<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหายังลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไป ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการลงทุนที่หายไป แต่การฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ภาคเอกชนต่างเฝ้ารอดูเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้ช่วยจุดเครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชนให้ติดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจของไทยยังคงผันผวนตามเศรษฐกิจโลก แต่ถ้ากล่าวถึงในภาพรวมของการลงทุนของธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์แล้วยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมมีการปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปิดขึ้นในปัจจุบัน เรามาดูกันว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีแผนอย่างไรกันบ้างในช่วงของครึ่งหลังปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มกันที่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) โดย นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ กล่าวถึงการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ โดยให้มุมมองว่า แม้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกจะมีหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือมาตรการควบคุมภายในประเทศที่กระทบบรรยากาศการซื้อขาย แต่เอพีเชื่อว่าดีมานด์ลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่เป็นดีมานด์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น &amp;lsquo;โลเคชั่น&amp;rsquo; &amp;lsquo;แบบบ้าน&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;แพ็กเกจราคา&amp;rsquo; ต้องใช่ถึงตัดสินใจซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นความท้าทายของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในวันนี้คือการพัฒนาทั้งรูปแบบและแพ็กเกจราคา บนพื้นฐานความต้องการจริงและความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า ในส่วนของการลงทุนในครึ่งปีหลัง บริษัทจะยังคงดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ เปิดตัว 23 โครงการใหม่ มูลค่า 27,265 ล้านบาท โดยไฮไลต์ครึ่งปีหลัง เอพีมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมบุกตลาดทั้งแนวราบและแนวสูง ภายใต้พันธกิจสำคัญคือ ตอบโจทย์และเติมเต็มการมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้เป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 โดยมองว่าสถานการณ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องจับตามองปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อธุรกิจ และยังคงต้องรอนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์จากรัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้งจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ทำให้บริษัทต้องทำการตลาด และวางแผนการขายอย่างรัดกุมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 นี้บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนที่ตั้งเป้าเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวความสำเร็จ ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายมีรายได้รวม 19,800 ล้านบาท เติบโต 14% แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวราบ 18,000 ล้านบาท รายได้จากโครงการเชิงพาณิชย์ 1,800 ล้านบาท จากอาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ สาทรสแควร์ เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และสามย่านมิตรทาวน์ที่เตรียมรับรู้รายได้จากการเปิดให้บริการในช่วงเดือนกันยายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท ไตรมาส 4 เปิดโครงการใหม่มู ลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนที่จะมีการพัฒนาโครงการใหม่ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้บริษัทยังคงมีวิสัยทัศน์ภายใต้แนวคิดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย บริษัทจึงได้พัฒนาสินค้าให้มีความเป็นสมาร์ทโพรดักส์ รวมถึงการให้บริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวก ทั้งนี้ จึงได้พัฒนาฟังก์ชั่นเพื่อให้บริการใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ จำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการกว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% และมีกำไรสุทธิ 213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48 ล้านบาท หรือคิดเป็น 29% และกำไรขั้นต้นรวม 628 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น&amp;nbsp; 38%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะผันผวนตามเศรษฐกิจโลก แต่การลงทุนของภาคเอกชนก็ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43467</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี, อสังหายังลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กดาต้าตัวแปรธุรกิจท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยในปี 2562 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดผู้บริโภค อันเป็นผลจากการที่อีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทในธุรกิจเกือบทุกประเภทในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดทั้งโอกาสและภาวะการแข่งขันมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งคนไทยคือนักช็อปออนไลน์ตัวยงไม่แพ้ชาติใดในโลก &amp;nbsp;เป็นเซียนในการเสาะแสวงหาดีล โปรโมชั่น ส่วนลดออนไลน์ต่างๆ สามารถเช็กราคา เปรียบเทียบ สั่งซื้อและรับส่งสินค้าได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 2 หลัก ไม่ว่าจะในเขตเมืองหรือภูมิภาค โดยราวๆ 40% ของการช็อปปิ้งออนไลน์ไนไทยเป็นสินค้าในหมวดโทรศัพท์ เสื้อผ้า และเครื่องสำอาง โดยซื้อขายผ่านทางสื่อโซเชียลทั้งหลาย ซึ่งคนไทยใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยต่อวันมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคราวหนึ่งชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีร์ ฉายากุล Country Manager ทราเวลโลก้า ประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยให้มุมมองว่า ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมมาให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยนำมาสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายให้ดีและตรงจุดยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการมาของบิ๊กดาต้า ได้ช่วยเติมเต็มคีย์เวิร์ดให้สมบูรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลที่ตนเองต้องการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการเพิ่มเครื่องมือในการช่วยค้นหาให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลด้วยภาษาหลักของตัวเองได้ด้วย และเมื่อบิ๊กดาต้าทำงานร่วมกับบริการบอกตำแหน่ง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการได้คำตอบที่ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากปริมาณการใช้งานออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี &amp;nbsp;ปริมาณข้อมูลที่บิ๊กดาต้าเก็บสะสมไว้ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าทึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมันก็คือข้อมูลขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนหลายมิติ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก โดยกลุ่มข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกบริหารเอาข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้ ทั้งนี้ในแต่ละวันจะมีข้อมูลเกิดขึ้นใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อมูลที่มีการรวบรวม ไม่ใช่เพียงแค่ข้อความเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งวิดีโอและรูปภาพที่มีอัตราสูงขึ้นอย่างมาก มีการอัพโหลดวิดีโอต่างๆ บนยูทูบที่มีความยาวรวมกันกว่า 300 ชั่วโมงในทุกๆ นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การวิเคราะห์บิ๊กดาต้าทำได้โดยพิจารณาคุณลักษณะในรายละเอียด 4 ด้าน ได้แก่ 1.ปริมาณ 2.ความเร็ว 3.ความหลากหลาย และ 4.ความถูกต้องแม่นยำ ทราเวลโลก้าจึงสามารถมองเห็น แยกแยะ และคัดสรรรูปแบบ ความพึงพอใจ พฤติกรรม และสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบในปัจจุบัน ช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคนได้ และโดนใจความต้องการและรสนิยมของแต่ละคนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ผ่านมาทราเวลโลก้าได้มีการพัฒนาโซลูชั่นที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลัก โดยมีเอไอและแมชชีน เลิร์นนิ่ง เป็นตัวช่วยที่สำคัญให้ผู้ใช้ได้ออกไปท่องโลกได้ง่ายขึ้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเรา คือ การระบุและเรียงลำดับความสำคัญให้ได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องและเป็นที่นิยมมากที่สุด จากการพิมพ์เพียงไม่กี่ตัวอักษร พร้อมกับสร้างกระบวนการระบุสถานที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยวัตถุประสงค์เหล่านี้ ถือเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จและเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการเคลื่อนไหวของตลาด และทางเลือกของลูกค้า รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมนั้น ผันแปรไปตามความนิยมที่สูงขึ้นของธุรกิจการจองโรงแรมและสายการบินออนไลน์ โดยเฉพาะในประเทศไทย ธุรกิจนี้มีมูลค่าราว 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึงราวๆ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;quot;บิ๊กดาต้า&amp;quot; แล้ว ไม่ใช่จะมีผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีผลต่อภาคธุรกิจอื่นๆ ด้วย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรปรับ เปลี่ยน ให้เท่าทันต่อวิวัฒนาการที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42699</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>”ส่งออก”ต้องลุ้นกันต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ เศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องเผชิญสิ่งท้าท้ายอีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งความท้าทายจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความผัวผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถึงแม้จะมีการเจรจาเพื่อยุติปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการหยุด แต่ไม่ใช่การยุติเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะดูท่าทีสงครามการค้านั้นคงไม่จบลงง่ายๆ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (CIO Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางของสหรัฐและทั่วโลก จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าจะยืดเยื้อไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งความขัดแย้งน่าจะขยายตัวไปยังหลายประเทศ จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้งภายใต้การชูนโยบาย &amp;ldquo;Make America Great Again&amp;rdquo; ในเดือน พ.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันได้ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และจะต้องรักษา policy space กับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่จะปรับลดลง ไม่ให้เกิดแรงกดดันกับอัตราแลกเปลี่ยนให้ซ้ำเติมการส่งออกมากขึ้นอีกด้วย โดยธนาคารกลางสหรัฐมีกระสุนที่จะลดดอกเบี้ยมากที่สุด โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้รวม 2 ครั้งจากปัจจุบัน ซึ่งจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่า Fed พร้อมจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างทันที เป็นเหมือนการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับเศรษฐกิจก่อนที่โรคร้ายแรงจะเกิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งนี้ นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส Economic and Financial Market Research สถานบันอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงมูลค่าการส่งออกไทยเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า โดยรวมหดตัวที่ -2.1% แต่หากหักทองคำ การส่งออกหดตัวถึง -8.7% ซึ่งจากการส่งออกทองคำเดือน มิ.ย.ขยายตัวในระดับสูงถึง 317.4%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหากไม่รวมการส่งกลับอาวุธไปยังสหรัฐในเดือน ก.พ. มูลค่าส่งออกของไทยหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 และในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีมูลค่าการส่งออกหดตัวที่ -4.4% ส่วนสินค้าสำคัญที่มีการหดตัวยังคงเป็นสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้าส่งออกของจีนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เช่น คอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์และพลาสติก และแผงวงจรไฟฟ้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีสินค้าส่งออกประเภทอื่นที่มีการหดตัว เช่น ข้าว เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง และน้ำตาลทราย ขณะที่สินค้าสำคัญที่มีการขยายตัวในเดือน มิ.ย. คือยางพาราที่พลิกกลับมาขยายตัวที่ 11.8% จากการส่งออกไปยังตลาดจีนและสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการส่งออกหดตัวเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนที่หดตัวถึง -14.9% รวมถึงการส่งออกไป CLMV ที่หดตัว -9.3% โดยมีการหดตัวทั้งการส่งออกไป กัมพูชาหดตัวมากจากการส่งออกจักรยานยนต์ ลาวหดตัวมากจากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เมียนมาหดตัวมากจากการส่งออกเครื่องจักร และหดตัวมากจากการส่งออกเม็ดพลาสติก อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังอินเดียยังสามารถขยายตัวได้ที่ 8.1%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังนี้ การส่งออกของไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยมูลค่าการส่งออกของหลายประเทศมีการหดตัวต่อเนื่องและหากพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกในเดือน มิ.ย. พบว่าในหลายประเทศการส่งออกมีทิศทางหดตัวมากขึ้นจากตัวเลขในเดือน พ.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากสงครามการค้าที่ยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเดือน มิ.ย.เป็นเดือนแรกที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าสถานการณ์การส่งออกของไทยจะรอดโดยมีอัตราการเติบโตเป็นบวก หรือจะร่วง เติบโตแบบติดลบหรือไม่!!!.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี, ”ส่งออก”ต้องลุ้นกันต่อไป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจครึ่งปีหลังรุ่งหรือร่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องเผชิญสิ่งท้าท้ายอีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งความท้าทายจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถึงแม้จะมีการเจรจาเพื่อยุติปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการหยุด แต่ไม่ใช่การยุติเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะดูท่าทีสงครามการค้านั้นคงไม่จบลงง่ายๆ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งหากมองถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ อาจมีเหตุผลหลายอย่างที่จะเข้ากดดันให้เศรษฐกิจโลกต้องผันผวน ไม่ว่าจะเป็นจากการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวงเงินที่เหลืออีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีการปรับลดประมาณการของการส่งออกในปีนี้ลงมาที่ 0% จากเดิมที่ 3.2% ซึ่งต้องติดตามผลการประชุม G20 และการหาทางออกของเกมการเมืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวถึงกรณีถึงการเจรจาของสหรัฐกับจีนที่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ว่า หากมีสัญญาณบวกจากการเจรจา การส่งออกยังมีโอกาสโตในแดนบวก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตัวเลขจีดีพีเข้าหากรอบบนของช่วงประมาณการใหม่ที่ 2.9-3.3% ได้ ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีอาจลดภาพบวกลงจากเดิม แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลของฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ได้ปรับลดเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.1% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยคาดว่าน่าจะยังคงนโยบายไว้ที่ 1.75% โดยให้น้ำหนักกับประเด็นเชิงเสถียรภาพ คู่ขนานไปกับการติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีอยู่มาก ขณะที่เฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ราว 1-2 ครั้งในปีนี้ หลังสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มอ่อนแรงลง ด้านสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทย มองว่าตัวเลขทั้งปีนี้น่าจะเติบโตที่ 4.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 5% ส่วนเอ็นพีแอลแม้จะมีโอกาสปรับขึ้นในช่วงระหว่างปี โดยเฉพาะจากหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างไปแล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าในปีนี้น่าจะรักษาระดับที่ 2.98-3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย โดยนางสาวนลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยมองว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงสู่ระดับการขยายตัว 2.9% จาก 3.2% ในปี 2561 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 2.4% อันเป็นผลจากสถานการณ์การคลังของแต่ละภูมิภาค ความไม่แน่นอนด้านการเมือง รวมถึงปัจจัยสำคัญอย่างความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในส่วนของเศรษฐกิจระดับภูมิภาคคาดว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโต 4.3% ในปี 2562 นี้ ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% ในปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนค่าเงินยังคงมีความผันผวนสูง และต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเนื่องจากผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยหมดลง ตลอดจนการส่งสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐที่พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อจำเป็น ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น รวมถึงเงินบาท ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปีนี้ คาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงช่วงกลางปี 2563 สำหรับเศรษฐกิจไทย ธนาคารได้ปรับลดประมาณการเติบโตมาอยู่ที่ 3.3% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แต่ยังมองเห็นการเติบโต จากการค้าปลีกที่มีตัวเลขเป็นบวกของบางประเทศ อาทิ จีน และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ขณะที่การผลิตและการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก แต่ยังคงมีสัญญาณบวก อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังไม่เห็นการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนของธนาคาร และเชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีการทรงตัว คาดว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยลงอีก ส่งผลให้สภาพคล่องดีขึ้น ช่วยผยุงเศรษฐกิจในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส Economic and Financial Market Research หรืออีไอซี &amp;nbsp;ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แต่เริ่มเห็นความเสี่ยงการลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่า 3% นอกจากนี้ อีไอซีมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคทำให้ กนง.มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลกเร่งตัวมากกว่าคาด อาจจะทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปีจนทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตไม่ได้อย่างที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ก็เป็นได้.
ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41064</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กำพล อดิเรกสมบัติ, ศรยุทธ เทียนสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นส่งออก&#039;รุ่งหรือร่วง&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผลอแป๊บเดียวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2562 กันแล้ว ดูโดยรวมประเทศไทย หรือดูแบบเผินๆ ยังไม่ค่อยมีหน้าเป็นห่วง เพราะหลังจากที่ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการคัดสรรบุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเศรษฐกิจของบ้านเราจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งนักลงทุนต่างก็เฝ้ารอ เฝ้าลุ้นกันว่า การเลือกตั้ง การฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่ จะแล้วเสร็จและเริ่มบริหารประเทศได้เมื่อไร???
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตอนนี้แม้เราจะได้นายกรัฐมนตรีมาแล้ว ในเบื้องต้นเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุน ผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มีกำลังใจที่พร้อมจะเริ่มดำเนินการลงทุน เพื่อเป็นการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของไทยได้เดินหน้าต่อไปได้อย่างที่ควรจะเป็น และ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอยกับความหวังที่ได้คาดหมายจากการเลือกตั้งในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้ หากเรามองเฉพาะแค่ในประเทศเราเองนั้น ก็อาจจะมองว่าเศรษฐกิจยังเดินหน้า แม้จะมีปัญหาภายในมากระทบให้นักลงทุนตื่นเต้นเป็นบางครั้ง ทั้งนี้ หากมองจริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่มีปัจจัยภายในประเทศอย่างเดียวเท่านั้นที่มีสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในบ้านเรา เพราะยังมีปัญหาจากปัจจัยภายนอก ที่มาจากเศรษฐกิจโลกที่ทุกวันนี้ยังคงมีปัญหาและสร้างความผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้า หรือเทรดวอร์ ระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ทุกวันนี้ยังคงยืดเยื้อสร้างผลกระทบไปทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เป็นที่แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ได้แสดงความคิดเห็นของเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสแรก โดยเฉพาะในภาคต่างประเทศ ซึ่งการส่งออกสินค้าและบริการที่แท้จริงหดตัวลง 4.9% และมีส่วนสำคัญที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ติดลบค่อนข้างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมไปถึงยังเป็นตัวฉุดรั้งให้จีดีพีของประเทศ ดังนั้น ปัจจัยที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจในปี 2562 จึงจำเป็นต้องพึ่งการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยคาดการณ์จีดีพีปี 2562 ไว้ที่ 3.3% ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกมาปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 3.1% จากเดิม 3.7% โดยมีปัจจัยจากสงครามการค้า และรวมถึงผลกระทบจากข้อพิพาทการค้า โดยเฉพาะปริมาณการส่งสินค้าชั้นต้นและชั้นกลางไปยังจีนที่หดตัวลงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้ออกมาระบุถึงสถานการณ์การส่งออกเดือนพฤษภาคม 2562 มีมูลค่า 21,017.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -5.8% ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่ารวม 101,561 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -2.7% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 3,204,470 ล้านบาท หดตัว -2.3% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 100,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -1.0% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,229,146 ล้านบาท หดตัว -0.5% ทั้งนี้ สรท.ก็ได้มีการปรับคาดการณ์การส่งออกในปี 2562 เติบโตลดลง -1-0%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย สรท.ให้เหตุผลถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การส่งออกลดลง มาจากความผันผวนของค่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่สอดคล้องกันสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และความไม่ชัดเจนในการดำเนินนโยบายเพื่อจัดการอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญที่น่าจับตาในระยะต่อไป โดยปัจจัยที่น่าติดตามข้อแรกคือ สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ที่อาจเพิ่มความรุนแรงได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการส่งออกข้าวของไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการรายงานของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า การส่งออกข้าวไทยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-พฤษภาคม) มีปริมาณ 3,779,313 ตัน มูลค่า 62,418 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1,975.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปริมาณส่งออกลดลง 14.8% และมูลค่าลดลง 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการส่งออกปริมาณ 4,437,335 ตัน มูลค่า 71,177.2 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2,262.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 นี้ การส่งออกของไทย ยังจะต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยที่น่าติดตามข้อแรกคือ สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ที่อาจเพิ่มความรุนแรงได้อีก รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันนี้ค่าบาทของไทยยังคงแข็งค่าอยู่ คงต้องลุ้นกันต่อไปยาวๆ ว่าการส่งออกของไทยจะ &amp;quot;รุ่งหรือร่วง&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40202</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; หลังจากที่รัฐสภาได้มีการออกเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยผลปรากฏออกมาว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีจากขั้วการเมืองเดิมก่อนการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนว่าการได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงได้บางส่วน เนื่องจากเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาบริหารประเทศได้ในไม่ช้า จึงมีแนวโน้มส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นอย่างน้อยในระยะสั้น โดยหากพิจารณาสถานการณ์ในตลาดหุ้นพบว่า ดัชนีจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 33.19 จุด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองที่มีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ นายพนันดร อรุณีนิรมาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า มีโอกาสทำให้การสานต่อนโยบายมีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่เน้นลงทุนด้านระบบขนส่ง รวมถึงโครงการสร้างและพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี แม้จะได้นายกฯ คนใหม่จากขั้วการเมืองเดิม แต่สถานการณ์ด้านการเมืองในระยะข้างหน้าก็ยังมีความท้าทายอยู่อีกหลายประการ ได้แก่ เสียง ส.ส. ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน สะท้อนจากเสียงในการเลือกนายกฯ ซึ่งการที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีเสียงใกล้เคียงกัน อาจจะทำให้การผลักดันนโยบายหรือการผ่านร่างกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลมีความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งการที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ก็อาจทำให้การประสานผลประโยชน์ระหว่างพรรคทำได้ยาก จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคงในระยะข้างหน้า โดยจากการสำรวจของสวนดุสิตโพลพบว่า ประชาชนที่ตอบคำถามกว่า 73.65% เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบวาระ 4 ปี และมากถึง 34.07% คิดว่ารัฐบาลจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การประสานแนวนโยบายต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาลก็จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ เนื่องจากแต่ละพรรคมีนโยบายที่ต่างกันในช่วงการรณรงค์หาเสียง หรือในบางนโยบาย แม้ว่าจะมีจุดประสงค์คล้ายกัน แต่วิธีการในการดำเนินนโยบายก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการคัดเลือกและประสานผลประโยชน์ของนโยบายจากหลายพรรคจึงไม่ใช่งานที่ง่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ จากโครงสร้างและสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน อีไอซีประเมินแนวนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใหม่อาจพิจารณาดำเนินการได้ ได้แก่ 1.หากรัฐบาลใหม่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ควรเป็นนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบปัญหาและการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาพรวม 2.รัฐบาลใหม่ควรเร่งรัดการเบิกจ่ายด้านก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามแผน ทั้งในส่วนของโปรเจ็กต์ที่กำลังดำเนินการและโปรเจ็กต์ในแผนงานที่ยังไม่ได้มีการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพและเพิ่มความสามารถของแรงงานในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันสังคมไทยมีกำลังแรงงานลดลง ขณะที่มีประชากรวัยชรามากขึ้น ดังนั้นหนึ่งในทางออกที่ยั่งยืนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปก็คือ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และ 4.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงควรมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอี เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่มีการจ้างงานในระดับสูง โดยควรพิจารณาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแก่เอสเอ็มอีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และมีการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการกระจุกตัวของตลาด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่, ศรยุทธ เทียนสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินต้องฝ่ากระแสอันหนักหน่วง ทั้งที่เป็นผลจากกรอบกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นจากการมีสตาร์ทอัพด้านฟินเทค รวมทั้งการที่ผู้เล่นเดิมในตลาดต่างทุ่มทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น การพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นยากอยู่แล้ว ยิ่งอนาคตของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น บริการทางการเงิน ก็ยิ่งประเมินได้ยาก แต่เมื่อมองในปี 2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยรวมก็พอจะมองออกและเห็นได้ว่าสัญญาณจากบรรดาธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทจัดการสินทรัพย์สำคัญๆ ในไทยและในเอเชียแปซิฟิก ที่พากันยกเครื่องเทคโนโลยีขององค์กรใหม่ เพื่อให้รองรับความร่วมมือหรือประสานระบบกับยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในปีนี้เราคงได้เห็นธุรกิจการเงินหันมาใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยในการออกผลิตภัณฑ์แบบใหม่หมดจด ปรับราคาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย และพัฒนาโซลูชั่นดิจิทัลที่รองรับธุรกิจเอสเอ็มอีและกิจการธนบดีธนกิจ แนวโน้มในภาคบริการทางการเงินต่อไปนี้ เป็นเพียงสรุปโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพว่าในปีนี้จะมีอะไรแปลกใหม่ในอุตสาหกรรม เทรนด์หลักๆ ที่น่าติดตามในปีนี้ ได้แก่ 1.การยกระดับเทคโนโลยี เพื่อประสานระบบและร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัล ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับธนาคารและบริษัทประกันภัยที่ก่อตั้งมานาน คือ การอัพเดตและยกระดับเทคโนโลยีเอนเทอร์ไพรซ์และความเชี่ยวชาญต่างๆ ให้ทัดเทียมหรือก้าวทันยักษ์ใหญ่ในวงการอินเทอร์เน็ต และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะจะช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ก้าวล้ำและครบวงจรมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ บริษัทประกันภัยชั้นนำในอินเดีย สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก ต่างขายผลิตภัณฑ์เพื่อการปกป้องคุ้มครองต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แอปบริการเรียกรถ หรือผ่านบริการจัดการท่องเที่ยวออนไลน์ ซึ่งธนาคารในไทยก็ได้จับมือกับยักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้ธนาคารเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สิ่งที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสารสนเทศ (CIO) ของทุกธนาคารและบริษัทประกันควรตั้งคำถาม ณ ตอนนี้ก็คือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าบริษัทมีเทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่เหมาะสม และจะดำเนินการได้รวดเร็วพอต่อการนำผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ไปประสานเข้ากับผู้เล่นรายใหญ่ๆ ในวงการเทคโนโลยีและดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การกำหนดราคาให้เหมาะสมขึ้นด้วยดิจิทัล และใช้บิ๊กดาต้าให้ครอบคลุม ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะต้องเปลี่ยนจากการใช้สร้างประสบการณ์ลูกค้าโดยรวม ไปเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม และใช้เป็นหลักในการพัฒนาโมเดลการตั้งราคาที่ซับซ้อน ธุรกิจบริการด้านการเงินจึงควรใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้ามาช่วยเรื่องการตั้งราคา โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดที่ยังไม่ค่อยมีข้อมูลเป็นระบบ และการตั้งราคาทำได้จำกัด การเตรียมความพร้อมด้านนี้จึงช่วยให้ธนาคารและบริษัทประกันสามารถพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาเสริมพ่วงกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.คิดให้เล็กเพื่อทำการใหญ่ โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี จะเป็นจุดสนใจพิเศษทั้งในไทยและในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งอื่นๆ ด้วย ในช่วงปีนับจากนี้ โดยประเมินจากภาพรวมระดับมหภาคที่มีนโยบายการคุ้มครองตลาดและความเป็นชาตินิยมที่กำลังเฟื่องฟูทั่วโลก ดังนั้น ธุรกิจที่ให้บริการด้านการเงินจึงควรหันมาสนใจและให้ความสำคัญ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการธนาคารและประกันภัยแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีให้มากขึ้น รวมทั้งให้บริการที่ดีขึ้นได้จากการใช้บิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยพิจารณากรมธรรม์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.เชื่อมตรงถึงผู้บริโภค ลดช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งในภาวะที่มีความสงสัยเคลือบแคลงต่อการปฏิบัติการของผู้ให้บริการทางการเงิน บริษัทประกันและบริษัทจัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่ง ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง เพราะคนนับล้านในภูมิภาคใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กันอย่างแพร่หลาย จึงเป็นไปได้ที่บริษัทต่างๆ จะเริ่มขายผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ผ่านแอป ให้แก่ลูกค้าโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง ทำให้ธุรกิจคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลให้ภาคธุรกิจมีการปรับตัวตามให้ทันต่อยุคในโลกดิจิทัลที่คาดว่าในอนาคตจะถูกรวบรวมไว้ทั้งหมดอยู่ในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38193</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัล, ศรยุทธ เทียนสี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
