<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ทำงานบ้าน&quot;ประโยชน์เยอะ ขยับร่างกายช่วยสุขภาพดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เข้าครัวทำอาหารกับลูกหลาน นอกจากกระตุ้นการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ยังสะท้อนถึงความรักความห่วงใยที่คนสูงอายุมีต่อบุตรหลาน ด้วยการปรุงเมนูที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมอบให้คนที่รัก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้สูงอายุแล้วคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ลุกขยับเขยื้อนร่างกาย เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตสูบฉีด และทำให้กระเพาะอาหารได้เคลื่อนไหว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร สามารถทำได้ดียิ่งขึ้น จึงป้องกันภาวะอาหารไม่ย่อยไปด้วยในตัว ดังนั้นเมื่อวัยเกษียณมาถึง และคนสูงวัยต้องอยู่บ้านเพื่อพักผ่อนเป็นหลัก ก็สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ ซึ่งนอกเหนือจากงานอดิเรกอย่างการเย็บปักถักร้อย หรือไปทำกิจกรรมสันทนาการนอกบ้านแล้ว &amp;ldquo;งานบ้าน&amp;rdquo; ที่หลายคนทำเป็นประจำ ก็ถือเป็นตัวช่วยเรื่องสุขภาพดีที่ไม่ควรละเลย เพราะบางครั้งลูกหลาน มักจะไม่ค่อยอยากให้คนสูงวัย หยิบจับทำโน่นนี่ กระทั่งเข้าครัว เพราะกลัวอันตราย ทั้งที่ความจริงงานบ้านมีประโยชน์ซ่อนอยู่ นอกจากความเป็นระเบียบเรียบร้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ศรีรัตน์ นาผลงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่รัตน์-ศรีรัตน์ นาผลงาม อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เขตคลองเตย ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ในกรณีที่คนสูงวัยชอบงานเย็บปักถักร้อยต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน และยิ่งจะดีไม่น้อยหากว่าเป็นงานชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ ส่งเสริมให้คนสูงอายุได้ทำ แต่สำหรับผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องสายตา ที่อาจจำเป็นต้องเพ่งเวลาที่ต้องอ่านหนังสือ หรือฉลากกำกับต่างๆ ก็อาจจะไม่เหมาะกับงานฝีมือมากนัก ยกเว้นว่าจะเป็นงานฝีมือที่ไม่ต้องใช้สายตา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องงานบ้านนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพคนสูงวัยได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น การทำงานบ้านอย่าง &amp;ldquo;การปัดกวาดเช็ดถู&amp;rdquo; นอกจากทำให้บ้านสะอาดแล้ว ยังช่วยให้คุณตาคุณยายได้เคลื่อนไหวร่างกายจากการซักผ้าถูพื้น และการขยับแขนขาขณะที่กำลังใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นบนชั้นวางของ แต่ข้อจำกัดคือจุดหรือบริเวณทำความสะอาดจะต้องไม่อยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อป้องกันการก้มที่อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังและไหล่ หรือไม่วางของบนชั้นที่สูง ซึ่งเสี่ยงต่อการตกลงแตกขณะทำความสะอาด และอาจทำให้คนวัยเก๋าได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ &amp;ldquo;การจัดตกแต่งบ้าน&amp;rdquo; ก็เป็นการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่ ที่สำคัญยังเป็นกิจกรรมดีๆ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ เช่น การหาภาพวาดที่เป็นคติเตือนใจ หรือภาพวาดสีสันสดใส กระทั่งโมบายแขวนรูปทรงสวยงาม ทำจากงานไม้แกะสลัก ก็เข้ากับความชอบของผู้สูงวัย โดยเฉพาะคนวัยเก๋าที่ชอบเฟอร์นิเจอร์จากไม้ หรือแม้การชวนลูกหลานลุกขึ้นมาตกแต่งบ้านในช่วงวันหยุด ก็ถือเป็นการแชร์ไอเดียของสมาชิกในครอบครัว กระตุ้นให้ลูกหลานมีส่วนร่วมกับงานของคุณตาคุณยาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุจัดสวน-รดน้ำต้นไม้ ได้ทำงานบ้านและช่วยให้สุขภาพดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หลักของงานบ้านที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุรักและชอบ ดังนั้นหากคนวัยเก๋าชอบต้นไม้หรือชอบปลูกต้นไม้ ก็สามารถ &amp;ldquo;จัดสวน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นทั้งงานอดิเรกและได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัว และหากมีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมบ้าน และผู้สูงอายุได้รับคำชม ก็จะยิ่งทำให้ท่านรู้สึกภูมิใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ตัวบ้านเย็น เนื่องจากต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกไว้รอบๆ บ้านอย่างเป็นหมวดหมู่ อีกทั้งการเดินรดน้ำต้นไม้เช้าเย็น ก็ทำให้ได้ออกกำลังเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของผู้สูงอายุที่ชื่นชอบการเข้าครัว ก็สามารถ &amp;ldquo;ทำอาหารกินเอง&amp;rdquo; จะช่วยสะท้อนความใส่ใจและพิถีพิถันในการปรุงอาหาร ทำให้ได้รับประทานอาหารที่ชื่นชอบและปลอดภัย อีกทั้งหากผู้สูงอายุทำให้ลูกหลานได้รับประทาน ก็จะยิ่งสื่อให้บุตรหลานรับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณตาคุณยายมีต่อสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้การทำอาหารยังถือเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่องการกินอยู่แบบสุขภาพดีด้วยการบริโภคอาหารให้เป็นยาได้ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงโดยสมุนไพรไทยหลายอย่าง เป็นต้น&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53853</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จัดสวน, ศรีรัตน์ นาผลงาม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e11d0f39daca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกหลานเด็กนวดฝ่าเท้าปู่ย่า ศาสตร์บำบัดกระชับคน2วัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การนวด&amp;rdquo; ไม่เพียงเป็นศาสตร์ของการรักษา และบรรเทาอาการปวดเมื่อยของไทยที่มีมาแต่คุณปู่ย่าตาทวด ที่สำคัญยังเป็นกิจกรรมที่กระชับความผูกพัน ระหว่างลูกหลานและปู่ย่าตายาย เนื่องจากคน 2 ช่วงวัยที่ปัจจุบันมักจะสื่อสารกันน้อยลง เพราะวัยรุ่นมักจะให้ความสนใจกับเทคโนโลยี หรืออยู่กับเพื่อนวัยไล่เลี่ย ที่พูดคุยและสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน แต่ถ้าหากน้องๆ หนูๆ มีทักษะในการนวดฝ่าเท้า ก็จะทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกับผู้สูงวัยมากขึ้น ที่สำคัญฝ่าเท้าถือเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นประสาท ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในร่างกาย อีกทั้งศาสตร์การนวดกระชับความผูกพันดังกล่าวนั้น เป็นท่าที่ทำง่าย เด็กๆ สามารถเรียนรู้ และนำไปปรนนิบัติให้คุณตาคุณยายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ศรีรัตน์ นาผลงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่รัตน์-ศรีรัตน์ นาผลงาม อาสาสมัครสาธารณสุข เขตคลองเตย ผู้ฝึกสอนการนวดฝ่าเท้าให้กับเด็ก และเยาวชนชุมชนคลองเตย &amp;ldquo;ล็อก 4 5 6&amp;rdquo;&amp;nbsp; ให้ความรู้ไว้น่าสนใจว่า เจ้าตัวเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขมา 12 ปี และเคยทำโครงการสุขภาพเกี่ยวกับการนวดเพื่อให้ความรู้กับคนในชุมชนย่านคลองเตย เนื่องจากเป็นศาสตร์การแก้อาการปวดเมื่อยของคนไทยมายาวนาน และมีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการที่บ้านเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่สำคัญโรคภัยไข้เจ็บก็มักจะเกิดจากการที่เราไม่ดูแลตัวเอง จึงเกิดเป็นที่มาของการนำความรู้ด้านการนวดฝ่าเท้าดังกล่าวมาสอนให้เด็กและเยาวชน เพื่อให้ได้นำไปดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่นั้น เด็กส่วนใหญ่มักจะมีผู้สูงอายุเลี้ยงดู อีกทั้งเล่นอยู่ตามลำพัง เพราะพ่อแม่ต้องออกไปประกอบอาชีพ ที่สำคัญเจ้าตัวก็จะสอนเด็กอ่านหนังสือ ทำการบ้าน ควบคู่กับการนวดผู้สูงวัยเป็นประจำ เพื่อทำให้น้องๆ ได้ทำกิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ โดยรวมแล้วจะมีน้องอายุ 8-10 ขวบมาเรียนนวด และทำกิจกรรมร่วมกันประมาณ 20 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เนื่องจากคน 2 วัยอย่างเด็กและผู้ใหญ่มักจะมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง นั่นจึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย ที่สำคัญการที่เด็กนวดฝ่าเท้าให้ผู้ใหญ่ แน่นอนว่าปู่ย่าตายายจะรู้สึกดีกับลูกหลาน และลูกหลานเองก็ยังได้ใกล้ชิดผู้สูงวัย ทำให้การปฏิสัมพันธ์ดีขึ้น เพราะเด็กในชุมชนคลองเตยส่วนใหญ่จะมีปู่ย่าตายายคอยเลี้ยง เพราะกลางวันพ่อแม่จะออกไปทำงาน และเด็กในชุมชนที่พี่สอนนวดส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ ป.4-ป.5 เป็นต้นไป หรือราว 9-10 ขวบ เพราะถ้าเด็กอายุน้อยกว่านั้น กำลังแขนเขาก็จะค่อนข้างเบาเมื่อนวด แต่เด็กเล็กบางคนที่ตามพี่มานวด และอยากลองฝึกพี่ก็สอนให้ค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการที่เลือกสอน &amp;ldquo;นวดฝ่าเท้า&amp;rdquo; คุณตาคุณยายให้กับเด็กนั้น เพราะฝ่าเท้าเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับระบบภายใน เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ และวัตถุประสงค์ของการนวดดังกล่าวก็เพื่อทำให้เกิดความผ่อนคลาย และยังเป็นการใช้มือเล็กๆ สัมผัสไปที่บริเวณเท้าของผู้สูงอายุโดยทั่ว อีกทั้งเป็นท่านวดที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด ซึ่งแต่ละท่าก็ไม่ยาก และเด็กสามารถทำได้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่รัตน์บอกอีกว่า ท่านวดที่สอนเด็กๆ นั้นมีทั้งหมดประมาณ 10 ท่าที่ต้องทำต่อเนื่องกัน แต่เวลาที่นวดจริงๆ นั้น เด็กๆ สามารถนวดท่าที่จำได้ก็เพียงพอแล้ว เพราะจุดประสงค์ของการนวดบำบัดนี้ ต้องการให้ลูกหลานใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มากกว่าการเล่นซนหรือจับกลุ่มพูดคุยอยู่กับเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันเท่านั้น หรือชวนเพื่อนเล่นเกม และก่อนนวดทุกครั้งนั้น นอกจากการล้างทำความสะอาดเท้าของปู่ย่าแล้ว แนะนำให้เด็กๆ ชโลมครีมบำรุงผิวลงบนเท้า เพื่อสร้างความชุ่มชื่น เพราะการเลือกทาโลชั่นบำรุงผิวที่ฝ่าเท้าจะไม่ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนที่มือของเด็ก เท่ากับน้ำมันสมุนไพรต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ท่ามะเหงกวนหลังเท้า&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับท่านวดฝ่าเท้าที่เด็กทำได้นั้น มีตั้งแต่ 1.คือ &amp;ldquo;ท่าปั่นข้อเท้า&amp;rdquo; ซึ่งเป็นท่านวดเท้าสเต็ปแรก โดยเริ่มจากให้เด็กใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประคองที่เท้าใดเท้าหนึ่งของปู่ย่าตายาย จากนั้นให้ลงไปน้ำหนักมือไปที่ฝ่าเท้าซึ่งประคองเท้าอยู่ ในลักษณะของการปั่นวนเบาๆ ที่เท้า ซึ่งท่านี้เรียกว่าเป็นการวอร์มอัพข้อเท้าและปลายเท้า เพื่อกระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนได้ดี ระยะเวลาในการทำท่าดังกล่าวให้นับ 1-10 ทำทั้งหมด 10 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ท่ามะเหงกครูดเท้า&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีท่านวดฝ่าเท้าที่เด็กทำได้อย่างง่ายๆ เช่น &amp;ldquo;ท่าลูบเอาใจ&amp;rdquo; โดยการประกบมือทั้งสองที่เท้าใดเท้าหนึ่งของผู้สูงอายุ จากนั้นใช้มือลูบจากปลายเท้าด้านบนลงด้านล่าง ตามด้วยการทำสลับมือกัน หรือวางมือซ้าย-ขวา เพื่อวางบนล่างสลับกัน (ยังคงนวดเท้าเดิม) ทำต่อเนื่องกัน 10 ครั้ง หรือ &amp;ldquo;ท่ามะเหงกครูดเท้า&amp;rdquo; โดยการทำมือมะเหงกข้างใดข้างหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างจับที่เท้าของผู้สูงอายุ โดยหงายฝ่าเท้าคุณตาคุณยายขึ้น แล้วใช้มือที่ทำท่ามะเหงกครูด จากปลายเท้าด้านบนลงด้านล่าง (ทำทีละข้าง) ทำทั้งหมด 10 ครั้ง ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ท่ามะเหงกวนหลังเท้า&amp;rdquo; โดยเริ่มจากที่เด็กคว่ำเท้าผู้สูงอายุลง จากนั้นใช้มืออีกข้างจับประคองที่ใต้ฝ่าเท้า และใช้มือที่ทำท่ามะเหงกวนเบาๆ ที่หลังเท้า โดยค่อยๆ วนจากซ้ายไปขวา หรือวนตามเข็มนาฬิกานั่นเอง ขณะที่ทำนั้นให้นับ 1-10 จากนั้นให้เปลี่ยนสลับนวดเท้าซ้ายและเท้าขวา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44499</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ศรีรัตน์ นาผลงาม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d66717629739.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กายฟิต-จิตดี-มีออม&quot; ต้องร่วมมือทุกภาคส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์-คีนัน&amp;rdquo; ร่วมแถลงสรุปผลการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; ครบ 3 ปีสิ้นสุดโครงการที่จัดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมประชากรวัย 45+ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่า ทั้งในกลุ่มเป้าหมายในกรุงเทพฯ และอุบลฯ มี &amp;ldquo;กายฟิต-จิตดี&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 พฤติกรรมและภาวะเสี่ยงต่อโรค NCDs ลดลง อีกทั้งเกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ในชุมชน กว่า 40 คน ต่อยอดสู่ 27 โครงการขนาดย่อมเพื่อพัฒนาชุมชน พร้อมผลักดันภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายด้านผู้สูงวัยระดับประเทศเร่งเครื่องในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยคุณภาพอย่างยั่งยืนเทียบเท่านานาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ (ซ้าย), ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย&amp;rdquo; (Pfizer Thailand Foundation) และ &amp;ldquo;มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย&amp;rdquo; (Kenan Foundation Asia) เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกันพัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข (Pfizer Healthy Aging Society)&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับประชากรวัยก่อนสูงอายุและวัยสูงอายุ เพื่อนำไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ.2559-2562) ในพื้นที่เป้าหมายคือ กรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตย และเขตบางขุนเทียน) และอุบลราชธานี (อำเภอเมือง และอำเภอวารินชำราบ) โดยเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงทั้งระดับประเทศและชุมชน มีการคัดเลือกผู้ที่มีอายุระหว่าง 45-59 ปี (pre-seniors) ใน 4 กลุ่มหลัก คือ อาสาสมัครสาธารณสุข, ครู, บุคลากรสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เข้าร่วมภารกิจหลักของโครงการคือ การพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)&amp;rdquo; ที่ได้รับความรู้และทักษะจำเป็นเกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงทางการเงิน ผ่านการอบรมและกิจกรรมภายใต้หัวข้อต่างๆ ได้แก่ โรคติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) โภชนาการ (Nutrition) สุขภาพจิต (Mental Health) ความตระหนักรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การจัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อผู้สูงอายุ สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ชุมชน เป็นต้น ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ได้กลายมาเป็นผลผลิตด้านบุคลากรที่สำคัญกว่า 41 คน ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์โครงการที่ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองถึง 27 โครงการ และจะนำเอาองค์ความรู้ไปพัฒนากลุ่มหรือชุมชนของตนให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนได้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์&amp;rdquo; ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า &amp;ldquo;ภาพรวมการดำเนินงานโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า-ทัน-สุข&amp;rdquo; มุ่งหมายสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ที่จะมีพฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาพ การเงิน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนที่ตนอยู่ร่วม ด้วยความคาดหวังหลัก 3 ประการด้วยกันคือ (1) เพื่อพัฒนาศักยภาพ &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ทั้งด้านการตระหนักรู้ทางสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (2) เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดทัศนคติที่ดี สร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มก่อนสูงอายุและผู้สูงวัย และ (3) เพื่อสร้างแบบปฏิบัติที่ดีในการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย ที่มีความยั่งยืนและปรับใช้ในบริบทสังคมไทยได้ โดยมีการดำเนินงานใน 4 องค์ประกอบหลัก คือ การสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders Engagement) การพัฒนาศักยภาพ (Strengthening Capacity) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Promotional Campaign) และการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบผลลัพธ์ว่า &amp;ldquo;กายฟิต&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกกว่าร้อยละ 90 มีความรู้ (Knowledge) เรื่องการออกกำลังกายว่าต้องทำต่อเนื่อง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที มีความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ ความดันโลหิตสูง มีทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม (Practice) เช่น กว่าร้อยละ 86 มีการตรวจร่างกายประจำปี กว่าร้อยละ 80 ออกกำลังกายแบบง่าย อาทิ เดินแกว่งแขน ทำงานบ้าน อัตราการบริโภคอาหารติดมันและเครื่องในสัตว์ และอาหารรสหวานลดลง &amp;ldquo;จิตดี&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดีเป็นพื้นฐาน และจากการประเมินด้วย TMHI-15 พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่มีภาวะซึมเศร้า และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีออม&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าร้อยละ 80 มีความรู้ด้านการออมเงินผ่านธนาคาร การประกันภัย การประกันชีวิต รวมถึงมีทัศนคติที่ดีหรือเห็นด้วยว่าการวางแผนการใช้เงิน การวางแผนการเงินเพื่อดูแลสุขภาพ การทำบัญชีรายเดือนนั้นมีความจำเป็น โดยร้อยละ 60-75 มีทัศนคติที่ดีที่ต้องการการจัดทำบัญชีใช้จ่าย บัญชีครัวเรือน แต่พบว่ามีเพียงร้อยละ 10-20 ที่สามารถทำได้จริง ร้อยละ 35-50 มีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าทุกเดือน มีการวางแผนการออมเพื่อการเกษียณร้อยละ 49 ในขณะที่ยังมีสูงถึงร้อยละ 25 ที่ยังไม่มีการออมเพื่อการเกษียณ และยังพบว่ามีภาวะหนี้สินถึงร้อยละ 61 โดยผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้ระยะเวลาในสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการวางแผนการเงินที่ดีเพิ่มขึ้นในชุมชนของตนเอง ส่วนในด้านอื่นๆ พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีมากกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนประชากร ซึ่งกว่าร้อยละ 75 มองว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นภาระ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ มากกว่าร้อยละ 90 ที่เชื่อมั่นว่าสามารถเสียสละเวลาและแรงงานเพื่อร่วมกิจกรรมในชุมชน และสามารถสื่อสารเพื่อรณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุภาพร มหาพลตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน สุภาพร มหาพลตระกูล ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้ได้ผลในระยะเวลา 3 ปี คือ 1.การคัดเลือกคนที่มีจิตอาสา ตั้งแต่เรื่องของการออมเงิน การทำเพื่อส่วนรวม กระทั่งเมื่ออบรมได้รับความรู้แล้ว กลุ่มของผู้นำเหล่านี้ก็อยากที่จะส่งต่อความรู้ต่างๆ ในการดูแลสุขภาพไปสู่ผู้อื่น 2.ได้รับความร่วมมือจากกว่า 40 องค์กรในการทำงานร่วมกัน 3.โครงการนี้ได้สร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นว่า เราต้องออกมารณรงค์เพื่อสุขภาพทุกมิติ นั่นจึงทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ และทำให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเห็นคุณค่าในตัวเอง จึงนำไปสู่การความสำเร็จในโครงการที่จัดขึ้นนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มของการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ต่อเนื่อง หรือร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในจัดทำโครงการเพื่อผู้สูงอายุนั้น อันที่จริงแล้วมีโอกาสที่จะทำต่อ แต่ทั้งนี้อาจต้องมีการเข้าพบและเจรจากับองค์กรอื่นที่สนใจเป็นรายบุคคล เนื่องจากแต่ละองค์กรมีข้อจำกัดอยู่ เหมือนกับคีนันที่เรามีข้อจำกัด ต่อจากนี้ไปเราเน้นการสร้างเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายให้ชัดเจน ซึ่งเรามีกิจกรรมในลักษณะนี้อยู่แล้ว ปีที่แล้วเราจัดโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุช่วงเดือน พ.ย. เรามีคนร่วมงาน 400 คน แต่ปีนี้เราจัดอีก แต่คีนันจะจัดอีกครั้งประมาณหนึ่ง ประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะปีงบประมาณของเราเริ่มที่ตุลาคม และปีถัดไปกิจกรรมที่จัดอยู่ในช่วงต้นปีพอดี ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับเอจจิ้งโซไซตี้เช่นกันค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการย่อยอย่างโครงการ &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดจะทำโครงการต่อยอดร่วมกับใคร ยกตัวอย่างว่า บริษัทประกันชีวิต ที่ต้องการวางแผนการออมและดูแลสุขภาพให้คนชั้นกลาง อาจเข้ามาต่อยอดกิจกรรมนี้ ซึ่งทางคีนันจะทำงานในส่วนของการเชื่อมโยงในการจัดกิจกรรม ประเมินผล ติดตาม มีรายงานให้ แต่รูปแบบของกิจกรรมที่จัดขึ้นจะแตกต่างออกไป โดยใช้ดิจิตอลเข้ามามีส่วนในการให้ความรู้และดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ศรีรัตน์ นาผลงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ศรีรัตน์ นาผลงาม&amp;rdquo; อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เขตคลองเตย บอกว่า &amp;ldquo;กิจกรรมที่ทำในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; นั้น คือการสอนเด็กให้นวดเท้าให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นท่านวดง่ายๆ ที่เด็กสามารถทำให้กับผู้ใหญ่ได้ ซึ่งคน 2 วัยนี้ต่างกันทั้งอายุและมักจะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันระหว่างเด็กและผู้สูงอายุ และเด็กที่มาทำกิจกรรมกับเรานั้น เป็นเด็กตั้งแต่อายุ 8-10 ขวบ หลังจากโครงการนี้สิ้นสุดแล้ว แต่พี่จะต่อยอดกิจกรรมนี้โดยที่การสอนเด็กให้นวดผู้สูงอายุก็ยังคงอยู่ และพี่ก็จะสอนหนังสือให้เด็กๆ ที่มาทำกิจกรรมกับพี่ เช่น การสอนเด็กอ่านหนังสือ เพราะเด็กชุมชนคลองเตยอยู่ ป.5 บางคนอ่านหนังสือไม่ออก สอนทำการบ้านเพราะผู้ปกครองของเด็กจะไม่ค่อยมีเวลา และตอนนี้พี่มีน้องๆ จิตอาสาที่มาช่วยสอนหนังสือให้น้องๆ อยู่ 10 คน พี่รู้สึกภูมิใจมากที่ได้ร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; เพราะเท่ากับว่าเราได้ทำบุญ โดยการช่วยเหลือคนในชุมชนต่อไป และเมื่อทำแล้วก็เห็นผล จากการที่เด็กๆ อ่านออก เขียนได้ และมีอาหารที่ดีรับประทาน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42782</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ, ปิยะบุตร ชลวิจารณ์, ศรีรัตน์ นาผลงาม, สุภาพร มหาพลตระกูล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d481c865704b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
