<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.- เออาร์วี หนุน ‘จุฬาฯ-ใบยา’ ลงนาม MOU สนับสนุน 30 ล้านบาท พัฒนาวัคซีนโควิดของคนไทย คุณภาพเทียบเท่าต่างชาติ คาดสำเร็จปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 -- นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ &amp;nbsp;โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการสนับสนุนงบประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชนิดโปรตีนซับยูนิตจากใบยาสูบ &amp;ldquo;จุฬาฯ-ใบยา&amp;rdquo; กับ รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ประธานมูลนิธิ ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ และ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงงานต้นแบบการผลิตวัคซีนและยาชีววัตถุด้วยพืช ซึ่งดำเนินการโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;และบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.สผ. มีภารกิจหลักในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่ประเทศ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ปตท.สผ. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับวิกฤตเคียงข้างคนไทยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยได้สนับสนุนทั้งนวัตกรรมและงบประมาณให้กับโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ มาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาวัคซีนจุฬาฯ-ใบยาครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่มีความสำคัญระดับชาติ ซึ่ง ปตท.สผ. ยินดีเป็นอย่างยิ่งในการร่วมสนับสนุน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ทั้งงบประมาณ องค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้การค้นคว้าวิจัย ทดลอง ผลิตวัคซีนจุฬาฯ-ใบยาครั้งนี้ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยและคนไทยมีวัคซีนต้านโควิดที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในการป้องกันเชื้อโรค รวมทั้ง ยังเป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จและความสามารถของประเทศไทยในการพึ่งพาตนเองได้อย่างชัดเจน โดย เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท.สผ. จะนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาร่วมในการพัฒนาและผลิตวัคซีนจุฬาฯ-ใบยาครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; นายพงศธรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นวัตกรรมอื่นๆ ซึ่ง ปตท.สผ. โดยเออาร์วี ได้พัฒนาขึ้นร่วมกับพันธมิตร เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ได้แก่ เตียงและรถเข็นเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ชุดอุปกรณ์ระบบตรวจวัดอุณหภูมิตู้เก็บวัคซีนโควิด-19 และควบคุมห่วงโซ่ความเย็น หุ่นยนต์ CARA นำส่งเวชภัณฑ์และอาหาร หุ่นยนต์ Xterlizer ฆ่าเชื้อโรคอัตโนมัติด้วยแสงยูวี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ประธานมูลนิธิซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ กล่าวว่า &amp;ldquo;มูลนิธิซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ ขอขอบคุณ ปตท.สผ. และ เออาร์วี ที่ให้การสนับสนุน ร่วมเป็นพันธมิตรในภารกิจครั้งสำคัญนี้ เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนทางการเงินให้แก่ใบยา ไฟโตฟาร์ม ให้สามารถศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อคิดค้นและผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับคนไทยได้สำเร็จจนข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้และด้วยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกันนี้ที่เราคนไทยเป็นเจ้าของเองตั้งแต่ต้นน้ำจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างแท้จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา กำลังอยู่ระหว่างทดสอบในมนุษย์ เฟสที่ 1 เบื้องต้นประมาณ 100 คน ในขนาดโดส &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;10 ไมโครกรัม 50 ไมโครกรัม และ 100 ไมโครกรัม ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าภายในไตรมาส 3 ของ ปี 2565 จะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากฝีมือคนไทยในประเทศได้เองสูงสุด 5 ล้านโดสต่อเดือน หรือ 60 ล้านโดสต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116015</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาฯ-ใบยา, ชนิดโปรตีนซับยูนิตจากใบยาสูบ, ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์, นายพงศธร ทวีสิน, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท เอไอ แอนด์  โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด, บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด, ปตท.สผ., ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ, พัฒนาวัคซีนโควิด-19, มูลนิธิ ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์, รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย, ลงนาม MOU, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, สนับสนุนงบประมาณ, หุ่นยนต์ CARA, หุ่นยนต์ Xterlizer, อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เออาร์วี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61383719b21a2.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะแพทย์ จุฬาฯ-จีซี ลงนามร่วมมือวิจัยรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20มิ.ย.62-.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด โดยมี ศ.นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;เป้าหมายและทิศทางความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะเร็ง โรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 1 แสนคนต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี ใน 5 ปี ที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลทางสถิติจากกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข มีผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งสิ้น 330,716 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นโรคที่ยากต่อการรักษาให้หายขาดและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ &amp;nbsp;จุฬาฯ จีซี จึงได้ร่วมมือกัน เพื่อศึกษาความเป็นได้ในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งเทียบเท่าต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในทุกระยะ โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถรับการรักษาได้ เนื่องจากข้อจำกัดของวิธีการรักษาโรคมะเร็งอีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง ในปัจจุบันต่างประเทศมีการนำเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง และพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับการรักษาโดยวิธีดังกล่าวสามารถรอดชีวิตจากโรคมะเร็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถรับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว หรือในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ปัจจุบันการรักษาโดยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด ยังไม่ได้นำเข้ามารักษาในประเทศไทยอย่างแพร่หลายเนื่องจำเป็นต้องนำเข้ายาและเทคโนโลยีจากต่างประเทศทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็ง จึงริเริ่มที่จะศึกษาความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นมาในประเทศไทย โดยมีการพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดในหลากหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยเทคนิค CAR-T Cell, Therapeutic Antibody และ Cancer Vaccine รวมถึงการพัฒนาการผลิตเกล็ดเลือดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดที่อยู่ระหว่างรับการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ กล่าวว่า GC ได้จัดตั้งหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ขึ้นเพื่อลงทุนใน 4 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก คือ เทคโนโลยีวัสดุชั้นสูง (Advanced materials), ดิจิตอลแพลตฟอร์ม (Digital), เทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) และ เทคโนโลยีชีวภาพและชีววิทยาศาสตร์ (Life science) สำหรับความร่วมมือกับจุฬาฯ ในครั้งนี้ เป็นการศึกษาความเป็นได้ในการลงทุนพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศ โดยเริ่มต้นศึกษาแนวทางและรูปแบบในการดำเนินการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อนำเทคโนโลยีกลับมาใช้ตอบแทนและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดนี้ มีแผนการลงทุนเพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมด้วยค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสม และยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้การรักษานี้อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ด้านสุขภาพของหลักประกันสุขภาพภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านการแพทย์และการรักษาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี โดยมุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยได้รับโอกาสทางการรักษาอย่างเทียมและทั่วถึงโดยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดเทียบเท่าต่างประเทศอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39031</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จีซี, คณะแพทยศาสตร์  จุฬาฯ, จุฬาฯ, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, ศ.นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b42b05eb9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2019 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2019 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯ ชูโมเดล Zero Waste ลดขยะพลาสติกแล้ว 100 ตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี ผจก.โครงการ Chula Zero Waste &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สหประชาชาติกำหนดปัญหามลพิษขยะพลาสติกเป็นวาระโลกปีก่อน ขณะที่รัฐสภายุโรปเห็นชอบร่างกฎหมายห้ามใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งภายในปี 2564 ทั้งหลอด, ช้อน-ส้อม-มีด, ก้านสำลีเช็ดหู, ที่คนเครื่องดื่ม, พลาสติกชนิด Oxo, กล่องโฟม สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐบาลประกาศเป้าหมายเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง 7 ชนิดในปีนี้ ทั้ง Cap seal ขวดน้ำดื่ม, ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของของสารประเภท oxo, Microbead จากพลาสติก ปี 2565 เพิ่มถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน, กล่องโฟมบรรจุอาหาร ปี 2568 ได้แก่ แก้วน้ำพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง และหลอดพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุฬาฯ เดินหน้า Chula Zero Waste ลดขยะพลาสติกในมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินหน้าภายใต้โครงการ Chula Zero Waste พัฒนาระบบการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายในจุฬาฯ ให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะในพื้นที่เมือง รวมถึงพัฒนาและบูรณาการความรู้เรื่องการลด คัดแยกและการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมภาคปฏิบัติทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย อีกทั้งสร้างค่านิยม Zero Waste ให้แก่บุคลากรในจุฬาฯ ช่วยลดและคัดแยกขยะที่ต้นทาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากงานเสวนามาตรการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งพร้อมประกาศเจตนารมณ์ดำเนินมาตรการลดขยะพลาสติก ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ มีเป้าหมายจะลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2562&amp;ndash;2564 โดยจะเป็นเขตปลอดโฟม 100% และปลอดถุงพลาสติกชนิด Oxo-degradable ที่แตกตัวเร็ว กลายเป็นไมโครพลาสติก ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกชนิดหูหิ้วลง 80% ในทุกร้านค้าผ่านมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มีการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจูงใจให้พกถุงผ้า เลิกใช้แก้วพลาสติก 100% ในโรงอาหาร เปลี่ยนแก้วที่ใช้ซ้ำได้หรือแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ (zero-waste cup) ลดปริมาณการใช้หลอดพลาสติก ช้อน-ส้อมพลาสติกลง 20% ผ่านมาตรการขอก่อน ค่อยให้ และลด-งดแจก ในการประชุมและการจัดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพย่อยสลายใน 6 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี ผู้จัดการโครงการ Chula Zero Waste กล่าวว่า โครงการ Chula Zero Waste เป็นแผนปฏิบัติการ 5 ปี ประสบความสำเร็จด้วยมาตรการงดแจกถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2560 ช่วยลดปริมาณถุงพลาสติกถึง 90% ลดขยะจากถุงพลาสติก 3.2 ล้านใบ แต่ถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อก็มีปริมาณมากคิดเป็น 26% ของร้านค้าทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ส่วนปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วคิดเป็น 28% ของพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง 4 ประเภทที่รวมๆ แล้วอาจมีปริมาณการใช้มากกว่า 20 ล้านชิ้นต่อปี ดังนั้น ร้านค้าในเขตพื้นที่การศึกษาจะห้ามใช้กล่องโฟมและถุงพลาสติกชนิด Oxo-degradable โดยเด็ดขาด งดการให้ถุงพลาสติกฟรี ยกเว้นสำหรับของร้อนพร้อมทาน เปลี่ยนเป็นเก็บเงิน 1-2 บาทตามกลไกเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ลดรับถุงพลาสติก ถุงที่อนุญาตให้ใช้จะมี 3 ทางเลือก คือ ถุงกระดาษ ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ที่ได้มาตรฐานการย่อยสลายเป็นปุ๋ย และถุงที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100%&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;nbsp;แล้วยังมี My Bottle เพิ่มตู้กดน้ำดื่มสะอาด 50 ตู้ กิจกรรมแจกกระบอกน้ำช่วยลดปริมาณขวดพลาสติก 6 แสนขวดต่อปี ในประชากรของจุฬาฯ 10% มีการปรับพฤติกรรม, My Cup ร้านกาแฟ เอาแก้วมาเอง ได้ส่วนลด 3-5 บาท เพราะในจุฬาฯ มีร้านกาแฟเยอะมาก และ Zero-waste cup ต้องจ่ายค่าแก้ว 2 บาท เกิดการกระตุ้นให้พกแก้วมาเอง และในโรงอาหารเปลี่ยนการใช้แก้วพลาสติกมาเป็นแก้วกระดาษเคลือบด้วยพลาสติกชีวภาพย่อยเป็นปุ๋ยได้ภายใน 6 เดือน ทุกโครงการลดขยะพลาสติกภายในจุฬาฯ 100 ตัน แต่ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขยะเหลือทิ้งทั้งหมด 1,600-1,800 ตันต่อปี&amp;rdquo; ผู้จัดการโครงการกล่าวจะต้องทำให้ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากเสวนา ภายในงานจัดแสดงผลงานนิสิตชมรม Chula Zero Waste แสดงถึงการจัดการขยะและผลงานออกแบบถังขยะแยกประเภทอัจฉริยะจากนิสิตคณะครุศาสตร์ ตลอดจนงานประติมากรรมจากขยะพลาสติกของนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32578</URL_LINK>
                <HASHTAG>Chula Zero Waste, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ลดขยะพลาสติก, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, สุจิตรา วาสนาดำรงดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9e0c31a67dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะทางรอดอุดมศึกษาไม่ล่มสลาย มหา&#039;ลัยปรับตัว-ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - สาขาวิชาอุดมศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดเสวนาวิชาการอุดมศึกษาเรื่อง &amp;ldquo;ความล่มสลายของอุดมศึกษาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน(Higher education in the age of disruption)&amp;quot; เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการระดับอุดมศึกษาเมื่อเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก และทุกอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าอุดมศึกษาไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ประเทศและโลก จะทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ แนวโน้มใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 ต้องปรับตัวสู่ Data-Driven Economy และเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ยุคโลกาภิวัฒน์ การปรับนโยบายและเส้นทางการผลิตไปสู่ภาคส่วนที่เป็นการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากร และการขับเคลื่อนที่มุ่งเน้นด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่อาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรม ทั้งโลกมุ่งการสร้างนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; คุณภาพการเรียนรู้ในยุค 4.0 จะต้องเป็นการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย เน้นการใช้ความรู้สร้างนวัตกรรม โดยการเรียนรู้ต้องยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนเพื่อตอบโจทย์เฉพาะบุคคล การเรียนที่เกิดจากความอยากรู้ อยากทำและอยากเป็น เป็นเชื้อให้ไปคิดต่อ การถามคือการสอน และเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการทำงาน ฉะนั้น อุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันและต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ &amp;quot; รมช.ศธ. กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตอนนี้อุดมศึกษาไทยไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่เป็นการปั่นป่วน ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการสอนที่ต้องเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ ดังนั้น ครูอาจารย์มีความสำคัญต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คู่แข่งมหาวิทยาลัยไม่ใช่มหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่เป็นหลักสูตรออนไลน์ ตลาดของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กไทยแต่เป็นตลาดระดับโลก ต้องรับเด็กจากทั่วโลก &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดและเจริญก้าวหน้าต้องทำ 3 ประเด็นหลักให้ครบ คือ 1.ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม อุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ &amp;nbsp;2.ความรวดเร็ว ตอนนี้ประเทศต้องการเทคโนโลยี และเด็กอยากเรียนรู้อย่างเร็ว มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ และ 3.ต้องสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น สร้างมูลค่าและเกิดผลที่ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับจุฬาฯ มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนเป็นกระบวนการเรียนรู้ ,มหาวิทยาลัยจะเป็นคนกลางในการนำความรู้จากหนังสือมาเล่าให้เด็กฟังไม่ได้ ต้องสร้างคุณค่าในการเรียนรู้ และจากที่เน้นผลลัพธ์ต้องเปลี่ยนเป็นเน้นกระบวนการ รวมถึงใช้การบริหารงานนำกฎระเบียบต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โลกตอนนี้ไม่ใช่คนจบปริญญาสาขาอะไรแล้วต้องทำงานสิ่งนั้น ตอนนี้เป็นปรากฎการณ์ I don&amp;#39;t care จบสาขาหนึ่งทำอีกอาชีพได้ อีกทั้งโลกเข้าสู่ยุคของการทำลาย แต่เพื่อการเกิดใหม่ ปัจจุบันมีหลายอาชีพที่กำลังจะหายไป เช่น นักการธนาคาร นักกฎหมาย รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกปิดตัว แต่เกิดอาชีพใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยี รวมถึงจำนวนผู้เรียนลดลง จากตัวเลขผู้สมัคร TCAS ปี 2562 พบว่า มีคนลงทะเบียนแล้ว เพียง 269,000 คน ขณะที่คุณค่าของปริญญาบัตรก็ลดลง มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก เปิดหลักสูตรออนไลน์ให้คนเรียนฟรี ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างแรง จะค่อยๆ เปลี่ยนคงไม่ทันโลก และไม่ใช่คู่แข่งกันเอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32388</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความล่มสลายของอุดมศึกษาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน, จุฬาฯ, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, สกอ., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, หมออุดม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b530641d3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุฬาฯอารี”รับสังคมสูงวัย โครงการนำร่องชุมชนแออัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯอารี&amp;rdquo; โครงการบูรณาการสหศาสตร์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยระดมคณาจารย์ในศาสตร์สาขาต่างๆ รวมองค์ความรู้เพื่อผู้สูงอายุในสังคมเมือง ตลอดจนจับมือกับภาครัฐ 16 หน่วยงาน อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุฯ ซึ่งนำโดย &amp;ldquo;ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ&amp;rdquo; อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ โดยล่าสุดได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การสานพลังเพื่อรองรับสังคมสูงวัย&amp;rdquo; เพื่อร่วมกันเก็บข้อมูลพื้นฐานปัญหา และความต้องการของผู้สูงวัย ตลอดจนให้การช่วยเหลือในชุมชนแออัดของ กทม.ที่นำร่อง 2 ชุมชน อาทิ ชุมชนวังทองหลาง และชุมชนแพร่งภูธร ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า &amp;ldquo;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลักในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้และรับใช้สังคม ได้ดำเนินการโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; (Chulalongkorn University Platform for Ageing Research Innovation : Chula ARi) ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการ สหศาสตร์ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โครงการนี้เป็นการรวมคณาจารย์จุฬาฯ ในสาขาต่างๆ ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงวัยมาผนึกความร่วมมือกัน รวมทั้งร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในการนำองค์ความรู้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยเน้นที่ผู้สูงวัยในสังคมเมือง เริ่มจากในกรุงเทพมหานคร การดำเนินโครงการในระยะแรกใช้เวลา 3 ปี ความคาดหวังต่อโครงการนี้อยากเห็นองค์ความรู้จากจุฬาฯ ได้มีโอกาสนำไปใช้จริง และเกิดผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้างต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ เล่าให้ฟังว่า สำหรับรูปแบบของ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; นั้นเป็นโครงการบูรณการศาสตร์ ไม่ใช่การจัดตั้งศูนย์ถาวร แต่เป็นการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์ฯ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 16 แห่ง โดยร่วมมือกันลงพื้นที่เก็บข้อมูลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ทางจุฬาฯได้ใช้ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันสำรวจข้อมูล&amp;rdquo; เข้ามาช่วยเก็บประวัติผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของสุขภาพ ตลอดความต้องการพื้นฐาน และปัญหาในการดำรงชีพ หรือเป็นการร่วมคิดร่วมทำ เพื่อช่วยเหลือแก้ไข้ทั้งปัญหาสุขภาพ รายได้ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตของผู้สงวัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้ดียิ่งขึ้น ในโอกาสรองรับสังคมผู้สูงวัยที่จะมาถึง โดยเบื้องต้นจะเริ่มใน 2 ชุมชนเมืองที่มีผู้สูงวัยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีกทั้งเป็นชุมชนเก่าแก่ อาทิ ชุมชนแพร่งภูธร และชุมชนวังทองหลาง ทั้งนี้โครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; จะมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 ปี แต่ปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มต้นประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รูปแบบหลักๆ ของโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; เมื่อเราได้ทำการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้วัยจากทั้ง 2 ชุมชนแล้ว ซึ่งถือเป็นชุมชนเริ่มต้นใน กทม. ตรงนี้จะทำให้เรามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐ หรือ กทม.ในการลงพื้นที่ไปดูแลและช่วยเหลือคนสูงวัย เช่น ทำให้รู้ว่าในชุมชนดังกล่าวมีผู้ป่วยติดเตียงอยู่กี่ราย และจะให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง หรือแม้แต่เรื่องของการออมเงินต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงนี้ทางจุฬาฯ ก็จะประสานให้หน่วยงานในภาคีทั้ง 16 แห่ง เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการออมเงินให้กับคุณตาคุณยาย หรือแม้แต่การส่งผู้เชี่ยวชาญไปปรับสภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อการอยู่อาศัย เช่น การปรับทางเดินสาธารณะในชุมชนให้เรียบ เหมาะกับการกับสัญจร เพื่อป้องกันผู้สูงวัยสะดุดหกล้ม หรือปรับสภาพภายในบ้านให้เหมาะกับการอยู่อาศัย ไม่ได้เดินขึ้นบันไดและสะดุดหกล้ม เป็นต้น พูดง่ายๆ ว่าร่วมกันดูแลสุขภาพผู้สูงอายุทุกมิติ โดยมีโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; เป็นศูนย์ในการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานที่จับมือกัน เพื่อไปให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเป็นตัวกลางในการหาฐานข้อมูลผู้สูงอายุ และกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาคีทั้ง 16 แห่ง แต่ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยภายใน 2 ชุมชนดังกล่าว โดยการพัฒนา 2 นวัตกรรม อาทิ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; และการนำ &amp;ldquo;หุ่นยนต์ฟื้นฟูกำลังแขน&amp;rdquo; มาใช้ดูแลผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันอยู่ในขั้นการพัฒนาและเลือกฟังก์ชันให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน สำหรับ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แพทย์ สามารถติดต่อกับผู้สูงอายุที่ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ ส่วนหนึ่งก็ลดการที่ผู้ป่วยจะต้องกลับและไป รพ.เพื่อไปพบแพทย์บ่อยๆ ลงได้ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวไม่เพียงช่วยวัดฟังก์ชันร่างกายผู้ป่วยแล้ว แต่ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน แอปดังกล่าวก็จะเตือนไปยังลูกหลานได้เลย หรือช่วยให้คนป่วยคุยกับคุณหมอคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทันที เพื่อลดความรุนแรงของโรคลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมี &amp;ldquo;หุ่นยนต์ฟื้นฟูกำลังแขน&amp;rdquo; เพื่อเข้าไปเสริมการทำงานของนักกายภาพบำบัด ทั้งจากศูนย์ดูแลสุขภาพของ กทม., โรงพยาบาลภาคี ที่ลงไปช่วยผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤต, อัมพาตในชุมชน ซึ่งข้อดีของนวัตกรรมดังกล่าวจะมีความเที่ยงตรง และสามารถบอกได้ว่าหากผู้ป่วยมีภาวะกำลังแขนอ่อนแรงจะต้องออกกำลังกายในปริมาณแค่ไหน ที่สำคัญผลงานนวัตกรรมดังกล่าวเป็นของนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ได้ร่วมมือกันคิดสร้างสรรค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อาสา&amp;rdquo; มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 3 ปี และภายใน 2 ปีแรก ตั้งเป้าที่จะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ใน กทม.ที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่หนาแน่น กล่าวได้ว่าปัจจุบันเป็นช่วงของการทดลองก่อน แต่ถ้าหากครบกำหนดระยะเวลาและได้การตอบรับที่ดี ก็จะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับจากโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อาสา&amp;rdquo; คือการที่ผู้สูงวัยไม่เพียงมีอายุยืนยาวและสามารถอยู่กับลูกหลานได้นานยิ่งขึ้น แต่การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน อาทิ การปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เอื้อต่อการอยู่อาศัย, การที่ผู้สูงอายุรู้จักการออมเงิน กระทั่งแม้ผู้ที่ป่วยติดเตียงก็สามารถได้รับการดูแลที่ทั่วถึงและเหมาะสมยิ่งขึ้น ที่ลืมไม่ได้ยังส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของคนวัยเกษียณให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมให้พัฒนา ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาตระหนักถึงการดูแลรักษาสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นผู้สูงวัยที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย หรือรู้จักวิธีที่จะดูแลตัวเองโดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14828</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, จุฬาฯอารี, ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b685c641171f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
