<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 วิจัยวัคซีนโควิด ในไทย เล็งขอ อย.ข้ามไปผลิตเข็ม 3 เข็ม 4  เหตุคนไทยฉีดครบ 2เข็มเกิน 70% สิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 &amp;nbsp;ก.ย.64- &amp;nbsp;สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 เพื่อสถานการณ์ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด โดยมี &amp;ldquo;ตัวแทนทีมประเทศไทย&amp;rdquo; 5 แพลตฟอร์ม ที่ทำการวิจัยวัคซีนป้องกันโควิดในประเทศไทยมาอัพเดทความคืบหน้าสถานการณ์การพัฒนาวัคซีน ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ. เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความคืบหน้าการวิจัยวัคซีน Chulacov19 ว่า ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองในคนระยะที่ 2 โดยการทดสอบอาสาสมัคร และได้เตรียมโรงงานผลิตวัคซีนในไทยไปพร้อมๆกัน ซึ่งโรงงานไทยที่เป็นพันธมิตรคือ Bionet Asia รวมถึง เพื่อไม่ประมาท เราก็จะทำวัคซีน ChulaCov รุ่น 2 ถ้ารุ่น 1 ไม่สามารถป้องกันโควิดข้ามสายพันธุ์ได้ &amp;nbsp;โดยวัคซีนที่วิจัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูง และสามารถป้องกันโรคยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้ากระแสเลือด ป่วยหรือล้มตายได้ จากการทดลองในหนูพันธุ์พิเศษ (hACE2 Trangenic Mice) คือหนูที่ใส่โปรตีนที่ทำให้ไวรัสเข้าเซลล์ สามารถป้องกันโรคไม่ให้เจ็บป่วยได้ 100 % แม้ใช้โดสต่ำเพียงแค่ 1 ไมโครกรัม รวมถึงลดปริมาณเชื้อที่เข้าไปในจมูกและปอด ได้ถึง 10 ล้านเท่า อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทดลองในลิงเมื่อภูมิขึ้นสูง ก็จะลดลงตั้งแต่ 6-8 เดือนขึ้นไป สำหรับคำถามที่ว่าสามารถป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้หรือไม่ &amp;nbsp;จากการตรวจสอบเลือดในหนู และลิงที่ฉีดวัคซีน พบว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลต้า(อินเดีย)ได้ดีมาก รวมถึงสามารถป้องกันทุกสายพันธุ์ได้ จากผลวิจัยพบว่า เดลต้าภูมิอยู่ 977 อัลฟ่า (อังกฤษ) 964 และเบต้า (แอฟริกาใต้) 343 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงจนเป็นที่น่าพอใจ ขณะนี้ในเฟส 2 ในมนุษย์ฉีดในอายุ 18-59 เข็มที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้จากผลการทดลองฉีดวัคซีนรายบุคคลจำนวน 10 ราย ที่มีการให้วัคซีนตั้งแต่ 10-50 โมโครกรัม จะเห็นว่าในคนที่ได้รับวัคซีนในโดสสูง 50 ไมโครกรัมหลังเข็ม2 ตัวเลขภูมิคุ้มกันขึ้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น RBD 94% &amp;nbsp;BAU มากถึง 2,500 และใน Neutralizing ก็ได้มากถึง &amp;nbsp;4,500 ซึ่งสามารถยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้าเซลล์ได้ แต่หากฉีดในโดสต่ำใช้เวลากว่า 1 เดือนกว่าที่ภูมิคุ้มกันจะขึ้นได้สูง &amp;nbsp;&amp;quot;ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนผลข้างเคียงตั้งแต่เฟส 1 ทั้ง 2 เฟส และในเฟสที่ 2 จากอาสาสมัครประมาณ 200 คน ยังไม่เจอผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหนักในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังฉีด เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว CDC สหรัฐอเมริกา รายงานล่าสุดพบว่าวัคซีนชนิด mRNA ผู้ที่มีอาการแพ้ อาทิ ลมพิษขึ้น หายใจไม่ออก ความดันตกอยู่ประมาณ 5 ใน 1 ล้านคน และอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ส่วนใหญ่จะเจอได้ในคนหนุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ประมาณ 10-30 ใน &amp;nbsp;1 ล้านคน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขณะนี้คนไทยได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก และคาดว่ากว่า 70% &amp;nbsp;ได้รับวัคซีนสองเข็มแล้ว ในสิ้นปีนี้ และกว่าวัคซีนจะผลิตได้กลางปี 2565 &amp;nbsp;แล้ววัคซีนที่ไทยพัฒนาขึ้นจะมีการนำไปใช้อย่างไร ศ.นพ.เกียรติ &amp;nbsp;กล่าวว่า นับว่าเป็นความท้าทายของไทยในการทำวัคซีน ซึ่งตามหลังต่างประเทศประมาณเกือบปี และจากที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปีกว่า 70% และเมืองใหญ่ๆกว่า 80% &amp;nbsp;ซึ่งการจะหาอาสาสมัครมาทดลองวัคซีน จึงค่อนข้างยาก ดังนั้นในการขึ้นทะเบียนกับทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ในปี 2565 วัคซีนที่ไทยผลิตเองก็อาจจะเป็นเข็มที่ 3 หรือ เข็มที่4 ไปแล้ว &amp;nbsp; จึงได้มีการหารือกับทาง อย. เพิ่มเติมว่าหากมีการทดลองความปลอดภัยถึงในระยะที่ 2 อยากจะขอเริ่มทำระยะ 1 &amp;nbsp;ของเข็มบูสเตอร์เลย เพื่อหาขนาดโดสที่เหมาะสม คู่ขนานไปด้วย &amp;nbsp;เพราะว่าข้อมูลวัคซีนหลายตัวเมื่อต้องฉีดเข็มที่ 3 โดยเฉพาะ mRNA &amp;nbsp;ฉีดเพียงครึ่งโดสก็ได้ผลเพียงพอ เทียบกับวัคซีนChulacov19 หากให้ในโดสต่ำที่ 10-25 &amp;nbsp;ไมโครกรัม ในคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเมื่อฉีดเข็มที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงมาก จึงเป็นอีกการพัฒนาที่สำคัญในเข็มบูสเตอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า เริ่มมีการทดสอบในมนุษย์กลุ่มแรกจำนวน 4 คนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าวัคซีนของบริษัทใบยา มีความปลอด สำหรับวันพรุ่งนี้ (30 ก.ย.)จะฉีดอีก 2 คนที่เหลือในกลุ่มโดสแรก นอกจากนี้ทีมวิจัยของเรายังได้พัฒนาวัคซีนโควิดรุ่นที่ 2 โดยมีการปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น &amp;nbsp;ขณะนี้ได้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และเตรียมจะผลิตเพื่อทดสอบในมนุษย์ในเฟสที่ 1 คาดว่าผลการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 18-65 ปี จะเป็นผลที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะเอาวัคซีนรุ่นที่ 2 มาทดสอบต่อไปหรือไม่ คาดว่าไตรมาสที่ 3 ในปีหน้า น่าจะเป็นอีกวัคซีนหนึ่งที่น่าจะนำไปใช้กับประชาชนได้ ส่วนโรงงานผลิตของทางใบยาเราสามารถผลิตได้ถึง 1.5 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิต first plant-produced protein แห่งแรกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการทดสอบวัคซีนแบบพ่นในหนู พบว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคในปอดได้ค่อนข้างดี โดยการพ่นที่จมูก 2 เข็ม มีปริมาณแอนติบอดี้ ต่อไวรัสค่อนข้างสูงกว่าการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม &amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับการดลองในหนูขาว พบว่าการพ่นเข้าจมูก 2 เข็ม สร้างแอนติบอดี้อีกชนิดหนึ่งคือ IGA ซึ่งอยู่บริเวณเยื่อเมือกสูงเช่นเดียวกับบริเวณในปอดของหนู ซึ่งสามารถป้องกันไวรัสได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทีมไบโอเทคมีความเชี่ยวชาญในการทำไวรัสไข้หวัดใหญ่มาก่อน โดยในช่วงการระบาดโควิด-19 ในช่วงเริ่มต้น นอกจากแอนติโนไวรัสแล้ว ทีมวิจัยมีความคิดว่าถ้าเราสามารถปรับแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ ให้สามารถแสดงออกของโปรตีน โควิด-19 ได้พร้อมกัน จะแสดงว่าตัวไวรัลเวกเตอร์ &amp;nbsp;สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันทั้ง 2 โรคในเวลาเดียวกัน โดยหนูที่ได้รับการวัคซีนแบบพ่นจมูก 2 เข็ม มีภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดลองว่าภูมิคุ้มกันโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp;เมื่อนำไปสู้กับเชื้แโควิด-19 ตัวจริง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เราสามารถไปต่อได้ โดยร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมในการทดสอบในระดับ GMP ส่วนการทดสอบในระดับมนุษย์ &amp;nbsp;เพื่อดูประสิทธิภาพและความปลอดภัยเราร่วมมือกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจะเป็นทีมที่จะช่วยหาอาสาสมัครการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่1/2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ วิรัชวงศ์ หัวหน้าโครงการวัคซีนโควิด-19 องค์การเภสัชกรรม กล่าว เราพัฒนาวัคซีนโควิด-19 (HXP- GPOVac) ซึ่งมี2 จุดหลักคือ สามารถผลิตได้ในไข่ไก่ฟัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับผลิตไข้หวัดใหญ่ และเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรค โดยมีการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อให้สามารถสร้างโปรตีนส่วนหนามของโควิด-19ขึ้นที่ผิว เพื่อให้มีความเสถียรสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับโปรตีนที่พบในไวรัสโควิดตามธรรมชาติแล้ว ตัวนี้จะมีความเสถียรสูง จึงเชื้อว่าจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าโปรตีนหนามทั่วไปที่อยู่โควิด-19 ที่มีการนำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เมื่อวัคซีนต้นแบบของเราได้ทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว เราก็ได้รับอนุญาตจากอย.ในการศึกษาวิจัยในคลินิกลำดับถัดมา โดยอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 ซึ่งมีอาสาสมัคร 250 คน อยู่ช่วงการให้วัคซีนในเข็มที่ 2 คาดว่าทราบผลในช่วงปลายปี 2564 โดยอภ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม สำหรับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มาใช้พัฒนาวัคซีนโควิด19 จะเห็นว่าขั้นตอนการผลิตมีความคล้ายคลึงกันมาก และผ่านการควบคุมคุณภาพในขั้นตอนต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนการทดสอบในสัตว์วัคซีนในอาสาสมัครครบ 2 โดส พบว่าภูมิคุ้มกันจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณ 10 ไมโครกรัมจะให้ผลดีที่สุด &amp;nbsp;สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูง โดยในอาสาสมัคร 30 กว่าคน ที่ได้รับวัคซีนทุกขนาดผลแอนติบอดี้ต่อโปรตีนเพิ่มสูงถึง 4 เท่า &amp;nbsp;นอกจากนั้นผลภูมิต้านทานไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ จะสูงขึ้นเมื่อเจอกับสายพันธุ์อู่ฮั่น หลังจากนั้นภูมิคุ้มกันค่อยๆลงมาเมื่อเจอสายพันธุ์อื่นๆ ต่ำสุดคือสายพันธุ์เบต้า&amp;rdquo; ภญ. พรทิพย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นทั้งผู้วิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนครบวงจร ซึ่งนอกจากจะร่วมกับจุฬาฯ ในการผลิตวัคซีน ทางบริษัทก็ยังได้พัฒนาวัคซีน Covigen ซึ่งเป็น DNA vaccines Covid19 โดยในปี 2563 ได้พัฒนา Covigen ที่ป็นวัคซีนแบบดีเอ็นเอ โดยใช้เวลาเพียง 90 วัน ต่อมาในต้นปี 2564 ได้เริ่มทดลองเฟส1 ในมนุษย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาซึ่งทางออสเตรเลียแม้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ก็ยังมีการติดเชื้ออยู่ จึงได้มีการขอวัคซีน Covigen เพื่อฉีดเป็นเข็มที่ 3 &amp;nbsp;ซึ่งทางบริษัทก็กำลังพิจารณาว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก พร้อมกับกาพัฒนาวัคซีน &amp;nbsp;เวอร์ชั่น 2 ที่สามารถเก็บในอุณหภูมิ -20 องศา หรือ 2-8 &amp;nbsp;องศาได้ดี สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีน Covigen &amp;nbsp;ได้มีการเตรียมผลการศึกษาในความเป็นพิษ &amp;nbsp;เรียบร้อยแล้วอยู่ในขั้นตอนส่งอย. พิจารณา หากไม่ติดขัดก็จะทดลองเฟส1 ได้ประมาณต้นปี 2565 และคิดว่าหากไทยเป็นได้ทั้งผู้ผลิตต้นน้ำปลายน้ำไม่ว่าจะสถานการณ์ก็สามารถรับมือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เพราะในอดีตวัคซีนบางตัวใช้เวลาพัฒนานานมาก หากเปรียบเทียบการพัฒนาวัคซีนโควิด19 ที่ใช้เวลาสั้นกว่ามาก ไม่ถึง 1 ปี จะเห็นได้ว่ามีวัคซีนโควิด19 เกิดขึ้นหลายตัวในโลก เนื่องจากมีความรู้ที่สะสมมาจากไวรัสซาร์ส และไวรัสเมอร์ส &amp;nbsp;และสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิดได้รวดเร็ว ทำให้ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสยามไปโอไซเอนซ์ ที่ทางแอสตร้าเซนเนก้า ได้มาเป็นคู่ค้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกลุ่มวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ เพื่อผลิตในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีของวัคซีน &amp;nbsp;Oxford-AstraZeneca ซึ่งเป็นการนำไวรัสอ่อนๆ(Adenovirus) เป็นตัวนำส่ง DNA เพื่อให้ร่างกายสร้าง Spike Protein ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นภูมิ &amp;nbsp;เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานแล้ว แต่หากไม่มีโควิด19 เทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในการนำส่งพันธุกรรมในร่างกายมนุษย์ที่ไม่สามารถผลิตโปรตีนบางตัวได้ ซึ่งเทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ จะใช้กระบวนการ Recombinant Technology คือการตัดต่อพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ และใช้ Mammalian Cells เป็นเซลล์ผู้ผลิต โดยมีกำลังการผลิตหลังจาก Bioreactor ขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 2 สายการผลิต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันในการผลิตยาชีววัตถุสำหรับรักษาโรค เช่น ยาโมโนโคนอล แอนติบอดี้ ที่ใช้รักษาโควิด19 และสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถผลิตชีววัตถุนี้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีการส่งออกตั้งแต่ปี 2561 นอกจากนี้ยังสามารถผลิตวัตถุดิบยาชีววัตถุและวัตถุดิบสารชีวภัณฑ์ เช่น ชุดตรวจโควิด19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล กล่าอีกว่า สำหรับกระบวนผลิตวัคซีนที่เรามียังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปได้ ในการวิจัยพัฒนา &amp;nbsp;ผลิต และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นการสร้าง Value Chain และ Supply Chain แบบใหม่ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.คนทั่วไปให้ความสำคัญ ติดตาม และค้นคว้าหาข้อมูลเทคโนโลยี 2.มีความร่วมมือระหว่างกันแบบไร้พรมแดน 3.การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้อง on-site อีกต่อไป 4.กระจายโรงงานผลิตทั่วโลก โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ต้องสร้างโรงงานเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุดท้ายวัคซีนที่ไทยผลิตเองนั้นจะได้ผลิตให้ใช้อย่างเร็วประมาณกลางปี 2565 ดังนั้นการวิจัยพัฒนาเข็มบูสเตอร์ก็จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศด้วย&amp;rdquo; ดร.ทรงพล ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118234</URL_LINK>
                <HASHTAG>(HXP- GPOVac, CU COV19, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, วัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก สวทช., วัคซีนใบยา, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, อภ., ไบโอเน็ท เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61542a20823b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเกียรติ&quot;อธิบาย ทำไม?&quot;ศักดิ์สยาม&quot; ฉีดวัคซีนไปแล้ว ยังติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7เม.ย.64-กรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันเข็มที่ 1แล้ว เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 อาจเป็นเรื่องที่ชวนสงสัยในประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในประเด็นดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบไทม์ไลน์ การฉีดวัคซีนของท่านรัฐมนตรีว่าเป็นอย่างไร แต่ที่จะพูดนี้ เป็นตามหลักการหากฉีดวัคซีน เมื่อฉีดเข็มแรกไปแล้ว นับตั้งแต่วันที่ฉีดไปอีก 2 สัปดาห์- 1 เดือน หรือ เมื่อครบ 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการฉีดเข็มที่ 2 โอกาสป้องกันการติดเชื้อ จะมีเพียงแค่ 60% มีโอกาสที่จะติดเชื้ออีก 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;และถ้ามีการไปสัมผัสคนติดเชื้อโควิด -19 ภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่ฉีดไปแล้วก็ไม่มีความหมาย เพราะยังไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม หลังจากฉีด 1-2 สัปดาห์ ก็มีโอกาสที่จะป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 70-80%&amp;quot;ยพ.เกียรติกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลของนพ.เกียรติ สะท้อนว่า ถึงฉัดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องการ์ดอย่าตก ต้องใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ล้างมือ รักษาระยะห่าง กันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98638</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605204a989a6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯเดินหน้าวิจัยวัคซีนรุ่น2สู้เชื้อโควิดกลายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์อังกฤษ แอฟริกาใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ก.พ.64-โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว &amp;ldquo;ความก้าวหน้าล่าสุดของการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และความพร้อมในการทดสอบในอาสาสมัคร&amp;rdquo; ณ ห้องประชุม 1210 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ โครงการทดลองวัคซีนCU COV19 &amp;nbsp;ป้องกันโควิด19 ที่เป็น mRNA ของจุฬาฯ ว่ายังคงเดินหน้า การเริ่มทดลองในมนุษย์เฟส 1 ราวเดือนพ.ค. &amp;nbsp;ในอาสาสมัคร &amp;nbsp;36 คนอายุ 18-25 &amp;nbsp;ปีซึ่งเป็นการทดลองชุด A หลังจากนั้นทดลองชุด B &amp;nbsp;รุ่นอายุ 65-75 ปี จำนวน 300-600 คน &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะมีการทดลองในเฟส 2 ในอาสาสมัครประมาณ 5,000 คน &amp;nbsp;ซึ่งเวลานี้องค์การอนามัยโลก(WHO) กำลังจะออกเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติประสิทธิภาพของวัคซีน &amp;nbsp;ในระดับการเพิ่มภูมิคุ้มกันหรืองแอนตี้บอดี้ และทีเซลล์ว่าต้องมีระดับเท่าไหร่ &amp;nbsp;จึงเป็นที่เชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นข้อดีและได้เปรียบสำหรับวัคซีนต่างๆที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยในขณะนี้ อาจไม่ต้องทดลองระยะที่ 3 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งวัคซีนCU-COV 19 ก็อยู่ในช่ายนี้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ตอนนี้มี 7 วัคซีน ที่ผ่านการทดลองเฟส 3 ไปแล้ว แต่ทั่วทั้งโลก มีวัคซีน ที่อยู่ระยะทดลองในคน 60-80 วัคซีน จากทั้งหมด 300 วัคซีนที่กำลังวิจัยกัน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน &amp;nbsp;ส่วนวัคซีนของจุฬา ที่กำลังเข้าสู่การทดลองในคน ก็ได้รับการบรรจุรายชื่อ ในลิสต์นิตยสารนิวยอร์กไทม์แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพแสดงประสิทธิภาพระดับทีเซลล์ และแอนตี้บอดี้ของวัคซีน CU COV19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.เกียรติกล่าวอีกว่า สำหรับประสิทธิภาพวัคซีนของจุฬาฯ มีข่าวดีหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งผลการทดลองในหนูพันธุ์พิเศษ พบว่าวัคซีนที่วิจัย มีประสิทธิภาพ 100% โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าเกาะเซลล์ได้ผลสูงกว่าวัคซีนของโมเดอร์นา &amp;nbsp;อีกทั้ง ยังสามารถป้องกันเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด &amp;nbsp;ใช้ปริมาณโดสที่ฉีดก็ใช้น้อยกว่าโมเดอร์นา &amp;nbsp;นอกจากนี้จากการทดลองเมื่อนำเชื้อโควิดใส่เข้าไปในจมูกสัตว์ทดลองที่ได้รับวัคซีนพบว่า เชื้อลดลง 10 ล้านเท่า ซึ่งวัคซีนทำให้ไม่เกิดอาการป่วยแม้ได้รับเชื้อ ซึ่งจะเท่ากับจะไม่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.โครงการวิจัยวัคซีนจุฬาฯ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ข่าวดีประการต่อมา คือ &amp;nbsp;ขณะนี้ &amp;nbsp;จุฬาฯ กำลังทำวิจัยวัคซีนที่ครอบคลุมเชื้อโควิด กลายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่เชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม สายพันธุ์อังกฤษและสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ซึ่งจะทำวิจัยควบคู่ไปกับการทดลองวัคซีนชุดแรกรุ่นที่ 1 &amp;nbsp;คาดว่าในช่วงเริ่มต้นการทดลองระยะที่ 2 จะมีการทดลองวัคซีนเชื้อกลายพันธุ์ในสัตว์ทดลอง ในหนู และลิงควบคู่กันไป &amp;nbsp; ซึ่งวัคซีนmRNA มีจุดเด่นตรงที่สามารถออกแบบให้สามารถตอบโต้เชื้อดื้อ กลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp; และหากการวิจัยวัคซีนรุ่น 2 สำเร็จได้ผลน่าพอใจ ก็อาจจะข้ามไม่ต้องใช้วัคซีนรุ่นที่ 1 ไปฉีดวัคซีนรุ่นที่ 2แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีน&amp;nbsp;CU COV19 กับวัคซีนของโมเดอร์นา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; ขณะนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ก็กำลังทำการทดลองวัคซีนรุ่นที่ 2 เชื้อกลายพันธุ์ในหนู &amp;nbsp;กับลิงแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้ตลอด ถ้าประเทศไหนมีการระบาดเยอะ ก็จะเกิดเชื้อกลายพันธุ์เยอะตามไปด้วย &amp;nbsp;ทุกรอบที่ติดเชื้อ เชื้อมันจะถอดรหัสพันธุกรรมผิดพลาด &amp;nbsp;ถอดไปเรื่อยๆ เชื้อก็จะกลายพันธุ์ ฉะนั้นไม่แปลกใจที่มีสายพันธุ์อังกฤษ หรือแอฟริกาใต้ &amp;nbsp;ซึ่งในสหรํฐตอนนี้ก็เจอ 7 สายพันธุ์ &amp;nbsp;แต่ยังมีข่าวดีว่าเชื้อนี้ไม่ทำให้โรครุนแรง เพียงแต่มันติดง่าย &amp;nbsp;แต่การกลายพันธุ์นี้ มีหลักฐานว่าทำให้ประสิทธิภาพวัคซีนที่ผลิตได้ตอนนี้ ลดลง เช่น ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน หรือของโมเดอร์นา เมื่อฉีดในแอฟริกาใต้ ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมวัคซีนรุ่นที่ 2 ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ไว้ และต่อไปเราอาจข้ามไปใช้วัคซีนรุ่นที่ 2 แทนเลย เพราะมีผลครอบคลุมมากกว่า &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ข่าวดีอีกประการในวัคซีนของจุฬาฯ คือ สามารถเก็บรักษาในอุณหูมิ &amp;nbsp;2-8องศา เซลเซียสได้นานอย่างน้อย &amp;nbsp;1เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอยู่ระหว่างรอผลวิจัยการเก็บให้ได้นาน 3 เดือน เพื่อให้การขนส่งกระจายวัคซีนไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศจึงสามารถทำได้อย่างสะดวก
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยและพาร์ทเนอร์วัคซึนจุฬาฯ หนึ่งในนั้นมี ศ.Drew Weissman แห่งมหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย พันธมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯเผู้คิดค้นเทคโนโลยี mRNA ซึ่งทั้งไฟเซอร์ และโมเดอร์นานำไปใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93482</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, &gt;โควิด 19&amp;lt;, CU COV19, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, เชื้อกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210218/image_big_602e52c08d562.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ยี้ต่างชาติเข้าไทย! จ่อรับ100คนลองวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.พบป่วยโควิด 1​ราย​กลับจากญี่ปุ่น​ ปลอดเชื้อในประเทศ 48​วัน นายกฯ ย้ำ ปชช.การ์ดอย่าตก นิด้าโพลเผยคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยให้ต่างชาติเข้าไทย หวั่นระบาดรอบ 2 จุฬาฯ แจ้งข่าวดีทดลองวัคซีนเข็มที่ 2 ในลิงได้ผลดี เตรียมทดสอบอาสาสมัคร 100 คน ต.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;(โควิด-19)​ หรือ​ ศบค. ได้รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในประเทศไทย​ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่​ &amp;nbsp;1​ราย​ มาจากสถานกักตัวของรัฐ​ (State Quarantine) โดยเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นชายไทย อายุ 39 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางถึงไทย 30 มิ.ย.63 เข้าพักสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ที่กรุงเทพมหานคร และ 10 ก.ค.63 ตรวจหาเชื้อ ผลตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ ทำให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 3,217 ราย หายป่วยสะสม 3,088 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดคงที่ 58 ราย &amp;nbsp;และอยู่ระหว่างรักษาตัว 71 ราย ซึ่งเป็นวันที่ 48 แล้วที่ประเทศไทยไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันนี้จะมีเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับจากบาห์เรน 253 คน ปากีสถาน 45 คน &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ 174 คน ขณะที่เมื่อวันที่ 11 ก.ค. มีผู้เสียชีวิต 1 รายในสถานกักตัวของรัฐ เป็นชายไทย อายุ &amp;nbsp;56 ปี มีโรคประจำตัวคือเบาหวานและโรคไต เดินทางกลับจากประเทศอินเดีย และเข้าพักที่สถานกักตัวของรัฐจังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 10 ก.ค.63 จากนั้นวันที่ 11 ก.ค. (กักตัววันที่ 2) ขณะที่พักอยู่ มีอาการแน่นอก เหงื่อแตก หมดสติในห้องน้ำ ญาติแจ้งเจ้าหน้าที่ตามรถพยาบาลมารับตัวและช่วยเหลือเบื้องต้น &amp;nbsp;ขณะเดินทางไปโรงพยาบาลผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี แต่อาการไม่ดีขึ้น เมื่อถึงโรงพยาบาลได้รับการรักษาและวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจหยุดเต้น ขณะรับการรักษาทีมแพทย์ได้พยายามทำการฟื้นคืนชีพ 50 นาที แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมา ภรรยาผู้เสียชีวิตเข้าใจและขอบคุณโรงพยาบาลที่รับตัวไปรักษาและทีมงานเจ้าหน้าที่สถานกักตัวของรัฐที่ช่วยดูแลตลอดทุกขั้นตอน ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายนี้ผลตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมได้ฝากเตือนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ &amp;quot;การ์ดอย่าตก&amp;quot; ในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ขอให้เข้มงวดกับการใช้ชีวิตตามวิถีใหม่นิวนอร์มอล เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ​ ถึงแม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะคลี่คลายไปพอสมควรแล้ว แต่หลายประเทศสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง รัฐบาลยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกคนยังคงเฝ้าระวัง ป้องกันตัวเองจากความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2​ทั้งนี้เช่นเดียวกับสถานศึกษาซึ่งได้เปิดเทอมปีการศึกษา 2563 ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ค. จึงขอให้ทุกโรงเรียนเข้มงวดและปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดขึ้นมาอีกโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ พบว่าประชาชนมีการรวมกลุ่มและเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงขอให้ปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐกำหนดอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการลงทะเบียนเข้าออกผ่านแพลตฟอร์ม &amp;#39;ไทยชนะ&amp;#39; ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าบางส่วนยังละเลย แต่การลงทะเบียนนี้สำคัญในการติดตาม สอบสวนโรค หากเกิดกรณีมีผู้ติดเชื้อใหม่ ทั้งนี้หากประชาชนเริ่มที่จะผ่อนคลายตัวเอง ไม่ระมัดระวัง อาจทำให้ประเทศไทยเจอการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระบาดระลอก 2 ได้แน่นอน​&amp;quot; นางนฤมลระบุ
ค้านคนต่างชาติเข้าไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;quot;นิด้าโพล&amp;quot; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;quot;เราจะเปิดให้ต่างชาติเข้าประเทศหรือไม่&amp;quot; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 6-8 ก.ค.63 &amp;nbsp;จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงการเปิดให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในไทย (ที่ไม่ใช่โรคโควิด-19) และต้องถูกกักตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน ก่อนได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้ (โครงการ Medical and Wellness Program) พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 41.41 ไม่เห็นด้วยเลย เพราะคนไทยที่กลับจากต่างประเทศก็ติดโรคและรักษาตัวอยู่เยอะมากแล้ว และกลัวคนต่างชาตินำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้เกิดโควิด-19 รอบ 2 ได้ รองลงมา ร้อยละ 23.10 ระบุว่าเห็นด้วยมาก เพราะทำให้การแพทย์ของไทยมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ประเทศ ร้อยละ 21.58 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 13.91 ไม่ค่อยเห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเปิดให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล (ที่ไม่ใช่โรคโควิด-19) และต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ก่อนอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวในไทยได้ (โครงการท่องเที่ยวสุขภาพดีวิถีใหม่) &amp;nbsp;พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 37.89 ไม่เห็นด้วยเลย เพราะอยากให้โรคโควิด-19 หมดไปก่อน 100% กลัวระบาดรอบ 2 ร้อยละ 24.14 ระบุว่าเห็นด้วยมาก เพราะเป็นการช่วยเหลือ ฟื้นฟูการท่องเที่ยวในไทยให้มีรายได้เหมือนเดิม และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ร้อยละ 23.26 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 14.55 &amp;nbsp;ไม่ค่อยเห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการทราเวลบับเบิล (Travel Bubble) ที่จะอนุญาตให้คนต่างชาติจากประเทศที่ปลอดเชื้อเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 29.65 ไม่เห็นด้วยเลย เพราะไม่เชื่อมั่นในตัวนักท่องเที่ยวถึงจะเป็นประเทศปลอดเชื้อก็ตาม กลัวนำโรคเข้ามาในไทย และทำให้เกิดการระบาดรอบ 2 ได้ ร้อยละ 28.46 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 25.90 เห็นด้วยมาก เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ด้านการบินจะได้ไม่หยุดชะงัก และประเทศไทยต้องมีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ร้อยละ 14.95 ไม่ค่อยเห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ในการควบคุมไม่ให้มีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศได้ หากมีการเปิดให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 30.53 ไม่ค่อยเชื่อมั่น เพราะกลัวคนต่างชาติไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกันตนเอง รองลงมาร้อยละ 29.10 ไม่เชื่อมั่นเลย เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในไทยได้ ร้อยละ 15.43 เชื่อมั่นมาก เพราะมั่นใจการทำงานของรัฐบาลว่าจะสามารถควบคุมคนต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยได้ และการแพทย์ของไทยมีความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 23.90 ค่อนข้างเชื่อมั่น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ชื่อว่า CU-Cov19 โดย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงความคืบหน้าว่า ผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในลิงเข็มที่สอง พบว่าลิงสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูง มีสุขภาพดี โดยจะเดินหน้าทดสอบในมนุษย์ตามแผนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า วัคซีน CU-Cov19 เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตจากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บางส่วน ซึ่งเมื่อชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมนี้ถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรตีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีที่ช่วยต่อสู้กับไวรัสได้ โดยจะได้รับการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&amp;nbsp;
ทดสอบวัคซีน 100 คน ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผลการทดลองที่หนูได้รับวัคซีนเข็มแรก ระดับภูมิคุ้มกันขึ้นมาในระดับร้อย และฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นถึง 40,000 ซึ่งเราได้ทำการทดลองควบคู่กับลิง โดยฉีดในลิงเข็มแรกวันที่ 23 พ.ค.63 ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน ในวันที่ 22 มิ.ย.63 โดยมีลิงทดลองทั้งหมด 13 ตัว และมีการเจาะเลือดติดตามทุก 15 วัน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกลิง 5 ตัว จะได้รับวัคซีนโดสสูง คือมีความเข้มข้นระดับ 50 ไมโครกรัม กลุ่มที่ 2 ลิง 5 ตัว ที่จะได้รับวัคซีนเข้มข้นระดับ 5 &amp;nbsp;ไมโครกรัม และกลุ่มที่ 3 ลิง 3 ตัว ซึ่งเป็นกลุ่ม Negative Control จะไม่ได้รับวัคซีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าล่าสุดพบว่า ผลการตรวจเลือดลิงหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน CU-Cov19 กระตุ้นเข็มที่ 2 พบว่าลิงที่ได้รับวัคซีนทุกตัวมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น สุขภาพแข็งแรง และไม่มีผลข้างเคียงจากการได้รับวัคซีน โดยเฉพาะในลิงกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนโดสสูงที่ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 ทั้งนี้ ความแตกต่างระดับภูมิคุ้มกันของหนูและลิงนั้นตกไปถึง 20 เท่า เพราะขนาดของตัว ระดับการตอบโต้ของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อาศัย เพราะหนูอาศัยอยู่ที่สกปรกอาจจะมีภูมิคุ้มกันได้ดี ซึ่งคาดว่าถ้าทดลองในคนอาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันลดลงจากลิงไปอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้จากผลวิจัย mRNA เฟสแรก ของบริษัท ไบโอเทคไฟเซอร์ ที่ได้มีการทดลองฉีดในคนก่อนหน้าเรา 4-6 เดือน ด้วยโดส 10, 30 และ 100 โมโครกรัม เปรียบเทียบหลังเข็มที่ 2 อัตรา 30 โดส ใน 2 &amp;nbsp;อาทิตย์ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ซึ่งเป็นไปได้ว่าวัคซีนของเราอาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันลดลงแค่ประมาณ 5 เท่า&amp;quot; ศ.นพ.เกียรติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมผลิต โดยสัปดาห์หน้าจะนำวัคซีน mRNA สองตัวที่ดีที่สุดไปให้ &amp;nbsp;2 โรงงานได้ทำการผลิต แบ่งเป็นโรงงานที่ผลิตวัคซีนเทคโนโลยี mRNA ทำโดยบริษัท TriLink สหรัฐอเมริกา และอีกโรงงานที่ผลิต LNP ส่วนผสมวัคซีน เพื่อใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี เป็นของบริษัท &amp;nbsp;Evonik ประเทศเยอรมนี แต่ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดา และได้เตรียมโรงงานไทย บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จํากัด ในการผลิตวัคซีน mRNA และตัวเคลือบวัคซีนด้วย จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า ในส่วนของการวิจัยในคนซึ่งมีการดำเนินการไปแล้วในต่างประเทศ 18-20 &amp;nbsp;ชนิด อย่างน้อยมี 4 ชนิดที่เป็น mRNA และมี 3 ชนิดที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับเรา แต่จะต่างกันที่ตัวเนื้อวัคซีน ทำให้เราสามารถเรียนรู้ความน่าจะเป็นได้ว่าแบบไหนจะได้ผล ดังนั้น ในแผนระยะแรกเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 จะทดลองในคน 100+ คน และเพื่อความปลอดภัยจะต้องเริ่มที่โดสต่ำๆ จึงกำหนดเป็นกลุ่มอายุ 18-60 ปี แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีนเข็มแรก/เข็มที่ 2 ที่ 10/10 ไมโครกรัม กลุ่ม 2 ที่ 30/30 ไมโครกรัม กลุ่ม 3 ที่ 100/100 ไมโครกรัม กลุ่ม 4 ที่ 30/10 และกลุ่ม 5 ที่ 100/10 และคาดว่าจะทำให้คนเข้าถึงวัคซีนได้เยอะขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระยะที่ 2 ช่วงธันวาคม 2563 - มีนาคม 2564 ทดลองในคน 500-1,000 คน ในส่วนของระยะที่ &amp;nbsp;3 จากการเรียนรู้ติดตามในต่างประเทศที่มีการทดลอง mRNA สี่ชนิดที่ก้าวหน้ามากกว่าเราถึง 6 เดือน &amp;nbsp;ที่คาดว่ามีวัคซีน 1 ตัวสำเร็จได้ในต้นปี 2021 และได้การรับรองจาก อย.สหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่วนของจีนได้มีการเริ่มให้ใช้ได้ในทหาร เพราะวัคซีนมีความเสี่ยงสูง ทำให้ดูผลการทดลองได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนั้นไทยกำลังเริ่มดำเนินการทดลองในคนระยะที่ 2 จึงเป็นไปได้ว่าในระยะที่ 3 อย.ไทยอาจเห็นควรให้ ไม่ต้องดำเนินการเข้าสู่ระยะ Emergency Use Authorization (EUA) แต่ยังต้องทำการเก็บข้อมูลเหมือนระยะที่ 3 ซึ่งจะช่วยลดทรัพยากรและเวลาด้วย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71248</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0b114d501a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับสมัครคนไทย อาสาทดลองวัคซีนโควิดล็อตแรก 100 คน เริ่มต.ค.นี้ คาดประสิทธิภาพในคนจะลดลง 5เท่า เมื่อเทียบกับลิง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.63- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ชื่อว่า CU-Cov19 แถลงข่าวความคืบหน้า &amp;nbsp;หลังพบผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในลิงเข็มที่สองได้ผลดี เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ (จิตอาสา) ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;ตั้งแต่ปลายปีจนถึงปัจจุบัน การระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลก สิ่งที่ทางทีมนักวิจัย จากศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้คิดค้นมาโดยตลอดคือการป้องกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม หัวหน้าโครงการวิจัยวัคซีนโควิด ของจุฬาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า วัคซีน CU-Cov19 เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตจากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บางส่วน ซึ่งเมื่อชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมนี้ถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรตีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีที่ช่วยต่อสู้กับไวรัสได้ โดยจะได้รับการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จากผลการทดลองที่หนูได้รับวัคซีนเข็มแรก ระดับภูมิคุ้มกันขึ้นมาในระดับร้อย และฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นถึง 40,000 ซึ่งเราได้ทำการทดลองควบคู่กับลิง โดยฉีดในลิงเข็มแรกวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2563 โดยมีลิงทดลองทั้งหมด 13 ตัว และมีการเจาะเลือดติดตามทุก 15 วัน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกลิง 5 ตัว จะได้รับวัคซีนโดสสูง คือมีความเข้มข้นระดับ 50 ไมโครกรัม กลุ่มที่ 2 ลิง 5 ตัว ที่จะได้รับวัคซีนเจ้มข้นระดับ 5 ไมโครกรัม และกลุ่มที่ 3 ลิง 3 ตัว ซึ่งเป็นกลุ่ม Negative Control จะไม่ได้รับวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความคืบหน้าล่าสุดพบว่า ผลการตรวจเลือดลิงหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน CU-Cov19 กระตุ้นเข็มที่2 พบว่าลิงที่ได้รับวัคซีนทุกตัวมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น สุขภาพแข็งแรง และไม่มีผลข้างเคียงจากการได้รับวัคซีน โดยเฉพาะในลิงกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนโดสสูงที่ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 &amp;nbsp;ทั้งนี้ ความแตกต่างระดับภูมิคุ้มกันของหนูและลิงนั้นตกไปถึง 20 เท่า &amp;nbsp;เพราะขนาดของตัว ระดับการตอบโต้ของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อาศัย เพราะหนูอาศัยอยู่ที่สกปรกอาจจะมีภูมิคุ้มกันได้ดี ซึ่งคาดว่า &amp;nbsp;ถ้าทดลองในคน &amp;nbsp;อาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันลดลงจากลิงไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้จากผลวิจัย mRNA เฟสแรก ของบริษัท ไบโอเทคไฟเซอร์ ที่ได้มีการทดลองฉีดในคน ก่อนหน้าเรา 4-6 เดือน ด้วยโดส 10,30,และ 100 โมโครกรัม เปรียบเทียบหลังเข็มที่ 2 อัตรา &amp;nbsp;30 โดส ใน 2 อาทิตย์ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมากว่า &amp;nbsp;1,000 ซึ่งเป็นไปได้ว่า &amp;nbsp;วัคซีนของเรา อาจจะมีระดับภูมิคุ้มอาจจะลดลงแค่ประมาณ 5 เท่า&amp;quot;ศ.นพ.เกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำหรับขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมผลิต โดยอาทิตย์หน้าจะนำวัคซีนmRNA 2 ตัวที่ดีที่สุด ไปให้ 2 โรงงานได้ทำการผลิต แบ่งเป็น โรงงานที่ผลิตวัคซีนเทคโนโลยี mRNA &amp;nbsp;ทำโดยบริษัท TriLink สหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;และอีกโรงงานที่ผลิต LNP ส่วนผสมวัคซีน เพื่อใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี &amp;nbsp;เป็นของบริษัท Evonik ประเทศเยอรมันนี แต่ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดา และได้เตรียมโรงงานไทย บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จํากัด ในการผลิตวัคซีน mRNA และตัวเคลือบวัคซีนด้วย จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการวิจัยในคน ซึ่งมีการดำเนินการไปแล้วในต่างประเทศ 18-20 ชนิด อย่างน้อยมี 4 ชนิดที่เป็น mRNA และมี 3 ชนิดที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับเรา แต่จะต่างกันที่ตัวเนื้อวัคซีน ทำให้เราสามารถเรียนรู้ความน่าจะเป็น ได้ว่าแบบไหนจะได้ผล ดังนั้น &amp;nbsp;ในแผนระยะแรกเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 จะทดลองในคน 100+ คน และเพื่อความปลอดภัยจะต้องเริ่มที่โดสต่ำๆ จึงกำหนดเป็นกลุ่มอายุ 18-60 ปี แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีนเข็มแรก/เข็มที่ 2 ที่ 10/10 ไมโครกรัม กลุ่ม 2 30/30 &amp;nbsp;ไมโครกรัม กลุ่ม 3 100/100 ไมโครกรัม กลุ่ม 4 &amp;nbsp;30/10 และกลุ่ม 5 100/10 และคาดว่าจะทำให้คนเข้าถึงวัคซีนได้เยอะขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในระยะที่ 2 ช่วงธันวาคม 2563 -มีนาคม 2564 ทดลองในคน 500-1,000 คน ในส่วนของระยะที่ 3 จากการเรียนรู้ติดตามในต่างประเทศที่มีการทดลอง mRNA 4 ชนิดที่ก้าวหน้ามากกว่าเราถึง 6 เดือน ที่คาดว่ามีวัคซีน 1 ตัวสำเร็จได้ในต้นปี 2021 และได้การรับรอง อย.จากอเมริกาและยุโรป &amp;nbsp;ส่วนของจีนได้มีการเริ่มให้ใช้ได้ในทหาร เพราะวัคซีนมีความเสี่ยงสูง ทำให้ดูผลการทดลองได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนั้นไทยกำลังเริ่มดำเนินการทดลองในคนระยะที่ 2 จึงเป็นไปได้ว่าในระยะที่ 3 อย.ไทย อาจเห็นควรให้ ไม่ต้องดำเนินการ เข้าสู่ระยะ Emergency Use Authorization(EUA) แต่ยังต้องทำการเก็บข้อมูลเหมือนระยะที่ 3 แต่ทั้งนี้หากเป็นไปได้ก็จะช่วยลดทรัพยากรและระยะเวลาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนการทดลองวิจัยในคน ของวัคซีน CU-Cov19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71194</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, วัคซีน CU-Cov19, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0aa887528f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จุฬาฯเผย1วันหลังฉีดวัคซีนป้องกันโควิดชนิดmRNAในลิงยังปกติไม่มีไข้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63-ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.พัฒนาวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ปัจจุบันมีประมาณ 6-7 เทคโนโลยีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยเลือกเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้เอสโปรตีน (s protein) ทั้งตัว ซึ่งจากการทดลองในสัตว์ทดลองในหนูพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ผลดี และเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการเริ่มฉีดวัคซีนดังกล่าวในลิงทดลอง ซึ่งปกติภูมิฯ จะขึ้นต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่จะขึ้นสูงใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ดังนั้นจะตรวจเลือดลิงรอบแรกประมาณกลางมิ.ย.นี้ ถ้าภูมิฯ ต่ำ ก็จะไปตรวจอีกครั้งประมาณต้นเดือน หรือปลายเดือน ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สิ่งที่ทำคู่ขนานกันไปคือประสานโรงงานผลิตวัคซัน mRNA 2 แห่ง คือ บริษัทไบโอเนท สหรัฐอเมริกา และไบโอเนทเยอรมัน เพื่อผลิตวัคซีนจำนวน 10,000 โดส เพื่อใช้ในการทดลองในกลุ่มอาสาสมัคร เพื่อดูว่าปลอดภัยหรือไม่ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ กระตุ้นได้ยาวนานแค่ไหน และสามารถป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้คนละ 2 โดส ทั้งนี้ การทดลองในอาสาสมัครที่เป็นคนไทยจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสแรก เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่ำ ประมาณ 100 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10-15 คน โดยให้วัคซีนในจำนวนโดสที่แตกต่างกัน แบ่งเป็นขนาดสูง กลาง ต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟสที่ 2 เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีทั้งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรโน 2019 สูง และต่ำ ประมาณ 500 กว่าคน และเฟสที่ 3 ใช้อาสาสมัครที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง และบางส่วนต้องใช้อาสาสมัครที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อด้วย โดยใช้อาสาสมัครประมาณหลักพันคน แต่ในสถานการณ์ของไทยตอนนี้ จำนวนผู้ป่วยอยู่ในระดับน้อย ดังนั้น เฟส 3 ก็ต้องประเมินกันอีกครั้ง อาจจะต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ วัคซีนเข็มแรกที่จะทดลองในอาสาสมัครคนไทยจะเริ่มประมาณเดือน พ.ย. ส่วนที่มีข่าวว่าจะเริ่ม ส.ค.นั้น เป็นแผนการเดิม ทั้งนี้คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ ปีครึ่ง หรือประมาณปลายปี 2564 ประเทศไทยจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยและเพื่อคนไทยได้เอง ตอนนี้ก็รอดูผลการฉีดวัคซีนในลิงว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าไม่ดีเราก็กลับมาพัฒนาเริ่มต้นที่การทดลองในหนูอีกครั้ง แต่หลังจากฉีดวัคซีนให้ลิง 1 วันตอนนี้ก็ยังปกติ ไม่มีไข้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติ กล่าวว่า ในส่วนเรื่องการสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 3 (Biosafety-Level 3 : BSL3) ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ นั้น เนื่องจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ไปตรวจเยี่ยมการทดลองฉีดวัคซีนในลิงนั้น พบว่าสิ่งที่เราขาดคือห้องที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูงซึ่งรัฐบาลก็ได้ตั้งงบสำหรับตั้ง BSL3 เป็นยูนิตฉุกเฉินก่อนในระยะ 3 เดือนนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวัคซีนตัวอื่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.นคร เปรมศรี ผอสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาและจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 มีหลายความร่วมมือ ทั้งความร่วมมือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คณะเภสัช จุฬา และไบโอเทค สวทช. &amp;nbsp;และบ.ไบโอเนท-เอเชีย เพื่อพัฒนาวัคซีนในประเทศ ให้มีทิศทางเดียวกับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก วัคซีนที่เริ่มการทดสอบในสัตว์ทดลอง 114 ชนิด ส่วนที่เริ่มทดลองในคนมี 10 ชนิด ได้แก่ จีน 5 ชนิด สหรัฐ 2 ชนิด อังกฤษ 1 ชนิด เยอรมัน 1 ชนิด และออสเตรเลีย 1 ชนิด ส่วนของไทยได้เริ่มทดสอบในสัตว์ทดลอง และจะพัฒนาสู่การฉีดในคนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้มีการประสานความร่วมมือผู้พัฒนาวัคซีนในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาวัคซีนร่วมกัน เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาผลิตต่อในประเทศไทย และเพื่อขอซื้อวัคซีนที่สำเร็จแล้วมาใช้ในประเทศไทยในระยะต้น ซึ่งในการพัฒนาวัคซีนจากทั่วโลก ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนประมาณปลายปี 2564 จะมีวัคซีนใช้ในโลก แต่หากการพัฒนาวัคซีนสะดุดติดขัด ก็ต้องปรับรูปแบบวัคซีนกันใหม่ ดังนั้น ถือเป็นเรื่องของงานวิจัย และเป็นสิ่งที่ท้าทายนักวิทยาศาสตร์ไทย และทั่วโลก ที่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่พัฒนาวัคซีนด้วยความเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บ.ไบโอเนทขเอเชีย จำกัด กล่าวว่า จากการหารือก็เห็นตรงกันว่า ช่วงโรคระบาดจะต้องเลือกพัฒนาวัคซีนที่มีความรวดเร็วและปลอดภัย ดังนั้น DNA และ mRNA วัคซีนเป็นคำตอบ บริษัทจึงหันมาทำทาง DNA วัคซีน ซึ่งราก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และเรามีศักยภาพที่จะผลิต DNA วัคซีนเพื่อใช้ในประเทศได้ และพร้อมรับการถ่ายทอด mRNA.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66786</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นคร เปรมศรี, นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล, วัคซีน, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca2a114ef1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯวิจัย&quot;วัคซีนโควิด&quot;คืบ ได้ต้นแบบ 6 ตัว ร่วมมือกับม.เพนซิลวาเนีย/จองโรงงานผลิตในสหรัฐแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19พ.ค.63-ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีกำกับดูแลด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์ เปิดเผยเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของศูนย์วิจัยพัฒนาวัคซีนของจุฬาฯ ว่า ความหวังของเราคือการมีวัคซีนในการลดการระบาดโควิด-19 โดยในปัจจุบันทั่วโลกมีประเทศที่กำลังพัฒนาวัคซีนต้นแบบจำนวน 115 ประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าหากรวมกับประเทศไทยและประเทศอื่นๆอีกก็น่าจะมีประมาณ 120 ประเทศ โดยมี 10 วัคซีนต้นแบบที่เข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบกับอาสาสมัคร แบ่งเป็น 8 วัคซีนต้นแบบในเฟสที่ 1 คือทดสอบในอาสาสมัครไม่เกิน 100 คน และ 2 วัคซีนต้นแบบในเฟสที่ 2 คือทดสอบในอาสาสมัครมากกว่า 100-1,000 ใน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมัน และแคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวต่อว่า โดยทั่วไปในการพัฒนาวัคซีนในภาวะปกติ &amp;nbsp;ต้องมีกระบวนการทดสอบจากสัตว์ทดลอง ก่อนไปทดลองในคน และต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี &amp;nbsp;กว่าที่จะสำเร็จ ผลิตเป็นวัคซีนให้คนทั่วไปได้ใช้ &amp;nbsp;แต่ในภาวะที่มีการโรคระบาดทั่วโลก จะใช้เวลาในการพัฒนานานไม่ได้ &amp;nbsp;บวกกับเทคโนโลยีของโลกที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ดังนั้น ทันทีที่รู้สายพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด-19แล้ว &amp;nbsp;วัคซีนตัวแรกอาจจะใช้เวลาพัฒนาไม่ถึง 4 เดือน ก็เข้าสู่ F-L-H หรือ เฟสที่ 1 และเข้าสู่เฟสที่ 2 และ 3 โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นถ้าไทยจะออกแบบพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ก็จะต้องเข้าใจภูมิคุ้มกันโควิด-19 ที่แบ่งออกเป็น Neutralizing Antibodies(NAb) และ Cytotoxic T cells ซึ่งก็มีการตั้งคำถามว่า 1.NAb อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ 2.ต้องมี T cells หรือไม่ 3.ในบุคคลที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว มี NAb สูงแค่ไหน แล้วจะสามารถป้องกันการติดเชื้อรอบสองได้หรือไม่ ในกรณีป้องกันได้ จะสามารถป้องกันได้นานกี่เดือน กี่ปี และที่สำคัญคือ 4.Enhancing Ab (ADE) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเชื้อไวรัสเดงกี ที่เป็นต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก หากฉีดแอนติบอดีเข้าไปจะนำพาเชื้อนี้เข้าสู่เซลล์ได้ง่ายหรือไม่ในบางคน&amp;rdquo; ศ.นพ.เกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;เป็นไปได้ว่าการตอบสนองของแอนติบอดีในโควิด-19 ก็อาจจะมีทั้ง NAb และ Non-NAb แล้วค่าTiter(ปริมาณของ Serum Dilution ในลำดับสูงสุดที่ทำปฏิกิริยากับไวรัส) เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ จากข้อมูลในประเทศจีน ค่าTiter จากอาสาสมัคร 175 คน จะเห็นว่าประชากรจีนที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 50% มีค่า Titer ไม่ถึง 1,000 และอีก 50% เกิน 1,000 ซึ่งอาจจะตอบโจทย์ได้ว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และเมื่อมีวัคซีนโควิด-19 จะมีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส เหมือนกับ HIV หรือ ไข้หวัดใหญ่หรือไม่นั้น จากข้อมูลที่เริ่มมีการระบาดจนถึงในปัจจุบัน ตามลำดับพันธุกรรมมากกว่า 500 ลำดับ จากฐานข้อมูลสากล GISAID ยังไม่พบว่ามีการกลายพันธุ์ของพันธุกรรมเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของศูนย์วิจัยวัคซีนจุฬาฯ (Chula VRC) ที่ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า &amp;nbsp; ขณะนี้ได้วัคซีนต้นแบบแล้ว 6 ตัว &amp;nbsp;พัฒนาด้วยเทคโนโลยี mRNA &amp;nbsp;อยู่ในขั้นตอนของการทดสอบในสัตว์ เพื่อหาวัคซีนที่ดีที่สุด &amp;nbsp;ผลทดลองเบื้องต้น ของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งได้ทดลองกับหนู ผลออกมาดี ส่วนการทดลองกับหนูของทางจุฬาฯผลจะออกมาในช่วงสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะมีการทดลองในลิง และเสร็จสิ้นการทดลองในลิงช่วงเดือนมิถุนายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รองคณบดี กล่าวอีกว่า และเมื่อไม่นานนี้ ทางศูนย์วิจัย ได้ประชุมเพื่อจองโรงงาน Bio tech ในสหรัฐอเมริกา ผลิตวัคซีน 10,000 โดส คาดว่าจะส่งวัคซีนต้นแบบให้โรงงานผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 &amp;nbsp; และจะสามารถผลิตวัคซีนให้เราได้เร็วที่สุดในเดือนสิงหาคม และจะสามารถนำส่งวัคซีนมาทดสอบในอาสาสมัคร จำนวนประมาณ 100 คน ได้ในเดือนตุลาคม 2563 &amp;nbsp;โดยอาสาสมัครเหล่านี้ต้องอายุตั้งแต่ &amp;nbsp;18-80 ปี ร่างกายแข็งแรง และต้องไม่เคยได้รับเชื้อโควิด-19 มาก่อน &amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;nbsp;คาดว่าการพัฒนาในระยะเฟส1-3 จะเสร็จสิ้นเรียบร้อยในกลางปี 2564 หลังจากนั้นก็จะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทในไทย เพื่อผลิตเป็นวัคซีนอย่างน้อย 60 ล้านโดสต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วยในการผลิตวัคซีนให้ครอบคลุมคนไทยจำนวนเท่าไหร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทำไมเราต้องจองโรงงานผลิตวัคซีน ที่สหรัฐ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้าไม่จองไว้ก่อน พอถึงเวลาที่จะผลิตจริงกลับไม่เหลือแล้ว เนื่องจากทั่วโลกก็คิดผลิตวัคซีนด้วยเหมือนกัน&amp;nbsp; ส่วนงบฯ เราได้งบประมาณจากทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่สนับสนุนการวิจัย ส่วนโรงงานที่จองไว้ แบ่งเป็น 2 โรงงาน คือโรงงานที่ผลิตวัคซีนเทคโนโลยี mRNA ที่สหรัฐอเมริกา &amp;nbsp; และอีกโรงงานที่ผลิตส่วนผสมวัคซีน เพื่อใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี &amp;nbsp;เป็นของบริษัทประเทศเยอรมันนี แต่ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดา และหากผลการผลิตจากต่างประเทศแล้วเสร็จ ก็เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยี mRNA ให้กับโรงงานในไทย ที่ร่วมมือ คือ บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด แต่ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2564 &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีหลายประเทศมีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนมากกว่าไทยมาก &amp;nbsp;เหตุใดประเทศไทยยังต้องเดินหน้าโครงการต่อ ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า &amp;nbsp;ถ้าดูจากจำนวนประชากรทั่วโลก &amp;nbsp;7,780 ล้านคน ก็คาดว่าจะมีความต้องการวัคซีนไม่ต่ำกว่านี้ &amp;nbsp;อย่างในประเทศจีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และในอเมริกาอีกว่า 330 ล้านคน &amp;nbsp;ฉะนั้นหากประเทศเหล่านี้ผลิตวัคซีนได้ ก็ต้องดูแลประชากรในประเทศของเขาก่อน &amp;nbsp;ซึ่งทางรัฐบาลไทย ก็ได้มีการวางแผนเรื่องนี้ไว้แล้ว &amp;nbsp;คือ การจับมือกับประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา พัฒนาวัคซีนให้ก้าวไกล ในการร่วมทำวิจัยต่างๆ และเพื่อปูทางนำเข้าวัคซีนในอนาคต &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่ไทยพัฒนาวัคซีนเอง คู่ขนานไปด้วย ก็เพื่อดูแลประชากรอย่างเพียงพอ ส่วนวัคซีนโควิด-19 จะต้องฉีดซ้ำเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไหม อาจจะต้องรอผลของพิสูจน์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 อยู่ในระยะเวลาของการรอผลว่าต้นแบบวัคซีนประเทศไหนจะได้ผลดีกว่ากัน และคาดว่าประเทศจีนน่าจะผลิตได้เสร็จก่อนเป็นประเทศแรก เพราะได้เริ่มทดลองพัฒนาก่อนประเทศอื่นๆ ซึ่งการทดลองที่ไทยทำ ยังตามหลังประเทศจีน หรือสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นข้อดี เพราะหากเทคโนโลยีที่ใช้ทดลองซึ่งเป็นตัวเดียวกัน อย่าง mRNA ได้ผล ก็ถือว่ามาถูกทาง &amp;nbsp; แต่หากไม่ได้ผลเราก็จะสามารถหยุดพัฒนาได้เร็ว และหาทางวิธีอื่นต่อไป &amp;quot; ศ.นพ.เกียรติกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66360</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #โควิด-19, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ศูนย์วิจัยพัฒนาวัคซีนจุฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3c769e30b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
