะเพิ่งเห็นแค่วันเดียว ต้องขอเวลาติดตามว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่าจากเหตุนี้จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในต่างจังหวัดหรือไม่ นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละจังหวัดให้เฝ้าระวังเรื่องนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107912</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดไซต์ก่อสร้าง, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, ศบค., แคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9783e18952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมคณะ  บริจาคเงิน 100 ล้านบาท และอุปกรณ์ทางการแพทย์ สนับสนุนมูลนิธิโรงพยาบาลศิริราช ขอประชาชนการ์ดอย่าตก ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ให้ประเทศฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (6 พฤษภาคม 2564) เวลา 11.00 น. ณ ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลศิริราช นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมด้วย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ บริจาคเงิน จำนวน 100 ล้านบาท พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ประกอบด้วย อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและตา (Face Shield) จำนวน 3,000 ชิ้น และเครื่องช่วยหายใจไฮโฟลว์ (Airvo 2)&amp;nbsp; จำนวน 10 ชิ้น ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้ในการรักษา โดยมี รศ.นพ.วิศิษฎ์&amp;nbsp; วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อธิการบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช รศ.นพ.นิธิพัฒน์&amp;nbsp; เจียรกุล หัวหน้าวิชาโรคระบบการหายใจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โอกาสนี้ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อธิการบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้กล่าวขอบคุณคณะที่ร่วมบริจาคเงินทุนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ทางโรงพยาบาลนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ขณะเดียวกันขอความร่วมมือประชาชนต้องมีวินัยในการป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการให้ความร่วมมือกับแพทย์และพยาบาล ลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้คนไทยทุกคนต้องมีความร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ขณะเดียวกันขอเชิญชวนผู้ที่พอมีกำลังมาร่วมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือเงินทุนสนับสนุนโรงพยาบาล เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของหมอและพยาบาล และทำให้ประเทศของเราปราศจากโควิด-19 โดยเร็ว พร้อมย้ำว่าขอให้คนไทยการ์ดอย่าตกและร่วมมือกันป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101961</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ, บริจาคเงิน, พรรคพลังประชารัฐ, มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราช, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, อุปกรณ์ทางการแพทย์, โรงพยาบาลศิริราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093886febec7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประสิทธิ์&#039; วอนคนไทยอย่าตื่นตระหนกผลข้างเคียงฉีดวัคซีน อย่ารอให้วิกฤติรุนแรงจนแก้ไขไม่ได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้มีการนำคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล มาเปิดก่อนการแถลงข่าว โดยนพ.ประสิทธิ์ ระบุว่า หากเราจำกันได้ วันนี้ครบรอบ 1 ปี วันที่ 3 พ.ค.เมื่อปีที่แล้วเป็นวันแรกที่เราเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ แต่ 1 ปีให้หลัง ในวันนี้ทุกอย่างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้เราอยู่ในช่วงขาขึ้นของวิกฤตโควิด-19 เรามีอัตราการเสียชีวิตเมื่อ 1 เดือนก่อนหน้านี้ ประมาณแค่ 0.12% แต่ในวันนี้ตัวเลขของเมื่อวาน (2 พ.ค.) ขึ้นไปถึง 0.36% ค่าตัวเลขต่างๆไม่ลดลง และกลับกันยังเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าเรากำลังวิ่งเข้าไปถึงจุดวิกฤตที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอกราบเรียนทุกท่านว่าสิ่งที่จากนี้เป็นต้นไป ผมขอความกรุณาคนไทยทุกคน เราต้องช่วยกันแล้ว การใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมขอย้ำว่าการใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งอยู่บ้านตัวเลข ในสัปดาห์นี้อัตราการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในบ้าน ในครอบครัวกับเพื่อนฝูงตอนนี้ถึงแม้อยู่บ้าน เราไม่รู้หรอกว่าใครจะนำเชื้อเข้ามาหรือเปล่า รักษาระยะห่างหมั่นทำความสะอาดมือ ผมย้ำอีกครั้ง เป็นหน้าที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมกำลังจะขอ มาตรการของผู้ประกอบการก็ขอให้ทำตามที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้มาตรการต่างๆเหล่านั้นไม่ได้คิดเอง เป็นมาตรการมาจากข้อมูลต่างๆแล้วมี กระบวนการในการทบทวนว่าอันไหนจำเป็นอันไหนไม่จำเป็น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประสิทธิ์ ระบุอีกว่า สำหรับทุกคน วัคซีนเป็นหนึ่งในเครื่องมือตัวหนึ่งที่จะทำให้เราปลอดภัย มีข่าวลือเยอะมากในเรื่องของวัคซีน แต่ผมให้ข้อมูลว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน เมื่อเทียบกับตัวเลขอัตราการเสียชีวิตหรือความเสี่ยงจากโควิด-19 นั้นแตกต่างกันอย่างมากมาย ฉีดวัคซีน 1 ล้านคน มีโอกาสที่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมีตัวเลขประมาณ 4 คน ผลข้างเคียง หรือผลไม่พึงประสงค์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่ติดโควิด-19 ตัวเลขของโลกในวันนี้ 100 คน เสียชีวิต 2.2 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากมายเหลือเกิน ผมขอความกรุณาในวันนี้ การฉีดวัคซีนไม่ใช่เพื่อตัวท่านเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อคนที่ท่านรัก เพราะท่านจะได้ไม่แพร่เชื้อให้คนเหล่านั้น ถ้าเราฉีดกันได้เยอะพอและทันเวลา เรากำลังจะช่วยประเทศเพราะ โควิด-19 จะอยู่ไม่ได้ถ้าคนในประเทศไทยมีภูมิคุ้มกัน เยอะขึ้นในระดับหนึ่ง ขอความกรุณามั่นใจสิ่งเดียวที่มีอยู่ในสมองเราอย่างเดียวทำอย่างไรให้คนไทยเราปลอดภัยจาก โควิด-19 ขอให้ช่วยกันอีกครั้งหนึ่ง ผมขอร้องกันจริงๆ (พร้อมยกมือไหว้) ถ้าเราร่วมกันจริงๆผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤติอันนี้ไปได้ด้วยดีอย่ารอจนวิกฤตรุนแรงจนแก้ไขไม่ได้ แล้วเราค่อยคิดออก ขอขอบคุณทุกท่าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101616</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลข้างเคียง, ม.มหิดล, วัคซีนโควิด, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087ba53dfa2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!รพ.ศิริราชแจ้งข่าวดี&#039;ผู้ว่าฯวีระศักดิ์&#039;อาการดีขึ้น แพทย์อนุญาตกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.64&amp;nbsp; -&amp;nbsp; รพ. ศิริราช แจ้งว่า ตามที่นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เข้ารับการรักษาใน รพ.ศิริราช ด้วยโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2563 ขณะนี้อาการดีขึ้น จนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ คณะแพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้&amp;nbsp; ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จะเป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง &amp;ldquo;ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ออกจาก รพ. ศิริราช&amp;rdquo; ในวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564&amp;nbsp; เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมราชแพทยาลัย รพ.ศิริราช&amp;nbsp; โดยมี นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร&amp;nbsp; รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช&amp;nbsp; รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล&amp;nbsp; หัวหน้าสาขาวิชาระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ และทีมแพทย์ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96573</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวีระศักดิ์  วิจิตร์แสงศรี, รพ.ศิริราช, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6054372b3bd95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 06:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เตือนโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs-อ้วน-เบาหวานสุดเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จี้จุดโควิดรอบ 2 รุนแรงกว่าครั้งแรก เตือนคนมีโรคประจำตัวน่าเป็นห่วง กลุ่มโรค NCDs เบาหวาน-อ้วน-โรคหลอดเลือดหัวใจ ชี้ผู้เสียชีวิตไม่ใช่เพียงปอดถูกทำลายสาเหตุเดียว แต่ตายจากไตวาย-เลือดไม่เลี้ยงแขนขา ย้ำไวรัสพัฒนาตัวเอง พร้อมกลายพันธุ์เสมอ สสส.วอนคนไทยสร้างสุขภาพตนเองรับมือ ใช้วัคซีนพฤติกรรมยกระดับป้องกันตนเองสูงสุด ทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ รุนแรงกว่าและต่างจากรอบแรก ด้วยเหตุผลหลายปัจจัย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากภายในสถานที่อโคจร การกระทำผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมือง คนไม่ยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงและติดโควิดมาแล้ว จะเป็นการง่ายกว่าในการสืบสวนต้นตอที่มาของโรคซึ่งมีที่มาอย่างซับซ้อน ความรุนแรงของโรคจากเชื้อโรคกลายพันธุ์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ เมื่อไวรัสจู่โจมระบบทางเดินหายใจอาจทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่พื้นกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มเสี่ยงมีดังนี้ 1.ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ จะเสื่อมตามกาลเวลา 2.คนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอด มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แม้ปอดถูกทำลายเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก ร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว 3.คนที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันใต้ผิวหนัง หรือใต้ช่องท้องมาก รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มนี้เสี่ยงกับการหายใจที่ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกระบังลมเคลื่อนไหวได้ยาก ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวอีกว่า งานวิจัยพบเมื่อโควิด-19 เข้าไปในร่างกาย ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่สัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 8 หลังรับเชื้อ เพื่อยับยั้งหรือช่วยไม่ให้เกิดโรค ถ้าภูมิคุ้มกันปกติ 2-3 สัปดาห์แรกจะทำงานเต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ลดลง จึงพบมีกลุ่มคนที่ได้รับเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ และหายได้เอง หากภูมิคุ้มกับไม่ปกติ เพราะมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยารักษาที่ไปกดภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลเองไม่ได้ เป็นโรคหลอดเลือด เม็ดเลือดขาวไม่สามารถจัดการเชื้อโรคได้ คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อโควิด-19 จะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไม่เพียงปอดถูกทำลาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตเพราะไตวาย เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนขา ความรุนแรงของเชื้อไปกระทบกับอวัยวะอื่นด้วย ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ธรรมชาติของไวรัสทุกชนิดไม่เฉพาะโควิด-19 มันจะปรับตัวหรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์อยู่เสมอ อย่างในอังกฤษพบว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ดังนั้นต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤติ คือ 1.พบกับบุคคลเสี่ยง 2.อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 3.ร่วมกิจกรรมเสี่ยง 4.เข้าไปช่วงเวลาเสี่ยง คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจัดการกับ 4 เสี่ยงนี้เท่าที่จะทำได้ตามปัจจัยและเงื่อนไขชีวิตตนเอง ไม่ต้องรอให้รัฐออกมาตรการ ไม่จำเป็นต้องให้มีการบังคับ นี่คือสิ่งที่เราจะช่วยปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่เรารัก&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non communicable diseases) อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต หัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็ง มีความเสี่ยงโควิด-19 รุนแรงต่อโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดยผู้ป่วยเบาหวานในไทยมีถึง 4.8 ล้านคน และข้อมูลจาก UNIATF (United Nations Inter Agency Task Force Mission to Thailand on Noncommunicable Disease) รายงานว่า ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการรุนแรงของโควิด-19 ถึง 7 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะที่เด็กและเยาวชนมีปัญหาน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นถึง 13.1% ผู้ที่สูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงถึง 1.5 เท่า และการดื่มสุราส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานในการต่อสู้กับไวรัสต่ำลง แม้จะดื่มหนักเพียงครั้งเดียว เราจึงควรดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะร่างกายที่ดีจะเป็นต้นทุนสำคัญเพื่อต่อสู้กับทุกโรคไม่เฉพาะโควิด-19 และยกระดับการป้องกันตนเอง คนรอบข้าง และกลุ่มเสี่ยง โดยใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่ให้ตนเองกลายเป็นบุคคลเสี่ยงเสียเอง เปรียบเสมือนเรากำลังสร้างวัคซีนทางพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อ ทั้งในขณะที่วัคซีนฉีดยังไม่มา หรือแม้กระทั่งมีวัคซีนกันแล้วพฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคเหล่านี้ก็ควรจะต้องยังปฏิบัติคู่ขนานไปต่อเนื่องไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด อาชีพใด รวมทั้งตัวเรา ทุกคนในครอบครัวสามารถติดเชื้อโควิด-19 ได้ทั้งนั้น มีข้อมูลพบว่าคน 100 คนที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 80 คนไม่มีอาการป่วย ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว อีก 15 คนมีอาการป่วยต้องได้รับการรักษา อีก 5 คนมีอาการป่วยรุนแรง และมีโอกาสเสียชีวิต 2-3% ดังนั้นคนไทยรับผิดชอบส่วนตัวเพื่อส่วนรวม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โควิด-19 ติดต่อได้โดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และเราเองใช้มือของเราที่สัมผัสเชื้อมาเช็ดจมูก ขยี้ตา หรือเช็ดปาก หรือจับอาหารกิน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยที่เราไม่ได้ทันระวังตัว ลืมตัว ซึ่งเป็นไปตามความเคยชิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โควิดไม่ติดถ้าเราช่วยกันป้องกัน เพียงทำตามคำแนะนำ และมีการป้องกัน ไม่ตายถ้ารักษา ไม่ตีตรา เพราะเราอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ยิ่งชุมชนที่มีการรังเกียจ คนก็จะยิ่งปกปิดข้อมูล คนในชุมชนก็จะยิ่งเสี่ยงมาร่วมกันเปิดพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ไม่รังเกียจ ไม่ขับไล่หรือไล่ล่า เพื่อให้คนที่มีความเสี่ยงหรือคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความมั่นใจที่จะออกมาบอกข้อมูลและเข้ารับการตรวจรักษา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การป้องกัน ไม่กีดกัน ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เพราะทุกคนอาจจะติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แต่ยังเป็นระยะที่ไม่มีอาการ เราจำเป็นต้องป้องกันตัวเองและผู้อื่นด้วยวิธีการดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.สวมหน้ากากป้องกัน 2.ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และทุกครั้งหลังจับสิ่งของใดๆ 3.เว้นระยะปลอดภัย 4.หลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์ การสัมผัสเนื้อตัวร่างกาย ไม่จับมือหรือการรวมกลุ่มชุมนุมกัน ทั้งนี้เราต้องการระยะห่างทางกาย ต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

กลุ่มเสี่ยงโควิด-19 จากโรคเบาหวาน

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทั้งยังคุกคามผู้ป่วย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนก่อให้เกิดการเจ็บป่วย พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีภาระต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ทั้งนี้ในเลือดของคนปกติต้องมีน้ำตาลในระดับที่พอเหมาะอยู่ตลอดเวลา ถ้าระดับน้ำตาลต่ำเกินไปร่างกายจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจถึงขั้นหมดสติหรือชัก ถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ จะเกิดเป็นพิษ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ ในเวลาอันสั้นจะทำให้ชักหรือหมดสติได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;น้ำตาลในร่างกายได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารนานๆ ตับจะช่วยสร้างน้ำตาลให้ ไตก็ช่วยตับสร้างน้ำตาลได้ด้วย ส่วนใหญ่น้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นมากกว่า 80% ได้มาจากตับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สาเหตุมาจากการหลั่งอินซูลินซึ่งเป็นตัวที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ เรียกว่ามีภาวะขาดอินซูลิน หรือเกิดจากความสามารถในการตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินลดลง เรียกว่ามีภาวะดื้ออินซูลิน หรืออาจจะเกิดจากทั้งสองอย่าง ทำให้เซลล์นำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ เบาหวานพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หญิงหรือชาย อ้วนหรือผอม และหญิงมีครรภ์ก็มีสิทธิ์เป็นเบาหวานได้ แต่หลังคลอดก็จะหายได้เอง ดัชนีที่ชี้ว่าเป็นโรคเบาหวานคือ ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ ปัสสาวะบ่อย มีอาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า ความรู้สึกลดลง การมองเห็นไม่ชัดเจน แผลหายช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดเรื้อรัง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดปัญหาที่หลอดเลือดหรืออวัยวะใดของร่างกายจะทำให้เกิดความพิการ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้ การมองเห็นบกพร่อง อาจตาบอดจากเบาหวานแทรกซ้อนที่จอประสาทตา อัมพฤกษ์อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวาย หลอดเลือดที่ขาตีบตัน อาการปลายประสาทเสื่อม ทำให้มีอาการชา ปลายมือปลายเท้า ปวดแสบปวดร้อน แขนขาไม่มีแรง เท้าหรือข้อเท้าผิดรูป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดังนั้น จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหรือใกล้เคียงกับปกติ ขณะเดียวกันต้องควบคุมภาวะหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันผิดปกติในเลือดอย่างเข้มงวด สิ่งสำคัญต้องดูแลเรื่องอาหารให้ดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใช้ยาตามแพทย์สั่งเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้อมูลการลงทะเบียนเด็กและวัยรุ่นที่ป่วยเป็นเบาหวานมีอายุน้อยกว่า 18 ปีทั่วประเทศ จำนวน 915 ราย ในช่วงปี 2553-2557 โดยชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย พบว่าความชุกของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กมีมากกว่าชนิดที่ 2 โดยพบเบาหวานชนิดที่ 1 ทั้งหมด 612 ราย (จำนวน 67%) เบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 208 ราย (23%) ที่เหลือเป้นเบาหวานชนิดอื่นๆ อายุเฉลี่ยเด็กเป็นเบาหวาน 10.3 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปี 2563 เด็กไทยมีภาวะโรคอ้วนถึง 12% คาดหมายว่าอีก 10 ปีข้างหน้าในปี พ.ศ.2573 เด็กไทยในวัย 2-17 ปีจะมีภาวะโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านคน (16%) และอาจรุนแรงเป็น 2 เท่าถึง 3.9 ล้านคน (32%) ในจำนวน 50% เด็กที่มีภาวะโรคอ้วนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วน 1.มีปัญหาต่อสุขภาพและพัฒนาการ 2.ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จทางการศึกษาและคุณภาพชีวิต 3.เสี่ยงต่อโรคร้ายในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) 4.มีระดับไขมัน ความดันเลือดและน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง เป็นภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เพื่อเป็นการรู้เท่าทัน ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูงว่าด้วย &amp;ldquo;การยุติโรคอ้วนในวัยเด็ก&amp;rdquo; จำเป็นต้องมีการจัดการควบคุมน้ำหนักสำหรับเด็ก การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน ระบบการเชื่อมต่อฐานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้งาน มีกลไกการติดตามผล เฝ้าระวัง ค้นหาและจัดการกับโรคอ้วน เพื่อให้บริการสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งป้องกันและรักษาลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การรู้เท่าทันตัวเลข &amp;ldquo;น้ำหนัก-ส่วนสูง&amp;rdquo; ช่วยป้องกันโรคอ้วนในเด็กไทย การชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงให้ได้มาตรฐาน อ่านผลได้อย่างถูกต้องและจัดเก็บเป็นประจำอย่างเป็นระบบช่วยประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนในเด็กได้ ทั้งยังเป็นการลดโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDS มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะสู้โรคโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

สสส.วอนสังคมไม่เลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อแรงงานข้ามชาติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;หมอประสิทธิ์เตือน ต้องเร่งตั้ง รพ.สนาม แยกคนติดเชื้อ-คนป่วยออกจากคนปกติ ไม่รีบทำโอกาสระบาดพุ่ง-แพร่ในชุมนุมหนักกว่าเดิม-ทำระบบแพทย์ล่มสลาย ย้ำ &amp;ldquo;อะไรที่ผิดไปแล้ว อย่าให้เกิดซ้ำอีกครั้ง&amp;rdquo; บ่อนพนัน-ลักลอบเข้าเมืองต้องหมดไปเด็ดขาด สสส.วอนสังคมไม่เลือกปฏิบัติ แรงงานข้ามชาติ ผู้ติดเชื้อ ล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้มีความจำเป็นยิ่งที่ไทยต้องเตรียมตั้ง รพ.สนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงหลายๆ พื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ต้องเร่งจัดหาสถานที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ นำมาพัฒนาเป็น รพ.สนาม สามารถดูแลผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการแต่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และรักษาผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง เพื่อแยกผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ให้สัมผัสกับคนปกติ หากไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์การระบาดในไทยรุนแรงเพิ่มขึ้น ขอให้คนไทยทุกคนรับรู้ว่า รพ.สนามคือเครื่องมือควบคุมการระบาด และช่วยจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ที่ มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนไทยปลอดภัยจากโควิด-19 มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวอีกว่า รพ.สนามมีความจำเป็น 4 ข้อ คือ 1.ผู้ป่วยทั่วไปใน รพ.จะลดการติดเชื้อ แยกแยะระหว่างผู้ป่วยโรคทั่วไป ผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ให้ปะปนกัน 2.บุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ลดความเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ 3.รพ.ในระบบปกติจะมีเตียงเพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ไม่ต้องงดรับผู้ป่วยทั่วไป เหมือนช่วงระบาดเมื่อต้นปี 63 และ 4.ชุมชนจะปลอดภัยมากขึ้น เพราะ รพ.สนามจะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ผู้ติดเชื้อ ผู้กักกันตัวเองที่อยู่ระหว่างรอผลยืนยัน ช่วยแยกคนติดเชื้อออกจากชุมชน ลดการแพร่เชื้อได้อย่างดี ตอนนี้ รพ.ต่างๆ เริ่มพบคนไข้โควิด-19 อาการหนักมากขึ้น และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยุทธศาสตร์ต้นน้ำไม่สามารถคุมการระบาดได้ ยุทธศาสตร์ปลายน้ำจะเอาไม่อยู่ และขอให้มั่นใจว่าหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็จะถูกส่งต่อไปยัง รพ.ปกติแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;รอบนี้การติดเชื้อมาจากเรื่องที่ผิดกฎหมาย แหล่งอบายมุข การลักลอบเข้าเมือง การสอบสวนโรคจึงทำได้จำกัด ดังนั้นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ ปิดบังไทม์ไลน์และไม่กักตัว ใช้ชีวิตตามปกติยังมีอีกมาก ในที่สุดไทยจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมีอาการรุนแรงขึ้นจนทำให้เตียงใน รพ.ไม่พอ เหมือนหลายๆ พื้นที่เสี่ยงที่ รพ.ในพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณแล้ว ผมขอร้องคนไทยทุกคนให้มองตามความจริง ว่า รพ.สนามคือตัวช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด-19 มากขึ้น เราต้องเร่งตั้ง รพ.สนาม ตั้งแต่วันนี้ เพราะการตั้ง รพ.สนามต้องใช้เวลา ทั้งเตรียมพื้นที่ ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ บุคลากร เพื่อปฏิบัติตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด ดังนั้นขอให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัยว่าเชื้อจะไม่หลุดรอดออกไป ผมขอฝากอีกเรื่องว่าสิ่งใดที่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว ขออย่าให้เกิดขึ้นอีก เจ้าหน้าที่รัฐต้องช่วยกันอย่าให้มีอีก คนไทยต้องร่วมใจกัน&amp;rdquo; ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ติดโควิด-19 ในระลอกนี้มีทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย การควบคุมโรคที่จะได้ผลดีควรจะดำเนินการโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในทุกมิติ ทั้งระหว่างคนต่างสัญชาติ หรือการตั้งข้อรังเกียจกับผู้ติดเชื้อ คนข้างเคียงและคนที่รักษาหายแล้ว ซึ่งถ้าเกิดความกลัวที่จะถูกรังเกียจ ถูกต่อต้าน จะยิ่งทำให้เกิดการปกปิดข้อมูล ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง แม้ว่าเราต้องดูแลการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่ก็ต้องดูแลไม่ให้ถึงขั้นไปด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้ติดเชื้อที่ได้รับทุกข์อยู่แล้ว ท่าทีนี้จะทำให้เกิดความสะดวกใจ ยอมเปิดเผยข้อมูล ยอมรับการรักษา เกิดความร่วมมือในการช่วยดูแล ลดการกระจายเชื้อในชุมชนได้ผลดียิ่งกว่าสังคมที่ต่างคนต่างห่วงแต่ตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.จึงขอชวนให้ทุกคนทำความเข้าใจและปรับวิธีคิดว่าการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดและการเห็นอกเห็นใจไม่ตีตราผู้เสี่ยงผู้ติดเชื้อ เป็นเรื่องที่ทำควบคู่กันได้อย่างเกื้อกูล โดยรู้จักวิธีป้องกันตัวเองและผู้อื่นเสมือนเรามีเชื้อ ขณะเดียวกันก็ระวังคำพูด สายตา ท่าทางที่บั่นทอนคนอื่น ให้กำลังใจผู้ที่อาจติดเชื้อ ต้อนรับผู้ที่รักษาหายแล้ว และให้ความร่วมมือกับกระบวนการควบคุมโรคในชุมชนของเรา เช่น การให้ความร่วมมือกับกติกาต่างๆ ที่กำหนด การสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงพยาบาลสนามหรือ Field hospital หรือ Cohort center รพ.สนาม อาวุธสู้โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เป็นการจัดตั้งที่พักสำหรับการสังเกตอาการผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ ในพื้นที่ที่มีการควบคุม ทำให้การดูแลทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จะต้องมีการคัดกรอง ไม่รับกลุ่มที่มีอาการหรือมีความเสี่ยง รวมถึงระบบการส่งต่อกรณีที่ต้องการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน มีระบบดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น และระบบสำคัญๆ ของโรงพยาบาล โดยเฉพาะระบบการควบคุมการติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดสู่บุคคลภายนอกและชุมชน ทำให้ชุมชนปลอดภัย ลดการแพร่กระจายเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ใน รพ.ไม่เสี่ยงต่อการติดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;หลังจากการตรวจเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ศบค.มีแนวคิดที่จะให้พื้นที่หลายแห่งโดยเฉพาะพื้นที่ของกองทัพเตรียมตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับกลุ่มผู้ป่วย ก่อนหน้านี้มีการตั้งโรงพยาบาลสนามที่ จ.สมุทรสาคร ตลาดกลางกุ้งสมุทรสาคร สนามกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร บริษัท พัทยาฟู้ด อินดัสตรี จำกัด และที่บริษัท วัฒนาฟาร์ม ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะเดียวกัน ทางกองทัพเรือส่งมอบโรงพยาบาลสนามให้จังหวัดชลบุรี 3 แห่ง เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ โรงพยาบาลสนามศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โรงพยาบาลสนามค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โรงพยาบาลสนาม สนามฝึกกองทัพเรือ บ้านจันทเขลม หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จ.จันทบุรี นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลสนามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90672</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, โควิด-19, โรค NCDs</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600a9c439a65e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เส้นบางๆ ระหว่าง..ระวังกับกลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไวรัสโควิด-19 อาละวาดระบาดรอบใหม่ ดูเหมือนทำให้หลายคนในสังคมไทยถอยกลับไปสู่บรรยากาศเดิมๆ ในอดีต เราจึงได้เห็นความกังวล ความกลัวระบายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดี สะท้อนความไม่ประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ระวังจนกลายเป็นกลัว บานปลายเป็นหวาดระแวง ไม่เป็นอันทำอะไร มองไปตรงไหนก็สะดุ้ง เห็นใครไอสักนิดก็ทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ รู้ว่าใครเป็นคนสมุทรสาครก็เดินถอยห่าง ..อันนี้ออกจะระวังจนเกินงาม เข้าขั้นเป็นโรคประสาทนะจ๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สติค่ะ สติจะเป็นตัวกำกับที่ดี และการเลือกเสพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันสุขภาพตัวเองในช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ อย่าไปเชื่อแล้วโพสต์ แชร์ ในสิ่งที่เราเองไม่รู้ว่า &amp;quot;ชัวร์หรือมั่ว&amp;quot; ..จะดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้มีช่องทางที่สามารถหาข้อมูลอย่างเป็นทางการได้เยอะแยะ อ่านตรงนั้นจะดีกว่านะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหมือนข้อความจาก ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ได้ให้ข้อมูลโควิด-19 ในหลายแง่มุม ในวันที่เจ้าหน้าที่ของ สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไปเยี่ยมคารวะเนื่องในวันปีใหม่ เราสามารถเชื่อถือได้ เนื่องจากรู้แหล่งที่มา และมีภาพประกอบเป็นหลักเป็นฐาน ว่าไม่ใช่ fake news อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์บอกระลอกนี้ของไวรัสโควิด-19 ..ข้อดีคือ เรารู้จักมันมากขึ้น มีอุปกรณ์ไว้ต่อสู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งร้ายคือ มันมาอย่างผิดกฎหมาย ทั้งลักลอบเข้าเมือง ทั้งอบายมุข คนจึงปกปิดสอบสวนโรคยาก ซ้ำไวรัสพัฒนาตัวเองติดต่อง่าย รุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์สูดลมหายใจก่อนทิ้งท้ายว่า ถึงปลายน้ำจะมั่นคง ทีมบุคลากรสาธารณสุขพร้อมสู้ แต่ต้นน้ำยังไม่แก้ไข สุดท้ายจะพังกันหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ไม่กล่าวโทษในสิ่งที่ล่วงมาแล้ว ย้ำเพียง บ่อน คนลักลอบเข้าเมือง ต้องหมดไปเสียที ใครมีหน้าที่ใด ก็ทำตามหน้าที่ ทำให้เต็มที่.....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชอบกับบทสรุปของเจ้าหน้าที่ สสส.ที่บอกว่า #ในฐานะมนุษย์คนนึง คนไทยคนนึง ก็จะทำสิ่งที่ทำได้ ไม่แก้ปัญหาก็อย่าสร้างปัญหา ไม่มานั่งจับผิด ซ้ำเติมกัน..&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89604</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าเอง, มองมุมสูง, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a03f009c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
