<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นคลายล็อกชุดใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ศบค.ชุดใหญ่วันจันทร์นี้​ พิจารณาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​ ขยับเวลาเคอร์ฟิว​ ผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมหลายประเภท&amp;nbsp; โฆษกรัฐบาลปลื้มยอดใช้จ่ายผ่านมาตรการลดค่าครองชีพรัฐทะลุ 7.7 หมื่นล้านบาท ภาคีนักกฎหมายฯ ผนึกผู้ประกอบการร้านอาหารยื่นฟ้องรัฐบาลออกมาตรการทำให้ธุรกิจเสียหาย ซูเปอร์โพลเผย ปชช.เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หนุนปลดล็อก-อัดฉีดเงิน ศก.ฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)​ หรือ​ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมในเวลา 10.30 น. ผ่านระบบการประชุมทางไกล (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) วันที่ 27 ก.ย.นี้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศปก.สธ.) จะรายงานสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ และกระทรวงแรงงานรายงานเรื่องการปรับรายละเอียดของโครงการแฟคทอรีแซนด์บ็อกซ์ ระยะที่ 2, นอกจากนี้​ ศบค.จะพิจารณาความเหมาะสมในการขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 14 โดยศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19​ (ศปก.ศบค.) จะเป็นผู้เสนอ รวมทั้งการปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่เสนอโดย ศปก.สธ. และการปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร​ โดยปรับลดระยะเวลาในการกักกัน การทำกิจกรรมในสถานที่กักกัน และหลักเกณฑ์ แผนงานและแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 และแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ปี 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาและมาตรการพลิกโฉมประเทศ โดย มาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายและเยียวยาต่างๆ นั้นมียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 39.01 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 77,755.2 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.27 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 66,911.6 ล้านบาท 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 76,219 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,254 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 94.5 ล้านบาท 3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.53 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 7,937.7 ล้านบาท และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 557.4 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลยังปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทะเบียนของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 31 ล้านสิทธิ เป็น 28 ล้านสิทธิ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ปรับลดกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 1.4 ล้านสิทธิ เป็น 1 ล้านสิทธิ และในวันที่ 1 ต.ค. กระทรวงการคลังจะโอน เงินคนละครึ่งรอบที่ 2 จำนวน 1,500 บาท โดยเชื่อมกับระบบฟู้ดเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ซึ่งขณะนี้มีแกร๊บและไลน์แมนได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว และว่า ขณะนี้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 คงเหลือประมาณ 1 ล้านสิทธิ และสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เหลือ 5 แสนสิทธิ จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิลงทะเบียนได้จนกว่าสิทธิจะเต็ม ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง เว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com และ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนร่วมกับศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งเอกสารเผยแพร่แจ้งว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ และได้มีการออกประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกภาคส่วนได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยปราศจากการเยียวยาที่เพียงพอและเหมาะสม ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนฯ จึงได้จัดตั้งโครงการเฉพาะกิจดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารสถานการณ์โค วิด-19 ที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่ภาคีฯ ยื่นฟ้องนี้ คือกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เศรษฐกิจ กับตัวเสี้ยมแตกแยก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,078 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 96.6% ระบุรัฐบาลควรปลดล็อกระเบียบกฎเกณฑ์และอุปสรรคสกัดกั้น ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนด้านธุรกิจ และ 95.5% ระบุต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินไปที่เศรษฐกิจฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ส่วนใหญ่หรือ 93.9% ระบุ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยถ้าฟื้นตัวจะช่วยประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ได้ดีกว่า, 91.1% ระบุรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มมาช่วยเศรษฐกิจ ฐานราก เช่น ธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย และ 90.5% ระบุเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากมาตรการเปิดประเทศของรัฐบาล เริ่มดีขึ้น, 86.8% ระบุหลังปลดล็อก เริ่มมีรายได้เข้ากระเป๋าเงินเพิ่มขึ้น และ 86% ระบุเศรษฐกิจของประเทศด้านการส่งออกยังคงเติบโต
เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ 67.6% เชื่อมั่น ในขณะที่ 32.4% ไม่เชื่อมั่น และเมื่อสอบถามถึงความหวังต่อความสำเร็จของรัฐบาลและภาคประชาชนช่วยกัน ผ่านพ้นวิกฤตชาติทั้งโควิดและเศรษฐกิจของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่หรือ 66.8% มีความหวัง ในขณะที่ 33.2% ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีภัยสังคมในยุคโควิด-19 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,172 คน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย. พบว่าเมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19 กับในยุคโควิด-19 ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง 72.78% ค่อนข้างวิตกกังวล 54.46% ภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภัยจากออนไลน์ 68.66% โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก&amp;nbsp; 89.31% เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม 34.17% จากภัยสังคมในปัจจุบันทำ ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง 65.90% ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน 85.82% ปัญหาภัยสังคมในปัจจุบันมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกวิตกกังวลและไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง ถึงแม้เดิมคนไทยจะมีลักษณะนิสัยมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่าเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา รวมไปถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าประชาชนต้องอยู่ในสังคมที่มีภัยรุมเร้ารอบด้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117941</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขยับเวลาเคอร์ฟิว​, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​, มาตรการลดค่าครองชีพ, ศบค., ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว, เวลาเคอร์ฟิว​, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯจ่อนั่งหัวโต๊ะถกศบค.ชุดใหญ่ต่อพรก.ฉุกเฉิน​ ขยับเวลาเคอร์ฟิว​ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)​ หรือ​ ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 15 / 2564 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมในเวลา 10.30 น. ผ่านระบบการประชุมทางไกล(วีดีโอคอนเฟอเรนซ์) &amp;nbsp;ในวันที่ 27 ก.ย. นี้ จะเริ่มด้วยเรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ และรับรองรายงานการประชุมศบค.ครั้งที่ 14 / 2564 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อ โควิด-19 (ศปก.สธ.) จะรายงานสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ, กระทรวงแรงงานรายงานเรื่องการปรับรายละเอียดของโครงการแฟ็คทอรี่แซนด์บ็อกซ์ ระยะที่2 , กระทรวงพลังงานรายงานเรื่องการแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากการปฎิบัติตามคำสั่ง ศบค. ฉบับที่ 12 / 2564 กรณีผู้เดินทางเข้าออกราชอาณาจักรทางน้ำเพื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการปิโตรเลียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้​ ศบค.จะพิจารณาความเหมาะสมในการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 14 โดยศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19​ ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.) &amp;nbsp;จะเป็นผู้เสนอ, การปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ที่เสนอโดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อ โควิด-19 กระทรวงสาธารณสุขเสนอ, การปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร​ (การปรับลดระยะเวลาในการกักกัน การทำกิจกรรมในสถานที่กักกัน) และหลักเกณฑ์ แผนงานและแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แผนการให้บริการวัคซีน โควิด-19 ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 และแผนการบริหารจัดการวัคซีน โควิด-19 ปี 2565 เสนอโดยศปก.สธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของการประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง จะรายงานเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 รวมถึงรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของสำนักงาน และศูนย์ปฏิบัติการด้านต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยับเวลาเคอร์ฟิว​, ต่อพรก.ฉุกเฉิน, ศบค.ชุดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a472f2368a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 13:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.คลายล็อกเปิดห้าง-ร้านอาหาร แต่ใช้มาตรการตรวจเข้ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27​ ส.ค.64 - เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค-19)หรือศบค.เป็นประธานการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 13/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณาผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม มาตรการป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานเบื้องต้นที่ประชุมศบค.ยังคงพื้นที่ควบคุมสูงและเข้มงวด(สีแดงเข้ม) 29 จังหวัดและยังคงขอความร่วมมือหลักเลี่ยงการเดินทาง ห้ามออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น.คงห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 25 คน ทุกระดับพื้นที่ต้องมีมาตรการป้องกันโรคขั้นสูงสุด Universal Prevention ที่ประกอบด้วย 10 ข้อปฏิบัติ และเห็นชอบเปิดห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอล ร้านอาหาร แต่ใช้มาตรการตรวจเข้ม ผู้ให้บริการวัคซีนครบ ผู้ใช้บริการก็เช่นกัน หากไม่ครบจะต้องตรวจ ATK&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114715</URL_LINK>
                <HASHTAG>29จังหวัดแดงเข้ม, คลายล็อก, ศบค.ชุดใหญ่, ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี -PMOC</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128853def73c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 23:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>29จังหวัดแดงเข้ม เพิ่ม16จว.‘ล็อกดาวน’ถึง18ส.ค.ไม่ดีขึ้นลากยาวสิ้นเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้มอีก &amp;nbsp;16 จังหวัด รวม 29 จังหวัด พร้อมล็อกดาวน์อีก 14 วัน เริ่ม 3-18 ส.ค. หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน เปิดช่องร้านค้าเดลิเวอรีในห้างได้หายใจ เลิกคุมแคมป์หันมาใช้ &amp;ldquo;บับเบิลแอนด์ซีล&amp;rdquo; แทน ชี้ 1-2 &amp;nbsp;เดือนข้างหน้าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 11/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จากบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 รอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รายงานสถานการณ์การติดเชื้อต่างประเทศที่ยังสูง ซึ่งที่ประชุมได้พูดคุยและหารือเรื่องสถานการณ์ของเชื้อเดลตา ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับว่าน่าเป็นห่วง โดยนายกฯ สั่งให้หาข้อมูลสื่อสารประชาชนอย่าให้ตื่นตระหนก นอกจากนี้ สธ.ยังรายงานพบการระบาดในพื้นที่โรงงานที่กระจายไปสู่ชุมชนค่อนข้างสูง โดยส่วนนี้นายกฯ &amp;nbsp;ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มข้น เพราะส่วนใหญ่ไม่เข้ามาตรการบับเบิลแอนด์ซีล ที่เป็นการควบคุมการระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากนั้น สธ.รายงานจำนวนการครองเตียงของรัฐและเอกชน พบว่ามีการครองเตียงมากกว่า 30,000 เตียงจนเกือบเต็ม จึงจำเป็นต้องเน้นย้ำมาตรการ Home Isolation และ Community &amp;nbsp;Isolation โดยนายกฯ ได้สั่งให้ขยายเตียงรองรับผู้ป่วยและอย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนกว่าไม่มีเตียงรองรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สธ.ยังนำเสนอภาพกราฟิกการประเมินสถานการณ์ ถ้าหากมาตรการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพเพียง 20% ตัวเลขผู้ป่วยอาจจะยังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น แต่หากการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพประมาณ &amp;nbsp;25% ประกอบกับการเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุภายใน 1-2 เดือนนี้ &amp;nbsp;จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นายกฯ แสดงความกังวลการชุมนุมทางการเมืองที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงได้ขอให้ทุกจังหวัดร่วมมือกันทำให้มีชุมชน/หมู่บ้านปลอดเชื้อเป็นพื้นที่สีฟ้า ด้วยความร่วมมือกันทุกส่วนในชุมชน อยากให้ช่วยกันสร้างชุมชนสีฟ้าถวาย 12 สิงหาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างระหว่างฝ่ายเศรษฐกิจกับสาธารณสุขในมาตรการบับเบิลแอนซีล ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ดีแต่ทำลำบาก &amp;nbsp;แต่ต้องยอมเพื่อให้เศรษฐกิจเดินได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานเสนอขอวัคซีนไปควบคุมการระบาด นายกฯ จึงขอให้นำข้อสังเกตไปปรับพิจารณาแต่สามารถปฏิบัติได้ โดยขอให้ลดการเคลื่อนย้ายให้มากที่สุด แม้บังคับไม่ได้แต่ต้องดำเนินการด้วยมาตรการเข้มข้น เช่น สื่อสารว่าจะช่วยลดคนป่วย การรักษา และขอให้เวิร์กฟรอมโฮมให้ได้มากที่สุด โดยช่วงท้ายนายกฯ ได้ขอให้ทุกคนรับฟังกัน เปิดใจ และร่วมมือกันแก้ปัญหา ในฐานะนายกฯ ยินดีรับฟังและแก้ปัญหาทุกเรื่อง&amp;nbsp;
เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก &amp;nbsp;ศบค.แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับระดับพื้นที่ โดยปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;กทม., ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, &amp;nbsp;ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, พระนครศรีอยุธยา, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา และนราธิวาส เป็น 29 จังหวัด โดยเพิ่มขึ้น 16 จังหวัด คือ กาญจนบุรี, &amp;nbsp;ตาก, นครนายก, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, เพชรบุรี, &amp;nbsp;เพชรบูรณ์, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, สระบุรี, &amp;nbsp;สุพรรณบุรี และอ่างทอง ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ปรับจาก 53 &amp;nbsp;เหลือ 37 จังหวัด ดังนี้ กาฬสินธุ์, กำแพงเพชร, ขอนแก่น, จันทบุรี, &amp;nbsp;ชัยนาท, ชัยภูมิ, ชุมพร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตรัง, ตราด, นครศรีธรรมราช, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, พัทลุง, พิจิตร, พิษณุโลก, &amp;nbsp;มหาสารคาม, ยโสธร, ระนอง, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, ลำพูน, เลย, &amp;nbsp;ศรีสะเกษ, สกลนคร, สตูล, สระแก้ว, สุโขทัย, สุรินทร์, หนองคาย, &amp;nbsp;หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, อุทัยธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ขณะที่พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จาก 10 จังหวัด เป็น 11 จังหวัด &amp;nbsp;ดังนี้ กระบี่, นครพนม, น่าน, บึงกาฬ, พะเยา, พังงา, แพร่, ภูเก็ต, &amp;nbsp;มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน และสุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า มาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด &amp;nbsp;ห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00-04.00 น. งดให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด การตั้งด่านตรวจสกัดระหว่างเขตจังหวัด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 5 คน ห้ามบริโภคภายในร้าน ขายได้แบบนำไปบริโภคที่อื่น งดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มผ่านเดลิเวอรีเท่านั้น ร้านยา/เวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ปิดร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม ห้ามใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ปิดสถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ ขอให้มีการเวิร์กฟรอมโฮมขั้นสูงสุด ถ้าเป็นไปได้ให้ 100% ทั้งภาครัฐและเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการพื้นที่สีแดง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดเพื่อตรวจคัดกรองการเดินทาง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 20 คน &amp;nbsp;บริโภคในร้านได้ เปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. แต่งดจำหน่ายและงดการดื่มสุราในร้าน ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ โดยจำกัดจำนวนคน งดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร้านเสริมสวย ร้านนวด &amp;nbsp;สถานเสริมความงาม เปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมากโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ทุกประเภทไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนมาตรการพื้นที่สีส้มไม่จำกัดการเดินทาง &amp;nbsp;ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ แต่งดจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ แต่ปิดในส่วนของเครื่องเล่นเกม สวนสนุก &amp;nbsp;ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายใต้มาตรการป้องกันโรค สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ตามปกติ ทุกประเภทจัดการแข่งขันได้&amp;nbsp;
ไม่ดีขึ้นยืดถึงสิ้นเดือน
&amp;ldquo;ข้อกำหนดเหล่านี้จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 3 ส.ค.-18 ส.ค. จากนั้นจะมีการพิจารณาทบทวน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นสามารถยืดไปถึง 31 &amp;nbsp;ส.ค. หรือหากกิจกรรมใดที่เริ่มดีจะมีการผ่อนคลายมาตรการได้ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วที่สุด และจะนำมาชี้แจงรายละเอียดต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลเป็นการเน้นย้ำพื้นที่ 16 จังหวัดสีแดงเข้มที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากกรมควบคุมโรครายงานถึงสถานการณ์ว่าจำกัดวงอยู่ในโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรเกิน 500 ราย เพื่อควบคุมโรค โดยเน้นย้ำไม่เฉพาะพื้นที่โรงงานหรือแคมป์ที่แพร่ระบาดเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงบริษัท โรงงาน แคมป์ที่ยังไม่มีการติดเชื้อด้วย ต้องทำมาตรการนี้เช่นกัน หลักการของบับเบิลแอนด์ซีล กรมควบคุมโรคได้ออกคู่มือเป็นข้อปฏิบัติให้ทุกจังหวัดศึกษารายละเอียด โดยเน้นย้ำจัดกลุ่ม คุมไว ลดแพร่กระจาย รายได้ไม่สูญเสีย โดยที่ประชุม ศบค.ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานและสถานประกอบการ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการออกมาตรการนี้จะปรับให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไปพร้อมกันได้ด้วย และก่อนจะประกาศมาตรการนี้ได้หารือกับทุกภาคส่วน กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย จังหวัด &amp;nbsp;และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในพื้นที่ได้พยายามจะปรับมาตรการให้เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อให้การปฏิบัติเกิดผล&amp;rdquo;
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ &amp;nbsp;แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าใน 1-2 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ &amp;nbsp;ซึ่งทั่วโลกมีทิศทางการแพร่ระบาดรุนแรงและเพิ่มมากขึ้น ศบค.จึงเร่งดำเนินการในขณะนี้ ทั้งการยกระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งนายกฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนและสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้มาก จึงสั่งให้ ศบค.มีทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกวัน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข DMHTT เพื่อลดโอกาสแพร่หรือติดเชื้อ &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขณะเดียวกันก็ฝากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;แสดงแผนที่จังหวัดให้มีพื้นที่สีฟ้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งบางจังหวัดไม่ใช่พื้นที่สีแดงทั้งจังหวัด ยังมีพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่สีฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ทั่วประเทศในทุกจังหวัด &amp;nbsp;โอกาสนี้นายกฯ ยังห่วงใยเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งอาสาสมัคร จิตอาสา ย้ำต้องจัดให้มีอุปกรณ์เพื่อป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ด้วย &amp;nbsp;พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111888</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน, เพิ่มจังหวัดสีแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61033d5110836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
