<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยันช่วยเหลือนร.-ผู้ปกครอง-ครูฝ่าโควิด &#039;ตรีนุช&#039;เร่งจ่ายเยียวยาทันทีที่ได้งบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 64 - ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในงานแถลงข่าว &amp;quot;จุดยืนลดภาระทางการศึกษา&amp;quot; ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เชื่อมสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี น.ส. ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวง ศธ. เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดยืนของรัฐบาลคือการลดภาระทางการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้ร่วมมือกัน ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนทราบดีว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการลดกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ต้องหยุดชะงัก ทำให้เกิดรูปแบบการดำรงชีวิตวิถีใหม่หรือที่เรียกว่า นิวนอร์มอล ที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และรวมถึงกิจกรรมทางด้านการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาตามรูปแบบวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนการสอนทางไกล นักเรียนต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาโดยไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งในส่วนของโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ทั้งมาตรการทางการเงิน อุปกรณ์สำหรับเรียนการสอน รวมถึงอินเตอร์เน็ตฟรีสำหรับการศึกษาเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งประเทศได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ผู้เรียนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ โดยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งให้มีการปรับรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆไปประยุกต์กับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคตถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่โดยผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ตลอดจนการสนับสนุน อุปกรณ์ด้านการศึกษาและระบบอินเตอร์เน็ตที่จำเป็น ต่อการศึกษาที่บ้านเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความรู้อย่างครบถ้วนและมีศักยภาพสูงสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมการปลูกฝังวินัย จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ประวัติศาสตร์และความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอเน้นย้ำโดยขอให้ใช้โอกาสนี้ ทำให้ทั้งครู เด็ก ผู้ปกครอง มีโอกาสเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สนับสนุนซึ่งกันและกันในลักษณะของแอคทีฟ learning ขอให้สร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้เด็กสนใจเอาใจใส่การเรียน แม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม ผู้ปกครองหลายคนมีภาระ อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเด็ก ครูและวิธีการสอนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องดูแลครูทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับการศึกษารูปแบบใหม่ในอนาคต เพราะนับวันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในโลกยุคหลังสถานการณ์โควิดเมื่อยุติลงแล้ว ผมเคยให้แนวทางไปกับ รมว.ศึกษาธิการ รวมทั้ง รมช.ในหลายเรื่อง ขอให้นำสิ่งที่ผมได้มอบนโยบายลงไปนำสู่การปฏิบัติให้ได้ มีการประเมินผลทั้งครู เด็ก มีการเปลี่ยนแปลงปรับรูปแบบปรับหลักสูตร รวมทั้งเอกสารตำราต่างๆให้มีความทันสมัย สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเราศึกษาไปเพื่ออะไร ทั้งเพื่อให้มีงานทำ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ สำคัญที่สุดคือเมื่อเรียนทางวิชาการแล้ว ต้องเรียนรู้ในทางปฏิบัติไปด้วยพร้อมๆ กัน&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงท้ายว่า ขอขอบคุณและชื่นชมทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการผลักดันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูง สอดคล้องกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในสถานการณ์ โควิด-19 ได้ช่วยกันสนับสนุนมาตรการการช่วยเหลือลดภาระให้กับผู้ปกครอง นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา เพื่ออำนวยให้การศึกษาไทยก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงแม้ในยามสถานการณ์วิกฤต เพราะเราไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เป็นเด็กที่เข้มแข็ง เป็นคนดีในสังคม มีจิตสาธารณะเผื่อแผ่ แบ่งปัน เคารพในสถาบันหลักของชาติ สิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ของเราให้มีอนาคต ประเทศชาติก็จะมั่นคงและยังยืนต่อไป เราต้องสร้างสังคมและครอบครัวให้เข้มแข็ง มีความผูกพันในครอบครัว ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ต้องดูแลไปพร้อมๆ กันเพื่อให้ทุกคนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวยืนยันว่า ทันทีที่งบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 22,000 ล้านบาท จากกระทรวงการคลังถึงกระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งส่งมอบเงินเยียวยาให้กับนักเรียนทุกคนทันที จำนวน 2,000 บาท ภายใน 7 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรีนุช, นายกฯ, บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, ลดค่าเทอม, ศธ., เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119f80906646.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ สั่ง ศธ.-อว.เร่งหาแนวทางช่วยผู้ปกครองลดค่าใช้จ่าย ก่อนนำเข้าครม.สัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.64 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;วันนี้ผมได้ประชุมกับกระทรวง ศธ.และ อว. เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนในการช่วยลดภาระ/ค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ปกครอง ครู และนักเรียน/นักศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มด้อยโอกาสยากจนและกลุ่มผู้พิการ โดยมีแนวทางในด้างต่าง ๆ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอความร่วมมือให้ลด หรือชะลอการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่สถานศึกษา เพื่อรองรับการเรียนแบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมได้มอบหมายให้ อว. และ ศธ. จัดทำรายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการในมาตรการต่างๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110574</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศธ., อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc584b4170a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ว.สมชาย&#039;ดอดสังเกตการณ์ม็อบนร. ชงศธ.แก้6เรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย. 63 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ฝากพิจารณาตามที่เห็นควรด้วยครับ เผื่อเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมแอบเข้าไปสังเกตการณ์ในม็อบ 3 ครั้ง พบว่า บางส่วนเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ไม่มีใครสนใจแก้ไข เขาจึงถูกดึงมาร่วมกัน ถ้าเราแก้ไขปัญหาเล็กน้อยอย่างจริงๆ จังๆ อย่าคิดว่า เขาได้คืบเอาศอก เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ปัญหาทรงผมเด็กผู้ชายง่ายมากครับ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้นักเรียนชายมีทรงผมรองทรงหรือรองทรงสูง ส่วนโรงเรียนพิเศษเช่น วชิราวุธ หรือต้องเรียน ร.ด.ให้ตัดผมตามที่ระเบียบแต่ละแห่งกำหนดโดยข้อยกเว้นนั้นให้แจ้ง สพฐ. หรือกระทรวงทราบ และถ้าจะไว้ยาวมากกว่านั้น ให้ผู้บริหารโรงเรียน กรรมการนักเรียน กรรมการสมาคมผู้ปกครอง ประชุมและมีมติร่วมกัน เสนอให้ สพฐ. และ ศธ.ทราบเท่านั้นพอครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ปัญหาทรงผมเด็กหญิง ควรเร่งหาข้อยุติ แบ่งระดับชั้น ประถมศึกษา มัธยมต้น มัธยมปลาย และควรให้เด็กๆ มีส่วนร่วม เช่นร่วมกันโหวตทรงผมนักเรียนหญิงและเลือก 3 อันดับแรก ให้ ศธ.ประกาศใช้เป็นทรงผมที่อนุญาต มีเงื่อนไขเช่นห้ามย้อมสีหรือดัด ส่วนถ้าจะมีแบบทรงผมเกินจากนั้น ให้ทำความเห็นยกเว้นแบบเดียวกันกับข้อ1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) เรื่องการแต่งกาย ควรทำสำรวจความเห็น นักเรียนทั่วประเทศและผู้ปกครอง ว่าเห็นควรให้แต่งกายไปรเวทบ้างหรือไม่กี่วัน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็วใน 3-4 สัปดาห์ จากนั้นประกาศโดย ศธ.เช่นกัน โดยมีเงื่อนไขในการแต่งกายไว้ด้วย หากโรงเรียนใดจะมีข้อยกเว้นให้ปฏิบัติตามแบบข้อ1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ควรสังคายนาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างจริงจัง ไม่ควรแบ่งเด็กเป็น สายวิทยาศาสตร์ สายศิลป์คำนวน สายศิลป์ภาษา แบบเดิมแล้ว เพราะปิดกั้นโอกาสเด็กในการศึกษาในมหาวิทยาลัยแต่ต้นทาง ควรจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานเหมือนกันทั่วประเทศ และเพิ่มวิชาเลือกหลักรอง วิชาเลือกเสรีให้กับเด็กที่ต้องการเข้ามหาวิทยาลัยแต่ละสาขาเฉพาะทางขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ควรให้ความสำคัญกับนักเรียนอาชีวะ ยกระดับและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่และเพิ่มการเรียนในสถานประกอบการจริงจัง มากกว่าในโรงเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) สร้างกลไกและมาตรการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนให้กับเด็กนักเรียน มิให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการปกป้องสิทธิเด็กอย่างจริงจัง เปิดพื้นที่รับฟังสื่อสารสองทางมากขึ้นในโรงเรียนและวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมลองยกตัวอย่างบางประการที่ผมพอมีข้อมูลและเชื่อว่า ถ้าเราแก้ไขปัญหาให้เด็กนักเรียนอย่างจริงจัง พวกเขาจะเข้าใจและถอยห่างจากการชุมนุมที่นับวันจะกร้าวร้าวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84726</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักเรียน, ม็อบ, ศธ., สมชาย แสวงการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb145ada1c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.เปิดโครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่อร่วมสมัย ปลุกจิตสำนึกรักชาติ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 63 -&amp;nbsp; นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้ความรับผิดชอบของคุณหญิงกัลยา เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยความร่วมมือกับวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อมุ่งพัฒนาจิตสำนึกของความรักชาติให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน ตามนโยบายการอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย เกิดขึ้นจากแนวคิดของคุณหญิงกัลยา ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจพื้นฐานของตนและได้เรียนรู้ความสำเร็จหรือข้อผิดพลาด เป็นการนำบทเรียนในอดีตมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในปัจจุบันตลอดจนก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในประวัติความเป็นมาของชาติตน และนำไปสู่การเกิดสำนึกความรักชาติในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันมีการพูดถึงความรักชาติกันเป็นอย่างมาก จากคนหลายกลุ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่มีมุมมองต่างกัน จะเป็นการผลักคนที่คิดต่างออกไปกลายเป็นคนที่ไม่รักชาติ &amp;ldquo;ความรักชาติ&amp;rdquo; ในที่นี้หมายถึงความรักและความภาคภูมิใจต่อชาติของตน ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการร่วมทำนุบำรุงปกป้องประเทศชาติให้มีความมั่นคง โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมจิตสำนึกในความเป็นคนไทยที่ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; นางดรุณวรรณ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางดรุณวรรณ กล่าวว่า นโยบายการอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย จะเน้นให้ครูช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนการสอนด้วยการมีนวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัยให้นักเรียนเรียนประวัติศาสตร์ไทยด้วยความสนุก ผ่านรูปแบบสื่อที่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน ที่สอดคล้องตามบริบทท้องถิ่นของแต่ละแห่งเช่นเพลงแร็พ แหล่ หมอลำ รวมทั้งการจัดทำคลิปวีดีโอนำเข้าสู่บทเรียนที่มีศิลปินนักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสอนให้เด็กใช้ความคิดและเหตุผล มีความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน รู้รากเหง้าเรื่องราวของตนเอง สามารถเชื่อมโยงให้เข้าใจสังคมไทยปัจจุบันดีขึ้น เพื่อให้ซึมซับความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความหวงแหนเห็นคุณค่าในต้นทุนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของคนไทยที่สั่งสมมาเป็นหลายร้อยปี รวมถึงจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ มีความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษและผู้มีพระคุณ และความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้งานแถลงข่าวดังกล่าวถือเป็นการเปิดตัวโครงการฯ โดยจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ในงานจะได้ชมตัวอย่างวีดีทัศน์เสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยชุด &amp;ldquo;พัฒนาการประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์&amp;rdquo; การเปิดตัวเพลงแร็พ พร้อมสัมภาษณ์ศิลปินที่ร่วมขับร้องและแต่งเพลง และหลังจากนี้จะมีการผลิตสื่อร่วมสมัยในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียอาทิ Youtube&amp;nbsp; Facebook และ Tiktok เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75350</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย, ประวัติศาสตร์ไทย, รักชาติ, ศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f431445e6fe7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเทอม1ก.ค. &#039;3.1หมื่น&#039;รร.เรียนพร้อมกันได้ อีก&#039;4.5พัน&#039;แห่งต้องสลับกันมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงว่า กรมอนามัยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการออกคู่มือการปฏิบัติของสถานศึกษา เพื่อเป็นมาตรการเตรียมความพร้อมตามข้อกำหนดกรมอนามัย 20+24 ข้อ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีการคัดกรองสุขภาพ ตรวจสอบการสวมหน้ากาก ล้างมือ จัดเตรียมสบู่ แอลกอฮอล์ ทำความสะอาด เว้นระยะห่าง&amp;nbsp; และลดความแออัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโรงเรียนที่สามารถจัดห้องเรียนเว้นระยะห่างไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร นักเรียนมาเรียนพร้อมกันได้ทั้งหมดมี 31,000 โรงเรียน ทั้งรัฐ นานาชาติ และอาชีวศึกษา&amp;nbsp; ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถมาเรียนพร้อมกันได้และต้องจัดให้สลับกันมาเรียนมีจำนวน 4,500 โรงเรียน ซึ่งในส่วนนี้คนที่ไม่มาเรียนที่โรงเรียน ก็ให้เรียนทางออนแอร์หรือออนไลน์ที่บ้าน โดย 4,500 โรงเรียน จะมีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 5 รูปแบบ 1.เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน 2.สลับวันคี่/คู่ 3.เรียนผสม 4.สลับเรียนและ 5.สลับเช้า-บ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มี 7 ประเด็นที่มีข้อห่วงใย 1.รถโรงเรียน ที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบงบประมาณให้โรงเรียนไปจัดหาซื้อรถโรงเรียนเพิ่มเติม 2.เด็กเล็ก​ ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กนอกจากมีครูประจำแล้วก็จะมีครูผู้ช่วยในการดูแล รวมการจัดให้เด็กนอนห่างกัน 1.5 เมตร หันเท้าชนกัน และไม่สวมหน้ากากระหว่างนอน 3.การรับประทานอาหารกลางวัน ให้แบ่งเป็น 4 ผลัด โดยผลัดละ 30 นาที 4. ในเรื่องการสอบ&amp;nbsp; กระทรวงศึกษาธิการจะมีการประกาศภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ว่าจะต้องสอบหรือไม่ แต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรณีปิดโรงเรียน ให้มีการคัดแยกคนที่มีอาการ แจ้งผู้ปกครอง แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบ โดยหากไม่พบก็สามารถเปิดโรงเรียนได้ตามปกติ แต่หากพบว่ามีคนติดเชื้อให้ปิดโรงเรียน 3 วันเพื่อทำความสะอาด ผู้ใกล้ชิดหยุด 14 วัน 6.ศบค.ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาฯ อยากให้มีการใช้ ไทยชนะ ซึ่งส่วนหนึ่งทำได้ อีกส่วนหนึ่งจะให้ครูจดรายชื่อเด็กที่มาเรียน และ7.โรงเรียนชายขอบ ที่เด็กจะข้ามชายแดนเข้ามาเรียน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เปิดให้เข้ามาเรียน ซึ่งปัญหานี้โรงเรียนตามชายขอบได้มีการประสานกับตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเอาใบงานไปใส่ในกล่อง และเด็กนักเรียนมาเอาใบงานและทำการบ้านมาใส่กล่องโดยไม่ต้องเจอกัน ส่วนการเรียนการสอนก็เรียนทางโทรทัศน์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69377</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.1หมื่นแห่ง, รร., วราวิช กำภู ณ อยุธยา, ศธ., เปิดเทอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef04eabba6a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ได้ไปรร.ร้ายแรงกว่าติดโควิด! อดีตรมว.ศธ.บี้เปิดเทอม1มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค. 63 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ และอดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ&amp;quot;การศึกษากับโควิด19 ตอนที่ 2&amp;quot; ว่า &amp;ldquo;เลื่อนเปิดเทอมให้เร็วขึ้น อย่าเพิ่งหวังอะไรจากการศึกษาทางไกล องค์กรระหว่างประเทศด้านการศึกษาและประเทศต่างๆ เห็นว่าผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่โควิด19 มีต่อเด็กและเยาวชนทั่วโลกไม่ใช่การติดเชื้อหรือป่วยด้วยโรคนี้ แต่เป็นการเสียโอกาสในการเรียนรู้จากการเรียนในโรงเรียน ประมาณ 87 % ของนักเรียนทั่วโลกไม่ได้ไปโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กเพราะเขาเห็นว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดของโควิด19 ที่มีต่อเด็กไม่ใช่การติดเชื้อแต่คือการทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ในระบบโรงเรียนและมีผลกระทบอื่นๆตามมาอีกมากเช่นการขาดอาหาร ความไม่ปลอดภัย ขาดคนดูแลและการใช้เวลาอย่างไม่เป็นประโยชน์ บางประเทศหรือบางเขตเศรษฐกิจสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด19 ได้โดยไม่ต้องปิดโรงเรียนมาแต่ต้น ขณะนี้ประเทศที่คุมสถานการณ์โควิด19 ได้แล้ว ต่างก็ทยอยเปิดโรงเรียนกันแล้ว บางประเทศเริ่มด้วยการให้เด็กเล็กได้มีโอกาสไปโรงเรียนก่อนเด็กโตซึ่งก็มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตามข่าวการเตรียมแผนจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้แล้ว เข้าใจว่าผู้ที่วางแผนจัดการศึกษาทั้งหลายของไทยจะมองไม่เห็นปัญหาการเสียโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กที่สูญหายไปจากการไม่ได้ไปโรงเรียน จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบเปิดโรงเรียนให้เร็วขึ้นทั้งที่สถานการณ์โควิด 19 ก็ดีขึ้นมากแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีการให้ความสำคัญกับการจัดระบบการเรียนในโรงเรียนแบบ New normal กันสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่มีเรื่องต้องเตรียมการหลายเรื่องเช่นระบบระบายอากาศ การเพิ่มห้องเรียนเพื่อให้จำนวนนักเรียนต่อห้องน้อยลง การจัดที่นั่งในโรงอาหาร การทำกิจกรรม การแก้ปัญหากรณีมีเด็กติดเชื้อในโรงเรียน ฯลฯ การเรียนการสอนที่อยู่ในแผนกลายเป็นเน้นการเรียนจากบ้านและการสอนแบบทางไกลที่ฟังดูแล้วจะมีประสิทธิภาพต่ำมากจนไม่อาจฝากความหวังไว้ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนการจัดการเรียนการสอนทางไกลที่มีการชี้แจงนั้น จะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาของไทยเรายังไม่มีความพร้อมสำหรับการจัดการศึกษาทางไกลเลย ที่จะให้นักเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงม. 3 เรียนโดยใช้การสอนทางทีวีนั้นจะได้ผลน้อยมากเนื่องจากไม่การเรียนการสอนแบบที่จะสื่อสารสองทางได้ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนอภิปราย และไม่มีทางที่ครูจะรู้ว่าเด็กกำลังเรียนอยู่หรือไม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ไมสามารถประกบหรือคอยเป็นพี่เลี้ยงลูกหลานของตนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเรียนแบบออนไลน์ ระบบการศึกษาของเราไม่มีความพร้อมเลย การจัดการเรียนการสอนแบบ Smart classroom ที่เคยคิดกันถูกแทนที่ด้วยการสอนทางทีวี ส่วนการสอนทางออนไลน์ก็ไม่มีการเตรียมหลักสูตรเนื้อหาและวิธีสอนมาก่อน เด็กจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงระบบอินเทอร์เน็ตและ เด็กส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะใช้ในการเรียนออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบการศึกษาของไทยยังจำเป็นต้องสร้างความพร้อมในเรื่องการศึกษาที่ใช้ ICT และการศึกษาออนไลน์อีกมากทั้งในช่วงปรกติและช่วงที่มีวิกฤตหรือช่วงที่เป็น New normal คือทั้งระยะสั้นและระยะยาว การศึกษาทางไกลอย่างที่เตรียมกันอยู่ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการสูญเสียโอกาสทางการศึกษาในระบบโรงเรียนได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด19 ได้มีการตัดสินใจเลื่อนการเปิดเทอมออกไป เนื่องจากจำเป็นต้องเลื่อนการรับสมัครเด็กเข้าเรียนในชั้นม. 1 และม. 4 แล้วเลยพลอยเลื่อนการเปิดเทอมของโรงเรียนทั้งระบบไปด้วยกันหมด โดยไม่ได้เผื่อว่าสถานการณ์โควิด19 จะพัฒนาไปอย่างไร ต่อมาแม้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะปรับให้สามารถเปิดเรียนได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่ารัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะทบทวนแผนการเปิดเทอมนี้เสียใหม่ โดยเปลี่ยนมาเป็นพยายามเปิดเรียนให้เร็วที่สุดเช่นให้ชั้นเรียนส่วนใหญ่เปิดเรียนได้ในวันที่ 1 มิถุนายน ชั้นเรียนที่มีการสมัครสอบเข้าโรงเรียนเช่น ม.1 และ ม. 4 อาจเปิดกลางเดือนมิถุนายน ส่วนเด็กเล็กทั่วประเทศควรส่งเสริมให้เปิดศูนย์ดูแลเด็กเล็กเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับครับว่าข้อเสนอนี้อาจไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยซึ่งก็เข้าใจได้เพราะใน 2-3 เดือนมานี้ สังคมไทยเราได้ปลูกฝังให้ผู้คนเห็นภยันตรายจากโควิด19 โดยไม่มีการให้ข้อมูลว่าภยันตรายที่ร้ายแรงที่โควิด19 มีต่อเด็กและเยาวชนนั้นไม่ใช่การติดเชื้อหรือการป่วยจากโควิด19 แต่เป็นการสูญเสียในการเรียนรู้อันเกิดจากการไม่ได้ไปโรงเรียน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65541</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรนต์ ฉายแสง, ศธ., อดีตรมว.ศธ., เปิดเทอม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd352a75a7f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039;ชม&#039;ณัฎฐพล&#039;เลิกซื้อแท็บเล็ต แนะปฏิรูปศึกษาครั้งใหญ่สร้างเด็กไม่ชังชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;


12 เม.ย. 63 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;ขอชื่นชม&amp;quot;ณัฏฐพล&amp;quot; เชื่อว่าประชาชนคนไทย คงชื่นชมและให้กำลังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนถึงข้อท้วงติง พร้อมทบทวนการแจกแท็บเล็ตแก่นักเรียนชั้นม.4-ม.6

&amp;nbsp;

ผมอยากเล่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากสิงคโปร์ ที่ช่วงหลังมานี้ สิงคโปร์มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มจนน่าตกใจ นายกฯเขาประกาศมาตรการที่เข้มงวดคล้ายไทย และมีการประกาศปิดโรงเรียนทุกระดับ ให้เรียนออนไลน์ที่บ้าน กระทรวงศึกษาสิงคโปร์ มีนโยบายสับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการ ช่วยนักเรียนที่มีปัญหาอุปกรณ์ และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นรายๆไป ไม่มีการแจกแท็บเล็ต เขาประกาศวันศุกร์ที่ 3 เมษายน วันที่ 7 เมษายนปิดโรงเรียน วันที่ 8 เมษายน เรียนออนไลน์ที่บ้าน ด้วยแอพฟรีไม่ต้องเสียเงิน

&amp;nbsp;

สิ่งที่อยากจะบอกคือ คุณภาพการศึกษา จึงไม่ใช่การแจกแท็บเล็ต แต่หมายถึงวิธีการ สาระ และศักยภาพพื้นฐานของโรงเรียน ครู ที่มีความพร้อม เพื่อสร้างเด็กที่มีคุณสมบัติที่ประเทศต้องการ ดังนั้นกระทรวงศึกษาจึงต้องวางเป้าหมาย สร้างเด็กให้โตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่รู้จักระเบียบ วินัย ไม่ชังชาติ ไม่ดูถูกประเทศ รักในกำพืดความเป็นชาติ หวงแหนในวัฒนธรรม ประเพณี พูดได้สองภาษา รู้จักคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล มีทักษะการใช้ชีวิตในสังคม และสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิตอล

&amp;nbsp;

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงศึกษาของท่านณัฏฐพล ต้องหาคำตอบ ว่าจะทำอย่างไร ในระยะเวลาสองเดือนเศษ ช่วงที่โรงเรียนยังไม่เปิด เพราะประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ในยุคนายกฯที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ รมว.ศึกษาชื่อณัฏฐพล ส่งกำลังใจท่านครับ ประชาชนรอปรบมือให้ท่านอยู่&amp;rdquo;.

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฎฐพล, ปฏิรูปการศึกษา, ศธ., หมอวรงค์, แท็บเล็ต, ไม่ชังชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190916/image_big_5d7f1dca85e58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
