<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 เรียกร้องรัฐบาลไทย 17 ข้อ พาสังคมไร้ยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ก.ย.64-ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (NATFT)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12องค์กรพันธมิตร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัด ประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หรือ 13 th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13 th APACT 2021 Bangkok) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4กันยายน 2564 เป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์สตรีมมิ่งโดยมีภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบทั้งจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและทั่วโลก สนใจเข้าร่วมมากกว่า 4,000 คน จาก 37 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศจย.คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานจัดงานประชุม13 th APACT 2021 Bangkok กล่าวว่า ในการประชุม 13 th APACT2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือการประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association ofThailand 1921 &amp;ndash; 2021 โดยแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯและการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19หัวข้อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมยาสูบด้วยองค์ความรู้ (TRCINTERNATIONAL CONFERENCE 2021 &amp;ldquo;Empowering PolicyImplementation on Tobacco Control&amp;rdquo;) ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันโดยในงานประชุม 13 th APACT 2021ครอบคลุมทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนการทำงานด้านควบคุมยาสูบของประเทศ ต่างๆ การจัดการภาษี การรณรงค์การทำความเข้าใจกับนวัตกรรมยาสูบแบบใหม่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอื่นๆการรวมเครือข่ายนานาชาติทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน และเครือข่ายเยาวชนผ่านผู้บรรยายนานาชาติมากถึง 66 คน และผู้บรรยายจากประเทศไทย 28คน พร้อมด้วยเอกสารคัดย่อ ทางวิชาการ งานวิจัยมากกว่า 300 ชิ้นซึ่งการประชุมนี้จะได้ข้อสรุปที่ใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานควบคุมบริโภคยาสูบระดับนานาชาติและของประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกัน ในภูมิภาคและประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.มีความมุ่งมั่นที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมยาสูบสู่ Smoke FreeThailand เพื่อนำไปสู่ฉากทัศน์ของอนาคต Tobacco Endgame และSmoke Free Generation เพื่อลดปริมาณการบริโภคยาสูบให้เป็นศูนย์สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยมีแนวโน้มดีขึ้นโดยมีคนสูบบุหรี่ลดลงมาตลอดผลสำรวจเบื้องต้นจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี&amp;nbsp;2564พบอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปลดเหลือ ร้อยละ17.4&amp;nbsp;ลดลงจาก ร้อยละ 19.1 ในปี 2560ขณะที่ผลการดำเนินงานควบคุมยาสูบของไทยตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2554-2560&amp;nbsp;ทำให้มีคนสูบบุหรี่ ลดลง&amp;nbsp;72,319&amp;nbsp;คนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยสูบบุหรี่ลดลงคือ การมีนโยบายควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยที่ทันสมัยทันสถานการณ์ ทั้งนี้ สสส.ขับเคลื่อนมาตรการสังคมไทยปลอดควันบุหรี่มาตลอดเกือบ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีมุ่งให้ความสำคัญการพัฒนางานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการพัฒนานโยบายการวางแผนขับเคลื่อนงานร่วมกับกลุ่มต่างๆ ในสังคมทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและการสื่อสารรณรงค์สังคม&amp;nbsp;ที่ให้ความสำคัญการป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะรองประธานเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุม การบริโภคยาสูบแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่าภาคีเครือข่ายเพื่อการควบคุมยาสูบของไทยได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาเพื่อการควบคุมยาสูบโดยมุ่งเป้าไปที่การหยุดยาสูบเพื่อหยุดการระบาดใหญ่ ของโควิด 19โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินตาม 17 มาตรการ เพื่อเร่งกระบวนการTobacco Endgame พร้อมข้อแนะนำการลดอุปสงค์อุปทานยาสูบ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.การระดมการรณรงค์สื่อสารมวลชนทั่วประเทศเพื่อช่วยเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นกับการสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภท2.ควรจัดประเภทผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมดรวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นและเป็นอันตรายในช่วงการระบาดใหญ่ 3.ควรจัดให้มีบริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ให้แก่ผู้สูบบุหรี่ที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้สามารถเข้าถึงบริการได้ทั้งกลุ่มที่กักตัวที่บ้านหรือรักษาตัวที่โรงพยาบาล4.จัดตั้งเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างการควบคุมยาสูบในภูมิภาคให้เข้มแข็ง 5.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลหน่วยงานองค์กร และภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างสังคมปลอดควันบุหรี่(Smoke free Society) โดยพุ่งเป้าไปที่การกำหนดให้ Tobacco Endgame ถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นวาระ แห่งชาติเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกันสร้างสังคม ปลอดบุหรี่ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุวินัย จิระบุญศรี นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมประชุม YouthProgram of APACT 2021 กล่าวว่ากลุ่มเครือข่ายเยาวชนไทยและเยาวชนนานาชาติขอประกาศปฏิญญาขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน 5 ประการ เช่นสร้างพื้นที่ปลอดภัยสร้างค่านิยมและให้ความรู้แก่เยาวชนอย่างถูกต้องในเรื่องพิษภัยของบุหรี่เพื่อรู้เท่าทันอุตสาหกรรมยาสูบขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายดำเนินการระงับการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ การโฆษณาออนไลน์อย่าง โปร่งใสตรงไปตรงมาปรับปรุงกฎหมายกำกับและระงับการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่อSocial media ทุกช่องทางและสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเป็นหนึ่งในกรรมการของกิจกรรมการควบคุมการบริโภค ยาสูบและในฐานะที่เยาวชนคือ &amp;ldquo;เหยื่อ&amp;rdquo; คนสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบจึงขอให้ทุกท่านได้โปรดรับฟังเสียงของพวกเราด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115584</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 th APACT 2021 Bangkok), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หั, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_6132f133be4cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเจ้าภาพจัดประชุมต้านบุหรี่เอเชีย -แปซิฟิก &#039;13 th APACT 2021 Bangkok&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ส.ค.64 - ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการ ศจย. คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะ ประธานจัดงานประชุม 13 th APACT2021 Bangkok กล่าวถึงที่มาและความน่าสนใจของงานประชุมด้านยาสูบระดับนานาชาติในครั้งนี้ว่างานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 (13 th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13 th APACT 2021 Bangkok) &amp;nbsp; ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 3 ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมของ &amp;nbsp;APACT ที่ยาวนานกว่า 26 ปี &amp;nbsp;ในปีนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่าง ศจย. แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทย ปลอดบุหรี่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12 องค์กรพันธมิตรตกลงจัดงานประชุม ในลักษณะลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแบบ Live Streamระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 &amp;nbsp;หวังสร้างสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของยาสูบที่ร้ายแรงกว่าโรคระบาดอุบัติใหม่อย่างโควิด 19 เพราะจำนวนผู้ที่เสียชีวิต ทั่วโลกจากยาสูบต่อปีมากกว่าโควิด 19 ถึง 3-4เท่า และบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก ในประเทศไทยเองบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่ออีกว่า ภายในงาน 13 th APACT 2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือ การประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association of Thailand 1921 &amp;ndash; 2021 โดยแพทยสมาคม-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 หรือ TRCINTERNATIONAL CONFERENCE 2021 &amp;ldquo;Empowering &amp;nbsp;Policy &amp;nbsp; Implementation on Tobacco Control&amp;rdquo; โดย ศจย. จะเสริมพลังวิชาการ ด้านงานควบคุมยาสูบที่จะแปรเป็นโยบายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย &amp;ndash;แปซิฟิก ให้เข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถรับทราบข่าวสารงานประชุมได้ที่เว็บไซต์www.apact2021.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติในฐานะภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบจาก ภูมิภาคเอเชีย &amp;ndash; แปซิฟิก ราว2,700 คน จาก 40 ประเทศตอบรับเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนให้สังคมปลอดบุหรี่โดยเป็นคนไทยประมาณ 2,200 คน ต่างชาติ 500 กว่าคน มากที่สุดตั้งแต่จัดAPACT มา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักวิชาการด้านยาสูบโดยเฉพาะกว่า 120 คน &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและผลงานวิชาการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการควบคุมยาสูบ และสุขภาพด้านต่างๆ อีก 300 กว่าชิ้น จาก 36 ประเทศที่จะมาอัพเดตให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้ากับโควิด 19ที่ มีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกัน นโยบายเพื่อหยุดการใช้ยาสูบผลกระทบการเก็บ ภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคติน อนาคตการควบคุมยาสูบรวมถึงกรณีเยาวชนในเอเชีย &amp;ndash; แปซิฟิกจับมือออกปฏิญญา รณรงค์ต้านยาสูบซึ่งนับเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ที่คนวัยใสหันมาสนใจเรื่องยาสูบและสุขภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะ เลขาธิการการประชุม APACT 2021 กล่าวว่า ในงานประชุม 13 th APACT 2021 Bangkok ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเยาวชนที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะมีการประชุมกลุ่ม Youth ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกอบด้วยเยาวชนไทย 100 คน เยาวชนจากเอเชีย-แปซิฟิก 73 คน ซึ่งเยาวชนแต่ละคน มีแผนงานรณรงค์ต้านยาสูบของตนเอง &amp;nbsp; วงประชุมที่จัดแยกออกมานี้ ก็เพื่อให้กลุ่มเยาวชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหาข้อสรุป &amp;nbsp;ในการออกปฏิญญาต้านยาสูบ &amp;nbsp;สำหรับเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิกโดยเฉพาะ &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี จะมีการติดตามปฏิญญาหลังประชุมเสร็จด้วยว่ามีความคืบหน้าหรือผลสำเร็จอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยปฏิญญา Youth จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของปฏิญญา APACT 2021 ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับภาคส่วนอื่นๆจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับ นานาชาติได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การออกปฏิญญาการควบคุมการบริโภคยาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบข้อควรปฏิบัติ และความร่วมมือระดับนานาชาติ ในงาน APACT 2021จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 4 ฉบับ คือ ปฎิญญาเยาวชนปฏิญญาเครือข่ายทำงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส.และปฏิญญาของกลุ่มผู้ทำงานด้านยาสูบระดับชาติกว่า 900 องค์กรที่ทำงานร่วมกันโดยทั้ง 3 ปฏิญญาจะกลายเป็นปฏิญญา ใหญ่ของ APACT 2021&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;ด้าน&amp;nbsp;นพ.วันชาติ&amp;nbsp;ศุภจัตุรัส&amp;nbsp;อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&amp;nbsp;ในกล่าวว่า ที่&amp;nbsp;แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ หน่วยงานแพทย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย&amp;nbsp;เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในเจ้าภาพจัดงานประชุม&amp;nbsp;13th&amp;nbsp;APACT 2021 Bangkok&amp;nbsp;เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินงานด้านยาสูบมาตลอด โดยเป็นผู้แต่งตั้งเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ จนได้รับรางวัลจาก&amp;nbsp;สมาพันธ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพแห่งโลก&amp;nbsp;(WHPA)&amp;nbsp;เมื่อปี&amp;nbsp;2558&amp;nbsp;และยังเป็นผู้ผลักดันกฎหมายต้านบุหรี่ฉบับแรก&amp;nbsp;พ.ศ. 2517&amp;nbsp;จนถึงกฎหมายต้านบุหรี่ ฉบับปัจจุบัน นับรวมเป็นระยะเวลา&amp;nbsp;40-50&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ที่สำคัญคือในปีนี้เป็นการครบรอบ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงมีแนวคิด จัดงานประชุมวิชาการร่วมกับ&amp;nbsp;APACT&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สิ่งที่เราคาดหวังจากการเข้าร่วม APACT 2021 ในครั้งนี้ คือ การสร้างเครือข่ายแพทยสมาคมที่มีอยู่ในประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;และร่วมดำเนินงานขยายเครือข่ายสมาชิกให้เป็นกำลังช่วยขับเลื่อนการกระตุ้นให้ประชาชน ลด งด และเลิกสูบบุหรี่ &amp;nbsp;โดยมีแพทยสมาคมของประเทศนั้นๆ เป็น โหมดนำและส่งไม้ต่องานต้านบุหรี่ให้กลุ่มเยาวชน ที่จะเป็นอนาคตของเรื่องนี้ต่อไป &amp;nbsp;รวมถึงการนำองค์ความรู้ถึงพิษภัยบุหรี่ที่ได้แลกเปลี่ยนกันภายในงานประชุมไปปฏิบัติในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะองค์ความรู้ใหม่ๆ จากงานวิจัยของหลายๆ ประเทศ ที่ว่าด้วยผลร้ายของนิโคตินในบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อปอด ซึ่งเกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19ที่จะทำให้อาการป่วยทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ &amp;nbsp;โดยเฉพาะในบุหรี่ไฟฟ้าที่สามารถเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของนิโคตินได้ไม่จำกัด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ รองเลขาธิการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพในเครือข่ายมหาวิทยาลัย อาเซียนและอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;ความร่วมมือระดับอาเซียนในการรณรงค์ต้านยาสูบที่จะเกิดขึ้นในการประชุม 13 thAPACT 2021 Bangkok ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษา คือการจับมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 30 สถาบัน ซึ่งเป็นเครือข่าย ASEAN University Network &amp;ndash; Health Promotion Network &amp;nbsp; จะยกประเด็นบุหรี่ให้เป็นเรื่องสำคัญในลักษณะ Zero Tolerance คือ ไม่ให้มีบุหรี่ทั้งการสูบ การขาย ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ทั้งหมดในทุกระดับทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน มหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษาซึ่งที่ผ่านมาสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่นโยบายระดับชาติ เช่น &amp;nbsp;พื้นที่ปลอดบุหรี่ของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ &amp;nbsp;ได้ขยายผลไปสู่ทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย และไปสู่พื้นที่สาธารณทั่วประเทศ &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะมีการจัดเรตติ้งของมหาวิทยาลัย หรือ Healthy University Rating System (HURS) ว่าเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพหรือไม่ โดยมีบุหรี่เป็นปัจจัย ในการจัดอันดับด้วย &amp;nbsp;พร้อมกับทำข้อตกลงไม่รับทุนวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจากบริษัทผู้ผลิตยาสูบหรือบริษัทที่แฝงมากับ บริษัทยาสูบในทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุม APACT จัดครั้งแรกในปี 2532ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2538 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 4 ที่ จ.เชียงใหม่และเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในการจัดครั้งที่ 13 หรือปี 2556 โดยจัดที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก APACTนับเป็นงานประชุมวิชาการด้านบุหรี่และสุขภาพระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114829</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;13 th APACT 2021 Bangkok&#039;, การเลิกสูบบุหรี่, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_6129d62206171.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บุหรี่ไฟฟ้า&#039;เพิ่มภาระรัฐสูญ2.7ล้านบาทต่อคน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 64 - รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย &amp;ldquo;การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากบุหรี่ไฟฟ้า Economic cost of e-cigarette ปี 2563&amp;rdquo; สนับสนุนโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ผลการศึกษาด้วยการจำลองฐานข้อมูลถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสียเพิ่มให้กับประชาชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อผู้สูบ 1 คน บนสมมติฐานผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเกิด electronic-cigarette or, vaping product use-associated lung injury (EVALI) หรือ อิวาลี และการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังเพิ่มโอกาสให้หันไปสูบบุหรี่มวนเพิ่มขึ้น 3.5 เท่า ซึ่งการสูบบุหรี่มวนจะเพิ่มความเสี่ยงโรค 4 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น พบว่า เด็กผู้ชาย 1 คน ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่เกิดอาการเจ็บป่วย เดินทางเข้ารักษาในโรงพยาบาล เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเสียชีวิต จากโรคต่างๆ ก่อนวัยอันควร ส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียแรงงานวัยทำงาน เฉลี่ยแล้วมีต้นทุน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2,637,414 บาท โดยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายให้ประชากร เพศชายที่ไม่สูบบุหรี่&amp;nbsp; 1 คนอยู่ที่ 1,090,896 บาท แต่หากสูบุหรี่ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 3,728,309 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้หญิงที่เริ่มสูบตั้งแต่อายุ 15 ปีเช่นกัน จะมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องเสียเพิ่ม ต่อคนราว 103,522 บาท โดยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายให้ประชากรเพศหญิงที่ไม่สูบบุหรี่&amp;nbsp; 1 คน อยู่ที่ 412,409 บาท แต่หากสูบุหรี่ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 515,931 บาท อย่างไรก็ตามต้นทุนที่เกิดขึ้นในประชากรหญิง มีค่าต่ำกว่าประชากรเพศชาย เนื่องจากสมมติฐานการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มโอกาสของการเป็นผู้สูบบุหรี่มวน ในอนาคต ประชากรเพศหญิงมีความน่าจะเป็นในการเป็นผู้สูบบุหรี่ต่ำกว่าเพศชาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคอิวาลีในโรงพยาบาลของรัฐเฉลี่ยต่อวันต่อคนอยู่ที่ 35,104 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ ที่เกิดจากบุหรี่มวน&amp;nbsp; เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ที่ 9,488.22 บาท หลอดเลือดสมอง 15,173.89 บาท มะเร็งปอด 18,573.22 บาท และ หัวใจและหลอดเลือด 37,926.91 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ กล่าวว่า ผลการประเมินต้นทุนในครั้งนี้ยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้รวมต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนของ informal care และหากเป็นการจำลองข้อมูลสูบบุหรี่ไฟฟ้าตลอดชีวิต คาดว่ามูลค่าต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายต่อ 1 คน จะมากกว่า 2.63 ล้านบาท เพียงแต่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมาเปรียบเทียบ หากในอนาคตมีข้อมูลว่าบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคต่างๆ เท่ากับบุหรี่มวน จะสามารถนำข้อมูลนั้นมาเทียบเคียงเพื่อประเมินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นและย้ำเตือนว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียแค่เฉพาะตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นความเสียหายของประเทศชาติด้วย และการที่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาล มาตรการและนโยบายที่ป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ จึงมีความสำคัญ และช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก&amp;rdquo; หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109826</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่ไฟฟ้า, ผลวิจัย, รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์, รัฐสูญ2.7ล้าน, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60effb68e85e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.รับลูก WHO เร่ง Commit to Quit หนุนคนไทยเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ทุกช่องทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31พ.ค.64-รศ.ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)กล่าวถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนแคมเปญรณรงค์ให้ประชาชนงดสูบบุหรี่ ในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ขององค์การอนามัยโลก (WHO)ที่ในปีนี้ WHO มีคำขวัญว่า &amp;ldquo;Commit to Quit&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ความมุ่งมั่นที่จะเลิกบุหรี่&amp;rdquo; ว่า ในปีนี้ศจย.คงยังสนับสนุนให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่และควบคุมยาสูบผ่านงานวิชาการ ซึ่งได้จัดทำวารสารก้าวทันวิจัยกับ ศจย. ในประเด็น&amp;ldquo;มุ่งมั่นตั้งใจเลิกบุหรี่ได้จริง&amp;rdquo; เนื้อหาภายในวารสารเกี่ยวข้องกับเรื่องวันงดสูบบุหรี่โลก งานวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ในหลายมิติและวิธีการไปสู่ Commit to Quit อย่างมีประสิทธิภาพรวมไปถึงวิธีการรักษาจากภาวะเสพติดนิโคตินซึ่งต่อไปในประเทศไทยจะใช้คำนี้แทนการ เสพติดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆและอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคีเครือข่ายด้านการ รณรงค์เลิกบุหรี่ในการนำไปใช้ผลักดันแง่นโยบายหรือนำไปใช้ในทางปฏิบัติให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่ และผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางช่วยเลิกบุหรี่ที่มีอยู่ในมากที่สุด
รศ.ดร.พญ.ธัญญรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนที่มาของ Commit to Quitของ WHO นั้นน่าสนใจ เนื่องจากถึงแม้ว่าจะมีคนสูบบุหรี่ประมาณ 780ล้านคนทั่วโลกอยากจะเลิกบุหรี่ แต่มีเพียงแค่ร้อยละ 30 เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ซึ่งบริการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สูบบหรี่เอาชนะการเสพติดสารนิโคติน ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น WHO จึงเห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้ผู้สูบบุหรี่ที่อยากเลิกสูบสามารถเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ อย่างสายด่วนเลิกบุหรี่บริการให้คำแนะนำแบบสั้นเพื่อการเลิกบุหรี่ (SMS) คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ หรือสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทดแทนนิโคติน (Nicotine Replacement Therapy) ได้มากขึ้น เพื่อให้เจตนารมณ์บรรลุผล WHO
จึงจัดตั้งโครงการผ่านแพลทฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ &amp;ldquo;Quit Challange&amp;rdquo; ผ่านช่องทาง &amp;nbsp;whatsApp &amp;nbsp;ที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ และยังสร้างสังคมดิจิทัล ที่สนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ ผ่านทาง Social Media &amp;nbsp;โดยชักชวนองค์กรเอกชนเข้าร่วม เช่น Allen Carr&amp;rsquo;s Easyway, Amazon &amp;nbsp;Web Services, Cipla, Facebook, WhatsApp, Google, Johnson &amp;amp;amp; Johnson, Praekelt, และ Soul Machines นอกจากนี้ยังได้ออกเครื่องมือเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ชื่อ WHO&amp;rsquo;s 24/7 &amp;nbsp;ที่จะแปลเป็นภาษาต่างๆ เช่น จีน &amp;nbsp;รั่งเศส รัสเซีย และเสปน เพื่อช่วยให้คนทั่วโลกเข้าถึงคำแนะนำในการ เลิกบุหรี่ ได้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;บุหรี่เป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลกประมาณ 8ล้านคนต่อปี และเป็นที่รับรู้กันมานาน &amp;nbsp;แล้วว่าบุหรี่เป็นสาเหตุทสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งอีกหลายๆ ชนิดในร่างกาย นอกจากนี้ บุหรี่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดหัวใจและสมอง และที่สำคัญในปีที่ผ่านมา เริ่มมีการระบาดของ COVID-19 และมีผลการศึกษายืนยันแล้วว่าผู้ที่สูบบุหรี่ที่ติดเชื้อ COVID-19 มีโอกาสเกิดอาการรุนแรง และมีอัตราตายมากกว่าผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ดังนั้นการเลิกบุหรี่ รวมถึงการช่วยเหลือให้ผู้สูบเลิกสูบบุหรี่ จึงมีความสำคัญต่อการลดอัตราการตาย และความเจ็บป่วยของประชากรทั่วโลก นอกจากการสนับสนุน ให้ประชาชนเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ให้มากที่สุดตามเจตนารมณ์ของ WHO แล้ว ศจย.ยังเป็นอีกหน่วยงาน หลักช่วยผลักดันยาเลิกบุหรี่ให้เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้คนที่สูบบุหรี่เข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ ได้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้สมุนไพรไทยเป็นอีกหนึ่งแพทย์ทางเลือกช่วยเลิกบุหรี่&amp;rdquo; รอง ผอ.ศจย. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104831</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี, ศจย., องค์การอนามัยโลก, เลิกบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4d1d7d595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยคิดยาเลิกบุหรี่ ชนิดใหม่‘ไซทิซีน’ช่วยถอนนิโคติน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ มศว&amp;nbsp; ร่วมกับศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สสส. และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนายาเลิกบุหรี่ชนิดใหม่ในประเทศไทยที่ชื่อว่า &amp;ldquo;ไซทิซีน&amp;rdquo; (Cytisine) ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติจาก &amp;ldquo;เมล็ดจามจุรีสีทอง&amp;rdquo; มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการถอนนิโคติน ทำให้ผ่อนคลายไม่หงุดหงิดในขณะที่เข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ ถือเป็นยาเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพดีและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมของทุกปี โดยในปีนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดคำขวัญว่า &amp;ldquo;COMMIT TO QUIT&amp;rdquo; สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดคำขวัญว่า &amp;ldquo;เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้&amp;rdquo; สสส.ได้ประสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนให้สังคมไทยปลอดควันบุหรี่ โดยสนับสนุนมาตรควบคุมยาสูบในทุกระดับ ส่งเสริมมาตรการสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ ให้ความรู้สร้างความตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลิกบุหรี่ พร้อมให้บริการบำบัดการติดบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคติน เพื่อให้คนไทยเลิกบุหรี่ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการให้บริการบำบัดการติดบุหรี่มีทั้งในรูปแบบของการใช้ยาและไม่ใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ อาทิ คลินิกฟ้าใส ร้านยาอาสาพาเลิกบุหรี่ ระบบบริการพยาบาลเพื่อเลิกบุหรี่แบบ One Stop Service สายเลิกบุหรี่ 1600 การเสริมพลังชุมชนในการช่วยเลิกบุหรี่โดย อสม. การนวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วยเลิกบุหรี่ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้ตามเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลกกำหนดคือ ลดอัตราการสูบบุหรี่ให้เหลือ 15% ของประชากรทั่วโลก หรือมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่เกิน 9 ล้านคน ภายในปี 2568 รับรองผลด้วยงานวิจัยทางการแพทย์จาก USA เห็นผลแล้วนับพัน Innovation
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้ทั่วโลกร่วมถึงประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งเชื้อจะทำลายปอด การสูบบุหรี่ทุกชนิดทำให้ปอดอักเสบรุนแรง บุหรี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำลายปอดและเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส และแพร่เชื้อไวรัสผ่านละออง ควันบุหรี่ชนิดต่างๆ หากคนสูบบุหรี่ติดโควิด-19 จะส่งผลให้อาการทรุดหนักได้&amp;nbsp; สสส.จึงขอเชิญชวนให้ใช้โอกาสนี้เลิกสูบบุหรี่ทุกชนิด เพื่อสุขภาพของตัวเอง และเพื่อความปลอดภัยจากโควิด-19&amp;rdquo; นางสาวรุ่งอรุณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบการหายใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะรองประธานเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ มศว ร่วมกับศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สสส. และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กำลังดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนายาเลิกบุหรี่ชนิดใหม่ในประเทศไทยที่ชื่อว่า &amp;ldquo;ไซทิซีน&amp;rdquo; (Cytisine) ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติจาก &amp;ldquo;เมล็ดจามจุรีสีทอง&amp;rdquo; มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการถอนนิโคติน ทำให้ผ่อนคลายไม่หงุดหงิดในขณะที่เข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ ซึ่งยาชนิดนี้ใช้มานานกว่า 60 ปีในยุโรปตะวันออก ถือเป็นยาเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพดีและปลอดภัยมาก จึงเป็นยาที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรองและสนับสนุนให้รัฐบาลทุกประเทศจัดหาไว้เพื่อช่วยให้ประชาชนของตนเข้าถึงยาเลิกบุหรี่ที่ราคาถูกได้ง่ายขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้งานวิจัยของประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับบริการเลิกบุหรี่ด้วยยาชนิดนี้ 500 คน เทียบกับอีกกลุ่มที่ใช้ยาชนิดอื่นอีก 500 คน โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เมื่อได้ผลการวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว อภ.จะทำการขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากนั้นจะผลักดันยานี้ให้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยาชนิดนี้มีต้นทุนการผลิตที่ไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับยาเลิกบุหรี่ชนิดอื่นๆ ที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในประเทศไทย มั่นใจ อภ.จะสามารถกำหนดราคาขายให้มีราคาถูกเพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ที่ดีและราคาถูกได้อย่างทั่วถึง สำหรับวิธีใช้ยาชนิดนี้ ยามีตัวยาขนาด 1.5 มิลลิกรัม/เม็ด โดยในช่วง 3 วันแรก จะต้องกิน 6 เม็ด/วัน จากนั้นลดขนาดลงเรื่อยๆ เหลือ 5 เม็ด/วัน จากนั้น 4 เม็ด/วัน และ 2 เม็ด/วันไปจนครบ 25 วัน โดยขณะนี้มีงานวิจัยในต่างประเทศที่พยายามหาวิธีการกินยาชนิดนี้ที่ง่ายขึ้น โดยพบว่าอาจกินแค่ครั้ง 2 เม็ด วันละ 3 เวลา ตลอด 25 วันไปเลยก็ได้ผลไม่ต่างกัน&amp;rdquo; รศ.นพ.สุทัศน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.สุทัศน์กล่าวต่อว่า ไซทิซีน เป็นยาที่ดี ปลอดภัย ราคาถูก มีงานวิจัยนานาชาติรองรับมากมายว่ามีประสิทธิผลดีจริง จึงเป็นที่สนใจมากของหลายๆ ประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามนำเอายานี้ ซึ่งเดิมไม่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ยา เข้าไปจดทะเบียนที่สหรัฐอเมริกา เพื่อหวังผลเป็นเจ้าของยานี้เสียเองและเล็งเห็นกำไรทางธุรกิจ สำหรับประเทศไทย ยังไม่มียาชนิดนี้อยู่ในระบบบัญชียาของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐของประเทศไทยต้องรีบดำเนินการผลักดันยานี้เข้าสู่ระบบบัญชียาโดยเร็ว เพื่อให้ยานี้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนต่อไป การมียาเลิกบุหรี่คุณภาพดีและราคาถูก ผลิตได้เองโดยภาครัฐ จึงนับเป็นก้าวย่างสำคัญของบริการเลิกบุหรี่ในประเทศไทยที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นและหลีกหนีจากผลิตภัณฑ์ยาสูบได้อย่างถาวรยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคีเครือข่ายมีการขับเคลื่อนรณรงค์การเลิกบุหรี่ร่วมกับ สสส.อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยมีคลินิกฟ้าใส ให้บริการเลิกบุหรี่และส่งต่อบำบัดรักษาในระบบบริการสุขภาพให้บริการทั่วประเทศ จากสถิติของเครือข่ายคลินิกให้คำปรึกษาเลิกบุหรี่เฉลี่ยใน 1 ปี มีผู้เข้ารับบริการสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ 30-40% ในขณะที่รายที่ไม่ใช้ยาสามารถเลิกได้สำเร็จเพียง 10% และในกลุ่มที่เลิกด้วยตนเอง โดยไม่ได้เข้ารับบริการเลิกบุหรี่ไม่ว่ารูปแบบใดๆ จะมีโอกาสเลิกสำเร็จเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งในวันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญว่า &amp;ldquo;commit to quit&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบบริการเลิกบุหรี่ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ที่ราคาถูกได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของ สสส.และภาคีต่างๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงให้ได้อย่างน้อย 25% จากเดิม ซึ่งยาไซทิซีนจะเป็นตัวช่วยสำคัญให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้นและปลอดบุหรี่ได้มากขึ้น&amp;rdquo; รศ.นพ.สุทัศน์ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยถอนนิโคติน, ยาเลิกบุหรี่, ศจย., ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไซทิซีน, ไทยคิดยาเลิกบุหรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b387142b6c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระลอก3ทำแรงงานรายได้หด&#039;ลดสูบบุหรี่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 64 - ศ.นพ.รณชัย&amp;nbsp; คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการวามรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยผลการสำรวจ &amp;ldquo;พฤติกรรมการบริโภคยาสูบ ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;rdquo; ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงเดือนเมษายน 2564 โดยร่วมกับ สวนดุสิตโพล และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใน โครงการชาวแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต &amp;ldquo;เลิกสูบ เลิกจน&amp;rdquo; พบแรงงานทั้งในและนอกระบบ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ห้างร้าน รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แท็กซี่ งานบ้าน เกษตร และประมง ฯลฯ จำนวน 1,120 ตัวอย่าง บริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาการระบาดในปี&amp;nbsp; 2563 ที่พฤติกรรมบริโภคบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในและนอกระบบลดลงที่ ร้อยละ 29 เท่ากับกลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลง เนื่องจากมีรายได้ลดลงมากที่สุด&amp;nbsp; ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 29.57 ต้องการดูแลสุขภาพ ร้อยละ&amp;nbsp; 16.29&amp;nbsp; กังวลว่าการสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อโควิด 19 ร้อยละ&amp;nbsp; 3.51 หาซื้อบุหรี่ได้ยากขึ้น ร้อยละ 1.25 และอื่นๆ ร้อยละ 0.25 ส่วนสถานที่ซื้อบุหรี่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานคือ ร้านค้าทั่วไป ร้อยละ 50.20 ร้านสะดวกซื้อ 44.86 สั่งออนไลน์ ร้อยละ 4.66 นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าปริมาณมวนบุหรี่ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่บริโภคในช่วงโควิดระบาดระลอก 3 ส่วนใหญ่อยู่ที่วันละ 6-10 มวน รองลงมาคือ 11-15 มวน ส่วนน้อยที่สูบ 1-5 มวนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือแม้พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในระบบ และนอกระบบลดลง เมื่อเทียบกับช่วงโควิดระบาดในปี 2563 แต่ปริมาณการสูบบุหรี่ต่อวันส่วนมากยังอยู่ที่ 6-10 มวน ซึ่งถือว่าสูง เพราะแค่สูบ 1-4 มวนต่อวัน ก็ตายเร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 1.5 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมายความว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านรณรงค์เลิกบุหรี่ ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์ แคมเปญเลิกสูบเลิกจน และฉวยโอกาสตอกย้ำให้กลุ่มแรงงานทั้งหมดเห็นและตระหนักว่ายามเกิดวิกฤต บุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ดังนั้นช่วงที่ไม่เกิดวิกฤตก็ยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ เพราะเงินที่ซื้อบุหรี่คือรายได้ที่จะเหลือออมไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเงินสำรอง ในอนาคตหากถูกเลิกจ้าง ซึ่งการงดสูบบุหรี่วันละ 6-10 มวน ช่วยประหยัดเงินได้ถึงวันละ 30-55 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้แรงงานอีกด้วย เพราะการสูบบุหรี่ในช่วงโควิดระบาดทำให้เกิด ความเสี่ยงทั้งติดและแพร่กระจายเชื้อโรคมากขึ้น นอกจากนี้ยังควรผลักดันให้กลุ่มแรงงานที่อยากเลิกบุหรี่ เข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ เช่น สายเลิกบุหรี่ 1600 ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแคมเปญวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2564 Commit to Quit ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่ต้องการให้คนที่อยากเลิกบุหรี่ มีความมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ โดยสามารถเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ที่มีอยู่ในทุกช่องทางให้มากขึ้น&amp;rdquo; ผอ.ศจย. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่ผู้ใช้แรงงานบริโภคยาสูบในปริมาณที่มากขึ้นต่อวัน&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุมาจากความเครียด ทั้งในเรื่องของความเครียดจากการทำงาน ความเครียดกับสถานการณ์โควิด 19 รวมไปถึงความเครียดจากการถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานด้าน สาธารณสุข ควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ หรือจัดทำสื่อแนะนำการดูแลสุขภาพจิตของคนไทย ในการดำรงชีวิตอย่างมี ความสุขภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดอีกทางหนึ่งด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103711</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย., สวนดุสิตโพล, แรงงาน, โควิดรอบ3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a782c1d21c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศจย.เผยผลวิจัยบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ควรหลีกเลี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ก.พ.64- &amp;nbsp;ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ จากวารสารขององค์กรวิชาชีพทางการแพทย์และมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิเช่น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา องค์กรด้านสุขภาพปอดของสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่มากกว่าที่คิด แนะนำให้หลีกเลี่ยง ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;วารสารดังกล่าวรายงานผลการศึกษาวิจัย ระหว่างปีพ.ศ.2561-2563 ทั้งด้านที่สนับสนุนและต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า กลับให้ผลในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยขอบเขตการศึกษาวิจัยรวม 5 ประเด็นคือ &amp;nbsp;1.หลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไว้ก่อนจนกว่าจะมีการวิจัยชัดเจน &amp;nbsp; 2.ควรจำกัดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏ 3.ห้ามการโฆษณาและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า &amp;nbsp;4.สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่หรือเป็นแหล่งนิโคตินทางเลือก &amp;nbsp;และ &amp;nbsp;5. สนับสนุนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการเลิกบุหรี่มวน ซึ่งผลการศึกษาจากวารสาร 56 ฉบับ ใน 81 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 69.1 ได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยระบุให้หลีกเลี่ยงการใช้ ห้ามใช้ หรือจำกัดการเข้าถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศ.นพ.รณชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการทบทวนผลงานวิจัย จำนวน 3,793 เรื่อง ของวารสารสมาคมทรวงอกแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ปี พ.ศ.2563 ให้ข้อสรุปว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำมาใช้เพื่อการพักผ่อน หรือใช้แทนการสูบบุหรี่ หรือใช้ในระยะยาวสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ &amp;nbsp;โดยผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ควรใช้วิธีการอื่นที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยมากกว่า เช่น การบำบัดด้วยยาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94264</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมบุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603794d1777bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
