<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพ.ประเวศ  วะสี&#039;  เผยแพร่บทความ &#039;วิกฤติชาติบวกวิกฤติการเมือง ทางออกคืออะไร&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20&amp;nbsp;พ.ค.64 - ศ.นพ.ประเวศ &amp;nbsp;วะสี &amp;nbsp; เผยแพร่บทความ เรื่อง วิกฤติชาติบวกวิกฤติการเมือง ทางออกคืออะไร มีเนื้อหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติอีโคโมโนโควิด (Ecomono Covid Crisis) ซ้ำลงบนวิกฤตเก่าแห่งความเหลื่อมล้ำ และขาดความเป็นธรรม คือ วิกฤติชาติ ที่ระบบการเมืองไม่มีสมรรถนะจะแก้ได้ เพราะการเมืองก็วิกฤติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติความซับซ้อน (Complexity crisis) นั้นยากสุดๆ ที่อำนาจใช้ไม่ได้ผล การเมืองเรื่องอำนาจ หรือการเมืองเกมอำนาจ ที่ขาดความรู้และปัญญาไม่สามารถฝากความยากไปได้ การเมืองถูกออกแบบมาให้แตกแยกและอ่อนแอจึงวิกฤติ การเมืองฝรั่งเศสเคยอ่อนแอและวิกฤติแบบนี้ ไม่มีทางออกต้องหันไปพึ่ง นายพลชาร์ล เดอโกล เราก็ไม่มีคนอย่าง ชาร์ล เดอโกล ให้เป็นที่พึ่ง แล้วจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐสภาของเราแม้จะมีจุดอ่อนหลายอย่าง ถ้าใครตามสังเกตระยะยาว จะเห็นหลายครั้งที่รัฐสภามีความไวต่อความรู้สึกของสังคม หรือกระแสสังคม และตอบสนอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้นเฉพาะหน้าขณะนี้ สังคมกับรัฐสภาจะต้องร่วมกันหาทางออก จากสภาวะวิกฤติชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีหนึ่ง ถ้านาวาประยุทธ์ล่ม คือ ตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาล โดยรัฐสภา ด้วยการปรึกษาหารือกับภาคสังคม สรรหาและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีปัญญาบารมี เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และให้อิสระแก่นายกรัฐมนตรีในการสรรหาคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด มาร่วมบริหารประเทศ โดยไม่ใช้ระบบโควต้าของกลุ่มการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบโควต้าของกลุ่มการเมืองที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นระบบที่ไร้ศีลธรรม นำไปสู่ความเสื่อมเสียนานาประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรจะเป็นสิทธิของประเทศที่จะได้คนที่ดีที่สุดเก่งที่สุด มาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่สิทธิของกลุ่มก๊วนใดๆ ระบบสิทธิของกลุ่มก๊วนในการได้โควตารัฐมนตรี ควรจะยกเลิกไปตลอดกาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ (โดยอเนกนิกรสโมสรสมมติ) ดังกล่าว และนายกรัฐมนตรีมีอิสระในการเลือกคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด มาเป็นคณะรัฐมนตรี รัฐบาลเฉพาะกาลก็จะมีสมรรถนะสูงและสามารถดึงทุกภาคส่วนของสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้วิกฤติชาติ นี้คือกระบวนการที่เรียกว่า &amp;ldquo;เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ระบบอำนาจนั้น ปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญา ทำให้ชาติไม่มีพลัง ออกจากสภาวะวิกฤติไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นคนประเภทปิดหรือเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ก็ควรจะได้รับการวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ของสังคมไทยหากรัฐบาลเฉพาะกาล กับการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางได้ผลดี ในช่วงเวลาปีครึ่งถึงสองปี ก็จะเป็นรูปแบบที่จะวางระบบการเมืองที่ดีต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐสภากับสังคม เป็นการบรรจบกันของประชาธิปไตยทางอ้อมกับประชาธิปไตยทางตรง รูปแบบหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบรัฐสภาที่ใช้กันในปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม (Indirect democracy) หรือ ประชาธิปไตยตัวแทน เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกในยุคโบราณ ที่การคมนาคมและการสื่อสารยังไม่สะดวก ราษฎรต้องเลือกตัวแทนขี่ม้า หรือนั่งเกวียนไปประชุมที่เมืองหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยนี้การคมนาคมและการสื่อสารสะดวกทั่วถึงทั้งประเทศ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยตรง เป็นประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) ซึ่งทำได้หลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่ง คือ การมีสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนของสังคม เช่น ถ้าในสังคมนับได้ว่ามี ๑๐๐ ภาคส่วน ถ้าแต่ละภาคส่วนเลือกตัวแทนได้ ๕ หรือ ๑๐ คน สมาชิกสมัชชาแห่งชาติก็จะมี ๕๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ คน สมาชิกสมัชชาแห่งชาติจะมีความหลากหลายครบทุกภาคส่วนของสังคม มากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบด้วยคนค่อนข้างประเภทเดียวกัน คือคนที่เชี่ยวชาญในการหาเสียงให้ได้รับเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาธิปไตยทางตรงอีกรูปแบบหนึ่งคือ การมีศูนย์บิ๊กดาต้าประชาธิปไตย ที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารรับฟังความคิดเห็นของคนทั้งประเทศตลอด ๒๔ ชั่วโมง ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง และโดยวิธีนี้สามารถทำประชามติได้รวดเร็ว ราคาถูก สามารถทำประชามติทุกวันก็ได้ อีกวิธีหนึ่งคือการมีสภาองค์กรชุมชนและท้องถิ่น เป็นเครื่องมือให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเชื่อมโยงระหว่างประชาธิปไตยทางอ้อมกับประชาธิปไตยทางตรง จะทำให้ประชาธิปไตยมีฐานกว้างขึ้น เกมการเมืองแบบเก่าๆ ในสภาผู้แทนราษฎรจะทำไม่ได้ต่อไป ระบบประชาธิปไตยจะสมบูรณ์และมีคุณภาพมากขึ้น ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องศึกษาระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และสร้างสมรรถนะของชาติ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103570</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, รัฐบาลเฉพาะกาล, วิกฤติความซับซ้อน, วิกฤติอีโคโมโนโควิด, ศ.นพ.ประเวศ วะสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d3ecb60e7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริหารกาย-จิตคิดเรื่องดีๆ เคล็ดลับจาก&#039;ศ.นพ.ประเวศ วะสี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นตัวอย่างของคนวัยเก๋าที่มีพลัง โดยเฉพาะในแง่ของการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่ปัจจุบันจะเข้าสู่วัย 88 ปี สำหรับ ศ.นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการด้านสาธารณสุข และนักวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา โดยเฉพาะงานด้านส่งเสริมให้คำแนะนำประชาชน ผ่านทั้งงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่หลายคนรู้จักกันอย่าง หนังสือ &amp;ldquo;สุขภาพบูรณาการ ความสุข สุขภาพดี อายุยืน สำหรับทุกคน&amp;rdquo; และเป็นผู้บรรยายปาฐกถาพิเศษในโอกาสต่างๆ ที่มุ่งให้ความรู้ประชาชนดูแลสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจให้ดีขึ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ทว่าการดูแลสุขอนามัยของ ราษฎรอาวุโส ในวัยหลัก 8 ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นหลักของการมีคุณภาพที่ดีโดยไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ หรือไปหมอให้น้อยที่สุด หากว่าทำตามหลักปฏิบัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.นพ.ประเวศ วะสี บอกว่า &amp;ldquo;เคล็ดลับของการเป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีและอายุยืน อันดับแรกต้องออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อก่อนนี้ผมวิ่ง แต่ตอนหลังอายุมากขึ้น ไม่ได้วิ่งแล้ว แต่เน้นวิดพื้นโดยออกกำลังเช้าและเย็นครั้งละ 20-30 นาที โดยออกกำลังกายด้วยการทำ 2 อย่างคือ ตอนเช้า &amp;ldquo;วิดพื้น&amp;rdquo; และตอนเย็น &amp;ldquo;โหนชิงช้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สำหรับการวิดพื้นผมจะเอาถุงทรายน้ำหนัก 2 กิโลกรัมพาดตรงข้อเท้า (ร้านยาทางการแพทย์มีจำหน่าย) และยกขึ้นลงทีละข้าง ข้างละ 20 ครั้ง และทำหลายเซต จากนั้นก็พักไปเขียนหนังสือ และก็กลับมาทำอีกครั้งหนึ่ง พูดง่ายๆ ว่าออกกำลังด้วยวิธีนี้ให้มากที่สุด เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรง เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวจะไปประกอบที่หัวเข่า ซึ่งจะทำให้ลดอาการปวดเข่าได้ค่อนข้างดีมากๆ ถ้าคนรู้การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ก็จะไม่ต้องไปผ่าตัดเปลี่ยนเข่าราคาเป็นหลักแสน นอกจากนี้ในตอนเย็นผมก็จะออกกำลังกายด้วยการโหนชิงช้าที่ผูกไว้บริเวณต้นไม้หน้าบ้าน เพื่อให้เท้าพ้นดิน ทำให้น้ำหนักทิ้งลงพื้น มันจะช่วยดึงกระดูกหลังของเราให้ตรง เพราะไม่อย่างนั้นผู้ที่มีอายุจะหลังโก่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ &amp;ldquo;อัตโนกายภาพบำบัด&amp;rdquo; คือหลักการดูแลสุขภาพที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาอาการปวดเมื่อย ปวดไหล่ ไม่ต้องไปหาหมอ หรือหากปวดคอ ก็ใช้วิธีนำหมอนเล็กๆ มารองหนุนที่บริเวณคอ คนสูงอายุมักปวดคอและร้าวมาที่ไหล่ เพราะกระดูกที่คอไปกดทับบริเวณเส้นประสาท เพราะการนอนของคนทั่วไปไม่ค่อยถูกต้อง เนื่องจากไปนอนหนุนหมอนบริเวณศีรษะ ทำให้ลำคองอจนเกิดอาการปวด จึงต้องหนุนหมอนที่คอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการเลือกอาหารการกินนั้น ศ.นพ.ประเวศ บอกให้ทราบว่า เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า &amp;ldquo;อาหารไทย&amp;rdquo; ถือเป็นเมนูสุขภาพที่หากบริโภคเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องอาหารการกิน ผมคิดว่าอาหารไทยของเรานั้นเป็นอาหารสุขภาพ ถ้าเทียบกับอาหารฝรั่ง เนื่องจากมีไขมันต่ำและเส้นใยในอาหารค่อนข้างสูง เช่น แกงส้ม แกงเลียง น้ำพริก ปลาทูผักต้ม เป็นอาหารสุขภาพ และยังมีหอม กระเทียม ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด และการกินเผ็ดก็ช่วยละลายลิ่มเลือด ส่วนอาหารอื่นๆ กินได้บ้างเล็กน้อย แต่อย่ากินเป็นประจำ เพราะอาหารฝรั่งนั้นไขมันสูงและเส้นใยอาหารต่ำ อาหารไทยควรส่งเสริม ที่สำคัญการกินเนื้อสัตว์มากๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ แต่ให้เน้นเมนูปลา ทั้งผู้ชายที่ชอบกินอาหารสไตล์ฝรั่งหรืออาหารตะวันตกนั้น จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ถ้ากินอาหารแบบไทยก็จะลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การดูแลจิตใจเพื่อป้องกันความเครียดนั้น ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า ไปเรียน &amp;ldquo;ฝึกกรรมฐาน&amp;rdquo; มาตั้งแต่หนุ่มๆ แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นการฝึกการเจริญสติ จะทำให้สุขภาพดี ทำให้หัวใจทำงานดี และที่สำคัญภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราก็จะดี เพราะมีการวิจัยมาแล้ว สมองและสติปัญญาก็ดีไปด้วยจากการที่เราฝึกสมาธิ ปฏิบัติกรรมฐาน เพราะถ้าภูมิคุ้มกันดีจะช่วยป้องกันทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ ดังนั้นถ้าจิตใจดี จิตใจสงบและสบาย มันก็จะมีความสุขไปด้วย ที่สำคัญทำให้อายุยืนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการเจริญสติสามารถทำได้ 1.ใช้กำหนดลมหายใจ หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;อานาปานัสสติ&amp;rdquo; แปลว่าสติอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก หรือการที่เรารู้อยู่กับลมหายใจเข้า-ออก สังเกตง่ายว่าเวลาที่เราหายใจเข้า เราก็จะรู้ว่ากำลังหายใจเข้า และหายใจออกก็รู้ว่ากำลังหายใจออก ปกติเราจะไม่รู้ เราต้องฝึกหัดให้รู้ เพราะใจเรามักจะไปอยู่ที่ความคิด หรือการที่เรามักจะคิดในสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่เราสามารถเริ่มจากการฝึกน้อยๆ ก่อน คือทำให้ได้ประมาณ 5 นาที 2.บริกรรมพุทโธ โดยการออกเสียงทั้งการที่อยู่คนเดียวหรืออยู่ในชุมชน ไม่งั้นเราจะคิดมาก ทำให้เครียดและมีความทุกข์ แต่เมื่อเราบริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ ใจของเราก็จะสงบ ตรงนี้ผู้ฝึกจะต้องทดลองดูว่าชอบแบบไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.เจริญสติในการทำงาน เช่น การทำงานบ้านอย่างการกวาดพื้น ปกติเราจะคิดทำไมต้องมาทำความสะอาดบ้าน แต่ถ้าทำงานด้วยการเจริญสตินั้น งานทุกอย่างที่เราทำก็จะมีความสุขมาก เช่น ขณะที่กวาดบ้านอยู่ก็รู้ว่ากำลังกวาดบ้าน หรือล้างส้วมอยู่ก็รู้ว่าล้างส้วม ถ้าเรารู้ตัวในสิ่งที่ทำจะก่อให้เกิดความสุข ไม่ฟุ้งซ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเข้าสู่หลัก 6 นั่นเท่ากับว่าเป็นวัยสั่งสมความรู้และประสบการณ์ชีวิต เพื่อถ่ายทอดสิ่งดีๆ ไปสู่ลูกหลานและคนในสังคม จึงทำให้วัย 88 ปีของ ศ.นพ.ประเวศ ไม่หยุดนิ่งในการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะในบทบาทที่คุ้นเคยกันดีอย่างการเป็นนักเขียน และเป็นผู้บรรยายปาฐกถาเรื่องสังคม เศรษฐกิจและการศึกษา สุขภาพอนามัย ให้กับคนในสังคมและกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่กำลังจะมาถึง อย่างน้อยๆ ใน 1 สัปดาห์จะต้องมีงานบรรยายให้กับผู้สนใจได้รับฟัง เพราะการที่คนวัยเกษียณยังทำงาน และได้กระตุ้นร่างกายให้ทำงานได้อย่างปกติ พูดง่ายๆ ว่าจะป้องกันโรคสมองเสื่อมและโรคมะเร็งในวัยชราได้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมมองว่าแม้เราจะเข้าสู่วัยเกษียณมานานหลายปีแล้ว ยิ่งต้องไม่ควรอยู่เฉยๆ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ อันที่จริงแล้วการเกษียณอายุเป็นเพียงสิ่งสมมติ ซึ่งไม่มีใครเกษียณอายุจากการรับใช้มนุษยชาติได้ ดังนั้นการที่เรากระตือรือร้นก็จะทำให้ระบบร่างกายมีเมล็ดเล็กๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยซ่อมร่างกาย โดยเฉพาะคนที่ตื่นตัวตลอด เมล็ดเล็กๆ ดังกล่าวก็จะไปทั่วร่างกาย ไปซ่อมสมองไม่ให้เกิดมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความตื่นตัวมี 3 ชนิด คือ 1.ทางกาย 2.ทางสังคม 3.ทางปัญญา เราสามารถทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ช่วยส่งเสริมสุขภาพได้ หรือจะทำทั้ง 3 ด้านก็ได้เช่นกัน ดังนั้นคนเราไม่ควรอยู่ว่างเฉยๆ เพราะถ้าใครที่เกษียณแล้วอยู่บ้านนิ่งๆ ก็จะทำให้เสียชีวิตเร็ว เพราะธรรมชาติร่างกายบอกไว้ว่า ถ้าไม่ทำอะไรก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ แต่ถ้าอยู่แล้วทำอะไรเพื่อผู้อื่นก็จะอยู่ไปเรื่อย ยิ่งถ้าเราพยายามทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อนั้นจิตใจของเราก็จะยิ่งดี ดังนั้นสูตรการใช้ชีวิตที่ง่ายของผมคือ การบริหารกาย บริหารจิต คิดเรื่องดีๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่มาถึงบรรทัดนี้ ราษฎรอาวุโส ในนาม ศ.นพ.ประเวศ ได้ฝากข้อคิดไปยังลูกหลานคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติได้น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนครอบครัว เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ลูกหลานไทยถูกทิ้งไว้ด้านหลังเพียงลำพัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่อยากบอกลูกหลาน คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ ที่เขาจะต้องอยู่ไปนานๆ เราต้องสนใจคุณภาพของเด็กและครอบครัว เพราะการที่เด็กเยาวชนและครอบครัวจะมีคุณภาพและมีความสุข เราทุกคนต้องสนใจและส่งเสริมเรื่องนี้ พูดง่ายๆ ว่าทั้งในครอบครัว โรงเรียน ต้องมีความรู้ หมายความว่าถ้าเด็กที่อยู่ในครอบครัว แต่ว่าครอบครัวนั้นไม่มีความสงบ พ่อแม่ทะเลาะกัน แสดงความโหดร้ายต่อกัน จะกระทบกระเทือนต่อเด็ก มันจะกระทบภูมิคุ้มกันของเขา และทำให้สมองเสีย ทำให้เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจมะเร็ง เบาหวาน เป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน ฉะนั้นครอบครัวต้องอบอุ่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อครอบครัวอบอุ่น แต่มีฐานะที่จนมากเกินไป ก็จะทำให้ผู้ปกครองเกิดความเครียด ตรงนี้เราจึงควรเข้าไปดูแลเรื่องเศรษฐกิจภายในครอบครัว อย่าให้ปล่อยให้เขายากจนเกินไป ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ การศึกษาและประชาธิปไตย มันเชื่อมโยงกัน จะช่วยพัฒนาคุณภาพเด็กเยาวชนและครอบครัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47250</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ศ.นพ.ประเวศ วะสี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d95ea72d78c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 ยุทธศาสตร์...กรอบความคิด เตรียมพร้อมสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูแลผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัยนั้นไม่สามารถให้ภาครัฐเข้ามาช่วยได้ทุกเรื่อง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมถึงภาคเอกชน ในการช่วยกันสร้างธุรกิจรองรับประชากรสูงวัย รวมถึงสร้างนวัตกรรมในการใช้ชีวิตของคนหลัก 6 ให้เหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว เพื่อให้คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแม้จะอายุมากขึ้นก็ตาม ในงานสัมมนา &amp;ldquo;ความหวังของคนกำลังสูงวัย : เตรียมความพร้อมประเทศไทยก่อนเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ&amp;rdquo; ที่จัดโดย Economic Research Institute for ASEAN and East Asia และศูนย์พัฒนาธุรกิจและการดูแลสังคมสูงอายุ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ ภายในงาน ศ.นพ.ประเวศ วะสี มาบรรยายปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;Thailand Graceful Ageing Strategy&amp;rdquo; ภายใต้หลักคิด 5 ยุทธศาสตร์ เพื่อส่งเสริมและดูแลคุณภาพวัยเก๋าได้อย่างสมบูรณ์แบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.นพ.ประเวศ วะสี ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น หากเราสามารถที่จะแบ่งปันอะไรได้ก็อยากให้ทำ เพราะมีคำกล่าวที่บอกว่าผู้สูงอายุนั้นให้ทำอยู่ 2 เรื่องคือ &amp;ldquo;แจกของ-ส่องตะเกียง&amp;rdquo; ซึ่งคำว่าแจกของนั้น คือการแบ่งปันสิ่งต่างๆ อย่างการทำบุญ การให้ทานแก่คนยากไร้ ส่วนคำว่าส่องตะเกียงนั้น หมายถึงการชี้ช่องหรือให้ความรู้คนวัยหนุ่มสาว ในฐานะผู้มีประสบการณ์ ตรงนี้จะสร้างให้ผู้สูงอายุเป็นวัยเก๋าที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ อันที่จริงแล้วการที่เราเผชิญปัญหาในชีวิต มันทำให้เราแข็งแรงขึ้น และเมื่อใดที่เราเข้มแข็ง เราก็จะทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นพลัง ซึ่งจะต้องใช้ใจนำเพื่อให้เกิดพลังและความกล้าหาญในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อเพื่อนมนุษย์ เพราะถ้าหากว่าเรามีเมล็ดพันธุ์แห่งความเห็นใจคนอื่นนั้น จะทำให้เราไม่กลัวที่จะทำเพื่อส่วนรวม เพราะเรื่องความรู้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ สำหรับเรื่องสังคมสูงวัยภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Thailand Graceful Ageing Strategy&amp;rdquo; นั้น อันดับแรกจะต้องสร้างกรอบความคิดให้มีพลัง เพื่อให้การรับมือกับสังคมสูงวัยสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยหลักยุทธศาสตร์ 5 ประการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลักยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนสังคมผู้สูงวัยอันดับแรกคือ 1.สัมมาทิฐิประเทศไทย หมายความว่า ถ้าเราอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร ก็ต้องทำทุกอย่างด้วยความชอบทำ ขอยกตัวอย่างพระปฐมบรมราชโองการของ &amp;ldquo;ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;rdquo; ที่พระองค์ท่านตรัสว่า &amp;ldquo;เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึง แผ่นดินของเราจะต้องมีความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนทุกเพศทุกวัยในสังคมที่จะต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่สำคัญเรื่องของความเป็นธรรมจะทำให้คนรักกัน อีกทั้งรักส่วนรวม เมื่อนั้นสังคมก็จะไม่ยุ่งเหยิงมาก ยกตัวอย่างสังคมที่มีความเป็นธรรมสูง และมีความเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดคือ ประเทศญี่ปุ่น สังเกตว่าในช่วงที่บ้านเขาประสบกับเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ประชาชนต่อคิวกันรับอาหารอย่างไม่มีการแก่งแย่งกัน ที่สำคัญเรื่องรายได้ คนญี่ปุ่นนั้นจะมีระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นคนกวาดถนนหรือนักศึกษาที่จบปริญญาตรี ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 60,000 เยน เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว (ประมาณ 17,027 บาท) ยกเว้นอาชีพตำรวจและครูที่อาจจะได้มากว่าอาชีพอื่น เนื่องจากต้องมีการคัดเลือก ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการให้เงินเดือนประชากรนั้น เขาจะดูจากความเป็นคนดีเป็นที่ตั้ง ดังนั้นอัตราค่าจ้างของประชากรจึงมีความใกล้เคียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 &amp;ldquo;สัมมาสังกัปปะ&amp;rdquo; (การดำริชอบ) หมายความว่า หากเราต้องการเห็นโครงการสังคมสูงวัยเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างนั้น เช่น องค์พระพุทธรูปจะสวยงาม ก็ต้องสร้างฐานให้กว้างและแข็งแรง เพราะทุกวันนี้เรามักจะทำทุกอย่างเพียงแต่ด้านบนหรือฉาบฉวย เหมือนกับการสร้างเจดีย์ที่ยอดก่อน และสุดท้ายมันก็จะพังลงมา เป็นต้นว่าเรื่องของเศรษฐกิจที่ดิ่งลงด้านข้าง มันจึงทำให้สังคมบ้านเราเกิดความเหลื่อมล้ำนั่นเอง ดังนั้นเราต้องสร้างรากฐานของเราให้แข็งแรง เพื่อให้คนมีภูมิคุ้มกัน ยกตัวอย่าง บ้านเรามี 8 หมื่นหมู่บ้าน 8 พันตำบลทั่วประเทศ ดังนั้นถ้าจะพัฒนาสังคมไทยใน 8 เรื่อง ซึ่ง 1 ในนั้นมีเรื่องของผู้สูงอายุอยู่ด้วย (สังคม เศรษฐกิจ จิตใจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ประชาธิปไตย วัฒนธรรม การศึกษา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะต้องใช้ความเป็นชุมชนและหมู่บ้านเข้ามาช่วย เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ยกตัวอย่าง ชุมบ้านหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ที่เขาสามารถดูแลผู้สูงอายุในชุมชนได้ทั้งหมด เพราะเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งใช้เรื่องของ &amp;ldquo;ธนาคารความดี&amp;rdquo; เพื่อกู้เงินและสร้างจิตอาสาช่วยดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งต่างจากสังคมเมืองที่ต่างคนต่างอยู่ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากกว่า 80 ปี ต้องเสียเงินเดือนละหลายแสนเพื่อจ้างคนไปดูแล แต่ &amp;ldquo;ธนาคารความดี&amp;rdquo; นั้นจะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ขณะเดียวกันก็จะมีจิตอาสาคนหนุ่มสาวไปดูแลผู้สูงอายุ และเมื่อหนุ่มสาวแก่เขาก็จะมีคนไปดูแลเช่นเดียวกัน รวมถึงการที่สถาบันการเงินให้งบ 100 ล้านบาทไปยัง 8 พันตำบลทั่วประเทศ ในการสร้างหรืออบรมเรื่องอาชีพให้กับประชาชน เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยงชีพ โดยให้คนชุมชนบริหารจัดการกันเอง เพราะคนกลุ่มนี้คือฐานของประเทศ และทำให้บ้านเมืองแข็งแรงได้ โดยอาศัยความเป็นชุมชน และที่สำคัญนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อให้สังคมเมืองแข็งแรงเหมือนสังคมชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 3 &amp;ldquo;หาความรู้ด้านสังคมสุขภาพเผยแพร่ให้คน&amp;rdquo; เราจำต้องมีข้อมูลว่าปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุมีมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งการดูแลผู้สูงวัยของคนทั่วโลกนั้นทำอย่างไรกันบ้าง เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาเผยให้คนสูงวัยดูแลตัวเอง ซึ่งจุดนี้ฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 4 &amp;ldquo;มีระบบจัดการที่ดี&amp;rdquo; ที่ขอใช้เป็น 3 ตัวย่อ คือ E คือความทั่วถึง Q คือความมีคุณภาพ และ E คือมีความเป็นไปได้ทางการเงิน ดังนั้นถ้าเรามีการบริหารจัดการที่ดี นอกจากทำให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้แล้ว ในปัจจุบันบ้านเรามีพยาบาล 2 แสนคนทั่วประเทศ ในการเข้าไปให้ความรู้ดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลตัวเองเบื้องต้นมากขึ้นไปอีก เนื่องจากพยาบาล 1 คนจะดูแลผู้ป่วยหลายคน ก็ถือเป็นการกระจายความรู้ ที่สำคัญ รพ.ในพื้นที่ก็จำเป็นต้องมีระบบบริการที่ดีและสมบูรณ์ เพื่อรองรับคนสูงอายุกลุ่มนี้เช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกับยุทธศาสตร์ที่ 5 &amp;ldquo;การเชื่อมโยงสังคมเข้าไว้ด้วยกัน&amp;rdquo; เพราะในปัจจุบันนี้เราต่างแยกกันอยู่ แยกกันทำ จึงส่งผลให้สังคมอ่อนแอ ดังนั้นการเชื่อมโยงสังคมไว้ด้วยกันจะทำให้เกิดพลัง ยกตัวอย่าง บ้านเรามีมหาวิทยาลัย 100 แห่ง และมีนิสิตนักศึกษาประมาณ 1 ล้านคน ดังนั้นการส่งเสริมให้นักศึกษาเข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการที่ให้นักศึกษาท่องวิชาที่ไม่จำเป็นและไม่ได้ใช้ก็คงไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามหากให้นักศึกษาเข้าไปช่วยดูแลคนจนและผู้สูงอายุนั้น ตามธรรมชาติของสมองนั้น เมื่อมนุษย์ได้เห็นแววตาของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจะก่อให้เกิดความเห็นใจ และอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งตรงนี้เรียกว่าเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติสู่การลงมือทำ ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญไม่เพียงสร้างจิตสำนึกที่ดี แต่ยังทำให้คนในสังคมเกิดความรักและความไว้ใจซึ่งกันและกัน สำหรับประเด็นของการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป ส่วนหนึ่งผู้นำชุมชนพร้อมที่จะรับนักศึกษาให้เข้าไปอยู่และไปช่วยเหลือชุมชน และพร้อมดูแลเบื้องต้นเรื่องการกินอยู่สำหรับกลุ่มเด็กที่เข้าไปในชุมชน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47156</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ศ.นพ.ประเวศ วะสี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d948d966cf0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2019 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2019 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายองค์กรร่วมจัดงาน ‘สานต่อความคิด  มุทิตาจิต  84 ปี  บัณฑร  อ่อนดำ’ ยกย่องเป็นนักวิชาการของประชาชนที่ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / หลายองค์กรร่วมจัดงาน &amp;lsquo;สานต่อความคิด&amp;nbsp; มุทิตาจิต&amp;nbsp; 84 ปี&amp;nbsp; บัณฑร&amp;nbsp; อ่อนดำ&amp;rsquo; เนื่องในโอกาสครบรอบอายุ&amp;nbsp; 84 ปี&amp;nbsp; ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิชาการของประชาชนที่ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง&amp;nbsp; แต่ลงมาทำงานคลุกคลีกับคนยากคนจน&amp;nbsp; เป็นทั้งครู&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; และนักพัฒนาที่อุทิศตนทำงานเพื่อรับใช้สังคมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (4 เมษายน) เวลา 9.00-16.00 น. ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; หลายองค์กรได้ร่วมจัดงาน&amp;nbsp; &amp;lsquo;สานต่อความคิด&amp;nbsp; มุทิตาจิต&amp;nbsp; 84 ปี&amp;nbsp; บัณฑร&amp;nbsp; อ่อนดำ&amp;rsquo;&amp;nbsp; เนื่องในโอกาสที่อาจารย์บัณฑร&amp;nbsp; อ่อนดำ&amp;nbsp; มีอายุครบรอบ 84 ปี&amp;nbsp; โดยมีนักวิชาการ&amp;nbsp; นักพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ภาคประชาชน&amp;nbsp; กลุ่มและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช.&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 200 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;อ.บัณฑร (นั่งที่ 2 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภายในงานมีการจัดเวทีเสวเรื่อง &amp;lsquo;ทัศนะ/มุมมองต่ออาจารย์บัณฑร&amp;nbsp; อ่อนดำ&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดย นพ.ประเวศ&amp;nbsp; วะสี&amp;nbsp; นางสมปอง&amp;nbsp; เวียงจันทร์&amp;nbsp; ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล&amp;nbsp; นายบำรุง&amp;nbsp; คะโยธา&amp;nbsp; อดีตแกนนำสมัชชาคนจน&amp;nbsp; เวทีวิชาการหัวข้อ &amp;lsquo;สถานการณ์สังคมไทย&amp;nbsp; และความท้าทายใหม่ในงานพัฒนา&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีผู้ร่วมเสวนา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.อรรถจักร์&amp;nbsp; สัตยานุรักษ์&amp;nbsp; นายศิวโรฒ&amp;nbsp; จิตนิยม &amp;nbsp;นายประสาท&amp;nbsp; มีแต้ม&amp;nbsp; นายไพโรจน์&amp;nbsp; พลเพชร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีนักวิชาการและนักพัฒนาอาวุโสเข้าร่วมงานมุทิตาจิตในครั้งนี้หลายคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นายโคทม&amp;nbsp; อารียา&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจอห์น&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; นางรัตยา&amp;nbsp; จันทร์เทียน&amp;nbsp; นายเดช&amp;nbsp; พุ่มคชา&amp;nbsp; นายสมพันธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เตชะอธิก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.สุริชัย&amp;nbsp; หวันแก้ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาน&amp;nbsp; มฤคพิทักษ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาจารย์บัณฑร&amp;nbsp; อ่อนดำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; พ.ศ.2478&amp;nbsp; จบการศึกษาระดับปริญญาตรี&amp;nbsp; คณะรัฐศาสตร์บัณฑิต&amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ปริญญาโท MS (Rural Sociology) Cornell&amp;nbsp; University, USA&amp;nbsp; และปริญญาเอก&amp;nbsp; สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา&amp;nbsp; ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาสังคมวิทยา)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; (2556)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาจารย์บัณฑรเริ่มทำงานในปี 2509&amp;nbsp; โดยทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในองค์การ USOM ของอเมริกาที่สำนักงานในประเทศไทย&amp;nbsp; ในปี 2517 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำกลอง &amp;nbsp;โดยมี ดร.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; เป็นผู้อำนวยการโครงการ&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิโกมลคีมทอง&amp;nbsp; กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม&amp;nbsp; สภาคาทอลิกเพื่อการพัฒนา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ช่วงปี 2515-2523&amp;nbsp; เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์&amp;nbsp; คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีบทบาทในการเป็นนักพัฒนาอย่างเต็มที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; (รักษาการ) ผู้จัดการภาคสนาม&amp;nbsp; โครงการประสานความร่วมมือพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้&amp;nbsp; จ.ร้อยเอ็ด (2527-2528),&amp;nbsp; ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบทภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)&amp;nbsp; ผู้อำนวยการ&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท (2533-2540)&amp;nbsp; ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานกับคนจนและชนบทขององค์กรพัฒนาเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อ.บัณฑรเมื่อครั้งเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาจารย์บัณฑรเป็นทั้งนักวิชาการและนักพัฒนาที่ริเริ่มแนวทางการทำงานใหม่ๆ&amp;nbsp; และฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกับชาวบ้านและผู้ยากลำบากด้วยความอุตสาหะ&amp;nbsp; และมีบทบาทสำคัญในการปลุกมโนธรรมสำนึกให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงความทุกข์ยากของคนเล็กคนน้อย &amp;nbsp;รวมทั้งกระตุ้นส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมพลังสร้างกลุ่มขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปี 2553 &amp;nbsp;เป็นที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวทางการปฏิรูปประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเป็น 1 ใน 19&amp;nbsp; ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์&amp;nbsp; ปันยารชุน&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; ได้นำเสนอข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปี 2555&amp;nbsp; รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรพัฒนาหลายองค์กร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประธานกรรมการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; กรรมการมูลนิธิสภาวัฒนธรรมแห่งเอเซีย&amp;nbsp; กรรมการมูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; ที่ปรึกษาองค์กรชาวบ้านเพื่อการพัฒนาภาคอีสาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ปรึกษาโครงการยุติธรรมและสันติ&amp;nbsp; ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อ.บัณฑรเยี่ยมเกษตรกรที่ อ.บ้านลาด&amp;nbsp; จ.เพชรบุรี (ภาพจากสำนักข่าวอิสรา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาจารย์บัณฑรได้ชื่อว่าเป็น &amp;lsquo;นักวิชาการของประชาชนที่ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการนักพัฒนา&amp;nbsp; อาสาสมัคร&amp;nbsp; และคนรุ่นใหม่&amp;nbsp; ที่มีปณิธานที่จะทำงานรับใช้สังคม&amp;nbsp; มุ่งมั่นสร้างสังคมที่คนยากจนส่วนใหญ่ในสังคมได้ลืมตาอ้าปาก&amp;nbsp; ลุกขึ้นมายืนได้อย่างมีศักดิ์ศรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับการที่เป็นพุทธศาสนิกที่มีความรู้และเป็นนักปฏิบัติ&amp;nbsp; ทำให้อาจารย์บัณฑรประพฤติปฏิบัติ&amp;nbsp; ครองตนอยู่ในศีลธรรม&amp;nbsp; จนเป็นที่ยอมรับนับถือของบุคคลและหน่วยงานในวงการพัฒนาสังคมทั้งในและนอกประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาจารย์บัณฑรจึงเป็นทั้งครู&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; และนักพัฒนา&amp;nbsp; ผู้มีคุณูปการในการบุกเบิก&amp;nbsp; กรุยทางวิธีการทำงานพัฒนาแนวใหม่&amp;nbsp; พร้อมกับการฝึกอบรมสร้างคนรุ่นใหม่ให้ร่วมทำงานและใช้ชีวิตกับชาวบ้านผู้ยากไร้&amp;nbsp; ด้วยความอุตสาหะและตรากตรำเป็นเวลานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จนสุขภาพทรุดโทรมลง&amp;nbsp; ไม่อาจเดินและพูดได้เหมือนเดิม&amp;nbsp; แต่แววตาและสีหน้าบอกถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะสร้างสังคมไทยให้เกิดความเป็นธรรม&amp;nbsp; ทำให้คนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปากอย่างมีศักดิ์ศรี...!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การจัดงานในวันนี้นอกจากจะแสดงมุทิตาจิตต่ออาจารย์บัณฑรแล้ว&amp;nbsp; ยังเป็นการเชื่อมโยงนักวิชาการ&amp;nbsp; นักพัฒนา&amp;nbsp; และประชาชน&amp;nbsp; ให้มาพบปะ&amp;nbsp; พูดคุย&amp;nbsp; แลกเปลี่ยนประสบการณ์และทิศทางในการพัฒนาสังคมร่วมกัน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่มีคุณูปการต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานที่ร่วมจัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันวิจัยสังคม&amp;nbsp; จุฬาฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิทยาลัยพัฒนศาสตร์&amp;nbsp; ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32978</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑร  อ่อนดำ, พอช, ศ.นพ.ประเวศ  วะสี, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190404/image_big_5ca5d57dabe7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประเวศ&#039;ชี้สังคมไทยต้องใช้&#039;อริยะพัฒนา&#039;กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 61 - ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;ldquo;ชุมชนท้องถิ่น ฐานพัฒนาสุดยอดผู้นำ&amp;rdquo; ในงานเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น วาระ&amp;rdquo;ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ&amp;rdquo; ที่ห้อง&amp;nbsp;Royal Jubilee&amp;nbsp;ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ &amp;nbsp;ว่า เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง ก็ทำให้ประเทศเจริญ ปลอดภัย และการที่ท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้ ก็ต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้ง เยอรมนี ญี่ปุ่น ที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลับเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ฉะนั้นหากมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของรัฐบาล หลังเลือกตั้งคราวนี้ ประชาชนควรเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในส่วนของผู้นำประเทศ ก็ควรมาจากท้องถิ่นหรือผู้นำตามธรรมชาติ เพราะท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนสุจริต ฉลาด เห็นแก่ส่วนรวม ทำงานเก่ง จึงได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มาจากการใช้วาทกรรมหรือใช้เงิน เพราะผู้นำตามธรรมชาติมีคุณภาพสูงกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประเวศ ขยายความว่า ในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะมีผู้นำตามธรรมชาติประมาณ 50 คน หรือทั้งประเทศราว 4 ล้านคน ถ้าคนเหล่านี้ถูกส่งเสริมให้มีศักยภาพสูงสุด ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ฉะนั้นจึงถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมกันทำให้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทุกตำบลจะได้เป็นตำบลสุขภาวะ เป็นตำบลแห่งความดีงาม หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;อริยะพัฒนา&amp;rdquo; แต่อย่างไรก็ตามจะมาถึงจุดนี้ได้ คนทั้งตำบลต้องรวมตัวกันเป็นประชาคมตำบล ฝันถึงเป้าหมายร่วมกัน คือตำบลสุขภาวะและดีงามที่สุด ขณะเดียวกันก็คิดว่าต้องทำอย่างไร ควรมีการจัดทำแผนตำบลหรือธรรมนูญพัฒนาตำบล และขับเคลื่อนพัฒนาตำบลอย่างบูรณาการ โดยมี 8 เรื่องเชื่อมโยงกัน ได้แก่ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้ออม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เรามี 789 ชุมชนที่กำลังจะยกเป็นชุมชนสุขภาวะลดปัจจัยเสี่ยง-เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ ต่อไปภายในปี 2570 เรามีเป้าหมายจะทำเรื่องดีๆ เหล่านี้ให้ทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อฉลองพระชนมายุครบ 100 ปี รัชกาลที่ 9&amp;rdquo; ศ.นพ.ประเวศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.นพ.ประเวศ วะสี, สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb48fb771643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 20:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวหนังสือ ‘พังงาแห่งความสุข’ ถอดบทเรียนการทำงานจากวันวาน....ก้าวสู่วันข้างหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ศูนย์รังสิต / เมื่อวันที่ 12 &amp;nbsp;กรกฎาคม&amp;nbsp; ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; มีงานเปิดตัวหนังสือ &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข...สุขที่คุณสัมผัสได้&amp;rsquo;&amp;nbsp; และมีการจัดเวทีเสวนาโดยผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข&amp;rsquo; เช่น&amp;nbsp; ไมตรี&amp;nbsp; จงไกรจักร&amp;nbsp; นายกสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข&amp;nbsp; ปรีดา&amp;nbsp; คงแป้น&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; ธีรพล&amp;nbsp; สุวรรณรุ่งเรือง&amp;nbsp; รองผู้อำนวยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จังหวัดพังงา ได้รับการสำรวจและวิจัยจากหลายหน่วยงานว่าเป็นจังหวัดที่ประชาชนอยู่แล้วมีความสุขเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศติดต่อกันหลายปี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสำรวจภาวะเศรษฐกิจของสังคมและครัวเรือนตลอดปี 2552-2553&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; พังงาเป็นจังหวัดที่มีความสุขมากที่สุดต่อเนื่องกัน 2 ปี&amp;nbsp; นอกจากนี้การวิจัยของศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 2557-2560 เรื่อง &amp;lsquo;ผลการจัดอันดับจังหวัดแห่งความสุขของประเทศไทย&amp;rsquo; พบว่า &amp;nbsp;พังงาเป็นจังหวัดที่ประชาชนอยู่แล้วมีความสุขมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศรองจากแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.65pt; margin-right:0cm; margin-bottom:2.65pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;จากการสำรวจพบว่าปัจจัยที่ทำให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆ อยู่แล้วมีความสุข&amp;nbsp; มีปัจจัยมาจากด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก &amp;nbsp;รวมทั้งวิถีชีวิตชาวบ้าน&amp;nbsp; เป็นเมืองสงบ &amp;nbsp;เป็นสังคมขนาดเล็ก&amp;nbsp; มีความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัวและชุมชน&amp;nbsp; ผู้คนมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน&amp;nbsp; มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสูง&amp;nbsp; คนในพื้นที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ &amp;nbsp;ศาสนา &amp;nbsp;พระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความเป็นเมืองและลักษณะวัตถุนิยมระดับน้อยถึงปานกลาง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.65pt; margin-right:0cm; margin-bottom:2.65pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;จากผลการสำรวจของหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; วาทกรรม &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;จึงนำไปสู่การขับเคลื่อนโดยภาคประชาสังคมจังหวัดพังงา&amp;nbsp; โดยมีการจัดงาน &amp;lsquo;สมัชชาพังงาแห่งความสุขครั้งที่ 1&amp;rsquo; ในปี 2556&amp;nbsp; และจัดต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำมาสู่การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ 10 ข้อ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่ &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; 1.การสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน&amp;nbsp; กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม&amp;nbsp; 2.การสร้างการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาตามวิถีชุมชน&amp;nbsp; 3.การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรม&amp;nbsp; 4.การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หนังสือ &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข...สุขที่คุณสัมผัสได้&amp;rsquo; เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นจากการถอดบทเรียนการทำงานชุมชนร่วมกันของผู้นำชุมชนและประชาสังคมของจังหวัดพังงาที่ทำงานร่วมกันมานานกว่า 20 ปี&amp;nbsp; ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลว&amp;nbsp; การล้มลุกคลุกคลาน&amp;nbsp; 


แทงบอลวันนี้&amp;nbsp; จุดอ่อน&amp;nbsp; จุดแข็ง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดพิมพ์โดยโครงการผู้นำแห่งอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะบรรณาธิการ : ไมตรี&amp;nbsp; จงไกรจักร, ปัณฑิตา&amp;nbsp; จันทร์อร่าม, พิมพ์ครั้งแรก :&amp;nbsp; กรกฎาคม 2561&amp;nbsp; จำนวน 166&amp;nbsp; หน้า&amp;nbsp; จำนวนพิมพ์ 3,000 เล่ม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้มาจากแนวคิดของ ศ.นพ.ประเวศ&amp;nbsp; วะสี&amp;nbsp; และ ประชา&amp;nbsp; หุตานุวัตร&amp;nbsp; ที่มองเห็นว่าบทเรียนการทำงานของสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระดับฐานราก&amp;nbsp; ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง&amp;nbsp; และมีศักดิ์ศรี&amp;nbsp; โครงการผู้นำแห่งอนาคตฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการตีแผ่แนวคิดและกระบวนการขับเคลื่อนสังคมของสมาคมประชาสังคมพังงาฯ ออกสู่สาธารณะชน&amp;nbsp; และถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของบทเรียนการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งที่มาจากฐานรากที่แท้จริง&amp;nbsp; ซึ่งผู้อ่านจะได้นำแนวคิดต่างๆ ไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์การทำงานในพื้นที่ของตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่ ไมตรี&amp;nbsp; จงไกรจักร&amp;nbsp; นายกสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข&amp;nbsp;


สล็อต789 และอีกหลายบทบาทหน้าที่ทางสังคม&amp;nbsp; ซึ่งเติบโตมาจากเหตุการณ์ &amp;lsquo;สึนามิ&amp;rsquo; เมื่อปี 2547&amp;nbsp; จากนักการเมืองท้องถิ่นแห่งบ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; ที่สูญเสียบิดาและญาติมิตรหลายสิบคนในเหตุการณ์ครั้งนั้น&amp;nbsp; จนกลายมาเป็นนักพัฒนาและหัวขบวนในการขับเคลื่อนพังงาไปสู่ความสุขในวันนี้&amp;nbsp; ได้บันทึกบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่า &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข&amp;rsquo; เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่คล้ายๆ กับจังหวัดอื่นๆ ที่มีความฝันเดียวกัน&amp;nbsp; อาจฝันที่จะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง&amp;nbsp; หรืออื่นๆ ก็ตาม&amp;nbsp; ทั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้สนับสนุนไม่เข้าใจอย่างแท้จริง&amp;nbsp; จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากทีมงานทำงานไร้ซึ่งเป้าหมายร่วม...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หนังสือเล่มนี้&amp;nbsp; เป็นเหมือนเรื่องเล่าทั้งกระบวนการทำงานในระดับจังหวัด&amp;nbsp; และการทำงานในพื้นที่&amp;nbsp; การสร้างผู้นำ&amp;nbsp; รวมถึงการประสานภาคีสนับสนุน&amp;nbsp; ให้สอดคล้องกับการทำงานที่มีเป้าหมายของพื้นที่&amp;nbsp; รวมทั้งการเชื่อมร้อยเครือข่ายทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; และภาคีต่างๆ ในพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปรีดา&amp;nbsp; คงแป้น&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานของคนพังงามานานกว่า 10 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิ&amp;nbsp; โดยใช้เงื่อนไขภัยพิบัติในครั้งนั้นเข้าไปทำงาน&amp;nbsp; สนับสนุนให้ชาวบ้านได้ &amp;lsquo;ร่วมคิด&amp;nbsp; ร่วมทำ&amp;nbsp; ร่วมแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง&amp;rsquo; จนกลายเป็นทีมงานชาวบ้านที่ช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติ&amp;nbsp; และต่อมาได้ขยายไปทำงานด้านต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องสิทธิชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำงานในพื้นที่จังหวัดพังงาเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังขยายกลายเป็นเครือข่ายประชาชนที่เข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปรีดากล่าวถึงการขับเคลื่อนพังงาแห่งความสุขในตอนหนึ่งว่า...&amp;rdquo;ถ้าพังงาแห่งความสุขจะตอบโจทย์ได้&amp;nbsp; คนพังงาทุกกลุ่มต้องมีส่วนร่วม&amp;nbsp; คนทุกกลุ่มหมายถึง&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; คนไร้สัญชาติที่คุระบุรี&amp;nbsp; คนที่มีปัญหาเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; หรือคนที่ถูกเบียดขับจากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; เข้ามามีกระบวนการในการวางแผนของจังหวัด&amp;nbsp; มีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องนี้...อะไรที่เขาไม่เห็นด้วยเขาสามารถคัดค้านได้&amp;nbsp; อะไรที่เขาเห็นว่าจะต้องพัฒนาก็ต้องทำ&amp;nbsp; ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจหรือภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ทุกคนสามารถส่งเสียงได้&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการทำงานที่นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล&amp;nbsp; และนำไปสู่พังงาแห่งความสุขได้ในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ธีรพล&amp;nbsp; สุวรรณรุ่งเรือง&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. บอกเล่าบทบาทของ พอช.ในหนังสือเล่มนี้ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปี 2542-2543 พอช.ซึ่งในขณะนั้นยังเป็น &amp;lsquo;สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง&amp;rsquo; ได้เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านในจังหวัดพังงารวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; และจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเป็นรากฐานในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน&amp;nbsp; โดยเริ่มจากเรื่องที่ใกล้ตัว&amp;nbsp; หรือเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สวัสดิการชุมชนที่ชุมชนจะดูแลสมาชิกตั้งแต่เรื่อง&amp;nbsp; เกิด&amp;nbsp; แก่&amp;nbsp; เจ็บตาย&amp;nbsp; จนนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และเมื่อเกิดเหตการณ์สึนามิในปี 2547&amp;nbsp; พอช.ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ธีรพลยังมีข้อแนะนำการทำงานของภาคประชาสังคมในจังหวัดพังงาว่าต้องมีการพัฒนาในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.แกนนำในขบวนประชาสังคมจังหวัดพังงาจะต้องยกระดับการทำงานให้เป็นนักคิด&amp;nbsp; นักวิเคราะห์&amp;nbsp; โดยคิดในเชิงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานให้มากขึ้น&amp;nbsp; 2.พังงามีรูปธรรมความสำเร็จของชุมชนแต่ละพื้นที่พอสมควรแล้ว&amp;nbsp; แต่ควรขยับขยายไปสู่ประเด็นอื่นๆ&amp;nbsp; ในชุมชนเพื่อจัดการตนเองได้มากขึ้น&amp;nbsp; 3.คิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว&amp;nbsp; เพราะในอนาคตจะมีผลกระทบมากขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสูญเสียที่ดิน&amp;nbsp; การแย่งชิงทรัพยากร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หนังสือ &amp;lsquo;พังงาแห่งความสุข...สุขที่คุณสัมผัสได้&amp;rsquo; ยังมีเนื้อหาที่อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์การทำงานของภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผ่านสายตาและมุมมองของแต่ละคน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีพื้นที่รูปธรรมตัวอย่างมานำเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตำนานของความสุขที่คุระบุรี...ข้าวดีที่ตากแดด...เกาะปันหยีมีดีที่สวัสดิการชุมชน...ช่วยเหลือเกื้อกูล&amp;nbsp; จุดสร้างความสุขของคนบ้านหล่อยูง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถือเป็นการทบทวนบทเรียนการทำงานของตัวเอง...เพื่อก้าวไปสู่วันข้างหน้า !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่าย...ท่านที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; โทร...02-3795386-7&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13326</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรพล  สุวรรณรุ่งเรือง  รองผู้อำนวยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, ปรีดา  คงแป้น  เลขาธิการมูลนิธิชุมชนไท, พังงาแห่งความสุข, ม.ธรรมศาสตร์  ศูนย์รังสิต, มูลนิธิชุมชนไท, ศ.นพ.ประเวศ  วะสี, ไมตรี  จงไกรจักร  นายกสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข, ‘สมัชชาพังงาแห่งความสุขครั้งที่ 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180713/image_big_5b481826c6505.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
