<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 13 หมูป่าไร้เชื้อโรคอุบัติใหม่ แต่ให้ติดตามอาการอีกปีครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีการเสวนาวิชาการ เรื่อง &amp;ldquo;ถ้ำหลวง : ความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่&amp;rdquo; โดยมี ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.โรม บัวทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวว่า ในอดีตมีความพยายามค้นคว้าหาต้นตอและวิธีการป้องกันการเกิดโรคอุบัติใหม่ หากไม่มีการรับมือเมื่อเกิดโรคอุบัติใหม่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และสภาพจิตใจ ปัจจุบันการเตรียมรับมือเฝ้าระวังโรค การค้นคว้าหรือการวินิจฉัยโรคต่างๆ มีความก้าวหน้าเพื่อให้สังคมได้รับผลกระทบลดน้อยลง ซึ่งรพ.จุฬาลงกรณ์ ได้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ขึ้น ทาง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้ประสานกับโรงพยาบาลต่างๆ และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือหาวิธีการตั้งแต่การศึกษาวินิจฉัย ซึ่งในการเตรียมความพร้อมโรคอุบัติใหม่ในถ้ำหลวงก็ได้มีการร่วมมือกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ภายในเป็นพื้นที่ที่มีการปะปนของเชื้อโรค ทั้งจากสิ่งแวดล้อมภายในถ้ำ อาทิ น้ำ ผนังถ้ำ ละอองฝอยต่างๆ รวมถึงเชื้อโรคจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในถ้ำ เช่น ค้างคาว แมลงต่างๆ เป็นต้น ความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคอยู่ที่ระยะเวลาและกิจกรรมที่ทำ สำหรับการตรวจเชื้อโรคอุบัติใหม่ในน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ชรวม 13 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน รวมถึงผู้ที่เข้าไปให้การช่วยเหลือนั้น พบว่า ไม่มีการติดเชื้อทั้งเชื้อที่เคยเจอในมนุษย์ และที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน มั่นใจว่า ร้อยละ 99 ไม่มีโรคแล้ว แต่ก็ต้องติดตามต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบบัตรประจำตัวให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่อาจมีบางเชื้อแฝงในร่างกาย หากวันใดวันหนึ่งมีการแสดงอาการของโรคบางอย่างขึ้นต้องมาพบแพทย์ และแสดงบัตรประจำตัวให้ทราบว่าเคยไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ถ้ำหลวง ซึ่งต้องติดตามไปอย่างน้อยปีครึ่ง ที่ผ่านมามีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนเกิดอาการป่วย แล้วหาย แต่เมื่อผ่านไป 18-24 เดือน กลับพบว่า มีเชื้อไวรัสนิปาห์แฝงอยู่ในสมองโดยไม่แสดงอาการอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า หลังเกิดกรณีที่ถ้ำหลวงฯ แล้วมีคนที่อยากจะไปถ้ำ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติบริสุทธิ์ ดังนั้น จะต้องรู้จักการเฝ้าระวังตนเอง ก่อนหน้าทางกระทรวงกลาโหม แอฟริม (Afrims Us-Lab) ได้มีการศึกษาแมลง เห็บ หมัด ไร ริ้น ที่ก่อโรคตามตะเข็บชายแดนว่าพื้นที่ไหน เวลาใด มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ หากเราเอามาปรับรับกับการท่องเที่ยวได้ก็จะเป็นประโยชน์ในการดูแลตัวเอง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โรม กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมมากในเรื่องของการนำตัวเด็กๆ ออกมาและการดูแลด้านการแพทย์ว่าทำได้อย่างมีมาตรฐาน แต่ก็ยังมีคนตั้งคำถามว่าใช้งบประมาณมากเกินไปหรือไม่ ตนขอยืนยันว่าเรื่องการควบคุมป้องกันโรคนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก หากละเลยจนเกิดการแพร่ระบาดแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้ กระทบประเทศในทุกๆ ด้าน หากยังจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีการระบาดของโรคเมอร์สที่ประเทศเกาหลีใต้ เพียงแค่ 6 เดือนมีคนตาย และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3 พันล้านบาท แต่ประเทศไทยเราไม่ละเลยจะพบว่า มีเคสผู้ป่วยเมอร์สเข้ามาที่ประเทศไทย 3 ราย เราก็เอาอยู่ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติที่จะเดินทางเข้ามา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตอนนี้พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจท่องเที่ยวภายในถ้ำมากขึ้น ดังนั้น จะต้องมีการเข้าไปสำรวจกายภาพภายในถ้ำทั้งสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ตนจะนำเอาข้อเสนอแนะจากทีมแพทย์เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันตนเองในการเข้าไปภายในถ้ำตามหลักสากลว่า จะต้องมีการสวมอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ สวมหมวก สวมหน้ากาก แว่น เป็นต้น พร้อมทั้งหน่วยงานที่ดูแลก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14647</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ทีมหมูป่าอะคาเดมี, ถ้ำหลวง, ภัทรพล มณีอ่อน, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b64346c796f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอเพิ่ม&#039;โรค&#039;ใช้กัญชารักษาได้ ทั้งพาร์กินสันส์ อัลไซเมอร์ ปวดจากระบบประสาทผิดปกติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ voathai.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขและกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ให้ข้อมูลความคืบหน้าการประชุมเพื่อนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า กัญชาสามารถใช้รักษาได้ใน 3 โรค คือ &amp;nbsp;แก้คลื่นไส้อาเจียนในคนไข้มะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักในเด็ก และปลอกประสาทอักเสบ ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญของการปลดล็อกกัญชา คือ การให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะที่ป่วยจากโรคที่รักษาไม่ได้และมีภาวะที่ยากต่อการควบคุมและมีผลกระทบกับคนรอบข้างคนในครอบครัว ซึ่ง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้สั่งการว่า ต้องสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ตนจึงได้รวบรวมข้อมูลในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในการรักษาภาวะโรคต่างๆ ที่ควรจะมีการบรรจุเพิ่มเติมส่งไปยังคณะกรรมการพิจารณาฯ และ รมว.สธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า &amp;nbsp;จากข้อมูลภาวะและโรคที่ควรรวบรวมบรรจุเพิ่มเติมอยู่ในรายการที่กัญชาจะสามารถนำมาใช้ได้ในคนป่วยในประเทศไทย อาทิ อาการแข็งเกร็ง ที่อาจร่วมกับการบิดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง เช่น จากเส้นเลือดตันหรือแตก ความผิดปกติที่ระดับของไขสันหลัง รวมถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กหลังคลอดที่มีสมองพิการหรือเจริญเติบโตผิดปกติ อาการปวดทรมานที่นอกเหนือจากมะเร็งหรือปวดจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือระบบประสาท เช่น อาการปวดที่เกี่ยวเนื่องจากการอักเสบของข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ โดยปกติจะต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างรุนแรงและร่วมกับยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของมอร์ฟีน ภาวะของการปฏิเสธอาหารทั้งที่เกิดขึ้นจากโรคทางจิตประสาท anorexia nervosa และโรคทางกายที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบกับจิตใจ โรคทางสมอง ได้แก่ โรคพาร์กินสันส์ และโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ ในทางป้องกัน การชะลอโรค และการบรรเทาอาการที่มีอยู่ โรคเหล่านี้พบได้มากในผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก เพราะสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การใช้ยังคงต้องระวัง เนื่องจากจะทำให้กระบวนการของสมองในการสั่งปฏิบัติงานเฉื่อยลงบ้าง และจำเป็นต้องระวังอย่างกวดขันในการทำกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงอันตราย รวมทั้งการขับรถ ความจริงอาจไม่ต้องเป็นห่วงมาก เพราะจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในผู้ป่วย ซึ่งมีข้อจำกัดการช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวันอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทำให้เป็นภาระกับคนรอบข้างถึงระดับที่ต้องมีคนในครอบครัวอยู่เป็นเพื่อนตลอดหรือจ้างคนมาช่วยหรือต้องส่งไปยังสถานพักฟื้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดกับคนเดียว แต่มีผลกระทบกับคนรอบข้างไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จะเห็นว่าจริงๆ กัญชาสามารถนำมารักษาได้มากกว่าใน 3 กลุ่มโรคที่ทางคณะกรรมการย่อยได้ทำการเสนอ ประเทศไทยมีกัญชาอยู่ทั่วไป แต่ถูกจำกัดและมองข้ามประโยชน์ ต้องทำความเข้าใจ โดยเริ่มจากคณะกรรมการย่อย เพราะคณะกรรมการพิจารณาฯ ไม่ได้มีข้อจำกัด โดยข้อมูลทั้งหมดตนได้ส่งไปยังคณะกรรมการและ สธ.เพื่อให้พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ การรักษาเราใช้ยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก &amp;nbsp;แต่หากสามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ควบคู่ได้จะสามารถลดการใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของคนไข้และลดค่าใช้จ่ายซื้อยาจากต่างประเทศด้วย &amp;rdquo;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ &amp;nbsp; กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กัญชารักษาโรค, คณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5ee6d19cc74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
