<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 เรียกร้องรัฐบาลไทย 17 ข้อ พาสังคมไร้ยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ก.ย.64-ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (NATFT)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12องค์กรพันธมิตร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัด ประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หรือ 13 th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13 th APACT 2021 Bangkok) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4กันยายน 2564 เป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์สตรีมมิ่งโดยมีภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบทั้งจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและทั่วโลก สนใจเข้าร่วมมากกว่า 4,000 คน จาก 37 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศจย.คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานจัดงานประชุม13 th APACT 2021 Bangkok กล่าวว่า ในการประชุม 13 th APACT2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือการประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association ofThailand 1921 &amp;ndash; 2021 โดยแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯและการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19หัวข้อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมยาสูบด้วยองค์ความรู้ (TRCINTERNATIONAL CONFERENCE 2021 &amp;ldquo;Empowering PolicyImplementation on Tobacco Control&amp;rdquo;) ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันโดยในงานประชุม 13 th APACT 2021ครอบคลุมทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนการทำงานด้านควบคุมยาสูบของประเทศ ต่างๆ การจัดการภาษี การรณรงค์การทำความเข้าใจกับนวัตกรรมยาสูบแบบใหม่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอื่นๆการรวมเครือข่ายนานาชาติทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน และเครือข่ายเยาวชนผ่านผู้บรรยายนานาชาติมากถึง 66 คน และผู้บรรยายจากประเทศไทย 28คน พร้อมด้วยเอกสารคัดย่อ ทางวิชาการ งานวิจัยมากกว่า 300 ชิ้นซึ่งการประชุมนี้จะได้ข้อสรุปที่ใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานควบคุมบริโภคยาสูบระดับนานาชาติและของประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกัน ในภูมิภาคและประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.มีความมุ่งมั่นที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมยาสูบสู่ Smoke FreeThailand เพื่อนำไปสู่ฉากทัศน์ของอนาคต Tobacco Endgame และSmoke Free Generation เพื่อลดปริมาณการบริโภคยาสูบให้เป็นศูนย์สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยมีแนวโน้มดีขึ้นโดยมีคนสูบบุหรี่ลดลงมาตลอดผลสำรวจเบื้องต้นจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี&amp;nbsp;2564พบอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปลดเหลือ ร้อยละ17.4&amp;nbsp;ลดลงจาก ร้อยละ 19.1 ในปี 2560ขณะที่ผลการดำเนินงานควบคุมยาสูบของไทยตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2554-2560&amp;nbsp;ทำให้มีคนสูบบุหรี่ ลดลง&amp;nbsp;72,319&amp;nbsp;คนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยสูบบุหรี่ลดลงคือ การมีนโยบายควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยที่ทันสมัยทันสถานการณ์ ทั้งนี้ สสส.ขับเคลื่อนมาตรการสังคมไทยปลอดควันบุหรี่มาตลอดเกือบ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีมุ่งให้ความสำคัญการพัฒนางานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการพัฒนานโยบายการวางแผนขับเคลื่อนงานร่วมกับกลุ่มต่างๆ ในสังคมทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและการสื่อสารรณรงค์สังคม&amp;nbsp;ที่ให้ความสำคัญการป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะรองประธานเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุม การบริโภคยาสูบแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่าภาคีเครือข่ายเพื่อการควบคุมยาสูบของไทยได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาเพื่อการควบคุมยาสูบโดยมุ่งเป้าไปที่การหยุดยาสูบเพื่อหยุดการระบาดใหญ่ ของโควิด 19โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินตาม 17 มาตรการ เพื่อเร่งกระบวนการTobacco Endgame พร้อมข้อแนะนำการลดอุปสงค์อุปทานยาสูบ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.การระดมการรณรงค์สื่อสารมวลชนทั่วประเทศเพื่อช่วยเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นกับการสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภท2.ควรจัดประเภทผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมดรวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นและเป็นอันตรายในช่วงการระบาดใหญ่ 3.ควรจัดให้มีบริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ให้แก่ผู้สูบบุหรี่ที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้สามารถเข้าถึงบริการได้ทั้งกลุ่มที่กักตัวที่บ้านหรือรักษาตัวที่โรงพยาบาล4.จัดตั้งเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างการควบคุมยาสูบในภูมิภาคให้เข้มแข็ง 5.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลหน่วยงานองค์กร และภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างสังคมปลอดควันบุหรี่(Smoke free Society) โดยพุ่งเป้าไปที่การกำหนดให้ Tobacco Endgame ถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นวาระ แห่งชาติเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกันสร้างสังคม ปลอดบุหรี่ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุวินัย จิระบุญศรี นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมประชุม YouthProgram of APACT 2021 กล่าวว่ากลุ่มเครือข่ายเยาวชนไทยและเยาวชนนานาชาติขอประกาศปฏิญญาขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน 5 ประการ เช่นสร้างพื้นที่ปลอดภัยสร้างค่านิยมและให้ความรู้แก่เยาวชนอย่างถูกต้องในเรื่องพิษภัยของบุหรี่เพื่อรู้เท่าทันอุตสาหกรรมยาสูบขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายดำเนินการระงับการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ การโฆษณาออนไลน์อย่าง โปร่งใสตรงไปตรงมาปรับปรุงกฎหมายกำกับและระงับการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่อSocial media ทุกช่องทางและสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเป็นหนึ่งในกรรมการของกิจกรรมการควบคุมการบริโภค ยาสูบและในฐานะที่เยาวชนคือ &amp;ldquo;เหยื่อ&amp;rdquo; คนสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบจึงขอให้ทุกท่านได้โปรดรับฟังเสียงของพวกเราด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115584</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 th APACT 2021 Bangkok), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หั, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_6132f133be4cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระลอก3ทำแรงงานรายได้หด&#039;ลดสูบบุหรี่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 64 - ศ.นพ.รณชัย&amp;nbsp; คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการวามรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยผลการสำรวจ &amp;ldquo;พฤติกรรมการบริโภคยาสูบ ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;rdquo; ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงเดือนเมษายน 2564 โดยร่วมกับ สวนดุสิตโพล และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใน โครงการชาวแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต &amp;ldquo;เลิกสูบ เลิกจน&amp;rdquo; พบแรงงานทั้งในและนอกระบบ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ห้างร้าน รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แท็กซี่ งานบ้าน เกษตร และประมง ฯลฯ จำนวน 1,120 ตัวอย่าง บริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาการระบาดในปี&amp;nbsp; 2563 ที่พฤติกรรมบริโภคบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในและนอกระบบลดลงที่ ร้อยละ 29 เท่ากับกลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลง เนื่องจากมีรายได้ลดลงมากที่สุด&amp;nbsp; ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 29.57 ต้องการดูแลสุขภาพ ร้อยละ&amp;nbsp; 16.29&amp;nbsp; กังวลว่าการสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อโควิด 19 ร้อยละ&amp;nbsp; 3.51 หาซื้อบุหรี่ได้ยากขึ้น ร้อยละ 1.25 และอื่นๆ ร้อยละ 0.25 ส่วนสถานที่ซื้อบุหรี่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานคือ ร้านค้าทั่วไป ร้อยละ 50.20 ร้านสะดวกซื้อ 44.86 สั่งออนไลน์ ร้อยละ 4.66 นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าปริมาณมวนบุหรี่ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่บริโภคในช่วงโควิดระบาดระลอก 3 ส่วนใหญ่อยู่ที่วันละ 6-10 มวน รองลงมาคือ 11-15 มวน ส่วนน้อยที่สูบ 1-5 มวนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือแม้พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในระบบ และนอกระบบลดลง เมื่อเทียบกับช่วงโควิดระบาดในปี 2563 แต่ปริมาณการสูบบุหรี่ต่อวันส่วนมากยังอยู่ที่ 6-10 มวน ซึ่งถือว่าสูง เพราะแค่สูบ 1-4 มวนต่อวัน ก็ตายเร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 1.5 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมายความว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านรณรงค์เลิกบุหรี่ ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์ แคมเปญเลิกสูบเลิกจน และฉวยโอกาสตอกย้ำให้กลุ่มแรงงานทั้งหมดเห็นและตระหนักว่ายามเกิดวิกฤต บุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ดังนั้นช่วงที่ไม่เกิดวิกฤตก็ยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ เพราะเงินที่ซื้อบุหรี่คือรายได้ที่จะเหลือออมไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเงินสำรอง ในอนาคตหากถูกเลิกจ้าง ซึ่งการงดสูบบุหรี่วันละ 6-10 มวน ช่วยประหยัดเงินได้ถึงวันละ 30-55 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้แรงงานอีกด้วย เพราะการสูบบุหรี่ในช่วงโควิดระบาดทำให้เกิด ความเสี่ยงทั้งติดและแพร่กระจายเชื้อโรคมากขึ้น นอกจากนี้ยังควรผลักดันให้กลุ่มแรงงานที่อยากเลิกบุหรี่ เข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ เช่น สายเลิกบุหรี่ 1600 ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแคมเปญวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2564 Commit to Quit ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่ต้องการให้คนที่อยากเลิกบุหรี่ มีความมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ โดยสามารถเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ที่มีอยู่ในทุกช่องทางให้มากขึ้น&amp;rdquo; ผอ.ศจย. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่ผู้ใช้แรงงานบริโภคยาสูบในปริมาณที่มากขึ้นต่อวัน&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุมาจากความเครียด ทั้งในเรื่องของความเครียดจากการทำงาน ความเครียดกับสถานการณ์โควิด 19 รวมไปถึงความเครียดจากการถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานด้าน สาธารณสุข ควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ หรือจัดทำสื่อแนะนำการดูแลสุขภาพจิตของคนไทย ในการดำรงชีวิตอย่างมี ความสุขภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดอีกทางหนึ่งด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103711</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย., สวนดุสิตโพล, แรงงาน, โควิดรอบ3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a782c1d21c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.เผยผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ควรหลีกเลี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ก.พ.64- &amp;nbsp;ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ จากวารสารขององค์กรวิชาชีพทางการแพทย์และมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิเช่น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา องค์กรด้านสุขภาพปอดของสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่มากกว่าที่คิด แนะนำให้หลีกเลี่ยง ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;วารสารดังกล่าวรายงานผลการศึกษาวิจัย ระหว่างปีพ.ศ.2561-2563 ทั้งด้านที่สนับสนุนและต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า กลับให้ผลในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยขอบเขตการศึกษาวิจัยรวม 5 ประเด็นคือ &amp;nbsp;1.หลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไว้ก่อนจนกว่าจะมีการวิจัยชัดเจน &amp;nbsp; 2.ควรจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏ 3.ห้ามการโฆษณาและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;4.สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่หรือเป็นแหล่งนิโคตินทางเลือก &amp;nbsp;และ &amp;nbsp;5. สนับสนุนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่มวน ซึ่งผลการศึกษาจากวารสาร 56 ฉบับ ใน 81 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 69.1 ได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยระบุให้หลีกเลี่ยงการใช้ ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศ.นพ.รณชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการทบทวนผลงานวิจัย จำนวน 3,793 เรื่อง ของวารสารสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ปี พ.ศ.2563 ให้ข้อสรุปว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำมาใช้เพื่อการพักผ่อน หรือใช้แทนการสูบบุหรี่ หรือใช้ในระยะยาวสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ &amp;nbsp;โดยผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ควรใช้วิธีการอื่นที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยมากกว่า เช่น การบำบัดด้วยยาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94264</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603794d1777bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.ปลื้มผลรณรงค์คนเลิกสูบบุหรี่ในช่วงโควิดระบาด ได้รับการตอบรับดี แม้หลังคลายล็อกแล้ว ก็ยังลดละ-เลิกสูบต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ส.ค.63-ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เผยผลสำรวจ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนหลังผ่อนปรนโควิด 19 แบบควิก โพล ในช่วงมาตรการผ่อนปรนสถานการณ์โควิด 19 (COVID-19) เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพ และรณรงค์ให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่ตลอดระยะเวลาที่ไวรัสก่อโรคโควิด 19 ยังระบาด พบว่ามีเรื่องน่ายินดี เนื่องจากการสำรวจทางออนไลน์ทั่วประเทศในช่วงเดือนปลายเดือนมิถุนายน 2563 ที่รัฐบาลเริ่มผ่อนปรนมาตรการต่างๆ มากขึ้นนั้น คนไทยส่วนใหญ่อายุระหว่าง 21-60 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 75.8 และสูบบุหรี่มากถึง ร้อยละ 87 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในทางที่ดีขึ้น โดยประชาชนที่เลิกสูบบุหรี่ในช่วงโควิด 19 ระบาดหนัก ยังคงเลิกสูบอย่างต่อเนื่องแม้จะเข้าสู่ระยะผ่อนปรนมีมากถึง ร้อยละ 57 ส่วนผู้ที่กลับมาสูบมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่น้อยลงกว่าเดิม ร้อยละ 56.8 แต่มีส่วนที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน เพราะผลสำรวจพบว่า มีกลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ได้แล้วในช่วงโควิด 19 ระบาดหนัก กลับมาสูบบุหรี่ใหม่อีกครั้ง ร้อยละ 43&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.รณชัย กล่าวอธิบายต่อว่า การรณรงค์ขอความร่วมมือให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่จากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผ่านการให้ความรู้ตามช่องทางการสื่อสารต่างๆ ในช่วงโควิด 19 ระบาด ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย และยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เนื่องจากทั่วโลกยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสก่อโรคโควิด 19 ที่สามารถใช้งานได้จริง และเมื่อรัฐบาลเริ่มออกมาตรการผ่อนปรน กลุ่มที่เคยเลิกสูบบุหรี่ได้ในช่วงโควิดระบาดบางส่วนได้หวนกลับมาสูบใหม่อีกครั้ง แม้จะสูบในปริมาณที่น้อยลงก็ตาม ดังนั้นจึงต้องเร่งศึกษา ถอดบทเรียน ว่าควรเสริมความแข็งแกร่งในการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่เด็ดขาดช่วงไวรัสโควิด 19 ยังระบาด ในจุดไหน อย่างไร ทั้งองค์ความรู้อัพเดทใหม่ รูปแบบ วิธีการ ข้อความใช้สำหรับสื่อสาร ช่องทางการเผยแพร่ เพื่อเป็นฟันเฟืองหนึ่งให้ไทยคงสถานะประเทศที่สามารถจัดการปัญหาโรคระบาดอุบัติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชีวิตคนในประเทศปลอดภัยเหมือนอย่างที่แล้วมา ส่วนผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่สามารถโทรปรึกษา สายเลิกบุหรี่ 1600 หรือ คลินิกเลิกบุหรี่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะเดียวกัน เราพบว่าประชาชนทั่วไปมีความกังวัลอย่างมากต่อควันบุหรี่มือสองและควันบุหรี่มือสามจากผู้สูบบุหรี่ที่อยู่รอบตัว ในช่วงที่วิกฤตโควิด 19 ยังไม่มีวัคซีนรักษาอย่างเป็นทางการถึงร้อยละ 64.7&amp;quot;ศ.นพ.รณชัยกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75637</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การเลิกสูบบุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f46500fa31d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำสิงห์อมควันสูบน้อยลง30%! เสี่ยงติดเชื้อ-ปัญหาปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 63 - ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อและการสูบบุหรี่ของคนไทย ในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อโรคโควิด-19 ระบาด แบบควิกโพลล์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพว่า จากสำรวจกลุ่มตัวอย่างทางออนไลน์ทั่วประเทศ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และ ผลกระทบต่อการชื้อบุหรี่ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการประกาศล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.2 ที่สูบบุหรี่ทุกวัน มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เหมือนเดิมก่อนที่โควิด-19 จะระบาด ถึงร้อยละ 55.3 แต่มีตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสระบาดนี้ ทำให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลงถึงร้อยละ 27.1 โดยให้เหตุผลว่ากลัวกระทบสุขภาพ ร้อยละ 38.4&amp;nbsp; ถัดมาคือต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 37.2 และตั้งใจเลิกในช่วงวิกฤตนี้ ร้อยละ 24.4 ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ โดยคนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง ร้อยละ 30&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอดคล้องกับข้อมูลจากร้านสะดวกซื้อพบว่า ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ระบาด ร่วมกับการออกมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว คนไทยซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดจำหน่ายบุหรี่ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนมีมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ที่มีมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว ยอดจำหน่ายลดลงร้อยละ 25&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบด้วยว่า ในช่วงโควิด-19 ระบาด มีคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.1 โดยให้เหตุผลว่าสูบมากขึ้นเพราะเครียด ร้อยละ 18.3 และสูบเพราะไม่มีอะไรทำ ร้อยละ 14.8 ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ของคนไทย โดยซื้อบุหรี่ตุนมากขึ้น ร้อยละ 12.7 ซื้อครั้งละมากกว่า 1 ซอง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.7 และซื้อก่อนเวลาเคอร์ฟิว 22.00 น. 1-2 ชั่วโมง บ่อยครั้ง ร้อยละ 13.3 และบางครั้ง ร้อยละ 37.5 ซึ่งส่วนมากผู้สูบบุหรี่ซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงภาวะวิกฤตโรคระบาด ที่สะท้อนผ่านตัวเลขทั้งในกลุ่มที่สูบลดลงและสูบเพิ่มขึ้นนี้ แม้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีนัยยะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของการสูบลดลงเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และกลัวกระทบกับสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต หากเกิดภาวะวิกฤตคนจะเลือกปากท้องและสุขภาพมากกว่า รวมถึงมาตรการด้านการสื่อสารข้อมูล สูบบุหรี่เสี่ยงป่วยโควิด-19 มากขึ้น จากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัมฤทธิ์ผล สามารถสร้างความเข้าใจและตระหนักให้กับประชาชนได้ จึงต้องรักษาความเข้มข้นในจุดนี้ไว้ ศจย.เองจะทำการสำรวจ วิจัย และสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของคนไทย เผื่อนำมาถ่ายทอดสู่สังคม ส่วนในกลุ่มที่สูบมากขึ้น ตัวเลขถึงจะน้อยแต่ไม่ควรมองข้าม เมื่อได้ทราบสาเหตุแล้ว ศจย.จะนำข้อมูลที่ได้ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพเสนอต่อรัฐบาลต่อไป&amp;rdquo; ผอ.ศจย. ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66368</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย., สิงห์อมควัน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3d07e68b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คีย์แมน สธ. สสส. ศจย.มูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ฯจัด บุหรี่เผาปอด:The Tobacco Endgame in Thailand</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 18 Theme WHO &amp;ldquo;บุหรี่เผาปอด&amp;rdquo; สสส. กระทรวงสาธารณสุข ศจย. มูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ภาคีเครือข่ายจัด รร.เซ็นทราฯ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ คุณเลือกได้ ควันบุหรี่สาเหตุมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง วัณโรคปอด คีย์แมนสาธารณสุขประกาศก้อง The Tobacco Endgame in Thailand หมอเบิร์ท-อภิสมัย MC ในงาน สิงห์อมควันไทย 10.7 ล้านคน เสียชีวิตเฉียด 6 หมื่นคน/ปี แม่สูดควันลูกในท้องเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด เป็นหอบหืด หลอดลมอักเสบ ควันบุหรี่ตกค้างในอากาศ 5 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บุหรี่เผาปอด:การประชุมวิชาการระดับชาติ &amp;ldquo;บุหรี่กับสุขภาพปอด&amp;rdquo; ครั้งที่ 18 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ วันที่ 20-21 มิ.ย.62 ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผอ.ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวรายงานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 ทั้งนี้ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์-หมอเบิร์ท วัย 44 กะรัต อดีตนางสาวไทยประจำปี 2542 ผอ.ศูนย์จิตรักษ์กรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ทำหน้าที่พิธีกร &amp;ldquo;ไม่อยากบอก แต่จำเป็นต้องบอก เป็นพิธีกรถ้าไม่มีแว่นตาจะมองไม่เห็น เป็นลุคส์ใหม่ของหมอเบิร์ท ปีนี้เป็น Theme องค์การอนามัยโลก &amp;ldquo;บุหรี่เผาปอด&amp;rdquo; กระแสรุนแรงมาก เราต้องการหยุดยั้งให้ประเทศไทยปลอดบุหรี่ให้มีความเป็นไปได้ในชาตินี้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บนเวทีชั้น 5 ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราฯ มีการจำลองปอดขนาดยักษ์พร้อมบุหรี่ขนาดใหญ่มาเสียบไว้ที่ปอด ข้อความบุหรี่เผาปอด บ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ลดความรุนแรงสุขภาพ คีย์แมนสำคัญที่จะหยุดบุหรี่นับ 5, 4, 3, 2, 1 ช่วยกันดึงบุหรี่ออกจากปอดยักษ์ ทันทีที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประธานในงาน ดึงบุหรี่ออกจากปอดสีคล้ำ ปอดเปลี่ยนสีสดใสเป็นสีชมพูเรื่อๆ ปรากฏเส้นเลือดระยิบระยับ ในระหว่างนั้น พญ.อภิสมัยทำหน้าที่พิธีกร เล่าว่า &amp;ldquo;เมื่อดึงบุหรี่ออกจากปอดแล้วจะต้องไม่กลับมาสูบอีก ขณะนี้มีคลินิกฟ้าใสช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ตลอดชีวิต มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ 80 ปีต้องการเลิกบุหรี่ ต้องดึงบุหรี่ออกจากตัวเพื่อปอดและจิตใจแจ่มใสแข็งแรง อยากมีปอดแบบไหน คุณเลือกได้ ควันบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และทำให้วัณโรคปอดมีความรุนแรงมากขึ้น&amp;rdquo; พร้อมกับเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมประชุมเสียงกึกก้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผอ.ศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.สสส. นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ประธาน The Tobacco Endgame in Thailand รศ.ดร.อัจฉราพร สี่หิรัญวงศ์ รองประธาน พรสม เปาปราโมทย์ รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ศ.พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี รศ.ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ รร.พยาบาลรามาธิบดี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.นพ.นิธิพัตน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและเลขาธิการ อย. ยืนเป็นสักขีพยานถ่ายรูปหมู่บนเวที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการบริโภคยาสูบไม่สามารถจะทำได้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้นศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อการควบคุมยาสูบ เครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ เครือข่ายมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ เครือข่ายครูเพื่อ รร.ปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ เครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในอาเซียน คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 เรื่อง &amp;ldquo;Tobacco and Lung Health&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ระหว่างภาคีเครือข่ายที่มีความสนใจในการควบคุมการบริโภคยาสูบโดยเชื่อมประสานกับบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร/สถาบันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน มีผู้เข้าร่วมประชุม 600 คน ถือเป็นพลังที่จะผสานความร่วมมือในการควบคุมยาสูบของไทยให้มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยจากควันบุหรี่มาเผยแพร่ 4 ทศวรรษ มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 40 ชนิด 14 ปีของ ศจย. มุ่งมั่นขับเคลื่อนกลไกสร้างพลังองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเวลา 500 ปี คนทั่วโลกรู้จักยาสูบ และผลิตยาสูบด้วยเครื่องจักรมาแล้ว 200 ปี ปี 2505 ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ลอนดอนประกาศว่า การสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอด เป็นอาวุธสำคัญของนานาประเทศเพื่อปัดเป่าพิษภัยจากบุหรี่ในช่วง 4 ทศวรรษ ประเทศไทยติดอันดับดีที่สุดในการควบคุมยาสูบด้วยนโยบายที่ชัดเจน ควบคุมการบริโภคยาสูบได้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1 ก.ค.2548 ณ มหิดล วิทยาเขตราชวิถี สนับสนุนการดำเนินงานจาก สสส. ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ สนับสนุนการควบคุมยาสูบ ให้มีการสำรวจสถิติการสูบบุหรี่ทุกๆ 2 ปี การให้มีบ้านปลอดบุหรี่ การสนับสนุนหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงสาธารณสุข มีหน่วยงาน สสส.เป็นองค์ประกอบในการเก็บข้อมูลวิชาการเพื่อให้สังคมรับรู้และผลักดันจัดการความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.สุขุม กาญจนพิมาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดการประชุมวิชาการ &amp;ldquo;บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด หากไม่มีบุหรี่ มะเร็งปอดจะลดลงถึง 90% ทั่วโลก สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจปี พ.ศ.2560 คนไทยสูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน จากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พบว่าการเสียชีวิตของประชากรไทยจากการสูบบุหรี่สูงถึงปีละ 55,000 คน จัดเป็นอันดับ 1 ของปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพของประชากรไทย การรณรงค์เลิกบุหรี่เป็นเรื่องสำคัญมาก งานวันนี้อบอุ่นมากเมื่อหลายหน่วยงานร่วมมือกัน และมี ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.สสส. มีส่วนสนับสนุนให้งานสำเร็จได้ ทุกวันนี้เยาวชนสูบบุหรี่มากขึ้น การที่เยาวชน 2-3 แสนคนกลายเป็นนักสูบบุหรี่หน้าใหม่ มีผลต่อสุขภาพยาวนาน เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประเทศต้องสูญเสียบุคลากร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราร่วมกันประกาศเจตจำนงควบคุมบุหรี่ กระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมสุขภาพป้องกัน การรักษาฟื้นฟูเป็นงานสาธารณสุขที่ทำกับคนไข้ ชุมชนในประเทศ Global Health เป็นเรื่องสำคัญ วันงดสูบบุหรี่โลก &amp;ldquo;บุหรี่เผาปอด&amp;rdquo; ไม่ใช่เพียงเผาเงิน ปีนี้เผาปอด ปีที่แล้วเผาหัวใจ ปัญหาของบุหรี่ทำให้เกิดโรคมากมาย มะเร็งปอด โรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหลอมลมในปอด ถุงลมโป่งพอง เป็นปัญหาที่จะส่งผลต่อเด็กเล็ก คนชราที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เพราะเท่ากับคนเหล่านี้สูบบุหรี่มือ 2 ด้วย การที่แม่สูบบุหรี่เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กจะเป็นหอบหืด หลอดลมอักเสบได้ง่ายกว่าเด็กปกติ เคยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเสียชีวิตจากโรคปอดรับควันบุหรี่มือ 2 วัณโรค สารก่อมะเร็ง 40 ชนิด มีสารในบุหรี่ 7,000 ชนิด จำนวน 70 ชนิดมีผลต่อสุขภาพทั้งสิ้น เราไม่เห็นควันบุหรี่ แต่ควันจากผู้สุบบุหรี่จะอยู่ในอากาศถึง 5 ชั่วโมง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงของคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่สูงถึงกว่า 70,000 คน และปัจจุบันมีบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งไอระเหยที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารอันตรายเป็นพิษต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของผู้สูบและผู้ใกล้ชิด ทำให้เสี่ยงปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด หัวใจวาย บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ใกล้ชิด การสูบบุหรี่ของคนไทยยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง ผู้สูบบุหรี่มีถึง 10.7 ล้านคน ร้อยละ 32.7 เคยสูบบุหรี่ในบ้าน ร้อยละ 73.8 ของผู้สูบบุหรี่ในบ้านสูบในบ้านทุกวัน ทำให้สมาชิกในบ้านต้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันบุหรี่มือสอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองไทยยึดหลัก SDG 17 ประการ อนุสัญญาควบคุมหนุน WHO นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ประเทศไทยกำหนดเป้าหมาย แนวทางควบคุมยาสูบลดลง 30% การลดอัตราบริโภคยาสูบ/หัว/ประชากร สิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ที่มีผลต่อพี่น้องประชาชน กรมควบคุมโรคดำเนินการร่วมกัน เราเป็นหน่วยงานหลัก การทำงานไม่ใช่ตัวคนเดียว จำเป็นต้องอาศัยพวกเราด้วย หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายพัฒนาขีดความสามารถยาสูบในประเทศไทย แผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 (2559-2562) ร่วมมือกันพัฒนาสร้างผลผลิต โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัยประเมินผลพัฒนาระบบต่างๆ ควบคุมและเฝ้าระวังยาสูบ ทำให้พวกเขามีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ลดอัตราการสูบบุหรี่ คนไทยได้ความรู้เท่าทันเหตุการณ์ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การควบคุมยาสูบ การช่วยเหลือผู้ที่ติดบุหรี่อยู่แล้วให้เลิกสูบ จำเป็นต้องป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้าไปเสพติดบุหรี่ใหม่อีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นภารกิจที่ท้าทายในการเรียกร้องพลังจากสถาบันสังคม หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนร่วมมือกันสร้างบทบาทของทุกภาคส่วนในการควบคุมยาสูบ ทั้งการป้องกัน การบริการเลิกบุหรี่ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดจากพิษภัยของบุหรี่ เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงพลังในการควบคุมยาสูบของประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยวางกรอบควบคุมยาสูบระดับชาติ ระดับภูมิภาค ต้องช่วยกันทำเห็นประโยชน์การไม่สูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญ องค์การอนามัยโลกคุ้มครองมนุษย์ปัจจุบัน อนาคต ผลร้ายสูดดมยาสูบมีผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ประเทศไทยผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นด้วย พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบ 2560 พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพปี 2535 คณะ กก.ผลิตยาสุบในพื้นที่ จว.มีผู้ว่าราชการ จ.เป็นประธาน สาธารณสุข จ.เป็นเลขานุการ ช่วยให้เกิดประโยชน์ ผลักดันการควบคุมผลิตภัณฑ์ ให้ข้อเสนอแนะผลิตภัณฑ์ยาสูบในการรักษา บังคับใช้ กม.อย่างจริงจัง มอบให้ นพ.สาธารณสุข จ.ดำเนินการ 1 ล้านคน แสดงเจตจำนงงดบุหรี่ ทั้งนี้ จะต้องเพิ่มจำนวน 3 ล้านคน เพราะ 1 ใน 3 จะเลิกบุหรี่ได้.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า พวกเราต้องร่วมมือกันมากขึ้น มีการพูดคุย ผลักดันในระดับประเทศ อธิบดี พี่น้องในกระทรวงสาธารณสุข อาศัยแผนยุทธศาสตร์ กรมควบคุมโรคเน้นการสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาขีดความสามารถ เราต้องมีความเข้มแข็งในการควบคุมพื้นที่ปลอดภัย สร้างโอกาสดีๆ ดูแลไม่ให้นักสูบหน้าใหม่ติดบุหรี่ เทคนิคในการเลิกบุหรี่ เพราะหลายคนที่คิดจะเลิกบุหรี่แล้วก็กลับมาสูบใหม่ เลิกๆ สูบๆ อยู่หลายครั้ง คนสูบบุหรี่หลายคนที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด บางคนป่วยเป็นโรคหัวใจ ผ่าตัดหัวใจนอนอยู่ใน รพ.ได้ 40 วัน ไม่สูบบุหรี่ แต่เมื่อกลับมาอยู่บ้านในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็หันกลับมาสูบบุหรี่อีกเหมือนเดิม แม้ชีวิตจะเสี่ยงตายก็เลิกบุหรี่ได้ยาก จึงเป็นภาระหน้าที่ต้องช่วยเหลือกันด้วย ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกัน การสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่ งานนี้จะสำเร็จได้ไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ อ.รณชัย ไม่ใช่ อ.ประกิต แพทย์ พยาบาลต้องอาศัยความร่วมมือกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรามีคณะกรรมการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ฝ่าย กม. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารมวลชน มีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ช่วยดูแล ถ้าวันนี้บทบาทของเราต้องหาพันธมิตรที่นอกเครือข่ายสาธารณสุข หาประเด็นต่างๆ เทคโนโลยีทันสมัย คณะ กก.ระดับ จ.ลงพื้นที่ได้จริงด้วยมาตรการการเพิ่มราคาบุหรี่ ใช้มาตรการทางภาษี การใช้บุหรี่ซองแบบเรียบ ไม่ให้ขายบุหรี่กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่ให้เยาวชนขายบุหรี่ รวมทั้งการแบ่งบุหรี่เพื่อขายปลีก งานพวกเราเป็นงานหนักยังต้องใช้เวลา 5-10 ปี &amp;ldquo;ผมจะทำเสร็จเมื่อไหร่ไม่รู้ งานนี้ต้องทำเพื่อประชาชน ประชากรโลก เพื่อคนเราจะได้มีสุขภาพที่ดี&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รู้กันบ้างไหม? มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากการสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่สูงถึง 5 ล้านคน/ปี และคาดการณ์ว่าหากประเทศต่างๆ ไม่ให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจังในการป้องกันและควบคุมการบริโภคยาสูบ จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 8 ล้านคน/ปี ในปี 2573 องค์การอนามัยโลกจัดให้การบริโภคยาสูบเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน ด้วยยุทธศาสตร์ 8 ยุทธศาสตร์ ด้วยการลดอัตราการบริโภคยาสูบของประชาชน ลดปริมาณการบริโภคยาสูบต่อหัวประชากร จัดการทำให้สิ่งแวดล้อมปลอดควันบุหรี่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่ เพื่อควบคุมบริโภคยาสูบในชุมชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41407</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31b11d9bb54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดโรงเรียน-มหา&#039;ลัยหนีฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งกว่าฝุ่นพิษ PM 2.5! &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยัวะถูกด่าหาว่าอ่อน ขู่ใช้ยาแรง รถวิ่งวันคู่วันคี่ ห้ามนั่งคนเดียว รถดีเซลห้ามเข้าเมือง หากยังแก้ควันดำไม่ได้ ส่งทหารตรวจโรงงาน ทำผิดปิดสถานเดียว ด่าดีนักเตรียมออกคำสั่ง คสช. เด็กจะไอเป็นเลือดอยู่แล้ว &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล 31 ม.ค.-1 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการนำเรื่องฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานมาหาเสียงโจมตีรัฐบาล ที่ผ่านมาเราพยายามทำทุกอย่าง ตอนนี้มาตรการระยะสั้นคือใช้น้ำแก้ปัญหา ให้ข้อมูลประชาชน มีการจัดหาหน้ากากให้ แต่ก็ยังมีคนบ่นว่าถ้าเด็กทำหน้ากากหลุดแล้วจะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงต้องถามกลับไปว่า แล้วผมจะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็กหรืออย่างไร นี่คือคนที่เขียนตามโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ถามว่ามันเป็นหน้าที่ผมหรือไม่ ที่จะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็ก เพราะทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวได้สั่งการแล้วว่าให้มีการแจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ซึ่งในกรุงเทพมหานคร พื้นที่ใดไม่ได้รับการแก้ไขเลย และไม่มีคำชี้แจงว่าได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง ตนจะสั่งลงโทษผู้อำนวยการเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ถ้าทุกคนต้องการให้ผมเข้มงวด &amp;nbsp;จะทำให้รถควันดำตรงไหนจอดตรงนั้น ลากเอาไปเก็บจนกว่าจะปรับปรุงแล้วค่อยวิ่งได้ จะสั่งแบบนี้นะ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ดูซิจะเดือดร้อนกันหรือไม่ ตนไม่ได้ต้องการให้เดือดร้อน แต่อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึก และต่อไปรถที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าแก้ไขยังไม่ได้ ผมจะให้วิ่งรถเป็นวันคู่วันคี่ และต่อไปจะห้ามไม่ให้รถดีเซลวิ่งบนถนนเส้นเหล่านี้ มันจะมีปัญหากันอีกหรือไม่ เมื่อทุกคนบอกว่าผมอ่อนเกินไปในเรื่องนี้ ไม่เข้มงวดจริงจัง แต่ความจริงผมพร้อมทำทุกอย่าง ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกัน รีบไปแก้เสียในวันนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ต้องทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงให้ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องปิดโรงงานในช่วงเช้า บ่าย หรือเย็น หรือช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูง ขอให้เตรียมตัวไว้ และจะมาบอกว่านายกฯ ไม่เอาใจใส่อีกไม่ได้ คอยดูก็แล้วกัน ว่าจะมีอะไรกลับมาหรือไม่ จะยอมเสียสละกันหรือไม่ วันนี้จะขอให้รณรงค์กัน โรงงานหยุดทำการในช่วงเช้าหรือเย็นได้หรือไม่ วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี แล้วจะต้องตรวจโรงงาน โดยใช้อำนาจ คสช.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แต่ละจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทุกโรงงาน ซึ่งวันนี้ได้ออกคำสั่งแล้ว เพื่อให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากโรงงานใดไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องรับผิดชอบ ไปชี้เป้ามา เรามีหน่วยตรวจสอบอยู่แล้ว&amp;nbsp;
ด่าผมดีนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดี๋ยวผมจะออกคำสั่ง คสช. แต่ไม่ใช้มาตรา 44 เพราะมาตรา 44 นั้นมีอำนาจอยู่แล้ว พอใจหรือไม่ ที่ผมประกาศแบบนี้ ต่อไปนั่งรถคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนนั่งรถไปด้วย 2-3 คน เอากันสิครับ ด่าผมดีนัก ว่าอย่างนี้ทำหรือไม่ทำ เด็กไอจะเป็นเลือดอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ผมจะทำให้ ต่อไปนี้ไปไหนต้องชวนเพื่อนไปด้วย จะนั่งแท็กซี่คนเดียวไม่ได้ ต้องลากคนขึ้นไปด้วย 2-3 ที่หมาย ถ้าไม่แก้กันผมจะทำแบบนี้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ประจำวันที่ 30 มกราคม จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า พื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ซึ่งจากสภาพเช่นนี้ จะทำให้ปริมาณฝุ่นละอองสะสมได้ ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ 30 มกราคม 2562 ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน (29 ม.ค.) ทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 39 พื้นที่ ดังนี้ พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 23 สถานี ส่วนพื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานี ซึ่งคาดการณ์ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสสะสมมากขึ้น โดยลักษณะเช่นนี้จะเป็นไปจนถึงวันที่ 4 ก.พ.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารองค์การหลักของกระทรวงเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความห่วงใยในกรณีดังกล่าว และได้สอบถามมายัง ศธ. ว่าสามารถหยุดการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติว่าจะมีการปิดสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นระยะเวลา 2 วัน คือวันที่ 31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในทุกระดับชั้น
ไม่เลื่อนสอบโอเน็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะทำหนังสือเพื่อขอความร่วมมือไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด ว่าจะปฏิบัติไปในทิศทางดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2561 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะสอบในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 นั้น หากโรงเรียนใดมีความจำเป็นที่จะต้องติวนักเรียนเพื่อทำการทดสอบดังกล่าว ก็ขอให้เป็นอำนาจของทางโรงเรียนพิจารณาเป็นรายกรณี ว่าจะใช้วิธีไหนอย่างไร โดย ศธ.ยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนสอบโอเน็ตแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินกว่าวิกฤติได้มีการสั่งปิดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในส่วนของ ศธ.ก็จะมีการประเมินวันต่อวัน ทั้งนี้สำหรับการดำเนินการสัปดาห์หน้า คงต้องพิจารณาติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน และจะต้องดูโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ ด้วย&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้ายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการปิดการเรียนการสอนในวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรหลักของ ศธ. โดยจะมีการหารือในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และจะเร่งประกาศให้รับทราบโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอรสา ภาววิมล รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนในเขต กทม.และปริมณฑลทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือพิจารณาหยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งนี้ ให้รอดูสถานการณ์ โดยขอให้สถาบันอุดมศึกษาใช้ดุลยพินิจและความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่า กทม.ได้ออกข้อความ แจ้งโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ปิดตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 30 ม.ค. ถึงวันที่ 2 ก.พ. นอกจากนี้ กทม.ได้ประสานไปยังชมรมโดรนของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จำนวน 50 คน โดรน 50 ตัว โดยโดรน 1 ตัว สามารถบรรจุน้ำได้ 10 ลิตร มีรัศมีทำการตัวละ 4 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้น้ำในโดรนที่ใช้ปฏิบัติการจะมีการผสมน้ำกากอ้อยไปด้วย เพื่อสามารถจับฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นก้อน ขณะเดียวกันต้องมีการเตรียมรถล้างถนนภายหลังการปฏิบัติการครั้งนี้ โดย กทม.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าเดินทางและที่พักแก่สมาชิกชมรม ทั้งนี้ จะเริ่มการปฏิบัติการในวันที่ 31 ม.ค. และ 1 ก.พ.นี้&amp;nbsp;
หมอติงแก้ผิดทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการสั่งปิดโรงเรียนว่า ในฐานะแพทย์ ยอมรับว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่จากมาตรการที่ปรากฏออกมานั้น การสั่งปิดโรงเรียนเสมือนกับเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน และยังก่อให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครอย่างไร จึงเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าววันนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากนักวิชาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ต้องมีแนวทาง 4 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลในฐานะที่ดูแลประชาชนทั้งระบบ จะต้องมีการประชุมหารือที่เร่งด่วน เพราะเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทาง คำแนะนำ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตระหนกและสับสนในสังคม 2.สธ.ในฐานะกระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน อยากจะให้ออกมาให้คำแนะนำแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาตัวเอง 3.ประชาชนต้องตระหนักรู้ปัญหานี้จริงๆ ต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องมีวิธีในการดูแลตนเอง และ 4.สังคมต้องมาตระหนักแล้วว่าเราต้องมาร่วมช่วยกันที่จะลดมลภาวะที่เป็นปัญหาในขณะนี้ เพราะหากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยก็จะยังสอบตกต่อปัญหามลภาวะนี้ และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้นทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ล่าสุดมีข่าวดีว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเชิญคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเข้าหารือในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ก็ต้องรอดูว่าจะมีผลอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยากให้ชัดก่อนว่าสาเหตุฝุ่นจิ๋วมาจากอะไรกันแน่ และควรมีแหล่งข้อมูลหลักจากแหล่งเดียวออกมาให้ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุจริงๆ และจะแก้ไขอย่างไร โดยต้องดูว่าผลกระทบต้องชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เร่งรัดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายสารมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ให้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการสะสมของรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 กว่า 10 ล้านคันปล่อยฝุ่นควันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายกรณีซื้อหน้ากาก N 95 คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเครื่องกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศ โดย สศอ.เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ใหม่ในประเทศ ต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นขั้นต่ำภายใน 1-2 ปี หรือเริ่มผลิตมาตรฐานยูโร 5 ทุกคันในปี 2561 และกำหนดให้โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องผลิตรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวทางนี้ คาดว่าการยกระดับมาตรฐานตามสหภาพยุโรป (อียู) จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 37,391 ตัน หรือลดลงจากเดิมประมาณ 80% ภายในปี 2564&amp;quot; นายณัฐพลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นางอรสา ภาววิมล, บุญรักษ์ ยอดเพชร, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51ba5d71e2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
