<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งศูนย์แก้ฝุ่นพิษ คาดมกราหนักสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รับมือพีเอ็ม 2.5 กำหนด 12 มาตรการ ทั้งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ การแก้ปัญหาไฟป่า ลักลอบเผา พยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วันเพื่อแจ้งเตือนประชาชน ระบุ 18-19 พ.ย. ฝั่งธนบุรี สมุทรสาคร นนทบุรี ค่าฝุ่นส่อพุ่ง คาดมกราคมพีกสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) จัดตั้งโดยคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในฐานะประธาน ศกพ. แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบในการทบทวนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; และเห็นชอบกำหนด 12 มาตรการเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมทั้งเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อเป็นศูนย์ในการบูรณาการประสานงานรวบรวมข้อมูลจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ในรูปแบบ One Voice One Team และกำลังจะนำเสนอที่ประชุม ครม.เพื่อรับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพลกล่าวว่า ศกพ.มีแนวทางการดำเนินงานตามแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ดังนี้ 1.การสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภายคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 3.การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า 4.สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติดตามเฝ้าระวัง และดับไฟ 5.เร่งขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 6.เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.การพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชน 8.ประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการรายงานปริมาณฝุ่นละอองเชิงพื้นที่ 9.พัฒนาระบบคาดการณ์ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชัน บัญชาการการดับไฟป่า 10.บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้แอปพลิเคชันลงทะเบียนจัดการเชื้อเพลิง 11.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าไม้ และลดการเผาป่า ผ่านการจัดที่ดินทำกิน และ 12.เจรจาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งระดับอาเซียน ระดับทวิภาคี และระดับพื้นที่ชายแดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพลกล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มทรงตัวมาตั้งแต่เริ่มการตรวจวัด โดยสถานีริมถนนดินแดง เริ่มการตรวจวัดมานานที่สุดตั้งแต่ปี 2554 ทั้งนี้ ก่อนหน้าปี 2554 คพ.ตรวจวัดฝุ่นละอองโดยใช้ PM 10 เป็นเกณฑ์คุณภาพอากาศ ซึ่งเมื่อพิจารณาสถานการณ์รายปีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะพบว่าแนวโน้มในช่วงปี 2560-2563 ไม่แตกต่างกันมากนัก จากการติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยสถานีตรวจวัดของ คพ. พบว่า ปริมาณ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ปี 2563 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-11 พฤศจิกายน 2563 ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 2-102 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบม.) เกินมาตรฐาน 32 วัน โดยค่าสูงสุดตรวจวัดได้ในเดือนมกราคม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า ปริมาณ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ปี 2562 ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 4-104 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 35 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน ศกพ.กล่าวว่า สาเหตุของ PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร การศึกษาแหล่งกำเนิด PM 2.5 มีหลายงานวิจัย ซึ่งหากดูเฉพาะกรุงเทพมหานคร โดยสถาบัน AIT พบว่า มาจากการขนส่งทางถนน ถึง 72.5% อุตสาหกรรม 17% การเผาในที่โล่ง 5% แต่ได้มีการศึกษาในเชิงพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย JGSEE พบว่า ปริมาณ PM 2.5 มาจากการขนส่งทางถนน 51% อุตสาหกรรม 21% การเผาในที่โล่ง 6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่า PM 2.5 สำหรับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ภาคเหนือ ปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้ง สาเหตุหลักเกิดจากลักษณะภูมิประเทศและสภาพอุตุนิยมวิทยาของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง และในช่วงหน้าแล้งอากาศแห้ง ความกดอากาศสูง การยกตัวของอากาศเกิดได้น้อย ทำให้อากาศปิด ฝุ่นละอองไม่ฟุ้งกระจาย รวมทั้งการทำกิจกรรมในพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เกิดการเผาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกิน จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ด้วยความสูงและความลาดชันของพื้นที่ ทำให้การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและกำจัด เศษวัสดุทางการเกษตรจำเป็นต้องใช้วิธีเผา การเผาในพื้นที่ป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่า และการเผาในพื้นที่รอบป่าและลามเข้าสู่ป่าเกิดเป็นไฟป่า นอกจากนี้พื้นที่เกษตรมีการเพิ่มขึ้นของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเกษตรกรจะเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรเช่นเดียวกับเกษตรในพื้นที่ป่า และหมอกควันข้ามแดน จากภาพถ่ายดาวเทียมพบจุดความร้อนและหมอกควันหนาแน่นในอนุภูมิภาคแม่โขง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศิวัช พงษ์เพียจันทร์ โฆษกกรมควบคุมมลพิษ แถลงว่า สภาพอากาศในวันที่ 16 พ.ย. อยู่ในระดับดี ถึงดีมาก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก แต่สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า เริ่มมีบางพื้นที่ที่ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน 58 มคก./ลบ.ม. ริมถนนคลองทวีวัฒนา 60 มคก./ลบ.ม. ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 8 เขตหนองแขม 57 มคก./ลบ.ม. ริมถนนเอกชัย เขตบางบอน 51 มคก./ลบ.ม. ต.มหาชัย อ.เมือง สมุทรสาคร 67 มคก./ลบ.ม. และ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร 56 มคก./ลบ.ม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ กรมควบคุมมลพิษคาดว่าความเข้มข้นของฝุ่นจะมีแนวโน้มลดลง เพราะไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันหว่ามก๋อ ที่จะอ่อนกำลังลงเป็นความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศไหลเวียนได้ดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ช่วงวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 จะเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือ ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเทพมหานคร หรือฝั่งธนบุรี รวมทั้งจังหวัดสมุทรสาคร นนทบุรี เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิวัชกล่าวว่า ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าวันที่ 17 พ.ย. จะมีฝนตกในพื้นที่ จึงช่วยลดปริมาณฝุ่นลงไปได้ แต่ 2-3 วันหลังจากนี้ไป ค่าฝุ่นอาจเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ลดทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งสามารถติดตามสภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ bangkokairquality.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรถพล เจริญชันษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb26b457f190.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สองมาตรฐาน’ วิกฤติฝุ่นพิษหมอกควันในเชียงใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตหมอกควันในภาคเหนือ เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะเชียงใหม่ คนในพื้นที่เคยชินกับการเกิดปัญหาเช่นนี้ทุกปีในช่วงรอยต่อเข้าฤดูร้อน แม้จะมีการเตรียมพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในหลายจังหวัดภาคเหนือ ทั้งลดการเผาป่า เผาไร่ข้าวโพด แต่ก็ยังคงเกิดปัญหาฝุ่นพิษหมอกควันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในบางพื้นที่ขึ้นสูงถึง 500-600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งจัดว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงของปัญหาหมอกควันในภาคเหนือหลายภาคส่วนเรียกร้องขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและจริงใจ โดยเฉพาะการพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางอากาศ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังเป็นประเด็นน่าวิตกขณะนี้ กล่าวว่า หลังจากที่กรุงเทพฯ ได้เผชิญมลพิษฝุ่น PM 2.5 ในช่วงปลายเดือนมกราคมเข้ากุมภาพันธ์ ซึ่งวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI ได้สูง 70- 80 มคก.ต่อ ลบ. ถนนพระราม 2 วัดได้สูงถึง &amp;nbsp;200 มคก.ต่อ ลบ.ม. ทำให้คนกรุงตื่นตัวต่อปัญหาฝุ่นพิษ สื่อนำเสนออย่างครึกโครม รัฐบาลและหน่วยงานต่างชิงพื้นที่สื่อมวลชนเสนอข้อมูลนี้ต่อเนื่อง หันกลับมาดูสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือที่รุนแรงหนักในพื้นที่ จ.เชียงใหม่นั้น บางวันสูงถึง 500-600 มคก.ต่อ ลบ.ม. รวมถึงมีรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในประเทศเพื่อนบ้านรัฐชาน เมียนมา สูงถึง 1,200 มคก.ต่อ ลบ.ม. จากการเผาที่ทำให้เกิดหมอกควันข้ามมายังหลายจังหวัดของภาคเหนือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.ศิวัชย้ำวิกฤติภาคเหนือว่า ฝุ่น PM 2.5 ที่ชาวเชียงใหม่สูดเข้าร่างกายเพียงแค่ 1 วัน เทียบเท่าค่าฝุ่นพิษที่เข้าร่างกายคนกรุงเทพฯ ในภาวะวิกฤติถึง 10 วัน แต่เรื่องเงียบกริบ หรือปอดของคนเชียงใหม่แข็งแรงกว่าคนกรุงเทพฯ ทั้งที่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มโรงพยาบาล แต่รัฐบาลก็ยังใช้มาตรการจับปรับกับคนเผาป่าเผาไร่ ผู้ใหญ่บางคนบอกเป็นเรื่องดรามาตื่นตระหนกฝุ่น PM 2.5 ทำไมทั้งที่มันคือมัจจุราชฆ่าคนให้ตายผ่อนส่ง ซึ่งในมลพิษนี้ยังมีสารพิษชนิดอื่น เช่น สารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และโลหะหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่นักวิชาการสิ่งแวดล้อมย้ำคือ รัฐบาลควรหาแนวทางป้องกันและจัดการมลพิษอากาศ ซึ่งแบ่งเป็นในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับมาตรการระยะสั้น ศ.ดร.ศิวัชกล่าวว่า รัฐบาลต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางอากาศเพื่อจังหวัดจะได้มีงบภัยพิบัตินำมาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและบริหารจัดการฝุ่นให้หายไป รวมถึงจัดซื้อหน้ากากที่ถูกต้องและสามารถกรองมลพิษได้ นำมาแจกจ่ายให้ประชาชน เวลานี้ที่เชียงใหม่หลายภาคส่วนเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อซื้อหน้ากาก ประชาชนต้องควักเงินซื้อหน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งมีราคาสูงเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง ทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องสุขภาพประชาชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ก็เพียงประกาศยกให้เป็นวาระแห่งชาติ มันเป็นเรื่องนโยบาย จะแก้ได้ 5 ปี 10 ปี เป็นเรื่องอนาคต โดยที่ไม่ยอมรับเป็นภัยพิบัติ ห่วงกระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่แลกกับสุขภาพคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบล้นโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กและเยาวชนในภาคเหนือเขาเสนอภาครัฐจำเป็นต้องเร่งหามาตรการเฉพาะกิจมาดำเนินการแก้ไข เช่น การให้ความรู้กับประชาชนในการงดพฤติกรรมในที่โล่งแจ้งในช่วงที่ค่า AQI สูงเกินมาตรฐาน &amp;nbsp;ส่วนการประกาศหยุดเรียนในพื้นที่วิกฤติหมอกควันอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะเด็กบางส่วนอาจไม่ได้ระมัดระวังออกไปสัมผัสฝุ่นภายนอก ทางการควรจัดพื้นที่ให้เด็กเรียนรวมกันและภายในอาคารดังกล่าวมีเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพเป็นการป้องกันสุขภาพของเด็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผาป่าเผาไร่สาเหตุของวิกฤติ PM 2.5 ในภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์ให้กับเมืองเป็นอีกข้อเสนอ นักวิชาการด้านฝุ่นพิษกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องการฟอกอากาศให้คนทั้งเมือง จีนเป็นผู้นำระดับโลกเรื่องการจัดการมลพิษทางอากาศ ตนได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยกับจีน ปัจจุบันที่เมืองซีอานมีต้นแบบปล่องบำบัดมลพิษทางอากาศ งบประมาณสร้าง 60 ล้านบาท &amp;nbsp;ปล่องนี้สามารถลดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในรัศมี 10 ตารางเมตรรอบปล่องบำบัด มลพิษลดลงได้ถึง 10% &amp;nbsp; และมีแผนจะสร้างปล่องบำบัดมลพิษที่สูงขึ้น 300 เมตรอนาคตหัวเมืองใหญ่ในจีนจะมีนวัตกรรมรูปทรงคล้ายปล่องไฟกระจายเต็มทั่วเมือง แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ประเทศไทยต้องมีนวัตกรรมนี้ เพราะมลพิษลดลงเพียง 1% คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นแล้ว ใช้พื้นที่ไม่มาก ถ้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเดียวไม่รอด โดยเฉพาะช่วงสภาพอากาศวิกฤติ สำหรับการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ต้องเวนคืน ในอนาคตกฎหมายต้องบังคับโครงการคอนโดฯ ตึกสูง หรืออาคารหอพัก ให้ปลูกต้นไม้จริงๆ โดยเฉพาะไม้เลื้อยช่วยดูดความร้อนจากตัวอาคาร ประหยัดแอร์ได้ 20-30% &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.ศิวัชกล่าวด้วยว่า ทางการต้องเพิ่มบทลงโทษเอาผิดผู้เผาป่าเผาไร่สาเหตุของวิกฤติ PM 2.5 ในภาคเหนือ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยมีสารก่อมะเร็งกว่า 100 ชนิดซึ่งหมอกควันภาคเหนือมาจากสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะและภูเขาล้อมรอบ บวกกับการเผาป่าเผาซังข้าวซังข้าวโพดจนเกิดการสะสมหมอกควันและฝุ่นพิษในอากาศสูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางการจับปรับ 500 บาท แล้วก็ปล่อย ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว เพราะเผาป่าได้ขยายพื้นที่ทำเกษตรเพิ่มขึ้นปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ค่าตอบแทนคุ้มกว่าเสียค่าปรับ นี่คือโครงสร้างการเกษตรที่บิดเบือน ตราบใดที่กฎหมายบ้านเรายังอ่อนและไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังก็ลำบาก แนวทางที่เสนอให้น้อมนำแนวพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรเชิงซ้อนไม่ตัดคนออกจากป่า มีต้นแบบวนเกษตรที่น่านปลูกยางพารา ชาอัสสัม กาแฟขี้ชะมด เลี้ยงโคและเลี้ยงไก่ เมื่อคนอยู่กับป่าจะรักษาอย่างยั่งยืนเพราะเป็นแหล่งสร้างรายได้ ส่วนกรุงเทพฯ แม้การเผาที่โล่งแจ้งไม่ใช่แหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง ส่วนใหญ่มาจากภาคขนส่งยานพาหนะ แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรในปริมณฑลปลูกอ้อยเพื่อส่งออกญี่ปุ่นใช้ในการเลี้ยงวัวสายพันธุ์ที่นำมาทำเนื้อวัววากิว รายได้ดีและลดการเผา&amp;quot; ศ.ดร.ศิวัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้นักวิชาการนิด้าเสนอให้ตั้งสำนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายจะต้องยุบรวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างกรมควบคุมมลพิษน่าเห็นใจการทำงาน ตรวจพบโรงงานปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานก็สั่งปิดไม่ได้ เพราะอำนาจอยู่ที่กรมโรงงาน หรือจะปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงลดปล่อยมลพิษก็เป็นหน้าที่ของอีกหน่วยงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการระยะยาวในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษหมอกควัน ศ.ดร.ศิวัชเสนอว่า ประเทศไทยต้องมีกฎหมายอากาศสะอาด ปัจจุบันสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มีกฎหมายอากาศสะอาดแล้ว แต่บ้านเรายังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ มีแต่พระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมปี 2535 มีแค่ 4 มาตราที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ แม้แต่มาตรฐานการควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศของประเทศก็ไม่มี ปล่อยอะไรออกมาก็ไม่ผิด ทุกอย่างอยู่ในปอดประชาชน ย้อนไปกรุงลอนดอนอังกฤษ เมืองทั้งเมืองคลุ้งไปด้วยหมอกควันจากถ่านหิน มีคนตายเป็นหมื่น นำมาสู่การจัดตั้งกฎหมายอากาศสะอาดและปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย โทษปรับมหาศาลหากปล่อยมลพิษจากปล่องหรือกิจกรรมใดๆ ที่ก่อมลพิษ เรื่องนี้ภาคประชาชนมีส่วนสำคัญต้องร่วมขับเคลื่อนกดดันเพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของตนเองจากมลพิษอากาศ นอกจากนี้เขาระบุว่า ในเมืองใหญ่รัฐต้องส่งเสริมการทำงานที่บ้านเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ลักษณะงานหลายประเภททำที่บ้านได้ สามารถส่งงานและประชุมร่วมกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงแต่ต้องประเมินประสิทธิภาพในการทำงาน &amp;nbsp;รัฐบาลต้องหนุนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ควบคู่กับการส่งเสริมนโยบายลดภาษีรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) รวมทั้งรถเมล์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด-ไฟฟ้า อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องจากรถยนต์กลุ่มนี้ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศน้อยมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาฝุ่นพิษจะเวียนมาทุกปี ถ้าไม่แก้ไขจริงจัง ทุกปีมีคน 7 ล้านคน ตายจากโรคหัวใจ มะเร็งปอด และเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยเกี่ยวข้องกับฝุ่น PM 2.5 และมลพิษอากาศตัวอื่นๆ แนวโน้มตัวเลขจะสูงขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;นอกจากนี้มีงานวิจัยในจีนตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วระบุ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต และอัลไซเมอร์ มีความเป็นไปได้เกี่ยวข้องกับฝุ่นพิษ เป็นความท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาเผชิญ อยากให้ใช้สถานการณ์วิกฤติทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่หาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ให้รุนแรงไปมากกว่านี้ ไทยต้องมีเป้าหมายลดมลพิษอากาศ ไม่ใช่แค่ควบคุมมลพิษเท่านั้น&amp;quot; ศ.ดร.ศิวัชกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า การรับมือกับวิกฤติฝุ่นพิษยังเป็นเรื่องที่ประชาชนควรตระหนักและรับรู้ถึงปัญหามลพิษอากาศ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนในภาคเหนือเวลานี้ต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางฝุ่นละอองพิษ ควรป้องกันตัวเอง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น ช่วยลดทอนฝุ่นที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งหน้ากากกันฝุ่นมีหลายแบบ โดยหน้ากากมาตรฐาน N 95 &amp;nbsp;สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ วิธีใส่ต้องแนบกระชับกับใบหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการกรอง ซึ่งผู้ป่วยโรคหอบหืดโรคทางเดินหายใจควรใช้อย่างระมัดระวัง รวมถึงการใช้กับเด็กต้องดูแลเป็นพิเศษ อาจขาดอากาศหายใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.รณบรรจบกล่าวว่า การเลือกใช้หน้ากากต้องเหมาะสมกับอันตรายจากมลพิษ และต้องทดสอบหน้ากากทุกครั้งว่าสมบูรณ์พร้อมใช้งานหรือไม่ เพื่อป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้าไปได้ แต่หากเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยวิกฤติควรย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราว หากย้ายไม่ได้ต้องประเมินความเสี่ยงแต่ละช่วงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงในช่วงที่เกินค่ามาตรฐานสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ และ ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล พร้อมด้วย ผศ.ดร.รุจิกาญจน์ นาสนิท อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ร่วมกันทำหนังสือ &amp;ldquo;PM 2.5 มัจจุราชเงียบ&amp;rdquo; ถือเป็นคู่มือเตรียมเผชิญหน้าวิกฤติฝุ่นพิษ โดยผลงานดังกล่าวคณะผู้เขียนช่วยกันรวบรวมข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก และเสนอทางแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและประชาชน อีกทั้งคณะผู้เขียนจะนำผลงานส่วนหนึ่งส่งต่อสู่สถาบันการศึกษาเพื่อปูพื้นฐานความรู้เรื่องมลพิษอากาศให้เยาวชนไทยอีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33319</URL_LINK>
                <HASHTAG>AQI, PM 2.5 มัจจุราชเงียบ, PM2.5, นสพ.ไทยโพสต์, ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน, ผศ.ดร.รณบรรจบ อภิรติกุล, ฝุ่นพิษภาคเหนือ, มลพิษอากาศกรุงเทพ, ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cac915f6cd5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
