<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 12:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอประสิทธิ์&quot;เผยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังขบคิด  ทำไมไทยและชาติในเอเชีย มีผู้ป่วยโควิดน้อยเกินไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12พ.ค.63- นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ให้แง่คิด ทำไมผู้ติดเชื้อไทยจึงน้อยกว่ายุโรป ด้วยเหตุผล ที่ไม่เกี่ยวกับการประเมินทางคณิตศาสตร์ หรือแบบจำลอง แต่คำตอบคือ วัคซีนวันโรค และดินฟ้าอากาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Covid#25 &amp;ldquo;Education is the process of turning cocksure stupidity into thoughtful uncertainty&amp;rdquo; K.G. Johnson&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เราทำนายเกี่ยวกับโรคโควิด19 มีโอกาสผิดแค่ไหน มั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ไหม
ต้องอธิบายก่อนครับว่า แพทย์ไม่เคยมั่นใจอะไรร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับ ถ้ามั่นใจ 98-99% ก็ต้องพูดว่า 100% ไม่งั้นคนไข้งงแย่ ความจริงถ้าอะไรบางอย่างมีโอกาสถูกมากกว่า 95% ก็ต้องถือว่ามั่นใจแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดเรื่อง Herd immunity มีโอกาสผิดไหม คำตอบคือ น้อยมาก แนวคิดนี้ใช้มานับร้อยปี มีรากฐานหนาแน่น และใช้คณิตศาสตร์ไม่ซับซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการระบาดมีโอกาสผิดมากกว่า ขึ้นกับว่าใช้มันอย่างไร ถ้าสนใจเพียงเฉพาะลักษณะทั่วไปของการระบาด เช่น รูปร่างของกราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยเท่านั้น แบบจำลองจะไม่ค่อยผิด แต่ถ้าสนใจว่าจำนวนผู้ป่วยถูกต้องไหม จะมีโอกาสผิดมาก เพราะการจำลองทางคณิตศาสตร์ให้ถูกต้อง ต้องรวบรวมปัจจัยต่างๆเป็นตัวเลขที่ถูกต้องได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดเกี่ยวกับแบบจำลองในประเทศไทย คือ เรามีจำนวนผู้ป่วยน้อยเกินคาด ทำไมเราจึงไม่มีผู้ป่วยมากเหมือนประเทศในยุโรป หรืออเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามนี้มีความสำคัญมาก เวลาทำสงครามกับศัตรูที่กล้าแข็ง ถ้าเราชนะการรบเอาง่ายเกินคาด ก็ควรกังวลใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายที่กล่าวกันมากที่สุด คือการแพทย์และสาธารณสุขของเราดีมาก เรื่องนี้ไม่มีใครเถียงแน่นอน แต่คำอธิบายนี้มีข้อควรกังวลอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ เราดีกว่าประเทศอย่างเยอรมันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ และข้อสองคือ ประเทศข้างๆเราเช่น ลาว เขมร พม่า ก็ดูเหมือนไม่มีผู้ป่วยมากสักเท่าไร แม้แต่อินเดียก็มีผู้ป่วยไม่มากเทียบกับประชากรพันล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ก็พยายามขบปัญหานี้
สมมติฐานแรก คือ ประเทศเหล่านี้ส่วนมากมีการฉีดวัคซีนวัณโรค และวัคซีนวัณโรคช่วยลดความรุนแรงของโรคและทำให้เชื้อแพร่ได้น้อยลง ตอนนี้ก็มีการทดลองกันอยู่ คนไทยอายุต่ำกว่า 50 ปี ฉีดวัคซีนวัณโรคมาแล้วเกือบทุกคน ถ้าทฤษฎีนี้จริงก็ต้องเรียกว่า เราโชคดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมมติฐานที่สอง คือ ประเทศเหล่านี้มีอากาศร้อนกว่าซึ่งเชื้อทนไม่ค่อยได้ ซึ่งมีหลักฐานการทดลองสนับสนุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจกันว่า มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ บางคนแย้งว่า ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินศ์ก็ร้อนเหมือนกัน แต่การทดลองแสดงว่า ถ้าความชื้นสูง เช่นใกล้ทะเล เชื้อจะทนได้ดีกว่ามาก
ถ้าเรื่องนี้สำคัญ เราจะเดือดร้อนมากขึ้นเมื่ออากาศค่อยๆเย็นลงและฝนตกนับจากเดือนพฤษภาคมไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมมติฐานที่สาม คือประเทศเหล่านี้มีเชื้อโรคเพ่นพ่านอยู่มาก อาจมีการระบาดของเชื้อโคโรน่าอื่นที่ไม่ก่อโรครุนแรงอยู่เก่า ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วบางส่วน สมมติฐานนี้ยังไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ไม่ได้มีการนำสมมติฐานทั้งสามมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งสามเรื่องไม่น่ามีผลต่อ herd immunity
ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์
2 พฤษภาคม เวลา 13:13 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65713</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ทำไมไทยมีผู้ป่วยโควิดน้อยเกินไป, ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba36720a327.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 20:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 20:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย-มาเลย์ฯเจ๋ง&quot;วิจัยยา&quot;รักษา&quot;ไวรัสตับอักเสบซี&quot;สำเร็จ กินแล้วหายขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7พ.ค.61- สธ. ร่วมกับมาเลเซีย เผยความสำเร็จโครงการวิจัย&amp;quot;ยาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี &amp;quot;มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีต้นทุนที่ถูกกว่ายาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนไทยเตรียมวิจัยสายพันธุ์ที่ 6 หากสำเร็จเชื่อมีผลรักษาครอบคลุมเทุกสายพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;ความสำเร็จโครงการวิจัยยาต้านไวรัส Sofosbuvir+Ravidasvir สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี&amp;rdquo; โดยมี &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อม ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พญ.อิซาเบล ออนดิเยอ-เมแยร์ หัวหน้าโครงการวิจัยทางคลินิกด้านเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ ซี องค์กรเพื่อการริเริ่มจัดหายาสำหรับโรคที่ถูกละเลย (Drugs for Neglected Diseases initiative, DNDi) รศ.พญ.อัญชลี อวิหิงสานนท์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย (HIV-NAT) และนายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ร่วมแถลงข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า โรคไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ติดต่อทางเลือดและทางเพศสัมพันธ์ จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก คาดประมาณผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง ประมาณ 71 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อฯ ประมาณ 300,000&amp;ndash;700,000 ราย โดยจำแนกเป็น 6 สายพันธุ์ ในประเทศไทยมักตรวจพบสายพันธุ์ที่ 3, 1 และ 6 ตามลำดับ โรคไวรัสตับอักเสบ ซี สามารถรักษาให้หายขาดหากตรวจพบได้เร็ว ประเทศไทยได้ดำเนินการป้องกัน ควบคุมาตั้งแต่ปี 2556 รัฐบาลได้สนับสนุนงบฯในการรักษาปีละ 300-400 ล้านบาท เพื่อจัดหายา Pegylated Interferon และ Ribavirin รักษาผู้ป่วยได้ประมาณปีละ 3,000 ราย แต่ยาดังกล่าวมีประสิทธิผลในการรักษาเพียงร้อยละ 60-80 ใช้เวลาในการรักษานาน ประมาณ 48 สัปดาห์ และมีผลข้างเคียงสูง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้มียาต้านไวรัสตับอักเสบ ซี กลุ่มใหม่ Direct Acting Antivirals (DAAs) ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาให้หายขาดสูงมากกว่าร้อยละ 90 ใช้ระยะเวลารักษาสั้นลง และผลข้างเคียงจากยาต่ำ แต่ยาดังกล่าวมีราคาแพง โดยเฉลี่ยต่อการรักษาผู้ป่วย 1 ราย คิดเป็นเงิน 16,800-48,720 บาท กรมควบคุมโรค จึงได้ร่วมกับ สวทช. และ DNDi ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยระหว่างประเทศในการวิจัยยา ศึกษาวิจัยยาคู่ใหม่ ได้แก่ Sofosbuvir+Ravidasvir โดยงานวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย เพื่อประเมินประสิทธิผล และความปลอดภัย ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง ทั้งหมด 301 คน &amp;nbsp;เป็นคนไทย 81 คน &amp;nbsp;รพ.4 &amp;nbsp;แห่ง &amp;nbsp;คือ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ &amp;nbsp;รพ.จุฬาลงกรณ์ &amp;nbsp;รพ.นครพิงค์ และสถาบันบำราศนราดูร ผลการศึกษาวิจัยนับว่าเป็นที่น่าพอใจ &amp;nbsp;ที่สำคัญประโยชน์ที่ไทยได้จากการเข้าร่วมคือข้อตกลงในการเข้าถึงยา Ravidasvir ในราคาถูกพิเศษ ไม่เกิน 10,000 บาทต่อการรักษา 1 ราย &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยเพิ่มเติม และจะนำยาดังกล่าวมาใช้จริงในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อฯ ประมาณ 300,000 คน &amp;nbsp;แต่เเข้าถึงการรักษาเพียง 3,000 ราย คิดเป็นเพียง 1 % &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อ DNDi มีโครงการวิจัยเพื่อการเข้าถึงยาร่วมกันระหว่างไทยและ มาเลเซีย สวทช.ก็เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว ซึ่งใช้งบฯวิจัย 9.9 ล้านบาท ในการดำเนินการทดสอบยาระยะแรกในผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการตับแข็ง จำนวน 81 คน ของไทย ผลปรากฏว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาสูงเกือบ 100 % ดีกว่าที่คาดไว้&amp;quot;ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พญ.อิซาเบล กล่าวว่า DNDi ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยและมาเลเซีย ศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 ในโรงพยาบาล 10 แห่ง ในไทยและมาเลเซีย เพื่อประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ความทนต่อยา ของยา Sofosbuvir เมื่อใช้ร่วมกับยา Ravidasvir &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะตับแข็ง และเวลา 24 สัปดาห์ ในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะต้น ตามมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ หลังจากครบกำหนดการรักษา พบว่าร้อยละ 97 ของอาสาสมัครในโครงการวิจัยฯ มีอัตราการรักษาหายขาดสูงมาก แม้ในผู้ป่วยที่ยากต่อการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จำแนกประสิทธิผลได้ดังนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ร้อยละ 96 ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย ร้อยละ 97 โดยไม่ต้องมาปรับยา ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษามาก่อน ร้อยละ 96 ถือได้ว่าเป็นสูตรยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี เรื้อรัง ที่มีประสิทธิผลดี และมีราคาไม่แพง &amp;nbsp;หลังจากนี้คงต้องทำการศึกษาในผู้ป่วยเพิ่ม 300 คน เพื่อพิสูจน์ว่ายาสามารถรักษาได้ทุกสายพันธุ์ &amp;nbsp;และมีความเป็นไปได้ว่าจะทำการวิจัยลดการรักษาให้เหลือ 8 สัปดาห์ &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามนอกจากการวิจัยใน ประเทศไทย และมาเลเซียแล้ว ยังได้มีการวิจัยในประเทศ ยูเครน อาเจนติน่า และกัมพูชา ซึ่งงก็จะได้มีการดำเนินการขึ้นทะเบียน อย.ของประเทศต่างๆ ซึ่งจะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.พญ.อัญชลี กล่าวว่า จากการศึกษาในอาสาสมัครทั้ง 301 คน พบว่ายาคู่ใหม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ 1 ได้ถึงร้อยละ 99-100 เมื่อเปรียบเทียบกับยาสูตรเดิมที่ใช้ Interferon มีโอกาสรักษาหายเพียงแค่ร้อยละ 50 และผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ 3 สามารถรักษาให้หายขาดได้ถึงร้อยละ 97 ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อย เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงเพียงร้อยละ 8 อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาเพิ่มเติมนั้น ไทยจะมีปัญหาสายพันธุ์ 6 มากกว่าประเทศอื่น &amp;nbsp;ซึ่งในขั้นตอนที่ 2 &amp;nbsp;จะต้องทำการวิจัยการรักษาในสายพันธุ์ที่ 6 ซึ่งหากสายพันธุ์ที่ 6 ได้ผล ยาคู่นี้ก็จะสามารถรักษาได้ทุกสายพันธุ์ &amp;nbsp;ซึ่งตามปกติแพทย์ต้องแยกสายพันธุ์ก่อนการรักษา หากรักษาได้ทุกสายพันธุ์แล้วก็สามารถให้ยาได้เลย &amp;nbsp; ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคัดแยกสายพันธุ์ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ข้อมูลยังไม่เพียงพอ ดังนั้นการวิจัยในขั้นตอนที่ 2 ก็จะมีการหารือเพื่อให้การดำเนินการเร็วที่สุด .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8707</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์, สวทช., โครงการวิจัยทางคลินิกด้านเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ ซี, ไวรัสตับอักเสบซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af05433da2af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
