<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยลดหัวใจวาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการเปิดผลวิจัยขึ้นภาษีบุหรี่ทุก 10 บาท พ่วงกฎหมายห้ามสูบในที่สาธารณะ ลดเกิดหัวใจวายเฉียบพลันคนไทย 5-13% &amp;quot;หมอประกิต&amp;quot; กระทุ้ง จนท.รัฐบังคับใช้ กม.ให้จริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มกราคม ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยใหม่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS ONE ซึ่งได้ศึกษาผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่ และมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะของประเทศไทยต่ออัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ acute myocardial infarction ระหว่างปี 2549-2560 พบว่า ทุกๆ 10 บาทของราคาบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันลง 5% ในประชากรไทยที่อายุน้อยกว่า 45 ปี โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังพบว่าการประกาศมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประชากรไทยอายุน้อยกว่า 45 ปีได้ 13% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ปัจจุบันพบคนไทยเสี่ยงเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดอายุน้อยลง ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพโดยเฉพาะการสูบบุหรี่ จากข้อมูลพบว่า 90% ของคนอายุน้อยกว่า 45 ปีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีประวัติการสูบบุหรี่ โดยการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพหรือแข็งตัว ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการฉีกขาดหรือปริแตกที่ด้านในของผนังหลอดเลือดส่วนที่เสื่อมสภาพอย่างเฉียบพลัน จนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทยทั้งการขึ้นภาษีและการจำกัดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ช่วยลดการสูบบุหรี่และความสูญเสียจากโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอันเป็นผลจากการสูบบุหรี่ ทำให้ประเทศไทยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเฉพาะผู้ป่วยโรคดังกล่าวไปได้กว่า 1,500 ล้านบาท ในระหว่างปี พ.ศ.2553-2560&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สแตนตัน แกลนซ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ผู้วิจัยร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า การขึ้นภาษีบุหรี่และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นมาตรการที่องค์การอนามัยโลกยกเป็นมาตรการควบคุมยาสูบที่คุ้มค่าและได้ผลดี ซึ่งตนเองได้ศึกษาข้อมูลจากหลายประเทศที่ออกมาตรการดังกล่าวพบผลลัพธ์อย่างเดียวกันคือช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นกะทันหันและเป็นผลโดยตรงจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในคนที่อายุน้อย เพราะเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาบุหรี่ที่แพงขึ้นมากกว่าเมื่อมีการขึ้นภาษีบุหรี่ และส่วนมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะนั้นจะลดการเจ็บป่วยของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ โดยส่วนใหญ่ของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมักเป็นคนอายุน้อยที่รับควันมือสองตั้งแต่วัยเด็ก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มาตรการควบคุมยาสูบต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล จึงขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมาย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการควบคุมยาสูบ เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและการขึ้นภาษีบุหรี่ สามารถส่งผลต่อการลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในระยะสั้นๆ กรณีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะที่ส่งผลลดโรคหัวใจวายกะทันหัน เนื่องจากการได้รับควันบุหรี่มือสองแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลทันทีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำให้เกล็ดเลือดเกาะติดกันง่ายขึ้น มีการอักเสบของเซลล์ผนังหลอดเลือด และเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหัววายกะทันหันจากหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้สูบบุหรี่หยุดทำร้ายคนอื่น โดยไม่สูบบุหรี่ในที่ที่กฎหมายห้ามสูบ รวมถึงในบ้าน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะลดจำนวนคนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจวายกะทันหันได้เป็นจำนวนมาก&amp;quot; ศ.นพ.ประกิตระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d6ca790c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนบุหรี่ไฟฟ้าโฆษณาลวงรุกคืบเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ศูนย์วิจัยควบคุมยาสูบ ม.แคลิฟอร์เนีย ห่วงบุหรี่ไฟฟ้าโหมโฆษณาฉ้อฉล ปลอดภัย ช่วยเลิกบุหรี่ได้ ยันไม่จริง ชี้เพิ่มขี้ยา แถมอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา ก่อโรคปอดอุดกั้น-หลอดลมอักเสบสูงกว่าสูบบุหรี่ธรรมดา 1.8 เท่า ทั้งก่อมะเร็งช่องปาก แนะรัฐบาลไทยคงมาตรการเป็นสินค้าผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาด้านการควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กล่าวในเวทีเสวนา E-Cigarette : Back to the Future ในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 &amp;quot;Tobacco and Lung Health&amp;quot; ว่า อุตสาหกรรมยาสูบอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า โดยพยายามล็อบบี้ให้เกิดการขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพยายามระงับการขายและไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีหลายรูปแบบเพื่อเชิญชวนให้อยากสูบ แต่หลักการทำงานจะคล้ายกัน คือ ส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่ แท็งก์บรรจุนิโคตินและน้ำยา และฮีตคอยล์ในการสร้างความร้อนจนเกิดไอระเหย ซึ่งต่างจากบุหรี่ธรรมดาที่ใช้ไฟจุดและความร้อนทำให้เกิดควัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สแตนตันกล่าวว่า ขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าอุตสาหกรรมยาสูบกำลังพยายามโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างหนัก อย่างสหรัฐอเมริกามีการโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าแบบไร้ควัน และออกแคมเปญต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ทำให้คนเข้าถึงและตลาดเติบโตขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุงผลิตภัณฑ์เป็นแบบซอฟต์นิโคติน ทำให้เกิดการติดนิโคตินได้ง่ายขึ้น โดยที่ผ่านมามีการอวดอ้างผลวิจัยว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้และปลอดภัยกว่าถึง 95% ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เพราะไม่ได้มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจน อีกทั้งเป็นการดำเนินการวิจัยโดยมีบริษัทบุหรี่อยู่เบื้องหลัง อย่างกรณีที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าให้สารพิษน้อยกว่า แม้จะน้อยกว่าจริง แต่ก็ยังเป็นสารพิษ และการรับไปนานๆ จำนวนมากก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบฝุ่นผงที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา จะพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเกิดฝุ่นผงขนาดเล็กกว่า จึงทำให้ดูดซึมเข้าร่างกายได้มากกว่าบุหรี่ธรรมดา จึงอันตรายกว่า ส่วนการเกิดโรคต่างๆ ก็ไม่ได้ต่างกัน ทั้งโรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหลอดลมอักเสบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดโรคหัวใจได้เช่นกัน เพราะทำให้การขยายตัวของหลอดเลือดลดลง จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจขึ้นได้ ซึ่งอัตราการเกิดโรคหัวใจจากบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าเพิ่มขึ้นมาก ยิ่งสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจก็จะยิ่งมากขึ้น ส่วนอันตรายต่อปอดเกิดขึ้นทั้งจากน้ำยา นิโคติน สารให้กลิ่นรสต่างๆ รวมถึงโลหะหนักที่เกิดจากความร้อน จึงยิ่งอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา โดยพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและหลอดลมอักเสบสูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 1.8 เท่า ขณะที่การสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งช่องปากได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.สแตนตันกล่าวว่า การที่บริษัทบุหรี่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นโดยระบุว่าช่วยให้เลิกบุหรี่ธรรมดาได้ ทั้งที่เป็นสินค้าหลักนั้น จึงไม่ใช่ตรรกะทางการค้า สอดคล้องกับการเก็บข้อมูลในวัยรุ่นอเมริกันที่พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้การสูบบุหรี่ธรรมดาลดลง แต่กลับทำให้เพิ่มขึ้น และควบคุมการบริโภคยาสูบได้ยากขึ้น ซึ่งผลจากการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าทำให้ผู้ใหญ่ที่หยุดบุหรี่ได้ 1 คน แต่กลับมีวัยรุ่นติดบุหรี่ไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น 80 คน เพราะคนที่ติดอยู่แล้วเลิกไม่ได้ แต่มีคนกลุ่มใหม่ติดเข้ามา ทั้งยังทำให้คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ธรรมดา เมื่อสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วก็หันเข้ามาสูบบุหรี่ธรรมดาอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุหรี่ไฟฟ้าทำให้การควบคุมยาสูบทำได้ยากขึ้น ทำให้เลิกบุหรี่ธรรมดาได้น้อยลง ขยายการระบาดของการสูบยาสูบเพิ่มขึ้น และทำให้อากาศของคนที่ไม่สูบบุหรี่มีสิ่งแปลกปลอม โดยเสนอว่ารัฐบาลไทยยังควรให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และควรให้ความรู้ประชาชนในการหยุดสูบบุหรี่ และให้ความรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่าบุหรี่ธรรมดา ทำให้หยุดสูบบุหรี่ยากขึ้น และทำให้เกิดการสูบบุหรี่ทั้งสองชนิด&amp;quot; ศ.ดร.สแตนตันกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39811</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่ไฟฟ้า, ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18b9c5459c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
