<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สมพงษ์ &#039;จี้ศธ.ปรับเงินอุดหนุนรายหัวนร. หลังใช้มากว่า 10ปี   ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายจริงปัจจุบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 มิ.ย.64- นายสมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ดูแลนักเรียนยากจนพิเศษ เส้นรายได้ต่ำว่า 3,000 บาทลงมา จากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิดปรากฎการณ์ความยากจนที่ซ้ำซ้อน ทั้งยากจนเฉียบพลัน &amp;nbsp;จนถาวร และเกือบจน &amp;nbsp;สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจ โดยในปีการศึกษา 2564 &amp;nbsp;เบื้องต้นเราพบว่าจะมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ &amp;nbsp;6,568 คน แต่อีกเดือนเศษจะเพิ่มเป็นหมื่นคน และคาดการณ์ว่าสิ้นปีการศึกษา 2564 จะมีเด็กหลุดจากระบบ 65,000 คน &amp;nbsp;ถ้าหลุดจากระบบประถมศึกษาอาจจะไม่มากเพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับราว ร้อยละ 4 มัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ที่ ร้อยละ 19-20 มัธยมปลายอยู่ที่ ร้อยละ 48 และในจำนวนนี้โอกาสเข้ามหาลัยได้เพียง ร้อยละ 8-10 ซึ่ง กสศ.อุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอยู่ที่ &amp;nbsp;ปีละ 3,000 บาท &amp;nbsp;ต้นทุนการศึกษานั้นมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร &amp;nbsp;อยู่ประมาณ 2,058-6,034 บาท ทำให้การเรียนต่อเป็นไปไม่ได้ นโยบายการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวก็ใช้อัตราเดิมมา 10 กว่าปีไม่มีการปรับเพิ่มท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;รายได้ลด หนี้นอกระบบเพิ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงคิดว่าจะต้องเร่งแก้ปัญหาจริงจัง โดยการปรับเงินอุดหนุนรายหัว ค่าเล่าเรียน ค่าเสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน ให้สอดรับกับค่าใช้จ่ายจริง &amp;nbsp;ตอนนี้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริงเกือบ 2-3 พัน &amp;nbsp; ไม่เช่นนั้นในภาคเรียนที่สองจะเห็นการหลุดจากระบบมากกว่านี้ เด็กที่ใกล้เสี่ยงหลุดหรือหลุดแล้ว ทัศนคติ ความมุ่งมั่นทางการศึกษาน้อยมาก การดึงกลับมาเรียนหนังสือ ถ้าไม่ทำแบบประณีด สามารถเข้าถึงวิธีคิดหรือปัญหาจริง &amp;nbsp; เทอม 2 จะเห็นเด็กหลุดมากขึ้นและเป็นวิกฤติของประเทศอย่างแท้จริง &amp;nbsp;และตนขอเสนอให้มีการประนอมหนี้การศึกษา เรียนฟรีแบบไม่มีค่าเทอม และการหาทางช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบัน มีจังหวัดพิษณุโลก และภูเก็ตได้เป็นโมเดลการทำงานเชิงรุก บูรณาการเชื่อมโยงไปสู่การทำงานในพื้นที่ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบเช่น ค่าน้ำมันรถไปกลับ วันละประมาณ 40 บาท เดือนละ 800 บาท &amp;nbsp;ผู้ปกครองมีรายได้ 1,077 บาทต่อคนต่อเดือน จะไปรอดหรือ นี่เป็นปัญหาหนักมาก เด็กที่เพิ่มมากขึ้น 7-8 แสนคนที่ยากจน ถ้าเอาเส้นรายได้ 1,021 บาท &amp;nbsp; จะมีเด็กยากจนพิเศษ 9 แสนคน &amp;nbsp;ถ้าใช้เส้นแบ่ง 1,388 บาท จะเกิดเด็กยากจนและยากจนพิเศษ 1.9 ล้านคน &amp;nbsp;เด็กเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่เราดูแลได้เพียง ร้อยละ 10-15 เท่านั้น &amp;nbsp;ทั้งนี้ กสศ.จะมีการประชุมคณะกรรมการ กสศ. เพื่อกำหนดทิศทางใน 3 ปีข้างหน้าในท่ามกลางวิกฤติโควิดที่ไม่ลดลง จะกำหนดบทบาทภารกิจอย่างไรเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัวเปราะบางยากจนให้ดียิ่งขึ้นให้ได้&amp;rdquo;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ, สกศ., เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0dd355ff1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมพงษ์&quot;ฟังเสียงเด็ก ชี้เหตุ&quot;นักเรียนเลว&quot;ไล่จวก&quot;รมว.ศธ.เพราะปฎิรูปการศึกษา ระเบียบทรงผม ชุดนร.ไม่คืบ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

23พ.ย.63-&amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; มองเหตุการณ์ &amp;quot;นักเรียนเลว&amp;quot; รุมจวก &amp;quot;รมว.ศธ.&amp;quot; เพราะไม่รับหลักการแก้รธน. 7 ฉบับ &amp;nbsp;การปฎิรูปการศึกษาไม่คืบ &amp;nbsp;แถมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบทรงผม ชุดนักเรียนจริงจัง &amp;nbsp;ทำให้เด็กต้องลงถนน แนะต้องรับฟังเสียงเด็ก เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น เห็นใจเด็กถูกอำนาจกดทับมานานแสดงออกไม่ได้ &amp;nbsp; ระบุส่วนตัวจะลงไปทำงานกับเด็ก

จากกรณีที่มีการชุมนุมของกลุ่ม&amp;quot;นักเรียนเลว&amp;quot; หรือ นรล.ในกิจกรรมบ๊ายบายไดโนเสาร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีผู้ชุมนุมแต่งมาสคอตเป็นตัวไดโนเสาร์เดินบนถนนหน้าห้างสยามพารากอน และจัดกิจกรรมเขียนข้อความใส่กระดาษโพสต์อิทและนำไปแปะ เพื่อสื่อถึงนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในประเด็นการศึกษามีปัญหา

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเห็นว่าตัวเร่งแรงที่ทำให้เด็กออกมาจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นคำพูดของเด็กๆ เอง ก็คือ กรณีที่นายณัฏฐพล ลงมติไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับนั้น อาจจะแสดงให้เห็นว่า รมว.ศธ.มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวและเห็นความต้องการของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนจริงหรือไม่ ทำให้เกิดการไม่ไว้วางใจกัน เพราะส่วนตัวตนมองว่าเห็นใครที่จะมาทำงานด้านเด็ก อย่างน้อยจะต้องมีความเข้าใจกิจกรรม ความเคลื่อนไหวและจินตนาการ ไม่จำเป็นต้องเข้าข้างเด็ก แต่ต้องเข้าใจ อีกทั้งหากพื้นฐานมีความขาดความไว้วางใจกันแล้ว ตนมองว่าจะไปต่อค่อนข้างลำบาก เพราะพื้นฐานของคนที่จะทำงานรวมกันเด็กนั้น นอกจากจะต้องรับฟังเสียงเด็ก มีความเข้าใจเด็กแล้ว จะต้องไม่เห็นเรื่องที่เด็กทำเป็นเรื่องที่ผิด หรือ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้

นอกจากนี้สิ่งที่ตนมองว่าการที่เด็กยังคงมีการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงออกนั้น เป็นเพราะการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่มีความคืบหน้า ไม่ไปถึงไหน และอาจจะแย่ หรือ หนักกว่าที่ผ่านมา และการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเด็กไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุกคามต่างๆ การแก้ปัญหาเรื่องทรงผม ก็ยังคงมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในโรงเรียน โดยในส่วนของระเบียบที่เหี่ยวย้องกับทรงผม และชุดนักเรียน ที่คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนนักเรียน นักศึกษาของ ศธ. ได้มีการพิจารณาให้ปรับแก้ให้ยืดหยุ่นขึ้นแล้ว แต่เมื่อเสนอไปแล้วก็ยังไม่มีข้อตอบรับจากทาง รมว.ศธ.และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎระเบียบที่มีการประกาศอย่างชัดเจน

&amp;ldquo;อย่างก็ตาม ปัจจุบันผมมองว่าโรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ยังเป็นสถานที่ที่เปิดอิสระรับเด็กให้สามารถแสดงออก จัดกิจกรรม หรือยอมรับความคิดเห็นของเด็ก เฉพาะฉะนั้นกิจกรรมเหล่านี้จึงเกิดการระเบิด ทำให้เด็กลงถนน และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ส่วนตัวที่ผมทำงานกับเด็กมากว่า 30 ปี และในระยะ 6-7 เดือนที่ผ่านมา ผมได้มีการเสนอในคณะกรรมการหลายๆ ชุด ว่า หากเราไม่เปิดพื้นที่มห้เด็กเข้ามามีส่วนร่วม ไม่รับฟังความเห็น ก็จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ คือ เด็กลงถนนจัดกิจกรรม แต่ก็ไม่มีการรับฟังหรือบอกว่าผมเข้าข้างเด็ก แต่ผมขอบอกว่านั่นคือ สังคมไทยที่เราใช้อำนาจกดทับไม่เปิดพื้นที่ ไม่ทำให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ ดังนั้นจากนี้ผมคิดว่าเราต้องลงมาทำงานร่วมกับเด็ก มาพูดคุยรับฟังความเห็น เปิดพื้นที่และสร้างความปลอดภัยในการแสดงความเห็น ผมเชื่อว่าจะทำให้สังคมเราดีขึ้นอย่างแน่นอน&amp;rdquo;อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84735</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, นักเรียนเลว, ม็อบนักเรียน, ระเบียบทรงผมนักเรียน, ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f9940fd28cc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมพงษ์ &quot;จวกศธ.แน่ใจเหรอ อัพเดทหลักสูตรเก่าเป็นของใหม่ ทั้งที่ล้าสมัย น่าเบื่อ ไม่สามารถสร้างพลเมืองประชาธิปไตยที่แท้จริง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29ต.ค.63- นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ว่า ศธ.ไม่ควรนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของเดิมมาอัพเดทใหม่ การดำเนินการในลักษณะนี้ถือเป็นการปรับแก้หลักสูตรไม่ตรงจุด เพราะเนื้อหาในหลักสูตรเก่านั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาของ 8 กลุ่มสาระวิชาหลัก กว่า 20 วิชา โดยตนมองว่า ศธ.ไม่ควรนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับเดิมมาใช้อีกต่อไป ไม่ว่าจะนำมาอัพเดทใหม่ก็ตาม เพราะเป็นหลักสูตรที่ล้าสมัยส่งผลให้การเรียนในห้องเรียนน่าเบื่อ ไม่ตอบโจทย์การเรียนในโลกยุคปัจจุบัน และไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อีกทั้งหลักสูตรแบบเก่าทำให้ครูจำเป็นต้องเร่งสอนเ เพื่อให้เด็กท่องจำและนำไปสอบแข่งขัน ซึ่งถือว่าไม่ใช่การให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์คณะครุศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า อยากให้ ศธ.มีการปรับหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติของเด็กให้มากขึ้น เช่น ภาคเช้าเรียนทฤษฎี ต่อจากนั้นภาคบ่ายเน้นการลงมือปฏิบัติให้เด็กคิดค้นโครงการด้วยตัวเองจากแหล่งเรียนรู้อื่นๆ &amp;nbsp;เพราะโลกแห่งอนาคตเด็กจะเรียนรู้จากโลกออนไลน์มากขึ้น เหมือนเป็นการศึกษาที่ค้นหาความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งโรงเรียนจะต้องเป็นพื้นที่เสรีภาพให้เด็กแสดงออกได้อย่างเต็มที่ โดยให้ครูทำหน้าที่เพียงควบคุมกระบวนการเรียนรู้เท่านั้น &amp;nbsp;เพราะหากทำได้จะเป็นการสร้างพลเมืองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อีกทั้งจะทำให้เพิ่มทักษะการคิดของเด็กไทยมากขึ้นตามไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนประเด็นที่มองว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะที่นำร่องทดลองใช้ในระดับประถมศึกษาก่อนหน้านี้นั้น นายสมพงษ์กล่าวว่า อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงนั้น ตนก็เห็นด้วยว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะอาจนำมาใช้ได้กับโรงเรียนบางส่วนเท่านั้น แต่ก็ไม่อยากให้ละทิ้งหลักสูตรฐานสมรรถนะทั้งหมด แต่สามารถนำมาเขย่ารวมเป็นหลักสูตรใหม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมไม่เห็นด้วยกับการปรับหลักสูตรที่นำหลักสูตรของเดิมมาอัพเดทใหม่ ซึ่งอย่างไรก็ตาม ผมมองว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานรูปแบบใหม่ จะต้องเป็นหลักสูตรที่มุ่งสร้างพลเมืองให้เป็นเป้าหมายของประเทศมากกว่า&amp;rdquo;อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82088</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักประชาธิปไตย, ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน, พลเมืองประเทศ, ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f9940fd28cc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กติดกับดักพนันออนไลน์ ปัญหารอแก้ไขเอาจริงสักที!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงที่ต้องหยุดอยู่กับบ้านเพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมานั้น เป็นปัจจัยแวดล้อมกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนไทยอายุระหว่าง 15-19 ปี ตกอยู่ในอิทธิพลของการเล่นพนันออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่กับโซเชียลมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้จากผลวิจัยพบว่า เด็กที่เล่นการพนัน ร้อยละ 80 จะต้องสูญเสียเงินทองสูงสุดประมาณ 1 แสนบาทต่อราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มเด็กและเยาวชนไทยเข้าสู่แวดวงการพนัน มีแต่ตั้งการที่เด็กอยู่กับโซเชียลเป็นเวลานานต่อวัน รวมถึงสื่อโฆษณาเล่นการพนันออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนสามารถพบเห็นได้อย่างง่ายดาย จึงกระตุ้นให้เด็กเข้าสู่วังวนอบายมุขดังกล่าวได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือการที่เด็กบางคนต้องหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งการหาเงินด้วยช่องทางดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในช่วงที่เด็กต้องกักตัวอยู่กับบ้าน เพียงแค่มีมือถือเท่านั้น ท่ามกลางโรคโควิด-19 ร้าย มีแนวโน้มว่าจะประทุขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทุกเมื่อ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้ให้มุมมองเด็กติดการพนันในช่วงของหยุดเชื้อเพื่อชาติไว้ เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองช่วยกันระแวดระวังและป้องกันไว้ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก บอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วปัญหาเด็กและเยาวชนติดการพนันนั้นเป็นเรื่องเดิมที่มีมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าสมัยก่อนนั้นเครื่องมือสื่อสารอาจจะยังไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน ประกอบกับการเล่นพนันออนไลน์ในเด็กก็มีอยู่หลายประเภท หากจะป้องกันปัญหาเด็กติดเกมออนไลน์และการพนันออนไลน์นั้น ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะจับปรับอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวง DE ที่ดูแลเกี่ยวกับการควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ ควรจะเข้ามาจัดการเกี่ยวกับโฆษณาการพนันฟุตบอลออนไลน์ตามกฎหมาย ที่สำคัญต้องมีการจับปรับผู้ที่โฆษณาพนันออนไลน์อย่างจริงจัง ไม่ใช่การทำตามกระแส และต้องปรับจับอย่างต่อเนื่อง เมื่อตรวจจับผู้กระทำผิดเหล่านี้ได้จะต้องนำมาประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้คนรู้ในวงกว้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.องค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม ควรต้องเอากรณีนี้มาเป็นข้อศึกษา เช่น นำเคสของผู้ที่ติดการพนันและหมดตัวมาพูดให้ความรู้กับคนทั่วไปได้รับทราบ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนด้วย อีกทั้งต้องเร่งให้ความรู้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มกลาง คือกลุ่มที่อยากลองเล่น เพราะในปัจจุบันจะมีเด็ก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เล่นออนไลน์ และกลุ่มที่ไม่เล่นออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มที่อยากลองได้รับข้อมูลของผลกระทบจากการเล่นพนัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.หากิจกรรมพิเศษในช่วงที่ต้องปิดเทอมยาวๆ เช่น การแข่งขันกีฬาเขต หรือกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวกับการเล่นกีฬา กระทั่งการที่เรานำเด็กในระดับประถมและมัธยมมาฝึกอาชีพกับช่างอาชีวะในช่วงปิดเทอม เพื่อให้ช่างอาชีวะนั้นมีรายได้จากการที่เข้ามาสอนและให้ความรู้กับน้องๆ กลุ่มนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จำกัดเวลาการเล่นออนไลน์ในเด็ก เมื่อเด็กอยู่ในโรงเรียน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายได้ออกมาระบุว่า เด็กสามารถเล่นออนไลน์ได้ไม่เกินวันละกี่ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติกับเด็กและเยาวชนอาจจะทำไม่ได้จริง แต่สิ่งที่ทำได้นั้นคือการที่เด็กอยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งเวลาที่เด็กมาเรียน ครูจะเก็บโทรศัพท์มือถือ ก็จะสามารถจำกัดการเล่นมือถือได้ หรือการเข้าสู่การพนันออนไลน์ได้เช่นกัน และเมื่อเด็กกลับบ้านก็เป็นเวลาที่ผู้ปกครองควรจะต้องคอยหมั่นสอดส่องดูแลการใช้งานออนไลน์ของบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เด็กเล่นเกินเวลาเช่นเดียวกัน ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันทั้งครู พ่อแม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูหยุย ทิ้งท้ายว่า ภาพรวมของเด็กติดการพนันในช่วงปิดเทอมยาวนั้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและออนไลน์ทำงานอย่างจริงจัง จับปรับจริง แน่นอนว่าจำนวนของเด็กติดพนันออนไลน์ก็จะลดน้อยลง แต่ถ้าหากดำเนินการแบบชั่วครั้งชั่วคราว หรือพอมีปัญหาจริงก็จับปรับแค่ในช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ปล่อยปละละเลย แน่นอนว่าปัญหาเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ร่มเกล้า ช้างน้อย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน อ.ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์รุ่นใหม่จาก ร.ร.มัธยมวัดดุสิตาราม สะท้อนปัญหาเด็กติดการพนันออนไลน์ในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 เด็กไม่มีเงินใช้จ่ายเหมือนตอนเปิดเทอม ที่ผู้ปกครองจะให้เงินเด็กมาใช้จ่ายทุกวันเมื่อเด็กๆ ต้องมาโรงเรียน ดังนั้นในช่วงปิดเทอมยาวที่เด็กไม่ได้ค่าขนมจากพ่อแม่ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว เด็กคิดว่าจะนำไปซื้อของอย่างอื่น ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กติดการพนันออนไลน์ เพราะเด็กคิดว่าเป็นช่องทางที่เขาสามารถหาเงินได้ง่าย 2.เด็กเห็นสื่อโฆษณาการพนันออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย โดยอาจจะเห็นจากการใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้หากจะถามแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กติดพนันออนไลน์อย่างไร ในมุมของคนที่เป็นอาจารย์มองว่า ถ้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เด็กติดอบายมุขซึ่งพบเห็นผ่านทางโซเชียลนั้น ตรงนี้ควรจะหาวิธีอย่างไรเพื่อให้เด็กสามารถหารายได้ด้วยตัวเองในแบบที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับทักษะและช่วงวัยที่เด็กจะสามารถทำงานนั้นๆ ได้ เช่น การที่เด็กรับพิมพ์งานในช่วงปิดเทอม หรือรับรีวิวยอดวิวในเว็บไซต์ยูทูบ ที่สำคัญจะต้องเป็นงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก หรือทำงานฟรีแลนซ์ต่างๆ โดยเปิดรับสมัครผ่านกลุ่มออนไลน์จากคนหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ โดยให้เด็กมารับงานกลับไปทำที่บ้าน เช่น งานกราฟฟิกดีไซน์ที่ไม่ได้ยากจนเกินไป เพื่อหาค่าขนม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะดึงเด็กออกมาให้ห่างไกลอบายมุขในโลกออนไลน์ได้ และทำให้เด็กรู้จักหารายได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการสำคัญ การที่ผมเป็นอาจารย์และได้พูดคุยกับเด็กๆ นั้น ทำให้ได้รู้ว่าบางครั้งเวลาที่ปิดเทอมก็ดี หรือมีช่วงเวลาว่างในวันหยุดก็ดี เด็กบางคนไม่อยากเรียน หรือไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พวกเขาก็อยากได้ความรู้เสริมในเรื่องต่างๆ ที่ไม่ใช่ความรู้เกี่ยวกับวิชาเรียนหลักๆ ในห้องเรียน อย่างวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ดังนั้นการหากิจกรรมให้เด็กทำในช่วงที่ปิดเทอมยาวในกรณีที่โรคโควิด-19 อาจจะกลับมาระบาดอีกรอบได้นั้น เช่น กิจกรรมเสริมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์และจิตใจให้เด็กๆ เช่น เรียนดนตรี เรียนร้องเพลง เรียนแต่งเพลง กระทั่งเด็กรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อเล่นดนตรี รวมกลุ่มเต้นคัฟเวอร์เพลง เต้นซุมบ้า ฯลฯ ทั้งนี้เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมดังกล่าวในช่วงปิดเทอมยาวๆ แล้ว ผู้ใหญ่ก็ควรมีการจัดทำวุฒิบัตรหรือใบประกาศเกียรติคุณต่างๆ ให้กับเด็กๆ เพื่อนำไปใช้ในการสอบเรียนต่อในอนาคต ตรงนี้ก็จะทำมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมยามว่าง ให้ห่างไกลจากการเล่นพนันออนไลน์ได้เช่นเดียวกันครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทยนั้นมีความผิดปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเราต้องกักตัวเองในช่วงที่โควิด-19 ระบาด เริ่มจาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การที่เราจะเห็นได้ว่ามักมีการส่งเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์ออกมาให้เห็นบ่อยๆ ในช่วงนี้ 2.การที่เด็กและเยาวชนปิดเทอมนาน ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงโซเชียลก็จะมีมากขึ้น ประกอบกับมีโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการพนันส่งเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของเด็กมากขึ้น ก็จะกระตุ้นให้เด็กเข้าถึงการพนันออนไลน์มากขึ้น 3.การที่เด็กใช้เวลาอยู่กับโลกออนไลน์มากขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กติดพนันออนไลน์ได้ ดังนั้นการที่ผู้ปกครองหรือคุณครูหาพื้นที่ให้เด็กเล่นร่วมกัน ก็จะเป็นการดึงเด็กออกมาจากการอยู่กับโลกออนไลน์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เหตุผลหนึ่งที่ทั้งผู้ปกครองและภาครัฐปล่อยปละละเลยเรื่องที่เด็กเล่นโซเชียลเกินวันละ 5-7 ชั่วโมงต่อวัน ตรงนี้ก็เป็นอีกสาเหตุที่เด็กติดการพนัน และควรได้รับการพิจารณาเพื่อนำมาสู่การแก้ไขอย่างเร่งด่วน 5.แม้ว่าก่อนหน้าจะมีข่าวเด็กเล่นพนันฟุตบอล กระทั่งกลับมาพบได้บ่อยในช่วงนี้ที่โรคโควิด-19 ระบาด ที่สำคัญคนรุ่นใหม่มักจะมองว่าการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์เป็นทั้งสิ่งที่สร้างความเอนเตอร์เทนร่วมสมัย เนื่องจากคนรุ่นใหม่มักจะสังคมอยู่บนโลกออนไลน์ ทั้งเล่นเกมและเล่นการพนันออนไลน์ รวมถึงการเล่นกีฬาบนโลกออนไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการที่เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กได้ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งเด็กและเยาวชนยุคใหม่ควรให้ความตระหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียอยู่ในตัวเอง ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและต้องรู้เท่าทัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไล่มาถึงบรรทัดนี้คิดว่าการแก้ปัญหาเด็กติดเกมนั้นต้องร่วมกันทุกฝ่าย เพราะอย่าลืมว่าการพนันออนไลน์ในยุคนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ควบคุมเรื่องนี้ก็จะจัดการโดยการบล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ เพราะเป็นแหล่งการพนันที่มาจากต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรจะเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ในระบบครอบครัวนั้นก็จะต้องสอนทักษะให้กับบุตรหลานเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากการใช้ออนไลน์ หรือต้องหมั่นตรวจระยะเวลาในการใช้งานออนไลน์ของบุตรหลานว่ามากเกินไปหรือไม่ หรือคอยสอดส่องว่าตอนนี้ระบบการเงินของลูกหลานมีเข้ามามากน้อยเพียงใด เพื่อป้องกันเด็กติดพนันออนไลน์ครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77860</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร่มเกล้า ช้างน้อย, ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f649f6041401.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
