<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังเชื่อมั่นและเดินหน้าต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประกอบการพัฒนาตลาดอาคารชุดในปี 2562 นี้ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะตัวของธุรกิจอาคารชุดเอง ทำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการปรับแผนธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ประกาศมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้านแบบใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างเร่งระบายสินค้ากันมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการควบคุมสินเชื่อจะมีผลบังคับใช้แล้ว ในส่วนของภาคเอกชนเองก็ยังคงมีความเชื่อมั่นในการลงทุนและได้มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในแบบอย่างระมัดระวัง ต้องทำการศึกษาถึงความต้องการในที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค เพื่อไม่ให้สินค้ามีจำนวนมากจนล้นตลาด แต่ถ้าพูดถึงความเชื่อมั่นแล้วผู้ประกอบการยังคงมีความเชื่อมั่นกับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบัน ในไตรมาส 1 ปี 2562 โดยนายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.4 จุด แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละกลุ่มผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการกลุ่มในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีเท่ากับ 52.2 จุด ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 55.7 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดลงในทุกปัจจัยแต่ยังสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด ในเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านต้นทุนการประกอบการ ทั้งนี้ระดับความเชื่อมั่นที่ลดลงในไตรมาสนี้ อาจเป็นผลมาจากที่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน และอุปสงค์ในตลาดมีจำนวนลดลงจากปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อการระบายอุปทานเหลือขายออกไป ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาจมีการปรับตัวในการทบทวนแผนการเปิดโครงการใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ในภาพรวมไตรมาส 1 ปี 2562 มีค่าเท่ากับ 58.4 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 60.5 จุด แต่ยังคงสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อทิศทางของธุรกิจ โดยคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะมีโอกาสขยายตัวดีขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาล หากพิจารณาเป็นรายกลุ่มผู้ประกอบการมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 59.9 จุด ลดลงจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.4 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จำนวนอาคารชุดเปิดขายทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 61,000-64,000 ยูนิต &amp;nbsp;หรือหดตัวลงประมาณ 12-16% จากปี 2561 โดยเป็นการกลับมาชะลอตัวอีกครั้งหลังจากขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนี้ยังพบว่าอาจยังคงมีความต้องการซื้อที่อาคารชุดเพื่ออยู่อาศัยจริง อย่างไรก็ดี ยังคงมีความต้องการที่สอดคล้องกับโอกาสในการซื้ออาคารชุดเพื่ออยู่อาศัย ทั้งนี้ยังพบว่า 77% ของผู้ที่มีความสนใจซื้ออาคารชุดในปี 2562- 2563 มีความสนใจซื้อเพื่อไว้ใช้อยู่อาศัยจริง ขณะที่มีเพียง 23% มีความสนใจซื้อเพื่อการลงทุน โดยอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในปี 2562 นี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับการทำตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะตัวของธุรกิจอาคารชุดเอง อาทิ จำนวนผู้บริโภคที่ความต้องการซื้อถูกดูดซับไปแล้วจากฝนช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณอาคารชุดค้างขายที่มีเหลืออยู่ในหลายระดับราคา ความไม่สมดุลระหว่างความสามารถในการซื้อและราคาอาคารชุดที่เปิดตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ต้องมาคอยลุ้นกันต่อว่าภายหลังประกาศใช้มาตรการ แล้วผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีทิศทางการลงทุนอย่างไรต่อไปในอนาคตอีกบ้าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาฯรักษ์โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่นอกจากจะอยู่บนทำเลที่ดี มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสม มีความสวยงาม แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยที่ทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยเข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ๆ มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนวัตกรรมที่โดดเด่น นิยมประยุกต์ใช้กับที่อยู่อาศัยยุค 4.0 มีตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบก่อสร้าง โดยเลือกวัสดุประหยัดพลังงาน ลดความร้อน ช่วยสร้างความเย็นสบาย ประหยัดค่าใช้จ่าย และรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอิฐมวลเบา, กระจกตัดแสง, ฉนวนใยแก้วกันความร้อน, ฝ้าระบายอากาศ และยังมีนวัตกรรม Smart Home หรือ Smart Automation ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาดในการควบคุมการทำงานระบบต่างๆ เช่น เปิด&amp;ndash;ปิดไฟ หรือแอร์ผ่านสมาร์ทโฟน นวัตกรรมในการช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวคิดในการสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างเช่น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) สานต่อวิสัยทัศน์ &amp;lsquo;AP WORLD&amp;rsquo; ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างพิมพ์เขียวใหม่ให้กับเมืองที่สมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ ล่าสุดเปิดตัวแนวคิด &amp;lsquo;PROJECT GROW&amp;rsquo; ปรัชญาแห่งการสร้างมาสเตอร์แพลนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ผ่านการออกแบบที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่มีสุขภาพกายและใจที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การรักษาสิ่งแวดล้อม และการเอื้อประโยชน์สู่สังคมรอบข้างอย่างสูงสุด นำร่องแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมืองด้วยการอนุรักษ์ต้นไม้เก่าอายุกว่า 50 ปีบนที่ดินพัฒนาโครงการ ริธึ่ม เอกมัย เอสเตท เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนและสังคมเมือง เพราะต้นไม้เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตที่เป็นตัวแทนความทรงจำที่ดี และความผูกพันกับคนในชุมชน พร้อมจับมือพันธมิตรกลุ่มบิ๊กทรีส์ และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ต่อยอดจุดประกายความตระหนักและให้ความรู้ในการดูแลต้นไม้แก่คนรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ &amp;ldquo;จากวิสัยทัศน์ &amp;lsquo;AP WORLD&amp;rsquo; ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าที่สมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศนั้น ในส่วนของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่เอพีดำเนินงานยังคงเกี่ยวเนื่องต่อการพัฒนาเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างมาก เราจึงไม่สามารถให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องของการออกแบบก่อสร้างเพียงอย่างเดียว จึงถือเป็นปรัชญาที่ทีมเอพีจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมาสเตอร์แพลนในการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะเคียงคู่ไปกับการออกแบบพื้นที่ภายในโครงการ การให้ความสำคัญกับวิธีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง การเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสภาพแวดล้อม ตลอดจนการร่วมสร้างสังคมให้ตระหนักรู้ โดยเริ่มต้นจากเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งสำหรับเอพีแล้วเริ่มต้นด้วยการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่ต้องทำควบคู่ไปกับรายละเอียดอื่นๆ ในการพัฒนาโครงการ สำหรับคอนโดมิเนียม ริธึ่ม เอกมัย เอสเตท ที่เป็นโครงการนำร่องภายใต้แนวคิดปรัชญาแห่งการสร้างมาสเตอร์แพลนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะรักษาให้ต้นจามจุรีใหญ่ทั้ง 3 ต้น อยู่คู่กับชุมชนย่านเอกมัยตราบนานเท่านาน ในขณะเดียวกัน เรายังคงมองถึงการจัดสรรให้พื้นที่ทุกตารางนิ้วภายในโครงการสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เราจึงตัดสินใจย้ายต้นจามจุรีที่แต่ละต้นมีขนาดสูงประมาณ 20 เมตร หรือเท่าตึกสูง 8 ชั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันกระแสที่อยู่อาศัยเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่สนใจในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ผู้เขียนเชื่อได้ว่าในอนาคตจะได้รับความนิยมและได้การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน &amp;nbsp;เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32993</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจในทุกภาคส่วน ที่ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ต้องกลับมาคิดใหม่!! ทำใหม่!! กันอีกรอบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตท่ามกลางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งหลังจากนี้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งนี้ นายนิติ รัตนปรีชาเวช ผู้อำนวยการโครงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้มุมมองและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากเทคโนโลยีและความต้องการที่เปลี่ยนไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มจาก Disruptive Technology หรือแนวคิดเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเป็นแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงมานานกว่าหลายสิบปีในแวดวงวิชาการ เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีใครเห็นภาพชัดเจนเท่าไรกับแนวคิดดังกล่าว เพราะยังไม่ได้มีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเกิดขึ้นมากมายเท่าโลกในยุคปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ก้าวกระโดดไปอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อหลากหลายธุรกิจ เช่น การปฏิวัติวงการธนาคาร การปฏิวัติวงการสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น ดังนั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมุมมองในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กับการเปลี่ยนแปลงในที่นี้ จะไม่ได้เป็นการโฟกัสถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;ในวงการ หากแต่จะมุ่งแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอันสืบเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยอาจแบ่งการวิเคราะห์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เป็น 2 ภาคส่วนหลักๆ ได้แก่ &amp;nbsp;Commercial Real Estate และ Residential Real Estate
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ นั้นเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากกระแสเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ผ่านโลกออนไลน์ จึงทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแนวคิดในการดำเนินธุรกิจในสองแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นในมุมของการแข่งขันด้วยการพัฒนาปรับเปลี่ยนธุรกิจเดิม เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาฐานตลาดเดิมของตนเอง หรือจะเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ด้วยการอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างจากเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในส่วนนี้ ในภาพรวมยังจัดได้ว่า อาจยังไม่ได้รับผลกระทบทางตรงที่ชัดเจนนัก เนื่องจากยังไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการพัฒนาโครงการที่รุนแรงเหมือนภาคส่วนต่างๆ หากแต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการใช้เทคโนโลยีในลักษณะที่มาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของลูกค้าในด้านต่างๆ หรืออาจจะเป็นการใช้เทคโนโลยีโดยฝั่งผู้ประกอบการเพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ คือ เรื่องของทำเลที่ตั้ง หากแต่ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างมาก ก็ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อมุ่งเติมเต็มและตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่อย่าง Gen Y, Gen Z ที่ชีวิตผูกพันอยู่กับเทคโนโลยีที่กำลังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น และกำลังก้าวเข้ามาทดแทนกลุ่มลูกค้า Gen X และ Baby boomer
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากการที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันสร้างตำแหน่งทางการตลาดใหม่ของตนเพื่อมุ่งจับกลุ่มตลาดใหม่ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนอย่างมากในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกลุ่มที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่หลากหลายที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และมากกว่าการจัดกลุ่มด้วยอายุหรือเพศเฉกเช่นในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม อาจไม่แปลกใจเลยที่จะได้มีโอกาสเห็นพื้นที่ใหม่ๆ ในอนาคตที่นอกเหนือจากที่เคยเห็นมา โดยสรุปแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเปิดใจให้กว้าง ขยันที่จะเรียนรู้และเข้าใจถึงความแตกต่าง และความเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลอยู่เสมอ เพื่อนำมาปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนไปนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31927</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟรีแลนซ์ยังไม่ได้ครองโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เราจะได้ยินคนพูดถึงเทรนด์ของการทำงานฟรีแลนซ์กันอยู่ไม่น้อย ถ้ามองดูรอบตัวก็จะเห็นว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยพาคนหางานกับคนจ้างงานมาเจอกัน รวมถึงอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กได้ช่วยสร้างช่องทางหารายได้ใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบงานประจำเดิมๆ บวกกับคำโฆษณาเรื่องการมีอิสระ การเป็นเจ้านายตัวเองได้ จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ดูเหมือนผู้คนจะตบเท้าเดินเข้าวงการฟรีแลนซ์กันมากขึ้น จนกลายเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างว่างานอิสระเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่งานนั่งโต๊ะที่เรากำลังทำอยู่ในไม่ช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความจริงแล้ว ชาวฟรีแลนซ์นั้นอาจจะยังไม่ได้ครองโลกอย่างที่เราคิด แล้วงานอิสระคืออะไร? ทั้งนี้งานอิสระ หมายถึงงานที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ ไม่ได้มีผู้ว่าจ้างประจำหรือสังกัดที่แน่นอน สามารถกำหนดรูปแบบและวิธีการทำงานได้เอง โดยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ งานฟรีแลนซ์ (เช่น งานรับจ้างทั่วไป) และธุรกิจส่วนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากผลสำรวจของอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนชาวไทยราว 79% ตอบว่าอยากเปลี่ยนมาทำงานอิสระ ไม่ว่าจะเป็นงานฟรีแลนซ์ หรือออกมาเปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง ที่น่าแปลกใจคือแม้แต่มนุษย์ออฟฟิศที่ได้เงินเดือนสูงๆ ก็ตอบไปในทิศทางเดียวกันนี้ อย่างกลุ่มที่ได้รายรับมากกว่าหนึ่งแสนบาทต่อเดือน ราว 1 ใน 3 ก็ตอบว่าอยากออกไปทำงานอิสระอย่างเต็มตัวเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถึงจะมีคนอยากออกมาทำงานอิสระกันเยอะ ผลสำรวจกลับบอกเราว่า กลุ่มมนุษย์เงินเดือนยังคงครองตลาดแรงงานอยู่นั่นเอง จากข้อมูลของอีไอซี กลุ่มคนทำงานประจำคิดเป็นสัดส่วน 74% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มคนทำงานอิสระมีสัดส่วนเพียง 21% แบ่งเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ 12% และคนทำธุรกิจส่วนตัว 9% สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกกับเราคือไม่ใช่ทุกคนที่อยากเปลี่ยนมาทำงานอิสระจะสามารถทำได้อย่างใจคิดเสมอไป ยังมีอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้คนลังเลที่จะก้าวออกมาทำงานอิสระอย่างเต็มตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วอะไรคือสาเหตุเหล่านั้น? ซึ่งนอกจากความไม่แน่นอนเรื่องรายได้ ความไม่มั่นคงด้านการงาน หรือเรื่องการขาดสวัสดิการ เช่น ประกันสุขภาพต่างๆ และวันลาแล้ว งานฟรีแลนซ์อาจจะไม่ได้ให้ค่าตอบแทนสูงอย่างที่หลายคนวาดฝันไว้ ทั้งนี้ข้อมูลจากเว็บไซต์หางานยอดนิยมแห่งหนึ่งในประเทศไทยเผยว่า เหล่าคนสมัครงานฟรีแลนซ์เรียกเงินเดือนในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของงานประจำทั่วไป และยังเรียกเพิ่มมากขึ้นทุกปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปี 2559 ผู้สมัครงานฟรีแลนซ์เรียกเงินต่อเดือนที่ราว 18,600 บาท และพอถึงปี 2561 ก็เรียกเพิ่มขึ้นเป็น 20,900 บาท เทียบกับค่าจ้างงานประจำทั่วไป ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 18,503 บาทในปี 2559 เป็น 18,637 บาทในปี 2561 นอกจากนี้ เมื่อถามว่าถ้าจะเปลี่ยนมาทำงานอิสระกันจริงๆ จะคาดหวังรายได้ที่มากขึ้นหรือน้อยลง เหล่ามนุษย์เงินเดือนถึง 96% ก็ตอบว่าต้องการรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50%-70% ของเงินเดือนที่มีอยู่เดิม และมีจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าต้องการรายได้มากขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยงามแบบนั้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่เราพบคือคนทำงานฟรีแลนซ์ที่มีรายรับสูงๆ นั้น มีจำนวนน้อยมาก เมื่อลองเทียบดูว่าคนที่ทำงานแต่ละแบบมีรายได้เท่าไหร่กันบ้าง จะเห็นว่าคนที่ทำงานฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มีรายรับต่อเดือนต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ โดย 18% ของคนทำงานฟรีแลนซ์ตอบว่ามีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 9,000 บาท เทียบกับคนทำงานประจำและคนทำธุรกิจส่วนตัวที่มีสัดส่วนตรงนี้เพียง 4% และ 1% เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน คนทำงานฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ต่อเดือนสูงกว่า 100,000 บาท กลับมีสัดส่วนเพียง 5% ซึ่งน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคนทำงานประจำและคนทำธุรกิจส่วนตัวที่มีสัดส่วนคนรายได้สูงๆ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนทำงานฟรีแลนซ์ไม่ได้มีจำนวนเยอะอย่างที่เราคาด เพราะถึงแม้มนุษย์เงินเดือนหลายคนอยากจะก้าวออกจากงานประจำกันแค่ไหน แต่เมื่อเจอระดับรายได้ที่ไม่ได้สูงอย่างที่หวังไว้ เผลอๆ อาจจะต่ำกว่างานประจำที่ทำอยู่เสียด้วยซ้ำ ก็ต้องชักเท้ากลับมาคิดทบทวนกันใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ข้อดีหลายๆ อย่างของงานฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของงานอิสระในการบริหารจัดการเวลาเป็นของตัวเอง หรือการไม่ต้องพบเจอกับปัญหาดราม่าในที่ทำงานนั้นก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยยอมแลกความมั่นคงของงานประจำแล้วก้าวออกไปหางานฟรีแลนซ์ อีกข้อน่าสนใจที่เราพบคือ เมื่อก้าวเข้าสู่วงการนี้แล้ว คนส่วนใหญ่ก็ตอบว่าพอใจกับสิ่งที่ทำอยู่ และยังอยากอยู่กับงานฟรีแลนซ์ต่อไปเรื่อยๆ &amp;nbsp;ตรงข้ามกับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ตอบว่าอยากเปลี่ยนงานกันเป็นส่วนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังถามตัวเองว่าจะอยู่กับงานประจำหรือลองลาออกมารับงานฟรีแลนซ์บ้างดีหรือไม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30984</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ธนาคารไทยพาณิชย์, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดเหลื่อมล้ำแก้ยากจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาด้านการเงิน ความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สั่งสม และก่อให้เกิดความทุกข์ยากต่อการดำเนินชีวิต สาเหตุของปัญหา นอกจากปัจจัยภายนอกด้านเศรษฐกิจแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มชุมชน และผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถหลุดจากปัญหาปากท้อง ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล อย่างการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารเงิน วินัยทางการเงิน และการวางแผนการออมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน และส่งผลกระทบต่อระดับคุณภาพชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ท่ามกลางปัญหาเรื้อรัง มูลนิธิซิตี้ ร่วมกับมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ได้พัฒนาแนวคิด โมเดล &amp;ldquo;ชุมชนสมาร์ทมันนี่&amp;rdquo; ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความยากจน ลึกถึงระดับครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โมเดล &amp;ldquo;ชุมชนสมาร์ทมันนี่&amp;rdquo; เป็นโมเดลที่มูลนิธิซิตี้, คีนัน และ พอช. ร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครือข่ายชุมชนให้เข้มแข็ง และมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาสมาชิกชุมชนให้มีศักยภาพทางการเงินที่ดีตั้งแต่ระดับครอบครัว ผ่านการให้ความรู้ด้านการเงิน การฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการติดตามผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทีมผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน เริ่มตั้งแต่การวางแผนการเงินจากระดับครอบครัว อาทิ การจดบันทึกบัญชี รู้จักลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายทางการเงิน การออมเงิน และการบริหารจัดการหนี้สิน ฯลฯ ให้สามารถนำความรู้ไปช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในบ้าน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในอนาคต รวมไปถึงการพัฒนาผู้นำในแต่ละชุมชน ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้รู้ทางการเงินประจำชุมชนที่สามารถช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาคนในชุมชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม &amp;ldquo;มูลนิธิซิตี้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความรู้ความสามารถด้านการเงิน เพื่อให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเอง โดยนำความรู้ด้านการเงินไปประยุกต์ใช้ในการบริหารค่าใช้จ่ายภายในบ้าน การชำระหนี้สิน ไปจนถึงการออมเงินเพื่อเลี้ยงดู และส่งเสริมอนาคตที่ดีให้แก่บุตรหลานได้อย่างเป็นสัดส่วน และเพียงพอกับปริมาณรายได้ของครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ โมเดลชุมชนสมาร์ทมันนี่ ยังมีจุดเด่นในการพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถเป็นต้นแบบและแบบอย่างให้แก่สมาชิกชุมชน ตลอดจนสามารถให้คำปรึกษา และช่วยเหลือสมาชิกชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้นได้ โดยมูลนิธิซิตี้ยังคงสานต่อโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน เป็นปีที่ 3 และได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และ พอช. เมื่อเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเป้าหมายของโครงการในปี 2562 จะเน้นสร้างทักษะให้ผู้นำชุมชนเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่สมาชิกในชุมชน และต่อยอดความรู้ให้สามารถเขียนข้อเสนอโครงการ และบริหารโครงการด้านการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนได้ ส่วนรูปแบบการพัฒนาได้เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลามากว่า 2 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้นำชุมชนกว่า 150 คน และสมาชิกชุมชนมากกว่า 1,500 คน จาก 40 ชุมชน ทั้งในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อช่วยให้แต่ละครอบครัวสามารถวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มูลนิธิซิตี้มุ่งหวังให้เกิดการขยายผลไปสู่เครือข่ายชุมชนอื่นๆ ในประเทศต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของมูลนิธิฯ ในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโมเดลชุมชนสมาร์ทมันนี่ เป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาภายใต้ &amp;ldquo;โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน&amp;rdquo; ซึ่งจากการติดตามผลผู้เข้าร่วมโครงการ พบว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านการเงินที่ดีขึ้น นอกจากนี้ สมาชิกชุมชนกว่า 55% มีการจดบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายครัวเรือน เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสามารถปรับปรุงการบริหารการใช้เงินให้เพียงพอกับรายจ่ายของครอบครัว รวมถึงกว่า 90% มีพฤติกรรมการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการออมเงิน เพื่อใช้ยกระดับชีวิตให้กับครอบครัวของตนเองได้ในอนาคต.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29840</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์กระแสบ้านอัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางกระแสการพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนคำหลายๆ คำกลายเป็น buzzwords ยอดฮิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Blockchains, Big data, AI, Machine learning, 3D printing, Internet of Things (IoTs) และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อเราในหลากหลายมิติ และองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป หลายเทคโนโลยีดังกล่าวอาจจะฟังดูไกลตัวสำหรับบางคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมและจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคนอย่างมีนัยสำคัญ คือ การประยุกต์แนวคิด &amp;ldquo;Internet of Things&amp;rdquo; มาใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่อยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อยู่ภายในบ้าน หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;Smart home&amp;rdquo; บ้านอัจฉริยะนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากย้อนไปไม่ถึง 10 ปี คอนเซ็ปต์บ้านอัจฉริยะอาจจะยังฟังดูเหมือนเรื่องในนิยายไซไฟอยู่เลย แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่วางขายทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งหลายๆ ชิ้นก็มีราคาถูกลงมามากจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเอื้อมถึง จากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐระบุว่า จำนวนอุปกรณ์ Smart home ของโลก จะเติบโตประมาณ 31%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในปี 2561 หรือประมาณ 644 ล้านเครื่อง โดย IDC คาดการณ์ว่า ภายในปี 2022 จำนวนของอุปกรณ์เหล่านี้จะเติบโตไปถึงเกือบ 1,300 ล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ซึ่งหากคำนวณเป็นมูลค่าแล้ว เราจะเห็นได้จากการประเมินมูลค่าตลาดของ Smart home ทั่วโลก คาดการณ์ว่าในอีก 7-8 ปีข้างหน้าตลาด Smart home จะมีขนาดกว่า 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์มีการนำอุปกรณ์ Smart home มาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นจุดขายในการตลาด เพราะการยกระดับคุณภาพชีวิตลูกค้าให้สะดวก ปลอดภัย สนุกสนาน และมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในเวลานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย เช่น บมจ.แสนสิริ, บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ต่างลงทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์ Smart home ติดตั้งมาพร้อมกับตัวบ้านให้กับลูกค้า โดยอุปกรณ์ที่เริ่มมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น คือ Smart mirror กระจกอัจฉริยะ ที่สามารถเปิดเพลง ดูวิดีโอจากโทรศัพท์ มีหน้าปัดแสดงเวลา บอกอุณหภูมิ หรือมี Bluetooth เพื่อใช้คุยโทรศัพท์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของสถาบัน Economic Intlelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ระบุว่า 3 ปัจจัยสำคัญทางการแข่งขันที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ใช้ในการนำอุปกรณ์ Smart home มาปรับใช้กับที่อยู่อาศัย ได้แก่ 1.การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 2.สิ่งที่ทำให้เกิดความประทับใจ และ 3.การบริการหลังการขาย อย่างไรก็ดี ในการนำฟังก์ชั่นต่างๆ ของ Smart home มาใช้ ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงความกังวลใจเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีการอธิบายวิธีการเก็บข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างมีขั้นตอน พร้อมทั้งการตั้งค่าการลบข้อมูลที่ลูกค้าไม่ต้องการให้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และเชื่อว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของพวกเขาภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่นำอุปกรณ์ Smart home มาใช้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการอธิบายเรื่องการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจังกับผู้บริโภคมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงสำหรับการนำอุปกรณ์ Smart home มาติดตั้งให้กับผู้บริโภค คือ ช่วงอายุของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้หากมองไปในระยะถัดไปในอนาคต 4 เทรนด์หลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาตลาด Smart home ทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย ได้แก่ 1.การบำรุงรักษาแบบคาดคะเน 2.การสั่งงานด้วยเสียง 3.การคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรม และ 4.Smart home ในราคาที่จับต้องได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทย กระแสบ้านอัจฉริยะเริ่มจากการค่อยๆ เข้ามาจับลูกค้าชนชั้นกลางที่มีรายได้และมีกำลังซื้อ ความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างเจ้าของเทคโนโลยีกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมกันสร้างโครงการที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ รวมไปถึงพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อดูแลระบบเพื่อใช้ในการดูแลภายในโครงการและในบ้านอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29499</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart home, กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>”ลงทุน”กระตุ้นห่วงโซ่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2562 แนวโน้มที่ดีของเม็ดเงินก่อสร้างจากภาครัฐที่จะเข้าสู่ระบบที่สูงขึ้น ซึ่งจะมีบทบาทกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานทั้งในส่วนต้นน้ำ คือกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มปลายน้ำ คือกลุ่มผู้รับเหมาช่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเมินต่อไปในช่วงปีถัดๆ ไป หรืออย่างน้อยในปี 2563 ที่คาดว่าการเบิกจ่ายเงินสำหรับการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สถาบัน Economic Intlelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ได้ประเมินถึงภาพรวมการก่อสร้างของไทยในปี 2562 ซึ่งคาดว่ามูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว 6.5% เป็น 1.38 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวขึ้นของปริมาณ และมูลค่าโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการก่อสร้างภาครัฐคาดเติบโตราว 9% เป็นมูลค่าราว 8.15 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมไปถึงการก่อสร้างภาคเอกชนคาดเติบโตราว 3.5% เป็นมูลค่าราว 5.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าและโครงการอาคารพาณิชยกรรมประเภทสำนักงานและโครงการมิกยูสซ์เป็นหลัก ซึ่งการขยายตัวของมูลค่าก่อสร้างส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่อยู่ใน value chain ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้แก่ ที่ปรึกษาทางด้านวิศวกรรมก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาช่วงที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง เช่น งานฐานราก งานก่อสร้าง งานตกแต่งภายใน และผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการควรเตรียมทรัพยากรให้พร้อมสำหรับงานเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐของไทยมีแนวโน้มเติบโตราว 9% ขึ้นมาอยู่ในระดับ 8.15 แสนล้านบาท ในปี 2562 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของโครงการก่อสร้างทั่วไป และโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านคมนาคม โดยในส่วนการก่อสร้างโครงการทั่วไป เช่น การก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน ระบบน้ำ และสิ่งปลูกสร้างของหน่วยงานภาครัฐ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากการปรับเพิ่มขึ้นของงบประมาณการลงทุนของหน่วยงานราชการหลักในปี 2562 ได้แก่ กรมทางหลวงมีการเติบโต 13% มาอยู่ที่ 1.13 แสนล้านบาท, กรมชลประทานมีการเติบโตราว 31% มาอยู่ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรมทางหลวงชนบทมีการเติบโตราว 1% มาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณการลงทุนของกรมโยธาธิการและผังเมืองลดตัวเล็กน้อยราว 2% มาอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้การเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนในไตรมาสแรกของปีนี้สามารถเบิกจ่ายได้ 12.8% ซึ่งอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยของการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 9.3%-19.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม โครงการสำคัญที่ดำเนินการต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบันยังคงอยู่ที่การพัฒนาโครงการระบบขนส่งทางราง ทั้งในบริเวณกรุงเทพฯ ปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสีส้มฝั่งตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) วงเงินลงทุน 1.1 แสนล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) วงเงินลงทุน 5.7 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) วงเงินลงทุน 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการมีความคืบหน้า ณ เดือน พ.ย.2018 อยู่ราว 85.8%, 22.8%, 11.8% และ 11.5% ตามลำดับ และโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 5 เส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 700 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมราว 9.6 หมื่นล้านบาท ที่มีความคืบหน้าราว 7.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นทางบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ซึ่งมีวงเงินลงทุนราว 8.5 และ 5.7 หมื่นล้านบาทตามลำดับ รวมถึงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ที่มีโครงการก่อสร้างการดำเนินการของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งโครงการคมนาคมทั้งในระบบการขนส่งทางบก น้ำ และอากาศ เหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์คมนาคมที่เริ่มประมูลในปลายปี 2561 และในระยะกลาง ยังคงโฟกัสอยู่ในบริเวณอีอีซี, โครงการรถไฟฟ้าในบริเวณกรุงเทพฯ และโครงการรถไฟทางคู่ในภูมิภาค และโครงการทางด่วนพิเศษ สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ถูกผลักดันจากนโยบายอีอีซี ส่วนใหญ่เป็นโครงการส่งเสริมทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า โดยโครงการที่มีการประมูลแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่มีมูลค่าการลงทุนถึง 2.4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อการก่อสร้างโครงการต่างๆ แล้วเสร็จ คาดว่าเมืองไทยจะกลายเป็นฮับหรือศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28771</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ศรยุทธ เทียนสี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
