<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชื่นชมแพทย์ชนบทที่เสียสละเสี่ยงภัย เข้ามาร่วมตรวจหาเชื้อโควิดในชุมชนแออัดกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.64 - ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยแพร่บทความ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่อง ขอชื่นชมน้ำใจบุคลากรทางการแพทย์ชนบท มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในนามของคนกรุงเทพและคนไทยคนหนึ่ง ขอชื่นชม ประทับใจและขอบคุณทีมหมอชนบท บุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศ ที่เสียสละ เสี่ยงภัยเข้ามาร่วมตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในชุมชนแออัดในพื้นที่กทม และช่วยเหลือคนในชุมแออัดในปัญหาที่เขาประสบเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเคยดูข่าวการเข้ามาของหนุ่มสาวเหล่านี้ นอกจากจะระดมตรวจเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังช่วยเหลือคนที่ผลการตรวจเป็นบวก จัดหายาที่จำเป็น เรื่องการแยกตัวในบ้าน ในชุมชน การจัดหาอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งนี้เป็นปฏิบัติการครั้งที่ 3 มีผู้เข้าร่วม 40 ทีมรวมจำนวนกว่า 400 คนจากทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเห็นด้วยกับคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทและทีมงานบุคลากรแพทย์ชนบท ที่เคยจัดให้มีการวิ่งรณรงค์จาก 4 ภาคเข้ากทม ล่ารายชื่อส่งให้แก่ประธานรัฐสภาคุณชวน หลีกภัย เพื่อสร้างกระแสให้ประเทศไทยมีการออกกฎหมายควบคุมยาสูบ เมื่อ พศ 2530 ซึ่งการวิ่งรณรงค์ครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่องานควบคุมยาสูบของประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;&amp;hellip; ว่า การปฏิบัติการของบุคลากรแพทย์ชนบทครั้งนี้ ไปไกลกว่า ที่รุ่นพี่ทำเมื่อ 30 กว่าปีก่อนมาก ผมเห็นด้วย 100%ครับ&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิบัติการครั้งนี้ไกลกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้เลย เพราะครั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์ ต้องสละเวลา เอาสุขภาพและชีวิตเข้าเสี่ยง ไม่ใช่เพียงการวิ่งรณรงค์สร้างกระแสเหมือนเมื่อ 30 กว่าปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิตอาสาของคนหนุ่มสาวบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ รวมทั้งคนที่ไม่ได้มากรุงเทพ แต่ต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้นในพื้นที่ เมื่อเพื่อนส่วนหนึ่งต้องร่วมขบวนมาช่วยที่กรุงเทพ เป็นเรื่องที่งดงามยิ่งนัก ในยามที่สังคมมีภัยใหญ่หลวงจากโรคระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพเป็นศูนย์กลางของการระบาด และจุดที่เปราะบางที่สุด คือชุมชนแออัด ที่เป็นคนยากจน ด้อยการศึกษา หาเช้ากินคำ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากที่สุด มากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเข้ามาเสริมช่วยเหลือแก้ปัญหาด้วยการเน้นที่ชุมชนแออัด ตามบทบาทที่หนุ่มสาวเหล่านี้ถนัด จึงเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญ เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หวังว่าคนกรุงเทพเอง รวมทั้งหน่วยงานของกทมเอง จะรับรู้ถึงคุณค่าและความมีจิตสาธารณะของคนหนุ่มสาวจากทั่วประเทศที่มาร่วมปฏิบัติการช่วยกรุงเทพครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอให้ถามตัวเองว่า แล้วเราคนกรุงเทพเองจะช่วยอะไรได้บ้างในการแก้ปัญหา/ลดการระบาดของโควิด-19ในกรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเราจะหันกลับมาศึกษาและมีวินัยในการปฏิบัติตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันตัวเองและคนในบ้านไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 และป้องกันไม่ให้ตัวเองเอาเชื้อไปแพร่ให้แก่คนอื่นในกรุงเทพได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะพยายามขวนขวายที่จะไปฉีดวัคซีน ตัวไหนก็ได้ที่เราจะได้รับเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะลดอัตตา เลิกวิวาทะ เลิกทะเลาะกันในสิ่งที่เป็นความเห็นส่วนตัว สิ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียง และอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเราจะช่วยในเรื่องอื่นๆที่เราจะช่วยได้ เพื่อลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ในกรุงเทพให้ได้เร็วที่สุดได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะถ้าเราคุมการระบาดที่กรุงเทพไม่ได้ เราก็จะควบคุมการระบาดในประเทศไทยไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่ให้การสนับการปฏิบัติการของหนุมสาวเหล่านี้ ทั้งมูลนิธิแพทย์ชนบท สปสช. กระทรวงสาธารณสุข ชมรมแพทย์ชนบทและองค์กรอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอชื่นชมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ชนบท ที่เข้ามาปฏิบัติการช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในชุมชนแออัด กทมครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอให้ทุกคนระวังรักษาตัวเอง และขอพระคุ้มครองทุกคนจากการติดเชื้อในการทำสิ่งที่ดีงามครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอให้ทุกคนภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำตอบแทนคุณแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
⁠&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112202</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตรวจหาเชื้อโควิด-19, ชมรมแพทย์ชนบท, ชุมชนแออัด, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf14272c026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039;ร่วมย้ำอุ่นใจขึ้นWHOรับรองซิโนแวค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 มิ.ย.2564 - ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ทวีตบนทวิตเตอร์ว่า โควิดวันนี้ องค์การอนามัยโลกรับรองวัคซีนซิโนแวคแล้ว ว่าปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และผ่านมาตรฐานการผลิต ในการป้องกันโควิด-19 คนไทยที่ได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคไปแล้ว และที่จะได้รับการฉีดต่อไป คงจะอุ่นใจขึ้น ตอนนี้มี 40 ประเทศที่รับรองวัคซีนซิโนแวค และฉีดไปแล้ว 430 ล้านเข็ม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066d059d845f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนคนสูบบุหรี่เสี่ยงติดโควิดเพิ่มเป็น 2 เท่าของคนไม่สูบ ป่วยโควิดแล้วยังเสี่ยงเสียชีวิตถึง30% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 พ.ค.64 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดแถลงข่าวเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ผ่านโปรแกรม ZOOM ทางออนไลน์ เพื่อเชิญชวนคนไทยที่สูบบุหรี่ โดยใช้โอกาสที่โควิด-19 ระบาดหนักนี้ มุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ โดย นพ.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้กำหนดประเด็นการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมปีนี้คือ Commit to quit หรือ มุ่งมั่นที่จะเลิกสูบ ซึ่งขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ได้กำหนดเป็นคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2564 ไว้ว่า &amp;ldquo;เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้&amp;rdquo; การเลิกสูบบุหรี่นั้นจะช่วยรักษาชีวิต และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อติดโควิด-19 ซึ่งทราบกันดีว่าการเลิกสูบบุหรี่ไม่ง่าย แต่ในภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ขอเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่ทุกท่านเข้ารับคำปรึกษาเพื่อการเลิกสูบบุหรี่และมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถรับบริการเลิกบุหรี่ได้จากสถานพยาบาลของรัฐ เอกชน และหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ให้บริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ในช่วงที่โควิด - 19 กำลังระบาดรุนแรงนี้ การเลิกสูบบุหรี่จะส่งผลดีต่อชีวิตอย่างยิ่ง ช่วยทำให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 ได้ ในขณะที่คนที่ยังสูบบุหรี่อยู่นั้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง &amp;nbsp;เสี่ยงพิการ หรือป่วยติดเตียงไปชั่วชีวิตจากผลแทรกซ้อนของการติดโควิด-19 ที่เกิดได้ในทุกระบบสำคัญของร่างกาย โดยทั่วไปคนที่สูบบุหรี่รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด- 19 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ คนที่สูบบุหรี่เมื่อติดเชื้อแล้วจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนที่นำพาความพิการแบบถาวรหลากหลายรูปแบบมาสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต มีหลอดเลือดสมองอุดตันในหลอดเลือดขนาดใหญ่ ซึ่งปกติจะพบน้อย แต่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่และติดเชื้อไวรัสชนิดนี้กลับพบได้มากถึง &amp;nbsp;44% และเมื่อเป็นโควิด-19 แล้ว จะเสียชีวิตสูงถึง 30% และกลายเป็นอัมพาต ต้องนอนติดเตียงชั่วชีวิตถึง 27% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนที่สูบบุหรี่และติดโควิด-19 ยังเพิ่มความเสี่ยงของอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลายมือปลายเท้า เกิดภาวะขาดเลือด เสี่ยงต่อการถูกตัดมือตัดเท้า ไม่เพียงแค่นั้น คนที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าแล้วติดโควิด-19 ยังมีโอกาสเป็นปอดบวมชนิดรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า และเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นเกิน 2 เท่า แม้รอดชีวิตมาได้ ปอดของคนเหล่านี้ก็จะทำงานได้น้อยลงจากการที่เนื้อปอดถูกแทนที่ด้วยเยื่อพังผืดแทน ซึ่งความเสี่ยงในส่วนนี้มีมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 14 เท่าทีเดียว ดังนั้น การติดเชื้อ โควิด-19 ที่ว่าร้ายแรงแล้ว ผลแทรกซ้อนจากการติดเชื้อนี้กลับน่ากังวลกว่าเสียอีก &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกคนสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงของตนเองได้ง่ายๆ เพียงแค่เลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจังเท่านั้น&amp;rdquo; รศ.นพ.สุทัศน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี &amp;nbsp;กล่าวถึงความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจของคนไทยเกิดขึ้นทั้งระดับมหภาคและครัวเรือน ซึ่งในปี 2562 พบคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่ถึง 70,953 คน เป็นผู้เสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองจำนวน 9,435 คน และยังพบว่าคนไทยที่สูบบุหรี่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 22 ปี ซึ่งก่อนเสียชีวิตรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉพาะกรณีป่วยต้องนอนโรงพยาบาลสูงถึง 38,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้บุหรี่ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม พบกลุ่มคนยากจนที่สุดต้องเสียเงินไปกับบุหรี่ถึงเกือบ 20% ของรายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือสายเลิกบุหรี่ 1600 กล่าวว่า การเลิกบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 จะช่วยสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ โดยกาให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ฟรีทุกเครือข่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระหว่าง 09.00-20.00 น. จะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทั้งแบบสั้น (ไม่เกิน 5 นาที) ในกรณีที่ท่านยังไม่พร้อมเลิก และให้คำปรึกษาแบบเข้มข้น (ประมาณ 20 นาที) เพื่อช่วยให้กำหนดแผนการเลิกและลงมือเลิกอย่างมั่นใจ จากนั้นจะได้รับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ป้องกันการสูบซ้ำ อีก 6 ครั้ง (ใช้เวลาครั้งละ 5-15 นาทีแล้วแต่กรณี) จนกระทั่งสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สามารถเลือกใช้บริการ รับคำปรึกษาด้วยข้อความสั้นแบบมีการตอบกลับ เรื่องการปฏิบัติตัวในช่วงเลิกบุหรี่และข้อความให้กำลังใจ จากสายด่วนเลิกบุหรี่ วันละ 2 ข้อความ เป็นระยะเวลา 6 เดือน จากการวิจัยการรับข้อความสั้นช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ต่อเนื่องมากถึง 21% แต่หากได้รับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ร่วมด้วย ความสำเร็จของการเลิกบุหรี่จะสูงขึ้นเป็น 38%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้สูบยังติดต่อสายเลิกบุหรี่ ผ่าน Social Media เพื่อการนัดหมายขอรับคำปรึกษาได้ทั้งทางโทรศัพท์ ข้อความสั้น หรือ Line Chat รวมถึงเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ได้แก่ แอปพลิเคชันไลน์ quitline1600, Facebook สายเลิกบุหรี่ 1600, YouTube thailandquitline และ www.thailandquitline.or.th โดยการบริการทุกชนิดข้างต้น ทุกกรณี ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด &amp;nbsp;สุดท้าย ข้อมูลสำคัญคือ โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ รวมถึง อสม. และผู้นำชุมชนในโรงเรียน วัด หรือสถานประกอบการ &amp;nbsp;ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อ สายเลิกบุหรี่1600 เพื่อรายงานและส่งต่อข้อมูลผู้อยากเลิกบุหรี่ โดยใช้ร่วมกับแอปพลิเคชัน U-Refer ซึ่งเป็นระบบการส่งต่อแบบ Realtime และไม่เสียค่าใช้จ่าย ศึกษาข้อมูลได้ที https://youtu.be/pImuJpKCBWg&amp;rdquo; &amp;nbsp;รศ.ดร.จินตนา กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เรียกร้องให้ผู้สูบบุหรี่ทุกคนทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ปลอดบุหรี่ เพื่อทำให้มีโอกาสเลิกสูบบุหรี่ได้มากขึ้นว่า การสำรวจครั้งล่าสุดปี 2557 พบว่า มีคนไทยที่เป็นความดันสูงหรือเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่มากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งคนที่มีโลกประจำตัวทั้ง 2 โรคนี้ที่สูบบุหรี่ จะเร่งให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง และไตเสื่อมเร็วขึ้น และโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ผู้ที่มีโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงยิ่งต้องเลิกสูบบุหรี่ หรือลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงหากติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;จึงขอให้ตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยขอให้แจ้งแก่แพทย์เวลามาติดตามรักษาโรคประจำตัวว่า ต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่ เพื่อขอให้แพทย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติ รวมทั้งอาจให้ยารักษาเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกัน ผู้สูบบุหรี่ต้องเริ่มต้นด้วยการไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ ซึ่งจะทำให้การเลิกสูบบุหรี่ง่ายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากต้องการร่วมรณรงค์หรือขอสื่อรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพื่อขอรับสื่อได้ที่ www.smokefreezone.or.th &amp;nbsp;หรือติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2278-1828 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103686</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนสูบบุหรี่ติดโควิด, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา, วันงดสูบบุหรี่โลก, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7552505941.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039;วอน ครม. ทบทวนปรับภาษีบุหรี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 18 เมษายน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังเตรียมเสนอการปรับอัตราภาษียาสูบให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า ตนเองรู้สึกกังวลเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากทราบว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย ภายใต้กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ และมีการปรับราคาบุหรี่ลดลงเหลือซองละ 50-55 บาท ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษียาสูบมี 2 ระดับ โดยบุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท เสียภาษีร้อยละ 20 ส่วนบุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาท เสียภาษีร้อยละ 40 ส่วนแผนโครงสร้างภาษีใหม่ที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการนำเสนอคือ 1.เก็บภาษีอัตราเดียวกันตามมาตรฐานสากล &amp;nbsp;2.ปรับภาษีเป็นหลายระดับเพื่อเอื้อให้บุหรี่ของยาสูบไทยแข่งขันกันได้ โดยเฉพาะบุหรี่ราคาถูก หรือบุหรี่ที่กำลังประกาศลดราคาบุหรี่กันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในต่างประเทศทั่วโลกมีการปรับอัตราการเก็บภาษียาสูบให้เหลือระดับเดียว เนื่องจากภาษีหลายระดับขัดกับเจตนารมณ์ของภาษียาสูบที่ถูกต้อง ที่จะควบคุมและรณรงค์ให้ประชากรในประเทศสูบบุหรี่ลดลงและรัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หวังว่า การตัดสินใจของครม. จะไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง โดยรัฐบาลจะต้องไม่เป็นห่วงความอยู่ดีของธุรกิจยาสูบ มากกว่าสุขภาพของคนไทย เพราะหาก ครม .เห็นชอบกับการปรับอัตราภาษียาสูบเป็นแบบหลายระดับ จะส่งผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เพราะจากการปรับอัตราภาษียาสูบ 2 ระดับที่ใช้ในปัจจุบัน ส่งผลให้บุหรี่ไทยมีราคาสูงขึ้นและขายได้น้อยลง แต่บุหรี่ต่างประเทศราคาถูกลงและขายได้มากขึ้น ซึ่งหากมีการปรับภาษีเป็นหลายระดับจริง จะทำให้ธุรกิจยาสูบขายบุหรี่ได้มากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มนักสูบให้เพิ่มขึ้นด้วย &amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า อัตราภาษียาสูบ 2 ระดับในปัจจุบัน กรมสรรพสามิตไม่ได้พิจารณามาตรฐานการปรับเกณฑ์ร่วมกับนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเฉพาะด้านภาษียาสูบอย่างถี่ถ้วน ทำให้ผลลัพธ์ย้อนแย้งกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ที่ต้องการลดลงจำนวนผู้สูบบุหรี่ รวมถึงยังส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลที่มาจากการจัดเก็บภาษียาสูบน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การยาสูบแห่งประเทศไทย และอุตสาหกรรมการทำยาสูบ อยู่ในภาวะขาดทุน ยกเว้นแต่บุหรี่ต่างชาติ ที่ได้รับผลประโยชน์เพราะมีการปรับราคาลงตามอัตราภาษียาสูบที่มีการกำหนดใช้ ถือเป็นการปรับปรุงภาษีที่ธุรกิจยาสูบต่างประเทศได้ประโยชน์ไปแต่เพียงฝ่ายเดียวและสุขภาพของคนไทยไม่ได้ดีขึ้นจากการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบุหรี่เป็นภัยคุกคามสุขภาพประชาชนและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ในปี 2562 คนไทยเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ถึง 70,952 คน โดยเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 62,259 คน เป็นผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง 9,435 คน และจากการเคี้ยวยาสูบ 726 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99824</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, ปรับภาษีบุหรี่, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066d059d845f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย-สสส.ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก &amp;ldquo;รางวัลเนลสัน แมนเดลา&amp;rdquo; ครั้งแรกของไทยมีสถานะสมเกียรติ ยกให้เป็น &amp;ldquo;ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก คนไทยทั้งชาติภาคภูมิใจรางวัลเกียรติยศ พร้อมกระตุ้นนานาชาติก่อตั้ง &amp;ldquo;กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; ขยายสาขาให้มากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.สุวจี กู๊ด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้านการสร้างเสริมสุขภาพและปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก หรือ WHO South-East Asia / World Health Organization : WHO-SEARO กล่าวแสดงความยินดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว suvajee ว่า ขอแสดงความยินดีกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลา ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2564 หรือ Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ซึ่งประกาศในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ รางวัลนี้คู่ควรกับ สสส.เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงยินดีกับคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ทำให้ฝันของการก่อตั้ง สสส.มีผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกและเป็นต้นแบบการทำงานให้หลายๆ ประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ สสส.ภาคีเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เครือข่ายชุมชนสุขภาพดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และบุคลากรทางสุขภาพทั้งหมด ที่ให้คุณค่าต่องานสร้างเสริมสุขภาพและการจัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพต่างๆ ทำให้งานส่งเสริมสุขภาพของไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก แม้ตนเองจะเป็นคนไทยคนเดียวที่เหลืออยู่ในองค์การอนามัยโลกที่ทำงานด้านนี้ ก็จะขอผลักดันต่อไป และขยายผลดีๆ จากเมืองไทยไปสู่นานาชาติ&amp;rdquo; ดร.สุวจีระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมืองไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ อสม.หมอประจำบ้าน ทำงานช่วยลดโรคและปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ลดความแออัดของโรงพยาบาล ในเมืองไทยมี อสม. 1,040,000 คน เป็นตัวแทนประชาชนผู้มีจิตอาสา เสียสละ เข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัวและชุมชน ทำหน้าที่เป็นแนวร่วมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมสุขภาพ เฝ้าระวังป้องกันและคัดกรองภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ และอดีตเลขาธิการเครือข่ายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพนานาชาติ (เครือข่าย สสส.โลก) ปี 2554-2556 กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ สสส.และผลงานสร้างเสริมสุขภาพที่สั่งสมมาตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้องค์การอนามัยโลกภาคพื้นต่างๆ เห็นถึงความสำคัญของการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ จึงมุ่งสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศสมาชิกก่อตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตามอย่าง สสส.ไทย โดยให้ สสส.ไทยและหน่วยงานสุขภาพของไทย เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการก่อตั้งองค์กร ให้คำแนะนำในการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงาน และแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่สำคัญ เช่น มาตรการทางภาษี กฎหมายคุ้มครองสุขภาพจากบุหรี่ การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา การสร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้มีประเทศที่สามารถก่อตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพสำเร็จจากความช่วยเหลือของ สสส.ไทยแล้วคือ มาเลเซีย ตองกา มองโกเลีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และ สปป.ลาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สสส.อยู่ในความสนใจของแวดวงสุขภาพทั่วโลกมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา การได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลาจากองค์การอนามัยโลก ในฐานะผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้รับรางวัล ที่สำคัญไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของ สสส. แต่เป็นรางวัลเกียรติยศของคนทั้งประเทศ ที่ร่วมกันสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพให้แตกหน่อ ออกผลกระจายทั่วประเทศ ลงลึกถึงระดับชุมชนท้องถิ่นให้มีโอกาสเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งผลความสำเร็จของการทำงานของ สสส.จะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงระดับนานาชาติ สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ผลักดันให้เกิดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้มากประเทศขึ้น&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สสส.คว้ารางวัลองค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโล &amp;ldquo;Nelson Mandela Award&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.คว้ารางวัลระดับโลก &amp;ldquo;Nelson Mandela Award for Health Promotion&amp;rdquo; องค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโลก อนุทิน รองนายกฯ รมว.สาธารณสุข แจกแจง WHO ชื่นชมตลอด 20 ปี สสส.เป็นหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและระดับโลก &amp;ldquo;ดร.สุปรีดา&amp;rdquo; ยืนยัน สสส.เป็นองค์กรเปิดกว้าง ขอบคุณภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพที่ทุ่มเททำงานจนนานาชาติยอมรับ ย้ำรางวัลเป็นของทุกคนและพันธมิตรเครือข่าย เผย 5 เหตุผลสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมไทย ที่ กก.มีมติเอกฉันท์มอบรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก้าวสู่ปีที่ 20 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดผลงาน &amp;ldquo;องค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; พร้อมตั้ง &amp;ldquo;ThaiHealth Academy&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;SOOK Enterprise&amp;rdquo; เครื่องมือเสริมสุขภาพคนไทย เดินหน้าสู้ PM 2.5-NCDs ผลงานเข้าตาชาวโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เสนอชื่อ &amp;ldquo;สสส.&amp;rdquo; เข้าร่วมการคัดเลือก&amp;nbsp;เพื่อรับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลหรือองค์กรที่อุทิศการทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ จากการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 มีการประกาศรับรองให้ สสส.ได้รับรางวัลนี้ โดยจะมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือน พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ลดการเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข และ สสส.มีการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ องค์การอนามัยโลกกล่าวชื่นชม สสส.ว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและในระดับโลก มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัล Nelson Mandela Award for Heath Promotion เป็นข้อคิดริเริ่มจากกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ โดยองค์การอนามัยโลกมีการมอบรางวัลนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพคนไทยมาตลอด 20 ปี มีการรณรงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ การพัฒนาศักยภาพชุมชนและองค์กรทุกภาคส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยการศึกษาและวิจัยพัฒนาความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยสนับสนุนแผนงานโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 2,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย การควบคุมการบริโภคยาสูบและแอลกอฮอล์ การจัดการด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการด้านอาหารเพื่อสุขภาพ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในช่วงปี 2562-2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการระบาดของโควิด-19 สสส.ต้องปรับแผนการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเสริมสุขภาพวิถีใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ การทำงานเชิงรุก ออกแบบและพัฒนา การเฝ้าระวัง ป้องกัน ค้นหาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งระดับชุมชน เขตเมือง ร่วมสนับสนุนพัฒนาระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เพื่อสอบสวนโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราใช้ศักยภาพที่มีเป็นตัวกลางของรัฐสนับสนุนพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลสุขภาพระดับชาติ &amp;ldquo;ไทยรู้สู้โควิด&amp;rdquo; และ สสส.ยังให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยสร้างสุขภาพอย่างเข้มข้น พบว่าอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงจาก 32.7% ในปี 2547 เป็น 28.4% ในปี 2560 จำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้นจาก 66.3% ในปี 2555 เป็น 74.6% ในปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า ในปี 2564 เป็นปีที่ สสส.ครบรอบ 20 ปีสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ จะเปิดตัว 2 หน่วยงานภายใต้การกำกับคือ ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ทำหน้าที่ขยายผลองค์ความรู้ ข้อมูลทางวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาวะให้เข้าถึงประชาชน ผ่านกิจกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาวะที่สร้างสรรค์ และสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) เพื่อพัฒนาศักยภาพและให้คำปรึกษาภาคีเครือข่าย ยกระดับนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ และเดินหน้างานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงการผลักดัน &amp;ldquo;กฎหมายอากาศสะอาด&amp;rdquo; จากปัญหา PM 2.5 การนำระบบฐานข้อมูล &amp;ldquo;บิ๊กดาต้า&amp;rdquo; (Big Data) มาใช้ป้องกันดูแลสุขภาพ และสานต่อเรื่องโควิด-19 การจ้างงานคนพิการ และสนับสนุนมาตรการทางราคาและภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน ลดเสี่ยงโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การทำงานตลอดระยะเวลา 20 ปี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยในหลายด้าน เกิดโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 3,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย มีภาคีเครือข่ายมากกว่า 20,000 ราย เข้าร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพกับ สสส. อีกทั้งองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ประกาศให้ สสส.ได้รับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ประเภทองค์กรสร้างผลงานสำคัญด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ด้วยมติเอกฉันท์จากคณะกรรมการ ซึ่งเป็นการยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย รางวัลที่ได้รับคือหมุดหมายสำคัญของความสำเร็จของภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่อุทิศตนทำงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของประเทศไทย โดยมีภาคียุทธศาสตร์สำคัญอย่างกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอชื่อ สสส.เข้าร่วมคัดเลือกต่อองค์การอนามัยโลกจนได้รับรางวัล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฐานะผู้แทนขององค์กร ขอประกาศถึงผู้ที่ร่วมกันสร้างผลงานที่ได้รับการยอมรับครั้งนี้ ตั้งแต่ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร คณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านทั้งที่เคยผลักดันงานร่วมกันในอดีตจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญคือ ภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่ทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ว่าทุกท่านจะได้มาร่วมงานกับ สสส. เป็นระยะเวลาสั้นหรือยาว รางวัลนี้เป็นของทุกท่าน เพราะ สสส.ตั้งใจออกแบบให้เป็นองค์กรที่มีลักษณะเปิดกว้าง มีกลไกทำงานที่เอื้อต่อการเข้ามาร่วมของบุคคลและองค์กรที่กว้างขวางและหลากหลาย ทั้งการมาร่วมกันของการจุดประกายพลังความคิด จิตสาธารณะ และการรวมพลังการลงมือทำ มาร่วมขบวนการสร้างสุขภาวะให้ผู้คนในสังคม ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่คล่องตัวแต่โปร่งใส&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ไม่ได้เป็นเพียงกองทุนที่ใช้เงินภาษียาสูบและสุรามาทำงาน หรือเป็นเพียงหน่วยงานที่รณรงค์สื่อสารตามสื่อต่างๆ หรือเป็นเพียงกลไกรัฐย่อยหนึ่งที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทำนองเดียวกับกรม กองในราชการ แต่ สสส.เป็นกลไกนวัตกรรมทางการเงินการคลังของประเทศ เพื่อจุดประกาย กระตุ้นประสานและเสริมพลังบุคคล ชุมชน องค์กรทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพที่ตอบโจทย์สุขภาวะสำคัญในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่บริการทางการแพทย์และยาเป็นหลักเช่นในอดีต แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม วิถีชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จัดการ สสส.กล่าวอีกว่า สสส.เป็น 1 ใน 8 องค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะทำงานสุขภาพแห่งชาติของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก เหตุผลที่คณะกรรมการระบุถึงการได้รับรางวัลมาจากความสำเร็จ 5 ข้อ 1.การสนับสนุนพัฒนาและผลักดันให้เกิดกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การออก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.สนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะและเท่าเทียม เช่น การรณรงค์งานบุญปลอดเหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา การสนับสนุนเตรียมความพร้อมและการจ้างงานคนพิการที่เป็นลูกจ้างอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.แสดงบทบาทนำในการเผยแพร่ประสิทธิภาพของกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การช่วยเหลือทางวิชาการแก่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ เช่น ประเทศมองโกเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม สปป.ลาว 4.ส่งมอบคุณค่าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วต่อสังคมไทย และยังมีความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดใหม่ เช่น การช่วยเตรียมสังคมไทยสู่ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ทั้งสื่อสารรณรงค์ การริเริ่มโครงการใหม่ การปรับแผนงาน/โครงการเดิมให้ตอบสนองต่อภาวะโควิด-19 5.มีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของตัวชี้วัดทางสุขภาพและผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่น อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือจำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า รางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion เป็นการรำลึกถึง นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ รางวัลดังกล่าวมีขึ้นครั้งแรกในปี 2020 องค์กรที่ได้รับรางวัล คือ &amp;ldquo;Equi-Sastipen-Rroma Network&amp;rdquo; ประเทศสเปน ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายร่วมระหว่าง 21 หน่วยงาน ทำงานร่วมกับรัฐบาลสเปนในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างเสริมความเท่าเทียมให้แก่กลุ่มประชากรชาวโรมานี สำหรับพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือนพฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ในสมัยที่ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 ร่วมลงนามขยายระยะเวลาความร่วมมือว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพปี 2561-2563 ระหว่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้ ดร.เท็ดรอสแสดงความชื่นชมในความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและ สสส.เห็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายสุขภาพทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก ไทยได้ขับเคลื่อนงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก หรือ WHO-CCS เป็นความร่วมมือในรูปแบบนวัตกรรม มุ่งเน้นการระดมทุนทางสังคม และทุนทางปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานว่า องค์กร Global COVID 19 หรือ GCI พัฒนาโดย PEMADU Associates โดยความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และกลุ่ม sunway ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จัดคะแนนดัชนีและจัดอันดับ 184 ประเทศ ว่าแต่ละประเทศได้รับมือกับโรคระบาด COVID-19 ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศออสเตรเลีย (20 อันดับแรกคือ 1.ออสเตรเลีย 2.ไทย 3.เดนมาร์ก 4.ฮ่องกง 5.ไต้หวัน 6.นิวซีแลนด์ 7.เกาหลีใต้ 8.ลิโทเนีย 9.ไอซ์แลนด์ 10.สโลวาเนีย 11.ลัตเวีย 12.สวิตเซอร์แลนด์ 13.เวียดนาม 14.มาเลเซีย 15.นอร์เวย์ 16.สโลวาเกีย 17.เยอรมนี 18.ออสเตรีย 19.ลักเซมเบิร์ก 20.ฟินแลนด์ และอันดับ 1 ของเอเชีย รองลงมา ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;รู้จักรางวัล เนลสัน แมนเดลา&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัลเนลสัน แมนเดลา ด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Nelson Mandela Award for Health Promotion) เป็นรางวัลที่ได้รับการก่อตั้งโดยองค์การอนามัยโลก ในปี 2562 (ผ่านข้อตัดสินของคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (EB144 (9) ด้วยความคิดริเริ่มของกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงมนุษยธรรมของเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รางวัลนี้มอบให้กับบุคคล หรือองค์กรที่สร้างผลงานสำคัญโดดเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลกมอบโล่รางวัลนี้เป็นครั้งแรกในปี 2563 ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 28 พ.ค.2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;องค์การอนามัยโลกยินดีที่ได้ร่วมงานกับ สสส.เราทำงานภายใต้แนวคิดเดียวกันที่ว่า การสร้างเสริมสุขภาพคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสาธารณสุข&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98112</URL_LINK>
                <HASHTAG>Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021, WHO-SEARO, กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดร.สุวจี กู๊ด, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ, มูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่, รางวัลเนลสัน แมนเดลา, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, สสส., องค์การอนามัยโลก, องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066cedc46bdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยลดหัวใจวาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการเปิดผลวิจัยขึ้นภาษีบุหรี่ทุก 10 บาท พ่วงกฎหมายห้ามสูบในที่สาธารณะ ลดเกิดหัวใจวายเฉียบพลันคนไทย 5-13% &amp;quot;หมอประกิต&amp;quot; กระทุ้ง จนท.รัฐบังคับใช้ กม.ให้จริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มกราคม ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยงานวิจัยใหม่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS ONE ซึ่งได้ศึกษาผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่ และมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะของประเทศไทยต่ออัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ acute myocardial infarction ระหว่างปี 2549-2560 พบว่า ทุกๆ 10 บาทของราคาบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันลง 5% ในประชากรไทยที่อายุน้อยกว่า 45 ปี โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังพบว่าการประกาศมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประชากรไทยอายุน้อยกว่า 45 ปีได้ 13% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ปัจจุบันพบคนไทยเสี่ยงเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดอายุน้อยลง ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพโดยเฉพาะการสูบบุหรี่ จากข้อมูลพบว่า 90% ของคนอายุน้อยกว่า 45 ปีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีประวัติการสูบบุหรี่ โดยการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพหรือแข็งตัว ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการฉีกขาดหรือปริแตกที่ด้านในของผนังหลอดเลือดส่วนที่เสื่อมสภาพอย่างเฉียบพลัน จนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทยทั้งการขึ้นภาษีและการจำกัดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ช่วยลดการสูบบุหรี่และความสูญเสียจากโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอันเป็นผลจากการสูบบุหรี่ ทำให้ประเทศไทยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเฉพาะผู้ป่วยโรคดังกล่าวไปได้กว่า 1,500 ล้านบาท ในระหว่างปี พ.ศ.2553-2560&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สแตนตัน แกลนซ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยควบคุมยาสูบ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ผู้วิจัยร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า การขึ้นภาษีบุหรี่และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นมาตรการที่องค์การอนามัยโลกยกเป็นมาตรการควบคุมยาสูบที่คุ้มค่าและได้ผลดี ซึ่งตนเองได้ศึกษาข้อมูลจากหลายประเทศที่ออกมาตรการดังกล่าวพบผลลัพธ์อย่างเดียวกันคือช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นกะทันหันและเป็นผลโดยตรงจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในคนที่อายุน้อย เพราะเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาบุหรี่ที่แพงขึ้นมากกว่าเมื่อมีการขึ้นภาษีบุหรี่ และส่วนมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะนั้นจะลดการเจ็บป่วยของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ โดยส่วนใหญ่ของคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมักเป็นคนอายุน้อยที่รับควันมือสองตั้งแต่วัยเด็ก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มาตรการควบคุมยาสูบต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผล จึงขาดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมาย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการควบคุมยาสูบ เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและการขึ้นภาษีบุหรี่ สามารถส่งผลต่อการลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในระยะสั้นๆ กรณีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะที่ส่งผลลดโรคหัวใจวายกะทันหัน เนื่องจากการได้รับควันบุหรี่มือสองแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลทันทีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำให้เกล็ดเลือดเกาะติดกันง่ายขึ้น มีการอักเสบของเซลล์ผนังหลอดเลือด และเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหัววายกะทันหันจากหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้สูบบุหรี่หยุดทำร้ายคนอื่น โดยไม่สูบบุหรี่ในที่ที่กฎหมายห้ามสูบ รวมถึงในบ้าน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะลดจำนวนคนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจวายกะทันหันได้เป็นจำนวนมาก&amp;quot; ศ.นพ.ประกิตระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, ศ.ดร.สแตนตัน แกลนซ์, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d6ca790c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039; จับมือแพทย์รามาฯ จี้ &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; อย่าใช้งานวิจัยบริษัทบุหรี่นอกมาชี้นำนโยบายคุมยาสูบไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.64 - ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จ.เชียงราย และกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อบัญชี &amp;quot;หมอเอก Ekkapob Pianpises&amp;quot; (@DoctorEkkapob) เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยการเรียกร้องให้รัฐบาลยอมพิจารณาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปรับแผนการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทย โดยอ้างงานวิจัยจากวารสาร R Street Policy Study เปรียบเทียบนโยบายควบคุมยาสูบของไทยกับสหราชอาณาจักร และชี้นำสังคมให้ปลดล็อคบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย วารสาร R Street Policy Study ที่ นพ.เอกภพ นำมากล่าวอ้างนั้นเป็นวารสารของสถาบัน R Street ซึ่งสถาบันนี้มีความสัมพันธ์กับธุรกิจยาสูบมายาวนาน นอกจากนี้ วารสารดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำงานให้กับสถาบัน R Street ไม่ได้เป็นวารสารทางวิชาการที่มีระบบการตรวจสอบ และทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-review) แต่อย่างใด โดยสถาบัน R Street เป็นสถาบันที่แยกตัวมาจากสถาบัน Heartland เมื่อปี 2555 ซึ่งสถาบัน Heartland นี้มีประวัติการได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่า ตัวอย่างหนึ่งที่พบในเอกสารลับบริษัทบุหรี่ ปี 2542 เผยว่า ประธานสถาบัน Heartland ได้เขียนจดหมายถึงบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพื่อขอเงินสนับสนุนจำนวน 30,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยระบุในจดหมายว่า &amp;ldquo;Heartland ทำประโยชน์หลายอย่างให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งไม่มีองค์กรไหนทำได้&amp;hellip;&amp;rdquo; (&amp;lsquo;Heartland does many things that benefit Philip Morris&amp;#39; bottom line, things that no other organization does&amp;hellip;&amp;rsquo;) ส่วนของสถาบัน R Street นี้ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับฟิลลิป มอร์ริส ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 2557 และยังพบว่าผู้เกี่ยวข้องกับสถาบัน R Street และเป็นผู้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ เช่น Dr. Brad Rodu เป็น Associate Fellow ของสถาบัน R Street ก็มีประวัติการรับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มายาวนาน ช่วงปี 2553-2558 รับทุนจากบริษัท บริติชอเมริกัน โทแบคโค, ปี 2553-2555 รับการสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย และระหว่างปี 2543-2552 ยังทำงานให้กับบริษัทบุหรี่ อาร์ เจ เรย์โนว์ เพื่อสนับสนุนทิศทางของบริษัทเรื่องการลดอันตรายจากยาสูบ (Harm Reduction)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าที่ ส.ส.เอกภพ เพียรพิเศษ ระบุว่า ประเทศไทยห้ามบุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่ยอมรับข้อมูลวิชาการใหม่ๆ นั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเราติดตามข้อมูลวิชาการใหม่ๆ ที่ทยอยมีออกมาอย่างใกล้ชิด และหลักฐานที่เป็นกลางล้วนยืนยันว่า การอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้เสรี จะส่งผลเสียต่อสาธารณสุขในภาพรวมมากกว่าผลดี&amp;nbsp;โดยหลักฐานบ่งว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเสพติด ยังบอกไม่ได้ว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาหรือไม่ และที่สำคัญอันตรายระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มีใครรู้ เพราะใช้กันมาเพียงสิบปีเศษเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของบุหรี่ไฟฟ้า คือการที่เยาวชนที่ไม่สูบบุหรี่เข้าไปสูบและเกิดการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหลักฐานล่าสุดจากสหรัฐฯ พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่ธรรมดา แต่เพิ่มจำนวนเยาวชนที่เสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่กลายเป็นลูกค้าใหม่ของบริษัทบุหรี่หลายล้านคน ส่วนกรณีที่ขอให้ดูตัวอย่างประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่นั้น ข้อเท็จจริงคือ สหราชอาณาจักรกำหนดงบประมาณปีละกว่า 10,000 ล้านบาทในการควบคุมยาสูบในการที่จะมุ่งสู่เป้าหมายสังคมปลอดบุหรี่ เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่ใช้งบประมาณควบคุมยาสูบเพียงปีละ 400 ล้านบาท&amp;nbsp;นอกจากนี้ ความพร้อมด้านอื่นๆ ในการควบคุมยาสูบที่ประเทศไทยทำไม่ได้หรือยังไม่ได้ทำ ยังมีอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะที่ ส.ส.เอกภพ เป็นหนึ่งในกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร คุณหมอควรจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาผลักดันงานควบคุมยาสูบด้านที่ประเทศไทยยังอ่อนแอ เช่น ระบบภาษียาสูบ มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบให้เปลี่ยนอาชีพ ระบบการควบคุมบุหรี่เถื่อน การบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบ ห้ามขายให้แก่เด็ก ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการทำให้สิทธิยารักษาเลิกบุหรี่อยู่ในกองทุนประกันสุขภาพ อย่างที่ประเทศอังกฤษเขาทำได้ดีทั้งหมดแล้ว มากกว่าที่จะเสนอให้รัฐบาลเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าเสรีตามที่บริษัทบุหรี่และเครือข่ายเรียกร้อง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหาการเสพติดบุหรี่และเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทย และประเทศไทยควรคงนโยบายการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ตามที่องค์กรวิชาการระดับโลกที่เป็นกลางและน่าเชื่อถืออย่างสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติที่วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด พิจารณาผลกระทบทุกๆ ด้าน เสนอว่า ในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง การห้ามขาย คือ นโยบายที่ดีที่สุดในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และบุหรี่แบบที่ไม่มีการเผาไหม้&amp;quot;&amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, บุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, ส.ส.ก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600942f976fea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
