<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 รอดไปด้วยกัน ชวน “กินดี-มีขยับ-หลับสบาย-คลายเครียด”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สมาคมโรคเบาหวานฯ ชวนคนไทย &amp;ldquo;ฟิตติดบ้านต้านโควิด-19&amp;rdquo; หยุดอ้วนห่างไกลโควิด และมหันตภัยโรค NCDs ยิ่งช่วง work from home แนะปรับวิถีชีวิตใหม่รอดไปด้วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด&amp;rdquo; กินครบ 5 หมู่ ปรุงเอง เพิ่มผักผลไม้ ใช้ 2 สูตร ชู 6:6:1 ลดหวาน-มัน-เค็ม และ 2:1:1 สไตล์ไทยผสมเมดิเตอร์เรเนียน เดินหมื่นก้าวต่อวัน มีวินัยเคลื่อนไหวตัวเองบ่อยๆ ออกกำลังกาย เปิดเกมท้าทายแข่งกันทำกิจกรรมตัวเลขเบรกโรคเฟส 1 เฟส 2&amp;nbsp; อยู่บ้านหุ่นดีช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 ตอน &amp;ldquo;รอดไปด้วยกัน&amp;rdquo; ผ่านทาง facebook เครือข่ายคนไทยไร้พุง และ facebook สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ข้อมูลความรู้ที่จะได้รับ ความสำคัญของการดูแลสุขภาพในภาวการณ์ระบาดของโควิด-19 เหตุใดผู้ที่เป็นโรคอ้วน อ้วนลงพุงและโรคเรื้อรังจึงเกิดผลกระทบรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 เราควรใช้ชีวิตขณะอยู่บ้าน Work From Home อย่างไรให้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค การตรวจประเมินสุขภาพตนเองด้วยวิธีง่ายๆ คำแนะนำด้านการออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน คำแนะนำด้านการปรุงอาหาร/สั่งอาหารกินที่บ้านให้ดีต่อสุขภาพ เสริมภูมิต้านทานโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ค.64-มิ.ย.64 &amp;ldquo;ตัวเลขเบรกโรค&amp;rdquo; การตรวจประเมินสุขภาพตนเองและตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ &amp;ldquo;ฟิตติดบ้าน&amp;rdquo; การออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน &amp;ldquo;กินที่บ้าน ต้านโรค&amp;rdquo; การเลือกกิน/สั่งอาหารให้ดีต่อสุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดประเด็นข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องมาคุยเรื่องโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับโควิด-19 อย่างไร? ดูจากกราฟตั้งแต่ปี 2563 ช่วงเดือน ม.ค.เราต้องเผชิญและผจญกับโรคโควิด-19 ระบาดรอบแรก ต่อมาเดือน ส.ค.-ก.ย.-ต.ค.ระบาดรอบที่ 2 พบการระบาดใน จ.สมุทรสาคร คลัสเตอร์ จ.อ่างทอง ใน จ.ระยอง จ.ชลบุรี พอเริ่มซาลงก็ระบาดในรอบที่ 3 เมื่อเดือน มี.ค.2564 โดยเฉพาะระลอกที่ 3 การระบาดหลังสงกรานต์ เรื่องมาตรการปิดสถานบันเทิง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราตระหนก ทำไมสถานการณ์ติดเชื้อแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 13 ม.ค.2563-16 ม.ค.2564 ตรวจพบผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตเป็นชาย 55 คน หญิง 15 คน อายุ 28-87 ปี เสียชีวิต 70 ราย โรคที่พบ NCDs สูงสุด 58.3% โรคอื่นๆ 18.1% ไม่มีโรค 16.7% ไม่ทราบผู้เสียชีวิตมีปัญหาอะไรเป็นสาเหตุ 6.9% ในกลุ่มโรค NCDs มีโรคเบาหวาน 65% ความดันโลหิตสูง 55% หัวใจ 12.5% มีอัมพาต ไตเรื้อรัง ปอดเรื้อรัง ทั้งหมดรวมเรียกว่าโรค NCDs ในกราฟจะเห็นว่าบางคนมีมากกว่า 1 โรค เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคไต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-6 พ.ค. พบว่ามีคนไข้เสียชีวิต 242 ราย เป็นจำนวน 3-4 เท่าของช่วงแรก จำนวน 75.6% อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก อัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.51 ในช่วงวันที่ 9 พ.ค.64 ติดเชื้อ 54,512 ราย เสียชีวิต 305 ราย คิดเป็น 0.56% ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.มีผู้เสียชีวิต 417 ราย ตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงนี้สูงจริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วงจรกลุ่มโรคไม่ติดต่อและวิธีการบริหารจัดการ ช่วงคนปกตินั้นถ้ามีพฤติกรรมไม่ดีทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรค NCDs มีโรคแทรกซ้อนตามมาเสมอ โรคแทรกซ้อนคุกคามเรามากๆ จนถึงระยะสุดท้ายจะต้องมีคนเข้ามาดูแล ไม่สามารถจะพึ่งพาตนเองได้เมื่อเจ็บป่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าเราปกติ ไม่ป่วย เราควรป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดโรคกลายเป็นความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเกิดโรค NCDs ภัยเงียบ แต่ถ้าเราเริ่มป่วยเป็นโรค NCDs กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่ เหล้า ไม่ออกกำลังกาย ไม่มีกิจกรรมทางกาย สัมผัสกับมลพิษ ถ้าเราไม่ได้ตรวจก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่าเราเป็นโรค NCDs แล้วหรือยัง ต้องตรวจค้นตั้งแต่เริ่มต้น เราจะไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ เมื่อเป็นแล้วเราต้องรักษาให้ดี ต้องปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กินยา รักษาให้ดี มิฉะนั้นจะมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องพึ่งพาคนอื่น อยู่คนเดียวจะลำบาก แต่ถ้าเรามีสุขภาพดี ถึงแม้จะมีโรค ยังทำงานได้ ช่วยตัวเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำไมถึงมีคำว่าอ้วน อ้วนคือบ้านของโรค NCDs คนที่อ้วนมีความดันผิดปกติ มีน้ำตาลผิดปกติ มีไขมันผิดปกติในเลือด สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นโรคได้ เราต้องดูแลสุขภาพให้ดี มิฉะนั้นในระยะสุดท้าย เราจะกลายเป็นคนทุพพลภาพ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร การมีสุขภาพที่ดี เงินซื้อไม่ได้ ต้องทำด้วยตัวเอง ใครทำให้เราก็ไม่ได้ด้วย แม้จะมีโรค เราก็ต้องมีสุขภาพดี วงจรที่จะเกิดโรค NCDs คือพันธุกรรมและการปฏิบัติของตัวเอง ดังนั้นต้องรีบแก้ไขเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนที่จะมีอายุมากขึ้น การดูแลพื้นฐานเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรค NCDs เราต้องดูแลอาหารการกิน มีกิจกรรมที่ออกแรง อย่านั่งๆ นอนๆ มากจนเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การปรับวิถีชีวิตของตัวเอง กินให้ถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างไร นอนให้ครบ 7 ชั่วโมงอย่างน้อยสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กนอน 8-10 ชั่วโมง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ทำจิตใจให้สบาย ต้องมีการเคลื่อนไหวตัวเองอยู่ตลอดเวลา ตัวต้องเคลื่อน ไม่ใช่นั่งเล่นมือถือแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่ตัวเองไม่ได้เคลื่อนไหว เราต้องฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิในตัวเองให้แข็งแรงให้เพียงพอด้วย เราอยากให้รอดไปด้วยกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยไร้พุงและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ตั้งข้อสังเกตที่ท้าทายว่า เมื่อโควิดยังไม่ไป เราจะกินอยู่อย่างไรเพื่อให้ลดความเสี่ยงต่อการติดโควิด เรื่องนี้หมอทั้งโลกก็บอกไม่ได้ว่าโควิดจะไปเมื่อไหร่ เมื่อโควิดยังอยู่กับเรา เคล็ดลับในการกินเพื่อลดความเสี่ยง 3:2:1 เคล็ดไม่ลับ 3อ:2ส:1พ. อ.1 เลือกกิน &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; ที่ถูกหลักโภชนาการ อ.2 &amp;ldquo;ออกกำลังกาย&amp;rdquo; หรือเคลื่อนไหวร่างกาย อ.3 ควบคุม &amp;ldquo;อารมณ์&amp;rdquo; ส.1 งดสูบบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา 1พ. คือ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารสร้างภูมิคุ้มกันโรค กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ สมุนไพร ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม ไม่เผ็ด องค์การ FAO สนับสนุนให้คนไทยกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์เยอะๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่สู้กับโรคและสร้างภูมิคุ้มกันโรค การที่เราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี เรากินเพื่อให้ได้อาหาร ร่างกายได้รับสารอาหาร 5 ตัว และน้ำ เข้าไปอยู่ในเซลล์แข็งแรง ร่างกายมีภูมิต้านทาน โปรตีนสร้างสารแอนติบอดี โปรตีนในอาหารสร้างเซลล์แข็งแรง เซลล์เม็ดเลือดขาว วิตามินซีได้จากผัก ผลไม้ ช่วยเม็ดเลือดขาวกระตุ้นร่างกายสร้างแอนติบอดี ผัก คะน้า ไม่เปรี้ยว ถั่วงอก ได้วิตามินซีต้านโรค วิตามินเอ สังกะสีเพิ่มอีมูนให้ร่างกาย โปรไบโอติกส์ เรากินนมเปรี้ยว ผักหมักดอง ช่วยทำให้ลำไส้ย่อยดูดซึมสารอาหารได้ดี เซลล์แข็งแรง ในนมก็มีพฤกษาเคมี เป็น ศ.ทั่วโลกฮือฮามาก ผัก ผลไม้ มีพฤกษาเคมีลดความเข้มขันอนุมูลอิสระ สร้างภูมิต้าน บรรเทาการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารเนื้อ นม ไข่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ สร้างสารแอนติบอดีป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มีโปรตีนใยอาหารสร้างเซลล์ให้แข็งแรง เม็ดเลือดขาวมีภูมิต้านทาน วิตามินซีได้จากผักผลไม้ ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดีได้เป็นอย่างดี วิตามินเอ อี สังกะสีช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน Probiotics Prebiotics กินผักดอง โยเกิร์ตทำให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนกินหวานจัด มันจัด เค็มจัด เกลืออย่าเกิน 1 ช้อนชา เรากินอาหาร ถ้าเราต้องการลดน้ำหนัก กินตามสูตร 2:1:1 เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ข้าว ถ้าเรากิน 2:1:1 เราจะไม่อ้วน วันนี้เราอยู่บ้าน เปิดตู้เย็นตลอดเวลาหรือเปล่า ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะสั่งอาหาร หรือทำอาหารกินเอง เน้นพริก ขิง กระชาย กระเทียมให้ได้ พยายามหาโอกาสทำอาหารกินเองที่บ้าน วัยรุ่นติดอยู่กับบ้านเปิดยูทูบ ทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ควบคุมคุณภาพ โภชนาการ รสชาติหวานจัด การสั่งอาหารนอกบ้านเข้ามาให้ครบ 5 หมู่ ต้องกินผักผลไม้ด้วย ถึงเวลาต้องปฏิวัติตู้เย็นให้คนเข้าถึงอาหารว่างให้ดีด้วย มื้อเที่ยงถึงเย็นทำตู้เย็นในบ้านมีผลไม้พร้อมกิน หยิบเข้าถึงได้ดีขึ้นด้วย วางส้มอยู่บนโต๊ะกินข้าว พริกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ระบบไหวเวียนโลหิตดีขึ้น ขิงมีสารแอนติออกซิแดนต์ลดการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กินให้ฟิตเมื่ออยู่ติดบ้าน เน้นกินอาหารไทยครบ 5 หมู่ ที่มีพริก ขิง กระชาย พริก กระชายกินจากขนมจีน พริกกินจากสมุนไพร พยายามทำอาหารกินเองที่บ้าน พริกสร้างภูมิคุ้มกัน มีสาร capsaisin ต่อต้านอนุมูลอิสระและออกฤทธิ์ต้านไวรัส รา แบคทีเรีย ลดการอักเสบ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น มีวิตามินเอ ซี และแร่ธาตุหลายชนิด ขิงมีสาร jinjerol และ shoganol ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ กินแบบธรรมชาติ กระชายขาว รพ.รามาธิบดีทดลองในห้องทดลองสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตไวรัสโควิด และยังยั้งการเซลล์ในการผลิตไวรัส แต่ต้องวิจัยต่อเพื่อให้ได้คำตอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสวนาให้ความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมรอดไปด้วยกัน เรากำลังกังวลเรื่องวัคซีนฉีดดีหรือไม่ฉีดดี ชวนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน หลายคนหลงลืมไปว่าการฉีดวัคซีนให้กับตัวเอง เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองอย่างดีด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; ละบุหรี่ เลิกเหล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์&amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สโลแกนไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด ทำไมคนอ้วนจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับโควิด คนที่มี BMI เกินหรือคนที่อ้วน ทำไมคนอายุน้อยๆ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการติดโควิด ความอ้วนทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานผิดปกติ เซลล์การป้องกัน มีการอักเสบเรื้อรัง ยิ่งอ้วนมากขึ้นเท่าไหร่จะพบปัญหาการอักเสบมากยิ่งขึ้น เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองทำงานผิดปกติ ไม่ขยายตัว ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ระบบการเกิดลิ่มเลือดมากกว่าปกติ เลือดข้นกว่าปกติ ระบบภูมิคุ้มกันคอมพิเมนต์ผิดปกติ กระตุ้นระบบอาร์เอเอสเอ การอักเสบรับเชื้อโรค คนอ้วนไม่ออกแดดจะรับเชื้อในเนื้อเยื่อไขมัน การนั่งนอนขยับลำบาก เวลาป่วยเป็นโควิดนอนลำบาก นอนคว่ำก็ลำบาก คนอ้วนน้อยเนื้อต่ำใจไม่กล้าไป รพ. เบาหวาน ความดัน ไตวาย อ้วนทั้งคณะ ไขมันพอกตับ โรคปอด นอนกรนหยุดหายใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารที่สัมพันธ์กับลดการตายจากทุกสาเหตุและการตายจากโรคทางเดินหายใจ อ.อาหารย่อยง่าย ไกลโรคคือ 2-1-1(เฉลี่ย/มื้อ) 2 (พริก ผัก ถั่ว งา) 1 (ปลา) 1 (ข้าวกล้อง)+(ผลไม้)+ชาเขียวร้อนไม่ปรุงรส งดอาหารย่อยยาก มากโรค คือหวานแรง เนื้อแดง ปรุงแต่ง ปนเปื้อน : งดอาหารสำเร็จรูป ปรุงแต่งสุดๆ ของเบเกอรี่ อาหารหวานเกิน น้ำตาลเทียม ลดเนื้อสัตว์ใหญ่&amp;nbsp; (100-120 กรัม/วัน) เนื้อปรุงแต่ง (30-50 กรัม/วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศสเปน อาหารที่ชาวสเปนรับประทาน อาหารชาวกรีกโบราณ อาหารชาวเมดิเตอร์เรเนียน ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การศึกษาที่เมืองจีน กินพริกสดมากกว่า 6 วัน/สัปดาห์ สัมพันธ์กับการลดความตายจากโรคทางเดินหายใจ 30% ทุก 10 กรัม ถั่วลิสงที่กิน/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 31% ทุก 30 กรัมที่กินปลา (ไม่ทอด)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 23% ข้าวกล้องทุก 90 กรัมที่กินธัญพืช (ไม่ขัดสี)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 22% หญิงญี่ปุ่นดื่มชาเขียว 5 แก้ว/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 34%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Sallis R.Br J Sports Med 2021 จากการศึกษาคนไข้ผู้สูงวัยจำนวน 48,440 ถึงปัจจัยเสี่ยงเมื่อป่วยเป็นโควิด-19 พบว่า 2 ปีก่อนผู้ป่วยชาวอังกฤษที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 40 กก./ตร.ม. สัมพันธ์กับเพิ่มการป่วยหนัก (ต้องนอนไอซียู) และการตายจากโควิด-19 พฤติกรรม &amp;ldquo;นั่งนอนมาก&amp;rdquo; (กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ไม่ฟิต ติดเตียง) หรือฟิตแต่ไม่สม่ำเสมอ สัมพันธ์กัน เพิ่มการนอนไอซียูและการตายจากโควิด-19 ดังนั้นบ้านเราใครที่มีพฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงโอกาสที่จะติดโควิด-19 สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถ้าจะให้คำแนะนำ ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน &amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; การละบุหรี่ เลิกเหล้า กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง ต้องเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ เห็นประโยชน์เกื้อกูล รู้ทางเลือก ขอตั้งจิตอธิษฐานสาบานพระ ว่าลูกจะละเลิกบุหรี่เหล้า เข้าพรรษาไม่สูบไม่มึนเมา หนักก็เอาเบาก็สู้ ไม่ถอยเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ไทยจ่ายค่าดูแลรักษาโรคอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;และสัมพันธ์โรคอ้วนมากกว่าปีละแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากโรควิถีชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่เป็นมหันตภัยเงียบที่กำลังทำร้ายสุขภาพของคนไทยอย่างร้ายแรง คือโรคอ้วน มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มมากขึ้น กินผักและผลไม้น้อยลง ดื่มสุรา สูบบุหรี่ และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้คนไทยกำลังถูกโรคอ้วนซึ่งเป็นมหันตภัยเงียบคุกคามอยู่ในขณะนี้ก่อให้เกิดโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ติดอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยมีประชากรที่มีรูปร่างท้วมจนถึงอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นปีละ 25% (4.2 ล้านคน/ปี) คนไทยเสียชีวิตจากโรคอ้วนปีละ 20,000 คน ประเทศไทยเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนมากกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.ถึง 31 ก.ค.นี้ ผู้ป่วยทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง (ระยะสุดท้ายระยะที่ 5) โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน (น้ำหนัก 100 กก.ขึ้นไป) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข โครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีชีวิตไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินที่บ้าน ต้านโรค, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ตัวเลขเบรกโรค, ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, รอดไปด้วยกัน, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานฯ, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, หยุดอ้วนห่างไกลโควิด, องค์การ FAO, อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, โรค NCDs, โรคอ้วน, ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7bc8843e66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วันอ้วนโลก’  คนไทย 20.8 ล้านคน น้ำหนักเกินมาตรฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน หญิงอ้วนกว่าชาย 14 ล้านคน : ชาย 6.8 ล้านคน สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง แจงตัวเลขเนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; เสี่ยงป่วยโรค NCDs ชี้โรคอ้วนเป็นภัยคุกคามชีวิต จุดเริ่มต้นของสุขภาพแย่ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโควิด-19 อาการรุนแรงและเสียชีวิต เกิดปมด้อย เร่งสร้างสังคม &amp;ldquo;ลดหวาน มัน เค็ม&amp;rdquo; ตระหนักภัยร้าย &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยทั้งหญิงและชายเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน...เป็นผู้ชาย 6.8 ล้านคน เป็นผู้หญิง 14 ล้านคน ลักษณะที่เรียกว่าอ้วนลงพุง เส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไป (เพศหญิง) เส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป (เพศชาย) ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศหญิง) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศชาย) ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ระดับความดันโลหิต 130/85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือด 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; มหันตภัยเงียบที่คุณคาดไม่ถึง อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ไขมันนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วนลงพุง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ นับตั้งแต่ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เมตาบอลิกซินโดรม โรคหลอดเลือดดำอุดตัน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไขมันเกาะตับ โรคซึมเศร้า โรคหลอดลมอุดกลั้น โรคหอบหืด คุณภาพไตลดลง เพิ่มอัตราการเสียชีวิต โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ้วนลงพุงเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไขมันสะสมที่หน้าท้องและมีรอบเอวขนาดใหญ่ ทั้งยังมีระดับความดันโลหิต ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ได้มากขึ้น บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนลงพุง ผู้สูงอายุ ชาวเอเชียหรือผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกา-คาริบเบียน ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวอ้วนลงพุงหรือเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดเสวนาถอดบทเรียนสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 เนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; (World Obesity Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคม ทุกคนร่วมมือลดภัยโรคอ้วนเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมจนน้ำหนักเกิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ (NCDs : non-communicable diseases)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบ &amp;ldquo;คนอ้วน&amp;rdquo; มากกว่า 800 ล้านคน กระจายอยู่ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ขณะที่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบเด็กและผู้ใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก จากการบริโภคเกินความจำเป็น ไม่ถูกหลักโภชนาการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปี 2557 ถึงปัจจุบัน พบคนไทย 19.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 34.1 มีภาวะ &amp;ldquo;อ้วน&amp;rdquo; และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; กว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.5 ทั้ง 2 กลุ่ม เสี่ยงป่วยเป็นโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) กำหนดให้มีวันอ้วนโลก มีเป้าหมายให้ทุกคนเห็นว่า &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; เป็นภัยคุกคามชีวิต เพราะ &amp;quot;ความอ้วน&amp;rdquo; คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ไม่ดี ส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงาน คุณภาพการนอน การใช้ชีวิตในสังคม ความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเอง เกิดปมด้อย อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า หากทุกคนรู้วิธีป้องกันและดูแลเรื่องอาหารและมีกิจกรรมทางกาย จะช่วยลดความเสี่ยงได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันอ้วนลงพุง คือ ควบคุมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดการสะสมของไขมันหน้าท้อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 150-300 นาที ทำกิจกรรมหรือทำงานอดิเรกเพื่อการผ่อนคลายความเครียด และเลิกสูบบุหรี่ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และนักโภชนาการอิสระ กล่าวว่า การใช้ชีวิตประจำวันทำให้เกิด &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ได้ เพราะการกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ บริโภคหวาน มัน เค็มมากเกินไป ใช้ชีวิตไม่สมดุล ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีส่วนทำให้น้ำหนักตัวเกินและส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ส่วนที่คิดว่าโรคอ้วนมาจากพันธุกรรม ในทางการแพทย์พบว่าอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย สิ่งที่ดีที่สุดคือ กินผัก-ผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม มีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้ร่างกาย เพราะความอ้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ไตวาย เกาต์ ตับแข็ง ฯลฯ หากสังคมสานพลังรักสุขภาพจะช่วยหยุดปัญหาเหล่านี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ กรรมการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงติดโควิด-19 มากกว่าคนปกติ แต่ในทางการแพทย์พบว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าติดโควิด-19 อาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตง่ายกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง ดูได้จากปรากฏการณ์การระบาดของโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนอ้วนจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงกลุ่มแรกๆ เพราะคนอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรกๆ ที่เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราสามารถป้องกันไม่ให้อ้วนได้ โดยกินอาหารที่พอเหมาะ ให้ได้พลังงานเพียงพอกับงานและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนัก สามารถเน้นการลดปริมาณอาหารที่กินให้น้อยลงได้ด้วยการเลือกรูปแบบการกินอาหารแบบใดก็ได้ เช่น แบบอาหารคีโต (Keto diet) กินแบบจำกัดเวลา หรืองดอาหารช่วงยาวในแต่ละวัน (Intermittent Fasting, IF) หรืออาหาร 2:1:1 แต่ต้องกินให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อไม่ให้เกิดโทษกับร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรณา จันทรศิริ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า การมีกิจกรรมทางกาย หมายถึง กิจกรรมที่มีการใช้พลังงานในทุกรูปแบบ &amp;ldquo;ทุกขยับนับหมด&amp;rdquo; จึงสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเมื่อมีเวลาออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางกายประจำ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคเรื้อรังได้ เมื่อทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพแข็งแรงและจิตแจ่มใส แนะนำให้คนอ้วนที่เริ่มลดน้ำหนักเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ เช่น อาจเริ่มเดินให้ครบ 8,000-10,000 ก้าวต่อวัน จากนั้นให้คิดถึงโอกาสที่จะพิชิตเป้าหมายแต่ละวันให้สำเร็จ เช่น การชวนเพื่อนที่ออกกำลังอยู่แล้วไปออกกำลังกายด้วยกัน หาสถานที่และปรับวิถีชีวิตให้สามารถมีกิจกรรมทางกายได้จนเป็นนิสัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เด็กจ้ำม่ำเป็นต้นตอเกิดโรคมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.โรคระบบทางเดินหายใจ เพราะไขมันสะสมรอบทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โรคกระดูกและข้อต่อ น้ำหนักตัวกดกระดูกและข้อต่อต่างๆ ทำให้ปวดหลัง ขาโก่งหรือปวดข้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ นิ่วในถุงน้ำดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.โรคผิวหนังผิดปกติ ผิวหนาดำคล้ำที่รักแร้ คอและขาหนีบ เพราะเกิดจากผิวหนังเสียดสีกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.โรคมะเร็ง มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.กลุ่มอาหารเมตาบอลิก ภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.โรคซึมเศร้าหรือเครียด ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่มั่นใจรูปลักษณ์ของตัวเองหรือถูกเพื่อนล้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;9.โรคอ้วน ความเสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปฏิบัติการลดน้ำหนักเด็กอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.สำรวจสิ่งที่เด็กกินในชีวิตประจำวันว่าเด็กรับประทานแป้งมากเกินไป หรือกินอาหารทอดมากไปหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.เด็กวัยเรียนสอนให้เข้าใจเรื่องการกินอาหาร และเด็กต้องรับรู้ว่าตัวเองอ้วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.ปรับปรุงวิธีการปรุงอาหาร เน้นต้ม นึ่ง เพื่อช่วยลดปริมาณไขมัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.สร้างวินัยทางบวกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ให้เขารู้สึกว่าเป็นการบังคับหรือแย่งชิงขนมมาจากเขา ใช้วิธีการขอหรือแบ่งปัน โดยใช้เหตุผลที่ง่ายสอดคล้องกับวัยที่เขาจะเข้าใจได้ เน้นการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกอยากทำมากกว่า และเพิ่มแรงจูงใจโดยการให้ความชื่นชมกับเขาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.ลดความอ้วนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำให้เด็กรู้สึกฝืนใจหรือลำบาก โดยวิธีการควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหารให้ลงไปราว 300-500 กิโลแคลอรี่/วัน น้ำหนักลดลงได้ครึ่ง-1 กก./สัปดาห์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.อาหารเช้าคือมื้อสำคัญ เมนูคุณภาพง่ายๆ ข้าวต้ม โจ๊ก หรือข้าวสวยกับแกงจืด เนื้อสัตว์เลาะไขมันออก หรือเนื้อปลา หรือถ้าบางวันไม่มีเวลาปรุง เป็นแซนด์วิชกับนม 1 แก้วก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.ช่วงเวลาอาหารเย็นเหมาะกับการฝึกเด็กกินผัก ผลไม้ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างพฤติกรรมใหม่ในการกินอาหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.ชวนเด็กออกกำลังกายหรือเล่น อย่าปล่อยให้เอาแต่นั่งๆ นอนๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;SOOK PUBLISHING เรียบเรียงข้อมูลจากครอบครัวอ่อนหวาน สนับสนุนโดยกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน http://resource.thaihealth.or.th/library/10363 สารพัดโรครุมเร้าเด็กอ้วน โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. Htttp://resource.thaihealth.or.th/media/thaihealth/14584#0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นคนไทยกินหวาน ดื่มเหล้าจัด&amp;nbsp;รัฐจ่ายให้ผู้ป่วย NCDs 5 แสนล้านบาท/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นวิตกคนไทยกินหวาน ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ยั้ง สารพัดโรครุมเร้า แจงตัวเลขรัฐจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยโรค NCDs 4-5 แสนล้านบาท/ปี เตือนคนไทยบริโภคน้ำตาลเกิน ระวังไขมันพอกตับ เสี่ยงมะเร็งตับ WHO หนุนไทยปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลตามกรอบเวลาเดิม กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับสูตรลดน้ำตาล สสส.ชวนคนไทยบริโภคหวานให้น้อยลง สร้างสุขภาพ ป้องกัน NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่างกายสามารถขับน้ำตาลทั้งหมดออกมาได้ แต่ในทางการแพทย์พบว่า ถ้าบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับสูง เพราะน้ำตาลที่ค้างในร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมันเกาะตามกล้ามเนื้อและตับ ทำให้อ้วนลงพุง หากปล่อยไว้นานจะทำให้อวัยวะต่างๆ อักเสบเรื้อรัง สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดโรคคือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอันดับ 2 คือ บริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น มะเร็งตับ ไขมันเกาะตับ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ไขมันอุดตันในหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และโรคอ้วน ปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้ปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกๆ 2 ปี และอีกไม่กี่เดือนจะถึงเวลาต้องปรับภาษีเพิ่มอีก เสนอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ควรชะลอ เพราะหากควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มได้ จะช่วยลดปัญหาคนป่วยได้ส่วนหนึ่ง และที่ผ่านมาได้ให้เวลาผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับสูตรลดน้ำตาลในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มา 4 ปีแล้ว การเดินหน้าเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับตัว เพราะถ้าลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่มลงได้ก็จะไม่ต้องเสียภาษีมาก คนไทยก็จะได้บริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง&amp;rdquo; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ผู้ทรงคุณวุฒิและรักษาการผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล โดยจัดเก็บเป็นระบบขั้นบันได และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี ให้ได้ตามเกณฑ์แนะนำที่ 6% ในปี 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มในภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 โดยกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุดร้อยละ 7.2 ขณะที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม พบปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555-2562 ว่า ระหว่างปี พ.ศ.2551-2560 คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลังการบังคับใช้เรื่องภาษี พบคนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 ในปี 2561 และร้อยละ 14 ในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ รักษาการผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โรคที่เกิดขึ้นกับคนไทย 2 ใน 3 ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินหวานที่ล้นเกิน โดยบริโภคน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชา/วัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ซึ่งผลสำรวจพบว่า ร้ายแรงกว่าโควิด-19 กว่า 5 เท่า เพราะพบคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs เฉลี่ยวันละ 1,000 คนต่อวัน ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการกินของคนไทย โดย Thai Health Watch จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 พบคนไทยนิยมกินอาหารรสหวานจัด หรือมีปริมาณน้ำตาลมาก เช่น เครื่องดื่มชา/กาแฟ น้ำหวาน เมื่อร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมากจะมีผลกระทบกับหลอดเลือด หัวใจ และไต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ฟันผุ เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรการทางภาษีนั้นช่วยลดการบริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดปรับอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มแบบขั้นบันได จึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีตามที่กำหนดไว้ เพราะการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษียังสะท้อนชัดไปถึงประชาชนว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96593</URL_LINK>
                <HASHTAG>IHPP, World Obesity Federation, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, น้ำตาล, พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช, รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สสส., สหพันธ์โรคอ้วนโลก, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP), สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย, สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส., องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย, อรณา จันทรศิริ, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605468e738fdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะอยู่บ้านกินผักนำ สร้างภูมิต้านโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเชิญชวนถึงวิธีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสู้กับเชื้อ COVID-19 ทำได้ง่ายๆ เพียงปรับพฤติกรรมการกิน กินอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อควรกินให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ที่สำคัญให้ยึดหลัก &amp;ldquo;ทุกมื้อให้ผักนำ&amp;rdquo; ด้วยการบริโภคผักและผลไม้สดตามฤดูกาลให้ได้มากกว่า 400 กรัมหรือประมาณ 2 ทัพพี ต่อวันขึ้นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพราะผักและผลไม้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง ขณะที่ผักหลายชนิดถูกจัดให้เป็นสมุนไพรซึ่งเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงในช่วงระยะเวลาที่กักตัวอยู่ในบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ใยอาหารจากผักและผลไม้ที่เพียงพอจะช่วยกวาดสิ่งหมักหมมตกค้างในลำไส้ออกไป ทำให้ระบบทางเดินอาหารสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดอาการท้องผูก ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร ผักผลไม้ 5 สี เสริมประโยชน์ เพิ่มภูมิคุ้มกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผักและผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณสารอาหารและประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกัน ดังนั้นในทุกๆ วันจะต้องบริโภคให้มีความหลากหลาย ทั้งชนิดและสี สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เพราะผักผลไม้ในแต่ละกลุ่มสีจะให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน สอดคล้องกับคำแนะนำในคู่มือป้องกัน COVID-19 ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งมณฑลหยุนหนาน มหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิง ซึ่งสามารถต่อสู้และชะลอการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในจีนได้แล้ว โดยผักผลไม้ 5 สีที่ควรเลือกรับประทานได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผักผลไม้สีเหลืองและส้ม เพิ่มการดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง บำรุงสายตา มีมากในฟักทอง แครอต และข้าวโพด ในผลไม้ได้แก่ ส้ม มะละกอ แคนตาลูป สับปะรด และมะม่วง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผักผลไม้สีเขียว ให้สารคลอโรฟิลล์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ขจัดฮอร์โมนเป็นสาเหตุของมะเร็งบางชนิด ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน มีมากใน ผักใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผักบุ้ง คะน้า และหน่อไม้ฝรั่ง ส่วนผลไม้ ได้แก่ กีวี เมลอน ฝรั่ง อะโวคาโด องุ่นเขียว ชมพู่เขียวและแอปเปิลเขียว เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผักผลไม้สีแดง มีสารไลโคปีนสูง ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูงมาก ป้องกันมะเร็ง ทำให้หัวใจแข็งแรง และป้องกันระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ พบมากใน มะเขือเทศ หัวหอมแดง บีทรูท ทับทิม แตงโม เชอร์รี องุ่นแดง สตรอว์เบอร์รี และแก้วมังกรเนื้อชมพู เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผักผลไม้สีม่วงและน้ำเงิน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ พบได้ใน มะเขือม่วง กะหล่ำสีม่วง ดอกอัญชัน บลูเบอร์รี ลูกพรุนและองุ่นสีม่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลไม้สีขาวและน้ำตาล มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการแบ่งตัวเซลล์มะเร็ง ต้านการอักเสบ พบในกระเทียม หัวหอม กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ เห็ด กล้วย พุทรา ลางสาด ลองกอง เงาะ ลิ้นจี่ ฝรั่ง แอปเปิล แก้วมังกรเนื้อขาว มังคุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงก่อนการกินผักและผลไม้ คือ การล้างทำความสะอาดเพื่อขจัดสารตกค้างจาก
ยาฆ่าแมลง รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนและจุลินทรีย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63623</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คุณภาพชีวิต, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9c219c1a7ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
