<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 06:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 06:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;แจงเหตุผลที่บางประเทศรับรองวัคซีนโควิด-19 บางตัว แต่ยังไม่รับรองบางตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

18 มิ.ย.64 -ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
โควิด 19 วัคซีน เหตุผลอะไร ที่บางประเทศรับรองวัคซีนบางตัว แต่ยังไม่รับรองบางตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก มีเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน วัคซีนที่องค์การอนามัยโลกรับรอง โดยมีกฎเกณฑ์ว่าต้องสามารถป้องกันลดความรุนแรงของโรคลงได้ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้มีวัคซีนมากกว่า 13 ชนิดที่ผ่านระยะที่ 3 และใช้ในมนุษย์ ในภาวะฉุกเฉิน มีวัคซีนหลายตัวหรือเรียกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ที่องค์การอนามัยโลกรับรอง เช่น&amp;nbsp; Pfizer, Moderna, Johnson &amp;amp; Johnson, AstraZeneca, Sinovac, Sinopharm และมีอีกหลายตัวที่องค์การอนามัยโลกยังอยู่ระหว่างการพิจารณารับรอง แต่ได้มีการใช้อย่างกว้างขวางเป็นจำนวนมาก โดยมากจะผ่านการศึกษาในระยะที่ 3 แล้ว และมีการรับรอง ให้ใช้ในหลายประเทศ เหตุผลที่กล่าวว่าบางประเทศไม่รับรอง อาจจะเป็นไปได้ว่าบริษัทวัคซีนนั้นไม่ได้ไปขอขึ้นทะเบียนกับประเทศนั้นๆ
บริษัทจะขึ้นทะเบียนกับประเทศที่ต้องการใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ก็คงมีเรื่องของทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งในอเมริกา มีวัคซีนที่องค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริการับรองให้ใช้ในประเทศมีเพียง 3 ตัวเท่านั้นคือของ Pfizer, Moderna และ J&amp;amp;J ทั้งนี้เป็นประเทศผู้ผลิตเอง และมีจำนวนวัคซีนจำนวนมากเพียงพอที่จะใช้ในประเทศ ไม่มีความจำเป็นที่จะพึ่งพาวัคซีนตัวอื่นจากต่างประเทศ วัคซีน Novavax ที่ผลิตในประเทศอเมริกาเองก็กำลังรอขึ้นทะเบียนอยู่ ส่วนวัคซีน AstraZeneca นั้นองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ได้รับรอง เพราะถือว่าวัคซีนที่มีอยู่เพียงพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทำนองกลับกันประเทศจีนเอง ก็มีวัคซีนที่ผลิตในประเทศจีนใช้อย่างเพียงพอ และได้ฉีดไปแล้วมากกว่า 800 ล้านโด๊ส จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยวัคซีนทางตะวันตก เช่นเดียวกับประเทศรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีวัคซีนตัวใดที่ผลิตในประเทศไทย และความต้องการใช้ของวัคซีนมีมาก เราจึงต้องพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจีน วัคซีนยุโรป เช่น AZ และวัคซีนอเมริกา ต่อไปแม้กระทั่งวัคซีนอินเดีย ถ้าจะมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย เราก็จะต้องพิจารณาโดยคณะกรรมการอาหารและยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้วัคซีน Pfizer ก็ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนใช้ในประเทศไทย เพราะทางบริษัทยังไม่ได้ขอมาขึ้นทะเบียน ดังนั้นเราจะเห็นว่าวัคซีนบางตัวรับรองการใช้ในประเทศหนึ่งและอาจจะยังไม่รับรองในประเทศ จึงมีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ดังได้กล่าวมาแล้ว
#หมอยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106751</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, ขึ้นทะเบียนวัคซีน, วัคซีน Pfizer, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6584b3b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอยง&quot;แจกแจงเหตุใด ประสิทธิภาพว้คซีนแต่ละตัวไม่เท่ากัน ย้ำยังไม่มีผลการศึกษาป้องกันโรค แต่ฉีดเพื่อลดความรุนแรงและเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 21 ม.ค.64- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตอบข้อสงสัยเรื่องวัคซีนโควิด 19 ใน 4 ประเด็นสำคัญว่า ในเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนที่นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินนั้น หากเป็นยามปกติการคิดค้นวัคซีนใหม่จะเป็นไปตามขั้นตอนคือ การทดลองในสัตว์เพื่อศึกษาความปลอดภัย การศึกษากระตุ้นภูมิต้านทาน &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงจะมีการขออนุญาตทดลองในมนุษย์ ซึ่งมี 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ศึกษาความปลอดภัย ระยะที่ 2 ดูว่ากระตุ้นภูมิต้านทานได้จริงหรือไม่ และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีน โดยจะแบ่งกลุ่มให้วัคซีนจริงและและวัคซีนหลอก แล้วติดตามไปอีกเป็นปีหรือสองปี &amp;nbsp;เพื่อดูประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ในภาวะโรคระบาด ไม่สามารถรอจนสิ้นสุดขั้นตอนการวิจัยได้ แค่ฉีดไป 2-3เดือน การวิจัยก็เปิดรหัสแล้ว เพราะมีผู้ป่วยเกิดขึ้น &amp;nbsp;เมื่อเปิดรหัสดูแล้ว ก็จะรู้ว่าในกลุ่มควบคุมติดเชื้อไปกี่คนแล้วมาหารเปรียบเทียบอัตราส่วนป้องกันโรค ว่าป้องกันโรคได้กี่เปอร์เซ็นต์ และแน่นอนว่ากลุ่มที่เป็นโรคอาจจะบอกแตกต่างกันในแต่ละวัคซีนที่ทำวิจัย &amp;nbsp;เพราะโรคทุกโรครวมทั้งโควิด เป็นได้ทั้่งไม่มีอาการ &amp;nbsp;ตั้งแต่น้อยมาก ไม่มีอาการ ปานกลาง จนถึงอาการรุนแรง &amp;nbsp;ในบางวัคซีนตั้งเป้า บอกอาการน้อยไม่เอา &amp;nbsp;เอาแต่ที่มีอาการมาก หรือรุนแรง แต่ละวัคซีน จึงมีตั้งเป้าหมายไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาเราพิจารณาประสิทธิภาพแต่ละวัคซีน บางครั้งอาจจึงอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แล้วแต่ใครกำหนดคำนิยามของการเป็นโรคหรือติดโรค อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านระยะนี้ไปแล้ว ถือว่าการศึกษายังไม่สิ้นสุด ต้องดำเนินต่อไปเป็น &amp;nbsp;6เดือน หรือ1ปีข้างหน้าจึงถือว่าสิ้นสุดการทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การระบาดของโควิดทำให้รอไม่ได้ &amp;nbsp;เมื่อการศึกษาเปิดโค้ดมาแล้ว ว่ารักษาโรคได้จริง แม้การศึกษาระยะที่ 3 &amp;nbsp; ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็สามารถยืนต่อองค์การอาหารและยา(อย.) ขอใช้ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอย.จะต้องดูข้อมูลทั้งหมด และอย.จะเน้นส่วนที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย แล้วค่อยดูประสิทธิภาพ แล้วประสิทธิภาพที่คำนึงผลนี้ ต้องเอามาชั่งน้ำหนักดูว่าให้ไปแล้ว จะมีผลดีต่อกลุ่มที่จะฉีดวัคซีน มากกว่าที่จะปล่อยให้เขาไปเป็นโรคเอง &amp;nbsp;เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่าผลเสีย &amp;nbsp;จึงยอมให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน ก็ยังรอผลการศึกษาต่อไปที่จะมีความคืบหน้ามากขึ้น &amp;nbsp;หลังจากนั้น ก็จะยื่นผลศึกษาสมทบไปกับผลการศึกษาก่อนหน้านี้ ให้อย.พิจารณาต่อไป และอย.คงจะต้องดูต่อไปว่าทุกอย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าสมบูรณ์ อย.ก็จะอนุญาตให้ใช้ในภาวะปกติ ซึ่งทั้งภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ จะต้องติดตามคนที่ฉีดล้ว อย่างน้อยอีก 2ปี ถ้ามีอะไรผิดปกติ หรือสงสัย จะต้องรายงาน อย.หรือบริษัทผลิตวัคซีนทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่สอง รูปแบบของวัคซีนที่จะนำมาฉีดในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันวัคซีนโควิด 19 ที่กำลังนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน มี 3 รูปแบบ คือ 1.ชนิด mRNA โดยใช้รหัสพันธุกรรม RNA ของไวรัสโควิด 19 มาห่อหุ้มด้วยตัวนำ Nano Particle วัคซีนกลุ่มนี้คือ ของบริษัทไฟเซอร์ และบริษัทโมเดอร์นา เป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งไม่เคยใช้ในมนุษย์มาก่อน &amp;nbsp;2.ไวรัสเวคเตอร์ เป็นการนำสารพันธุกรรมไวรัสโควิด 19 มาฝากกับไวรัสที่ไม่ก่อโรคหรือถูกทำหมันแล้ว ได้แก่ ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า สปุตนิก5 ของรัสเซีย และแคนไซโนของจีน ซึ่งรูปแบบนี้เคยใช้ในวัคซีนป้องกันโรคอีโบลา ที่ฉีดหลายแสนคนในแอฟริกา และ 3.วัคซีนเชื้อตาย โดยเพาะเลี้ยงไวรัสจำนวนมากแล้วทำให้ไวรัสตาย นำมาใส่สารช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน และฉีดให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน แต่ต้องให้หลายครั้ง การเพาะเชื้อต้องทำในห้องชีวนิรภัยระดับสูง ข้อดีคือ เรารู้จักรูปแบบนี้มานานกว่า 70 ปี ทั้งวัคซีนโปลิโอ ไวรัสตับอักเสบเอ พิษสุนัขบ้า อาการข้างเคียงต่างๆ ศึกษาง่ายกว่าวัคซีนชนิดใหม่ที่ไม่เคยศึกษามาก่อน แต่การผลิตจำนวนมากไม่สามารถลดต้นทุนให้ถูกลงเท่า 2 รูปแบบแรก ประเทศไทยจึงเลือกทางสายกลางในการนำวัคซีนไวรัสเวคเตอร์และวัคซีนชนิดเชื้อตายที่เคยมีการใช้มาบ้างเข้ามาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สาม กลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนนั้น เนื่องจากผลการศึกษาวัคซีนทุกตัวเป็นเรื่องประสิทธิผลลดอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิต ยังไม่มีผลการศึกษาที่บอกว่าจะลดการติดโรคหรือลดการแพร่เชื้อ คือ ไม่ได้บอกว่าฉีดแล้วจะไม่เป็นโรค เหมือนกรณีวัคซีนคอตีบที่ฉีดแล้วจะไม่เป็นโรคคอตีบ ยังติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ดังนั้น จุดมุ่งหมายในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่ใช่ฉีดให้คนหนุ่มสาวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้สูงอายุ เพราะยังไม่มีข้อมูลว่าจะป้องกันการติดโรค แต่จะฉีดให้กลุ่มที่เสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วอาการรุนแรง นอนในโรงพยาบาลและเสียชีวิตสูง คือ ผู้สูงอายุ คนมีโรคประจำตัว บุคลากรด่านหน้า เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากร ส่วนที่ไม่ฉีดให้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากยังไม่มีการศึกษา และยังไม่รู้ว่าจะต้องลดโดสลงครึ่งหนึ่งหรือไม่ ในสตรีตั้งครรภ์ก็เช่นกัน ยังไม่แนะนำให้ฉีด เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่ แต่หากอยู่ในวงระบาดอย่างหนักก็อาจมีการพิจารณาเป็นรายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ยงกล่าวต่อว่า ประเด็นที่สี่ เรื่องผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนนั้น ต้องแยกก่อนว่ามีอาการไม่พึงประสงค์ และอาการข้างเคียงของวัคซีน อาการข้างเคียงคือผลที่เกิดขึ้นจากวัคซีนจริง แต่อาการไม่พึงประสงค์ อาจเกิดจากตัววัคซีนหรือไม่ก็ได้ ต้องมีคณะกรรมการด้านความปลอดภัยพิจารณา เพื่อพิสูจน์ว่าอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องจะเป็นอาการข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช่นเดียวกับที่มีข่าวการเสียชีวิตหลังการฉีดที่นอร์เวย์ 29 ราย &amp;nbsp;ที่เยอรมัน หมอที่โปรตุเกสเสียฃีวิต หลายคนตกใจ เราต้องยอมรับว่าประเทศตะวันตก มีความโปร่งใส เมื่อไหร่ที่มีวัคซีนใหม่ เมื่อฉีดแล้ว เกิดอาการไม่พึงประสงค์ &amp;nbsp;หลังได้รับวัคซีน จึงต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ แต่เราต้องแยกอาการไม่พึงประสงค์กับอาการข้างเคียงออกจากกัน อาการไม่พึงประสงค์อาจเกิดจากวัคซีนหรือไม่เกิดจากวัคซีนก็ได้ ต้องพิสูจน์ต่อไป&amp;quot; ศ.นพ.ยงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ยงกล่าวอีกว่า ส่วนวัคซีนจากแอสตราเซนเนกา 26 ล้านโดส และซิโนแวค 2 ล้านโดส ขณะนี้ถือว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ เนื่องจากเราฉีดให้แก่กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ คือ ผู้สูงอายุ มีประมาณ 10 ล้านคน คนที่มีโรคประจำตัว และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า รวมแล้วประมาณ 13-14 ล้านคน ฉีดคนละ 2 โดส จำนวน 28 ล้านโดสก็ถือว่ามีความเหมาะสม ซึ่งตอนนี้ตลาดวัคซีนเป็นของผู้ขาย เนื่องจากมีจำนวนน้อย ดังนั้น เมื่อเรารอจนถึงใกล้สิ้นปี หรือปีหน้า ตลาดวัคซีนจะเป็นของผู้ซื้อ เนื่องจากจะมีวัคซีนออกมามากขึ้น เราก็สามารถเลือกวัคซีนที่ดีที่สุด ราคาเหมาะสมที่สุด มาฉีดเพิ่มเติมหลังจากนี้ได้ ซึ่งปี 2564 วัคซีนเป็นเพียงมาตรการเสริมจากมาตรการที่เราทำดีอยู่แล้ว คือ การสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง จึงขอทุกคนช่วยกันมีระเบียบวินัยในการป้องกันโรคต่อไป จะช่วยให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกันได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90521</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_6008d45a1536a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 07:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังเป็นความหวัง&#039;หมอยง&#039;เผยยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 Remdesivirผู้ป่วยหายเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 พ.ค.63-ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้
ยาต้านไวรัสรักษา โควิด 19 Remdesivir
ยานี้เป็นยาใหม่ ที่ยังไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในการรักษาโรค
เคยมีการมารักษาโรคปอดบวมตะวันออกกลาง
ยาจะไปขัดขวางการเพิ่มจำนวน RNA ของไวรัส
ยานี้เป็นยาของบริษัทยักษ์ใหญ่ของ&amp;nbsp; ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้มีการศึกษานำมาใช้รักษาโควิด 19 ที่มีการเผยแพร่ครั้งแรกในประเทศจีน แต่การศึกษายังไม่สมบูรณ์เพราะผู้ป่วย น้อยลง
และได้มีการเผยแพร่ผลของการรักษา แบบเปรียบเทียบกับยาหลอกจำนวน 237 คน ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก
ผลการรักษาไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยยสำคัญ ระหว่าง Remdesivir กับยาหลอก
จากการศึกษาเพิ่งออกมาใหม่ ที่ทำในหลายประเทศ โดยมีผู้วิจัยหลักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาเปรียบเทียบการให้ยา Remdesivir กับยาหลอกในผู้ที่ติดเชื้อโควิด 19 และมีอาการหนัก
ในจำนวน 1063 คน พบว่าผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และลดอัตราการตายจาก 11.6 เปอร์เซ็นต์ ลงเหลือ 8% ผู้ป่วยที่หายสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่า
ยานี้ต้องรอขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และเป็นยาที่ใช้สำหรับฉีดเข้าเส้น ไม่ใช่ยารับประทาน
ข้อมูลต่างๆ ที่ยังเป็นความหวัง สำหรับผู้ติดเชื้อและมีอาการหนัก
ยานี้ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย
ยังคงต้องรอและจะมีข้อมูลออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน ถ้าเราสามารถรักษาผู้ป่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการเป็นปอดบวมได้ ความวิตกกังวลต่างๆก็จะน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยาต้านไวรัสโควิด 19 Remdesivir, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ, โรคปอดบวม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74056de27f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 07:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;เผยผลพลอยได้โควิด-19ช่วยลดคนไข้เข้ารักษาที่ไม่จำเป็นน้อยลงกว่า30%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โควิด 19 ช่วยลดโรคติดเชื้อ คนเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล และอุบัติเหตุ ในประเทศไทย
อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อเรามีมาตรการต่างๆ&amp;nbsp; กึ่งปิดบ้านปิดเมือง social distancing กินร้อน ช้อนส่วนตัวอยู่ห่างคนอื่น ปิดสถานบันเทิง งดเหล้ายา&amp;nbsp; ทำให้โรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินหายใจ อุบัติเหตุต่างๆคนไข้ลดน้อยลงอย่างมาก
คนไข้ในโรงพยาบาลต่างๆ ลดลงมากกว่า 30% &amp;nbsp;
คนไข้เจ็บป่วยเล็กน้อยที่สมัยก่อนจะวิ่งเข้าหาโรงพยาบาล เพราะรักษาฟรี ก็ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาล
ผลพลอยได้ของโรงพยาบาลคือมีคนไข้มารับการรักษาที่ไม่จำเป็น น้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ
ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษา การนอนโรงพยาบาล ในช่วงนี้จะลดน้อยลงอย่างมาก นับเป็น 10-10% แน่ๆ
แต่มาตรการดังกล่าว ทำให้รายได้ต่างๆของคนทั่วไปลดลง ไม่มีจะกิน
คนไม่มีจะกิน ไปเอาข้าวอาหารบนศาลพระภูมิกิน เขาตอบว่าดีกว่าไปขโมย ไปจี้ ปล้น
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหา งบประมาณจากส่วนต่างๆ ของกรม กระทรวง พร้อมทั้งกู้เงิน มากกว่า 1 ล้านล้าน และจะต้องใช้เงินถึง 2 ล้านล้าน มาดูแลรักษาโรค และช่วยเหลือผู้ว่างงาน
การดึงเงินงบประมาณจากส่วนต่างๆ จึงสมเหตุสมผล ที่จะดึงมาใช้ในกิจการดังกล่าว
เมื่อคนไข้โรงพยาบาลลดลง คนไข้ไม่จำเป็นก็ลดลง โรคต่างๆก็ลดลง ค่าใช้จ่ายจะต้องลดลงอย่างแน่นอน เป็นประโยชน์ที่ได้จากการกระทำ แต่ก็มีผู้เสียผลประโยชน์จากการกระทำเช่นเดียวกัน กำลังลำบากมาก &amp;nbsp;
งบประมาณ รายจ่ายรายหัวของปีนี้ จะถูกตัดไป 1% ก็ควรจะทำได้
เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่มีจะกิน จากผลของการกระทำดังกล่าว ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ และการใช้จ่ายด้านสุขภาพลดลง แพทย์ทุกคนที่ดูแลคนไข้ เข้าใจแน่นอน
คนที่ได้รับผลกระทบจากการป้องกันโรค มีเป็นจำนวนมาก
ทุกองค์กรก็ช่วยเหลือกัน แต่องค์กรที่ได้ประโยชน์ ก็น่าจะยอมเสียสละร่วมด้วย
สภากาชาด ยังยอมลดงบประมาณเกือบร้อยล้าน เพื่อให้รัฐบาลสู้ โควิด 19
งบรักษา โควิด 19 ก็สามารถเบิกจากงบกลางได้ ถือว่า เป็นกรณีไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ก็ไม่มีใครว่า
ทุกอย่างต้องพูดด้วยเหตุผล ข้อมูลความเป็นจริง ไม่ใช่ความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64082</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, ปิดเมือง, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74056de27f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอยง &quot;ตั้งปุจฉา ชวนสื่อมาให้คะแนนมาตรการควบคุมโรคโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7เม.ย.63-นพ.ยง ภูวรวรรณ &amp;nbsp; หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ ข้อความ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โควิด-19 มาตรการควบคุมโรค เราเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโรค จำต้องมีมาตรการต่างๆตามความเหมาะสม ลดความรุนแรงของการระบาดและการสูญเสียต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และให้กระทบต่อคนทั่วไปน้อยที่สุด หลังการระบาดใหญ่ที่สนามมวย และสถานเริงรมย์ ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง จึงมีมาตรการเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมโรคให้ได้แนวโน้มของโรคลดลง และวันนี้พรุ่งนี้ก็ชื่อว่าจะลดลงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้เราจะเห็นว่าแนวโน้มของ โควิด-19 ทรงตัว &amp;nbsp;และดูเหมือนจะดีขึ้นว่าหลายประเทศ แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ถ้าดูในเชิงคณิตศาสตร์ อัตราการเพิ่มอำนาจการกระจายโรคในธรรมชาติของโรคจะอยู่ที่ 2.5 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คนแพร่กระจายไปได้ 2.5 คน แต่ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย 1 คนแพร่กระจายไปได้ 1.5 คน ลดลงจากการกระจายตามธรรมชาติ ด้วยมาตรการต่างๆที่เข้มแข็งขึ้น แต่ตัวเลขนี้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เราต้องการให้เหลือ 1 หรือน้อยกว่าหนึ่งให้ได้ โรคจึงจะลดลงและค่อยๆหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเติมตัวเลขการระบาดให้สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะทางยุโรปและอเมริกาและเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเกิดจากการติดต่อภายในประเทศ จากแหล่งชุมชน เราจึงพยายามปิดทุกช่องทาง ผมเองเชื่อและหวังว่า ผู้ที่ติดเชื้อวันนี้และพรุ่งนี้จะต้องน้อยลงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักข่าวถามผมว่า มาตรการของรัฐบาล ถ้าคะแนนเต็ม 10 จะให้เท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบได้ทันทีเลยว่า ถ้าจะให้คะแนนต้องให้คะแนนกับพวกเราทุกคน รวมทั้งนักข่าวเองด้วยว่าจะให้คะแนนตัวเราเท่าไหร่ เรามาลองให้คะแนนตัวเราดูก็ได้ว่า จะให้กี่คะแนนถ้าคะแนนเต็ม 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่มีความหวัง ถ้าทุกคนทำได้เต็มสิบตามมาตรการที่มีอยู่ขณะนี้ ตัวเลขแต่ละวันจะต้องลดลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62349</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ชวนให้คะแนนมาตรการสู้โควิด, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74056de27f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2026 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการคุมโควิดยังไม่น่าพอใจ! &#039;หมอยง&#039;แนะใช้โมเดลจีนบวกเกาหลีใต้ก่อนไทยป่วยทะลุหลักหมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค. 63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;โควิด 19 ควบคุมการระบาดให้มีผู้ป่วยน้อยที่สุด
การระบาดของประเทศไทยขณะนี้ ถ้าดูตามตัวเลข และมาตรฐานที่ใช้ อัตราการเพิ่มของผู้ป่วย อยู่ในการกระจายโรคที่ 1.5 (R0) ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าธรรมชาติของโรค R0 = 2.5 แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะถ้าปล่อยแบบนี้ จำนวนผู้ป่วยปลายเดือนเมษายน จะขึ้นเป็นหลักหมื่น เราจะต้องช่วยกัน ศึกษาจากบทเรียนของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุม วิธีการควบคุมการระบาด นอกจากที่เราทำกัน ที่กล่าวมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนและเกาหลีใต้ ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค มีผู้ป่วยรายใหม่น้อยที่สุด จีนใช้มาตรการเต็มที่ในการกักกัน โรคไม่ให้แพร่กระจาย กระบวนการปิดเมือง ปิดการจราจร กำหนดระยะห่างของบุคคลและสังคม บังคับใช้หน้ากากอนามัย ไม่ให้ออกจากบ้าน กักกันผู้ป่วยไม่ให้ไปติดผู้อื่น ทุกคนมีระเบียบวินัย ลดการแพร่กระจายเชื้อ จนแทบจะไม่มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นในจีน&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้นโยบายค้นหาผู้ป่วย หรือผู้ติดเชื้อ ด้วยการตรวจวินิจฉัย จะเห็นว่าเกาหลีใต้ มีการตรวจวินิจฉัย ด้วยวิธี หา RNA ไวรัสในผู้ป่วย มากกว่า 200,000 ราย ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน เพื่อค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มแรก และเข้าสู่กระบวนการเก็บตัว รักษา&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยมาถึงจุดหนึ่งที่จะต้องเริ่มมาตรการอย่างเข้มแข็ง น่าจะนำบทเรียนจากประเทศจีน และเกาหลี โดยการใช้มาตรการอย่างเข้มแข็งของประเทศจีน&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ ทุกคนต้องมีระเบียบวินัย และมีการลงโทษอย่างจริงจัง ให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการควบคุมโรค&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง
รวมทั้งเพิ่มปริมาณการค้นหาผู้ป่วย แบบเกาหลี เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อให้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการ ให้รวดเร็วเพื่อเข้าสู่กระบวนการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เราควบคุมโรคได้&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61552</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน-เกาหลีโมเดล, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ, หมอยง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d805238c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุกอย่างมี2ด้านเสมอ! &#039;หมอยง&#039;สะท้อน&#039;โควิด-19&#039;ในมุมสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;ldquo;โควิด 19 กับสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; โดยระบุว่า &amp;ldquo;ถ้ามองในแง่ดี โรคโควิด 19 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อม ใน 2 เดือนที่ผ่านมา มีการลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กับบรรยากาศโลก อย่างมากมาย ตั้งแต่มีการปิดเมืองในประเทศจีน มีการลดการใช้ น้ำมัน และลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ลดการสร้างไนตรัสออกไซด์ จากรถยนต์จำนวนมโหฬาร จะเป็นการลดภาวะโลกร้อน ให้กับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคโควิด 19 สามารถแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงเสมอ คือขยะพลาสติก ที่เกิดขึ้นจากหน้ากากอนามัย และชุดที่ใช้ในการป้องกันโรคหรือที่เรียกว่า PPE หรือชุดหมี ที่มีการใช้กันมากมาตรการการกำจัดขยะพลาสติก และกล่องโฟมที่ใช้ส่งอาหาร และตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะต้องมีแผนในการปฏิบัติการกำจัดขยะพลาสติกอย่างถูกต้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เมื่อเกิดโรคระบาด ก็มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในการลดโลกร้อน และสิ่งหนึ่งที่จะฝึกเรา คือฝึกให้เรารู้จักความพอเพียง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61114</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ, สิ่งแวดล้อม, หมอยง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d805238c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
