<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการส่งเสริมและรักษาระดับจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี จำนวนกว่า 5 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบหลักการโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงาน ตลอดจนสร้างความแข็งแรงให้แก่ธุรกิจ โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานประสานกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแนวการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการในส่วนของรายได้จากเงินอุดหนุนดังกล่าว พร้อมให้กระทรวงแรงงานจัดทำรายละเอียดข้อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณา ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;1.คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยไม่เกิน 200 คน โดยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในเดือนตุลาคม 2564 และรับเงินอุดหนุนในเดือนที่ 1 - 3 (ตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 ถึงมกราคม 2565)&amp;nbsp;2.​เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานให้แก่นายจ้าง ให้กับลูกจ้างสัญชาติไทย จำนวนไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน,&amp;nbsp;เงินอุดหนุนคำนวณตามยอดการจ้างจริงทุกเดือน โดยพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคม,&amp;nbsp;นายจ้างจะต้องรักษาการจ้างงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในระหว่างร่วมโครงการ โดย (หากต่ำกว่าร้อยละ 95 จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้น) ในกรณีนายจ้างมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มตามจำนวนการจ้างงานจริง ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนลูกจ้างสัญชาติไทย ณ วันเริ่มโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการนี้คาดว่าจะรักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยในธุรกิจ SMEs ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 ราย ที่มีสถานประกอบการจํานวน 480,122แห่งและจะสามารถรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้จำนวน 5,040,176 คน&amp;rdquo; นาย ธนกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กระทรวงแรงงาน, คณะรัฐมนตรี, จ้างงาน, ศบศ., เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c106148a8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบศ. เห็นชอบโครงการส่งเสริมจ้างงานในธุรกิจ SME - ขับเคลื่อนเปิดประเทศพลิกโฉมท่องเที่ยวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังการประชุม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มติที่ประชุม ศบศ.วันเดียวกันนี้ 1.เห็นชอบหลักการโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เห็นชอบหลักการแนวทางการขับเคลื่อนการเปิดประเทศด้านการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐ โดยการขยายผลและพลิกโฉมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก รวมทั้งแนวทางการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อใช้ในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย และการประกาศส่งเสริมท่องเที่ยว 2565 Amazing ยิ่งกว่าเดิม (Visit Thailand 2022 Now Even More Amazing Thailand Has It All)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118333</URL_LINK>
                <HASHTAG>คกก.บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด, ธนกร วังบุญคงชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศบศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c988af3b8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ถก ศบศ. สั่งกำชับกระตุ้นท่องเที่ยวให้ตรงความต้องการผู้ประกอบการ ผลักดันเม็ดเงินช่วยฟื้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ขณะนี้ก็เร่งแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมที่เข้ามาซ้ำเติม เพื่อผ่อนคลายความเดือดร้อนของประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาล ได้มีการดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง มาตรการการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมไปถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว &amp;ldquo;Phuket Sandbox&amp;rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้สามารถผลักเม็ดเงินเข้าสู่ระบบช่วยพยุงเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน รัฐบาลเน้นการรักษาการจ้างงานและมาตรการการจ้างงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน ทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม และยังไม่มีการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเห็นคนไทยมีงานทำ โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เพื่อรักษาระดับการจ้างงานให้ธุรกิจเอกชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า ต้องดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตรงความต้องการของภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รัฐบาลก็ต้องหาทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วยรูปแบบและแนวทางใหม่ๆ เน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การท่องเที่ยวปลอดภัยในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการเดินทางลงพื้นที่ต่อเนื่องว่า พบเห็นประชาชนลำบาก ทำให้รัฐบาลต้องเร่งทำงานให้ดีขึ้น ทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ยกระดับฝีมือแรงงาน รวมทั้งปลดล็อกกฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะโลกหลังยุคโควิด-19 จะมีการแข่งขันกันอย่างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากฝากให้ทุกส่วนราชการช่วยกันหาแนวทางใหม่ ๆ ต้องไม่ใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐในรูปแบบเดิม เช่น การจ่ายเงิน การเยียวยา ทั้งนี้ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์มากขึ้น มีการพัฒนา สามารถพึ่งพาตนเอง วันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการพลิกโฉมประเทศไทยทุกมิติ หลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการวันนี้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาจจะไม่เห็นผลทันที แต่จะส่งผลระยะยาวเพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;นายกรัฐมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118330</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศบศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61555cb915ae9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษก ศบศ.โวประชาชนใช้สิทธิมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐต่อเนื่อง เงินหมุนเวียน 5.8 หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะประกาศล็อกดาวน์ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เพิ่มจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด เนื่องจากอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อโควิด- 29 เชิงรุกทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ขอให้ประชาชนงดออกจากเคหสถาน หรือที่พำนักโดยไม่จำเป็น เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 แต่รัฐบาลก็มีมาตรการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเร่งด่วนผู้ประกอบการนายจ้าง ลูกจ้าง ตลอดจนแรงงานกลุ่มอาชีพอิสระ และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ 9 ประเภท 29 จังหวัดล็อกดาวน์ โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้โอนเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 ใน 10 จังหวัด (กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา) เข้าบัญชีไปแล้ว 2,434,182 คน เบิกจ่ายเป็นเงินรวมแล้ว 6,085.45 ล้านบาท แต่มีบางส่วนที่เกิดความขัดข้อง โอนเงินไม่ผ่าน เนื่องจากอาจจะมีข้อมูลผิดพลาด ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมได้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2564 หากข้อมูลได้รับแก้แก้ไขตรวจถูกต้องแล้ว จะดำเนินการโอนในวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของนายจ้าง ม. 33 สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลสถานะจำนวนลูกจ้าง และจะเริ่มทยอยโอนให้นายจ้าง 3,000 ต่อจำนวนลูกจ้างไม่เกิน 200 คน ในวันที่ 10 สิงหาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร กล่าวต่อว่า แม้จะมีข้อติดขัดเรื่องการออกมาใช้จ่ายของประชาชนบางพื้นที่บ้างในช่วงนี้ แต่จากการรายงานของกระทรวงการคลังพบว่า มาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ยังมีการใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยยอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 37.66 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม รวม 58,495.4 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 23.22 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 52,466.8 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 26,600.7 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 25,866.1 ล้านบาท 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 63,093 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 977.5 ล้านบาท 3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.45 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 4,760.2 ล้านบาท และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 931,228 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 290.9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และเข้าใจสถานการณ์ ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบบริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ให้สามารถเชื่อมกับโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยกระทรวงการคลังได้กำชับให้ธนาคารกรุงไทยเร่งดำเนินการปรับปรุงระบบการเชื่อมระบบโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; กับระบบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ คาดว่าจะดำเนินการเชื่อมระบบเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2564 นี้ เพื่อรองรับการใช้จ่าย หลังกระทรวงการคลังโอนเงิน &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; รอบ 2 อีก 1,500 บาทเข้าแอพพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งประชาชนสามารถใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112557</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ธนกร วังบุญคงชนะ, ศบศ., ใช้สิทธิมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de7c0817904.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศบศ. ยันรัฐบาลเดินหน้าต่อ&#039;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์-สมุยพลัสโมเดล&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1​ ส.ค. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และสมุยพลัสโมเดลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อ แม้ว่าจะมีตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้น แต่พบว่าส่วนใหญ่มาจากคนในพื้นที่ แคมป์ก่อสร้าง หรือผู้ที่เดินทางข้ามจังหวัด ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาตามโครงการนี้ เพราะจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมที่เดินทางเข้ามาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นั้น อยู่ที่ประมาณ 13,281 คน พบว่าติดเชื้อใหม่เพียง 1 คน ส่วนผู้ติดเชื้อชาวต่างชาติสะสม มีจำนวน 30 คน และตรวจพบเชื้อตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้ามา และถูกส่งเข้ารับการรักษาแล้ว อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตได้ยกระดับมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ควบคุมการเดินทาง เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 &amp;ndash; 16 ส.ค. 2564 ยกเว้นบางกรณีที่สามารถเข้าพื้นของจังหวัดได้ เช่น รถฉุกเฉินทางการแพทย์ ขนส่งยา เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง ขนส่งเงินของธนาคาร หรือผู้ที่มีความจำเป็น เป็นต้น ถือเป็นการปิดการเดินทางเข้า-ออกจังหวัด แต่ไม่ได้ปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่อย่างใด เพื่อให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและคนภูเก็ตทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร &amp;nbsp;กล่าวว่า ในส่วนของสมุยพลัสโมเดล กรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 บนเกาะสมุย จำนวน 54 รายนั้น เป็นคลัสเตอร์ร้านอาหาร ซึ่งทางจังหวัดก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ยืนยันว่าสมุยพลัสโมเดลยังดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากกลุ่มที่ติดเชื้อไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโครงการสมุยพลัสโมเดล และไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ข้ามไปจากจังหวัดภูเก็ตด้วย ขอให้มั่นใจในโครงการดังกล่าวว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติตามโครงการสมุยพลัสโมเดล และภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่เดินทางเข้าเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่านั้น อยู่ที่ประมาณ 200 คน โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาต่างพอใจ รู้สึกผ่อนคลายกับทัศนียภาพรอบเกาะ และไม่ได้มีความกังวลใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธนกร &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่านนายกฯ ขอให้เชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวโดยเน้นพื้นที่ปลอดภัย และเตรียมขยายพื้นที่เดินหน้าต่อในการเปิดเกาะพีพี เกาะไหง และไร่เล ของจังหวัดกระบี่ และเขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ ของจังหวัดพังงา ตั้งเป้าภายในเดือนสิงหาคมนี้ ในส่วนของพื้นที่ของเกาะนั้นมีความพร้อม ประชาชนตามเกาะฉีดวัคซีนแล้ว 70 - 100% และเป็นพื้นที่ไม่พบผู้ติดเชื้อ โดยระยะแรกจะให้ประชาชนคนไทยที่ฉีดวัคซีนครบโดสและมีผลการตรวจ Swab ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะมาจากกลุ่มภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และสมุยพลัสโมเดลก่อน เชื่อว่าจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยยึดแนวทางสร้างความสมดุลระหว่างการเฝ้าระวังความปลอดภัยสุขภาพอนามัย และการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อคนไทยทุกคน ตามเจตนารมณ์ของท่านนายกฯ ดังนั้น ขอให้ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111804</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, ศบศ., สมุยพลัสโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de7a5caa311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศบศ. ยันภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ล้มเหลว เล็งปรับลดค่าตรวจโควิด ลุยเปิดเกาะสมุย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวถึงกรณีที่นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีเค้าลางล้มเหลว พร้อมทั้งแนะเกาะสมุย พะงัน คิดให้ดีก่อนทำว่า ต้องขอบคุณที่แนะนำ แต่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ได้ล้มเหลว ทุกอย่างเป็นไปตามแผน นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาตามกำหนด ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คุมเข้มเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ส่วนเกาะสมุย พงัน ก็ยังคงเดินหน้า เพราะเตรียมการมาหลายเดือนแล้ว โดยสมุยพลัสจะเปิดวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามานั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนในพื้นที่ และประชาชนคนไทยในภาพรวมว่า นักท่องเที่ยวแฟนพันธุ์แท้ที่เข้ามานั้นมีความปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ ในระดับหนึ่ง ทั้งฉีดวัคซีนมาจากพื้นที่ประเทศที่กำหนด และมีการตรวจเชื้อตามมาตรการสาธารณสุข เงื่อนไขในการตรวจก็เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องรักษามาตรการเข้มงวดไว้ในขณะที่สถานการณ์ภาพรวมของประเทศยังอยู่ในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;มิติในเชิงพื้นที่ของภูเก็ตและสมุย มีอัตราการพบผู้ติดเชื้อรายวันใหม่ที่ต่ำมาก (หรือเป็นศูนย์) ในแต่ละวัน ดังนั้น จำเป็นต้องคุมเข้มมาตรการเข้มงวดเพื่อรักษาอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ดีดังเช่นปัจจุบันนี้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ส่วนเรื่องการตรวจ RtT PCR 3 ครั้งในวงเงิน 8,000 บาทก็ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคภาครัฐ ภายใต้ พรบ.สถานประกอบการฯ ที่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเสริมรับรองในกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อ จะต้องมีเตียงเข้ารับการรักษาทันที ทำให้ราคาอาจจะสูงกว่าการรับตรวจเชื้อเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทาง สธ. ในพื้นที่ จะมีการทบทวนอัตราค่าบริการ ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคมต่อไป ส่วนเรื่องพฤติกรรมการจองของนักท่องเที่ยว เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น Last minute booking มากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะรอดูนโยบายของประเทศตนเองตั้งแต่ต้นทางว่า อนุญาตให้ออกท่องเที่ยวต่างประเทศหรือไม่ อย่างไร รวมถึงนโยบายของประเทศปลายทาง เมื่อถึงช่วงใกล้เวลาเดินทางจริงจึงจะเริ่มทำการจอง (ไม่นิยมการจองล่วงหน้านานๆ เหมือนสมัยก่อนโควิด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการมิได้เป็นการนำงบประมาณภาครัฐหรือหน่วยใดๆ เข้าไปขับเคลื่อน แต่เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาครัฐในการขับเคลื่อน ดังนั้น ผลที่ได้รับจึงไม่จำเป็นต้องสะท้อนความคุ้มค่าการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ แต่ประการที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เห็นผลในมิติด้านเศรษฐกิจควบคู่กับด้านสาธารณสุข เกิดการสร้างรายได้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ มิใช่การเยียวยาอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างรายได้ให้เกิดการพยุงธุรกิจเอกชน และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่านายสมหมายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ท่านคงเป็นห่วงบ้านเมือง แต่นายสมหมายก็น่าจะรู้จักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงที่ท่านเป็นนายกฯ ว่า ท่านนายกฯ ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและประชาชน การทำงานต่างๆ ก็เพื่อช่วยเหลือประเทศ และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, ศบศ., สมหมาย ภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de7a5caa311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;โวมาตรการเยียวยา10จังหวัดช่วยประชาชนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2564 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ต้องมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ปิดสถานที่และกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับรู้ปัญหาของทุกกลุ่ม และได้ประชุมหารือหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนในทันที โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบสำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน สำหรับประชาชนทั่วประเทศ มาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา และมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือแรงงานและนายจ้างผู้ประกอบการในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการและมาตรการควบคุมการระบาด เพิ่มจากเดิม 4 สาขาอาชีพ &amp;nbsp;(ก่อสร้าง/ ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร /ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ /กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ) เป็น 9 สาขาอาชีพ โดยสาขาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ 5 สาขา &amp;nbsp;ได้แก่ 1. สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 2. สาขาการขายส่งและการขายปลีก 3. สาขาการซ่อมยานยนต์ 4. สาขากิจกรรมการบริหารและสนับสนุนวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมวิชาการ 5. สาขาข้อมูลข่าวสารและการศึกษา โดยในระบบประกันสังคม &amp;nbsp;ผู้ประกันตน ม.33 สัญชาติไทย รัฐบาลจะจ่ายเพิ่มเติมให้ลูกจ้าง 2,500 บาท/คน เพิ่มเติมจาก จ่ายชดเชยเยียวยาร้อยละ 50 ของรายได้ให้ลูกจ้าง สูงสุดไม่เกิน7,500 บาท เป็นผลให้ ผู้ประกันตน ม.33 สัญชาติไทย จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เกิน 10,000 บาท/คน ส่วนผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 สัญชาติไทย ที่ยังประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกอบการ จะจ่ายให้นายจ้างตามจำนวนสูงสุดไม่เกิน 200 คนในอัตรา 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเยียวยานอกระบบประกันสังคม มีรายละเอียดคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (ไม่ได้เป็น ม.33/ม.39 และ ม.40) ให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค. 64 เพื่อจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน นายจ้าง/ผู้ประกอบการ และกรณีที่มีลูกจ้าง ให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.33) ภายในเดือน ก.ค. 64 เพื่อผู้ประกอบการจะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คนในอัตรา 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ ขณะที่ลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน ส่วนกรณีที่ไม่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค. 64 จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ในส่วนผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ในหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้าน OTOP ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการและกิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) ให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.40) ภายในเดือน ก.ค. 64 จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน กรณีที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม (ม.33) ภายในเดือน ก.ค. 64 เพื่อผู้ประกอบการจะได้รับเงินตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คนในอัตรา 3,000 บาท/หัว/สถานประกอบการ และลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท/คน นอกจากนั้นยังมีมาตรการเยียวยาประชาชนทั่วประเทศด้วยการ ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำ เป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนนี้ ก.ค. - ส.ค. 64 &amp;nbsp;ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษา ครม. ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาฯ และสถานศึกษาหาแนวทางลดค่าเทอมในภาคเรียนที่ 1 /2564 และวางแผนร่วมกันในการเสนอโครงการที่รัฐจะร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอ ครม. ภายใน 1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย เพื่อเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109631</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, ล็อกดาวน์, ศบศ., เยียวยา, เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b98c643774d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
