<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล &quot;สู้โควิด เข้าไทยแล้ววันนี้(30ก.ค.) เริ่มใช้ที่สถาบันบำราศนราดูรแห่งแรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.64- บริษัท &amp;nbsp;โรช ไทยแลนด์ ได้แถลงข่าวออนไลน์ ในหัวข้อ &amp;lsquo;เจาะลึก ตัวเลือกการรักษาผู้ป่วย COVID-19 กับแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail)&amp;rsquo; จากโรช (Roche) และ รีเจนเนอรอน &amp;nbsp;(Regeneron) ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน[1] โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทย &amp;nbsp;อนุมัติให้ใช้ เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล &amp;nbsp;โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ คำนี้อาจเป็นคำใหม่ของทุกคน แต่ในมุมมองการรักษาโควิด &amp;nbsp;จะถือเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น &amp;nbsp; เชื้อไวรัสโควิด 19 มีผิวเป็นปรตีนเหมือนหนาม ซึ่งโปรตีนนี้จะทำให้ไวรัสเข้าไปจับกับผิวของเซลล์มนุษย์ หรือเรียกว่าโปรตีน ACE2 บนผิวของเซลล์คน &amp;nbsp;ซึ่งตัว ACE2 มีความจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ในคน และพบได้ในหลากหลายอวัยวะ &amp;nbsp;โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการป้องกันระบบทำงานของปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp; ทั้งนี้ คนที่ติดโควิด แล้วหายป่วยแล้ว จะมีตัวแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในรางกาย &amp;nbsp;ซึ่งการทำยาแอนติบอดี ค็อกเทลนี้ &amp;nbsp;คือารสกัดภูมิคุ้มกันนี้ออกมาเพื่อให้ยายับยั้งเชื้อโควิดได้โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนกลไกของการทำงานยาแอนติบอดิ ก็คือ การทำให้ภูมิคุ้มกันไปลบล้างฤทธิ์ &amp;nbsp;ทำให้ไวรัสอ่อนกำลังลง และตรงเข้าจับกับตัวรับบนโปรตีนรูปแบบเดือย ซึ่งอยู่บนผิวของไวรัสโควิด &amp;nbsp;สามารถยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างกายคนได้ &amp;nbsp;จากการทดลองในห้องปฎิบัติการพบว่า ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์มีความไว ต่อไวรัสโควิด 19 ในสายพันธุ์ต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ผลการศึกษาแอนติบอดี จะเป็นการศึกษาผู้ป่วยโควิด 19 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตยาตัวดังกล่าว &amp;nbsp;โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพของแอนติบอดี ค็อกเทล ซึ่งใช้รักษา ผู้ป่วยโควิด ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ซึ่งถ้าเทียบในประเทศไทยก็จะเป็นการใช้ใน ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และกลุ่มสีเหลืองเท่านั้นที่มีอาการไม่เกิน 7 วัน ไม่เคยได้รับ ยารักษาโควิด 19 มาก่อน &amp;nbsp;และมีความเสี่ยงที่มีอาการโควิดจะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรง เป็นผู้ป่วยโรคอ้วน 58% โรคหัวใจและหลอดเลือด 36% และผู้ป่วยที่มีอายุ 51 ปีขึ้นไป 51 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าวต่อว่าจากการศึกษาประสิทธิภาพของ ยา ซึ่งเป็นการทดลองเฟส 3 ในผู้ป่วยกลุ่มโควิดอาการน้อยหรือปานกลาง &amp;nbsp;ที่มีการทดลองแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ จะมีกลุ่มที่ได้รับยา 1,200 มก. กลุ่มที่ได้ยา 2,400 มก. และกลุ่มที่ได้ยาหลอก ผลการศึกษา พบว่า &amp;nbsp;กลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 1,200 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 70% และกลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 2,400 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 71 % และระยะเวลาที่โรคแสดงอาการลดลง จาก 14 วันแล้วหาย ลดลงเหลือ 10 วัน ก็หายป่วย &amp;nbsp;ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ยาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดภาระเตียง &amp;nbsp;และห้องไอซียู ของโรงพยาบาลได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาด้วย จากผลการศึกษาเรื่องความปลอดภัย พบว่าผู้ป่วยโควิด ที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ไม่มีการแสดงอาการข้างเคียง จากยา แต่อาจพบอาการข้างเคียงทั่วไปที่เจอได้ในยาฉีด เช่น ปฎิกิริยาแพ้แบบรุนแรงและเฉียบพลัน หรือภาวะภูมิไวเกิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ในการทดลองยังได้มีการนำยากลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ ไปใช้ทดลองในห้องทดลอง กับโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งอัลฟา เบตา แกมมา และ สายพันธุ์เดลตา พบว่า ยาในกลุ่ม Cas&amp;amp;Im ของกลุ่มบริษัทโรช มีผลในการยับยั้งเชื่อได้ทั้งหมดทุกสายพันธุ์ แต่ทั้งนี้ต้องมีการทดลองในมนุษย์ ว่าผลจะเป็นไปตามในห้องทดลองหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ยาแอนติบดดิ ค็อกเทลนี้ ถือว่าเป็นยาตัวแรกที่ใช้รักษาโควิด 19 &amp;nbsp;โดยตรง ส่วนยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างเช่น ฟาวิพิราเวียร์ ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโควิดโดยตรง แต่เป็นยาที่ใช้รักษาอาการอื่นๆ และชณะนี้ มีการวิจัยยา ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโควิดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริษัทวิจัยในอินเดีย มีการวิจัยยาฟาวิพิราเวียร์ เฟส 3 &amp;nbsp;และมีอีกหลายบริษัท &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปยาที่ใช้ &amp;nbsp;จะเป็นการกิน ไม่ใช่การฉีด&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร &amp;nbsp;กล่าวว่า สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ได้มีข้อแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย ถึงปานกลาง และเป็นผู้ป่วยเสี่ยงสูงที่มีโรคประจำตัว ทั้งความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;และใช้ในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่มาก หรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย ไม่ถึงกับอ๊อกซิเจนตก ขณะนี้ มีหลายประเทศทั้งในสหรัฐ มาประมาณ 6เดือนแล้ว ในผู้ป่วยจริง &amp;nbsp; 4,805 คน &amp;nbsp;และมีการใช้ในยุโรป ล่าสุดประเทศญี่ปุ่น ได้มีการนำ ยาแอนติบอดีแบบผสม ไปใช้ &amp;nbsp; ส่วนไทยทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ &amp;nbsp;15ก.ค.ที่ผ่านมา และมีการนำเข้าประเทศไทยเมื่อเช้ามืดวันนี้ ( 30ก.ค.) โดยเป็นการนำเข้าของกรมควบคุมโรค หรือจะมี 5หน่วยงานที่นำเข้ายานี้ได้คือ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสภากาชาดไทย&amp;nbsp;
&amp;quot;การศึกษาพบว่าใน &amp;nbsp;4 คน ยาสามารถช่วยลดการนอนรพ.และลดการเข้าห้องฉุกเฉิน ได้ 1 คน หรือในการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้ยา มีอัตราการเสียชีวิต 0 -0.6 % &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ยาจะมีอัตราเสียชีวิต 1.4-3.5% &amp;nbsp;ส่วนการนอนไอซียู กลุ่มได้รับยามีอัตรา 0.66-0.77 % &amp;nbsp;กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตรา 7.6 &amp;nbsp; %&amp;quot;นพ.วีรวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการให้ยาเบื้องต้น จะให้ในปริมาณ 1,200 มก. เป็นยาฉีดผ่านทางเส้นเลือด ใช้เวลาให้ยาประมาณ ครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้สังเกตุอาการ 2ชั่วโมง &amp;nbsp;ผู้ป่วยจึงกลับบ้านได้ และจะมีการติดตามอาการต่อไป &amp;nbsp; ซึ่งเมื่อยานำเข้ามาในไทยแล้ว จะเริ่มใช้กับผู้ป่วยที่สถาบันบำราศนราดูร เป็นที่แรก
&amp;quot;ในเรื่องของราคา ตามมาตรฐาน การกำหนดราคายา มักจะขึ้นกับรายได้ต่อหัวของประชากรประเทศนั้นๆ &amp;nbsp;&amp;quot;นพ.วัรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111663</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รีเจนเนอรอน  (Regeneron), ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร, ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล, โรช ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103dab4e05c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน!&#039;หมอมานพ&#039;เขียนบทความเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2563 - ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2/COVID-19 &amp;nbsp;โดยไม่มีอาการ (asymptomatic/undocumented infection)&amp;rdquo; ระบุว่า 1. ในช่วงแรกของการระบาดจากอู่ฮั่น และอีกหลายเมืองในประเทศจีน ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน คือไข้ อาการทางระบบทางเดินหายใจ และหายใจหอบเหนื่อย ผู้ป่วยกลุ่มแรกคือ ผู้ที่มีอาการปอดบวมชนิดหาสาเหตุไม่ได้ และทุกรายมีประวัติเกี่ยวข้องกับตลาดอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น เมื่อทำการแยกเชื้อจึงทราบว่าเป็น coronavirus สายพันธุ์ใหม่ (nCoV-2019) (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2001017 ตีพิมพ์เมื่อปลายเดือนมกราคม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การศึกษาลักษณะทางคลินิกของผู้ติดเชื้อนี้ในการระบาดช่วงแรก พบว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะมีไข้ (88.7%) ไอ (67.8%) มีเสมหะ (33.7%) หอบเหนื่อย (18.6%) บางรายมีเจ็บคอ (13.9%) ปวดศีรษะ (13.6%) ร่วมด้วย พบว่าผู้ป่วยราว 80% จะมีอาการน้อยถึงปานกลาง ราว 14% จะมีปอดบวม oxygen saturation ต่ำ และอีก 6% ต้องใส่ท่อช่วยหายใจหรือเกิด septic shock, multiorgan failure ร่วมด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2002032)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลนี้ WHO ออกรายงานร่วมกับจีนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ (https://www.who.int/&amp;hellip;/who-china-joint-mission-on-covid-19-f&amp;hellip;) เกี่ยวกับการเตรียมการรับมือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้ทุกประเทศนำไปปรับใช้ บ้านเราก็มีเกณฑ์สอบสวนโรค (patient under investigation: PUI) ตามรูปแบบลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยที่รายงานในประเทศจีนที่ตีพิมพ์ใน New England เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์เหมือนกัน คือผู้เข้าข่ายมีอาการไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย จึงจะสงสัยว่าเป็น COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ข้อมูลผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 แต่ไม่มีอาการ/อาการน้อยมาก (undocumented infection) รายงานเป็นครั้งแรกใน Science เมื่อกลางเดือนมีนาคม จากทีมนักวิจัยที่ศึกษาผู้ป่วยในอู่ฮั่น ระหว่างที่มีการ lockdown ทั้งเมือง เทียบจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อก่อนและหลัง lockdown คำนวณได้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจสูงถึง 86% (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://science.sciencemag.org/&amp;hellip;/early/2020/03/24/science.a&amp;hellip;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ในช่วงเดียวกัน ข่าวใหญ่หนึ่งที่หลายคนจำกันได้ คือการระบาดของ SARS-CoV-2 บนเรือ Diamond Princess ? นอกชายฝั่งญี่ปุ่น พบว่าผู้โดยสารบนเรือและลูกเรือติดเชื้อรวมกันทั้งสิ้นกว่า 700 คน มีผู้เสียชีวิตไป 13 คน แต่ข้อมูลหนึ่งที่คนไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน คือผู้ติดเชื้อ 46.5% ไม่มีอาการ (asymptomatic infection) (อ่านเพิ่มเติมที่ https://edition.cnn.com/&amp;hellip;/diamond-princess-cruis&amp;hellip;/index.html)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.รายงานแบบ correspondence ใน New England ตีพิมพ์ย้อนกลับไปตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำการตรวจ viral load ของผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 18 คน พบว่ามี 1 คนที่ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ มีระดับ viral load ใน nasopharyngeal swab สูงพอ ๆ กับผู้ป่วยที่มีอาการ 17 คนที่เหลือ (https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMc2001737)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการใด ๆ นอกจากจะมี viral load พอ ๆ กับผู้ที่ป่วยแล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อเป็นวงกว้างได้ด้วย ตีพิมพ์ใน Clinical Infectious Disease ช่วงกลางเดือนมีนาคม (https://academic.oup.com/&amp;hellip;/&amp;hellip;/doi/10.1093/cid/ciaa316/5810900)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.คำถามสำคัญ 2 ข้อสำหรับผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ไม่มีอาการคือ เราพบบ่อยแค่ไหนกันแน่ และแฝงตัวอยู่ในประชากรมากน้อยแค่ไหน คำถามแรกนั้นอาจตอบได้ง่ายกว่า จากข้อมูลเรือ Diamond Princess เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นมีการศึกษาในกลุ่มประชากรต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดในเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt ของอเมริกาเมื่อปลายเดือนมีนาคม หรือเรือบรรทุกเครื่องบิน Charles de Gaulle ของฝรั่งเศสตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว พบผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการราวครึ่งหนึ่ง ตัวเลขนี้ Anthony Fauci ยกเป็นคำตอบในการตอบคำถามสื่อต่าง ๆ หลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. แต่การค้นหาผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการว่าแฝงตัวในประชากรมากน้อยแค่ไหน คำตอบต้องอาศัย population study ด้วยการตรวจแบบกวาดเป็นวงกว้างเท่านั้น ข้อมูลปัจจุบันที่น่าเชื่อถือมาจาก 2 แหล่งคือ Iceland ตีพิมพ์ลง New England เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (อ่านเพิ่มเติมที่&amp;nbsp;https://www.facebook.com/manopsi/posts/10159626313543448) นอกจากจะพบว่า asymptomatic infection พบได้ถึง 43% แล้วในประชากร Iceland มีการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ราว 0.7% อีกการศึกษาหนึ่งตีพิมพ์ลง preprint เมื่อ 3 วันก่อน มาจากเมือง Vo, Italy ซึ่งปิดเมืองเพราะมีการระบาดของโรค จากนั้นทำการปูพรมตรวจหาเชื้อแบบสุด ๆ คือ ตรวจประชากรทั้งเมืองด้วย nasopharyngeal swab ยังไม่พอ ยังทำแบบนี้ถึง 2 ครั้ง ครอบคลุมประชากรถึง 85.9% และ 71.5% ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า 43.2% ของผู้ติดเชื้อไม่มีอาการใด ๆ และมีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อราว 1.2% (ตามไปอ่านเพิ่มได้ที่ https://www.medrxiv.org/conte&amp;hellip;/10.1101/2020.04.17.20053157v1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลที่เท่ามีถึงปัจจุบัน เราน่าจะพอสรุปได้ว่า ผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 นั้นเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีอาการ การคัดกรองหาผู้ติดเชื้อตาม PUI คงจะตรวจพบได้ซักครึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าเราจะพยายามทำ contact tracing เข้มข้นแค่ไหนก็ตาม ก็คงไม่สามารถจะตามจับผู้ติดเชื้อทุกคนได้ง่ายนัก (หรือทำไม่ได้เลย) ตราบใดที่ยังใช้เกณฑ์นี้ในการส่งตรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แม้จะมีการติดเชื้อแบบไม่มีอาการแฝงอยู่ในประชากรก็ตาม แต่การศึกษาในระดับประชากรพบว่าผู้ติดเชื้อในประชากรก็ไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนคาดกัน ข้อมูลระดับประชากรที่มีอยู่เราพบเพียง 0.7-1.2% แม้ว่าหลายคนอาจแย้งว่าประชากรกลุ่มที่ศึกษาอาจจะมีผู้ป่วยน้อยอยู่เดิม แต่ถ้าใช้ตัวเลขคาดการณ์ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการราว 50% ก็ตาม การติดเชื้อในประชากรของพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงก็น่าจะมีไม่ถึงระดับ 10% ซึ่งห่างไกลการสร้าง herd immunity โดยปล่อยให้ประชากรติดเชื้อไปเรื่อย ๆ อย่างที่หลายคนคิด&amp;nbsp;(การศึกษาระดับ population ด้วย antibody (aka seroprevalence) ยังไม่มีความน่าเชื่อถือพอ เหตุผลตามนี้ https://www.facebook.com/manopsi/posts/10159648775723448) โรคใหม่ เชื้อใหม่ องค์ความรู้ใหม่เกิดได้ตลอดเวลา เดือนหน้า ปีหน้า ข้อมูลทั้งหมดใน post นี้อาจจะผิดหมดเลยก็ได้ ติดตามกันไป เรียนรู้ไปด้วยกันครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63883</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์, ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร, ศิริราชพยาบาล โพสต์, หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ, เฟซบุ๊ก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5e9f9938bd9f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
