<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้พิพากษา &#039;ศรีอัมพร&#039; อัดรัฐบาลอ่อนมาตรการรับมือ &#039;ไวรัสโคโรนา&#039; ยังรับคนจีนเที่ยว รู้สึกอนาถใจแท้ที่เป็นคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค. 63 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 และการรับมือ &amp;quot;ไวรัสโคโรน่า&amp;quot; ว่า รู้สึกผิดหวังและหมดศรัทธาในวิธีการทำงานของรัฐบาลไทย ที่ไม่เคยเห็นหัวคนไทยว่าเป็นคน หรือเห็นว่าคนไทยเป็นชนชั้น 2 ที่ไม่เคยใส่ใจในสุขภาพอนามัยของคนไทยแต่อย่างใด ตั้งแต่เดือนธันวาคมได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของคนไทย คือการมีฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง รัฐบาลก็ไร้น้ำยาในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ไม่มีแผน ไม่มีโครงการระยะสั้นและระยะยาว ในการแก้ไขปรับปรุงคุณภาพของอากาศให้ดีขึ้น มีแต่การแก้ปัญหาไปวันๆ ให้พ้นตัว เมื่อเกิดปัญหา โคโรน่าไวรัสจากประเทศจีน ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์จากไข้หวัดใหญ่เดิม และไม่มีวัคซีนหรือยารักษา สามารถติดต่อได้จากการไอจาม มีอากาศพาไปสัมผัสบุคคลอื่นก็สามารถติดเชื้อเป็นไข้หวัดใหญ่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์นี้เป็นไวรัสกลายพันธุ์ ทำให้ผู้ป่วยไม่มีภูมิคุ้มกัน ร่างกายต้องต่อสู้กับโรคนี้โดยใช้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันของตนเอง เกิดการอักเสบที่ปอด หรือที่เรียกว่าปอดบวม ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสียชีวิตอันเกิดจากโรคต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเข้าแทรกแซง อย่างรัฐบาลจีนเองโดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง รู้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรง ระบาดที่มณฑลปู่ฝั้น ซึ่งเป็นต้นตอของจุดเกิดโรค แล้วยังแพร่ระบาดไปยังมณฑลต่างๆ โดยรวดเร็ว จึงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการปิดเมืองสำคัญที่มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เดินทางออกไปแพร่ระบาดโรคร้ายให้แก่ผู้อื่น รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรง หากใครขัดขวางหรือไม่เชื่อฟังให้ใช้มาตรการเด็ดขาดด้วยการดำเนินคดี เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสมรณะนี้ยังลุกลามอยู่ จึงมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวและบริษัทท่องเที่ยวดำเนินการขายตั๋ว เพื่อพานักท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจีนเป็นห่วงประชาชนทั่วโลกว่าอาจจะติดเชื้อโรคไวรัสมรณะนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนในประเทศและประชาชนนอกประเทศ จึงน่ายกย่องรัฐบาลจีนเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นคุณค่าของความปลอดภัยและชีวิตของคนในประเทศและคนต่างประเทศ อันเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำระดับโลกให้เห็นและน่ายกย่อง เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเมื่อดูประเทศอื่นๆ เช่นไต้หวัน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก็รู้ถึงภัยของไวรัสมรณะนี้ ว่านักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางจากประเทศจีน จะนำโรคร้ายดังกล่าวมาแพร่เชื้อแก่ประชาชนในประเทศของเขา ก็ใช้มาตรการเด็ดขาดด้วยการกักชาวจีนที่เดินทางมาถึงท่าอากาศยานไม่ให้เข้าประเทศ จัดหาเครื่องบินส่งนักท่องเที่ยวจีนและผู้เดินทางชาวจีนให้กลับประเทศไป เพื่อเป็นมาตรการเด็ดขาดในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าว โดยประเทศเหล่านี้ไม่สนใจว่าจะสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนไปเป็นจำนวนเท่าใด เขาเห็นว่าชีวิตและสุขภาพของประชาชนในประเทศของเขามีความสำคัญเสียยิ่งกว่าเงินรายได้ที่จะได้จากการท่องเที่ยวจีน ซึ่งน่ายกย่อง การดำเนินงานและความเป็นห่วงใยของรัฐบาลดังกล่าวที่ดูแลประชาชนเป็นอย่างดี อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็เช่าเหมาลำเครื่องบิน เพื่อนำประชาชน นักการทูตและครอบครัวชาวอเมริกันกลับประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ประชาชนสหรัฐติดเชื้อไวรัสดังกล่าว อันเป็นการแสดงความรับผิดชอบและห่วงใยของรัฐบาลอเมริกาที่สนใจในสุขภาพอนามัยของประชาชนของเขาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อหันกลับมาดูที่เมืองไทย จากข่าว (เชิดสิงโตรับนักท่องเที่ยวจีน) กลับเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวจีนให้เข้าประเทศ โดยไม่จำกัดหรือมีมาตรการใดๆ ที่จะคัดกรอง หรือพยายามจำกัดนักท่องเที่ยวประเทศจีน ลักษณะการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ามีวิสัยทัศน์เพียงต้องการ ได้รายได้จากนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน นั่นเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยว่า การได้รายได้ของนักท่องเที่ยวนั้นมีความสำคัญกว่าชีวิต สุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทย โดยไม่คิดหรือให้ความสนใจว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเมืองไทยในระยะนี้อาจนำเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าวมาติดต่อแก่คนไทยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวอีกว่า การที่ประเทศจีนสั่งไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าจะพูดเป็นภาษาชาวบ้านแสดงว่ารัฐบาลไทยก็ดี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยก็ดี ไม่เคยเห็นหัวคนไทยว่าเป็นคน ไม่สนใจว่าคนไทยจะเจ็บป่วยจจากไวรัสมรณะนี้กี่คน ไม่เคยเห็นคุณค่าความเป็นคนของคนไทยเลย หากจะตายเพราะโรคไวรัสมรณะนี้ก็เป็นเรื่องของความซวย เราจะดูรายได้จากนักท่องเที่ยว จนละเลยความปลอดภัย และชีวิตของคนไทยที่จะป่วยด้วยโรคไวรัสมรณะเเบบนี้หรือ น่าชื่นชมและขอขอบคุณ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของประเทศจีน ที่ยังมีวุฒิภาวะและห่วงใยประชาชนทุกชาติของโลก จึงสั่งห้ามประชาชนชาวจีนมีให้เดินทางออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศจีน ชาวจีนห้ามออกนอกประเทศไปท่องเที่ยวยังประเทศต่างๆ เพราะท่องเที่ยวอาจติดเชื้อไวรัสมรณะแล้วไปแพร่เชื้อ ทำให้ประชาชนชาติอื่นต้อง ไม่ปลอดภัยหรือถึงแก่ชีวิตได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่งห้ามคนจีนออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศ อันเป็นการแก้ปัญหาให้แก่ประเทศไทยโดยตรงที่จะไม่มีนักท่องเที่ยวจีน ที่เข้ามาเที่ยวแล้วอาจนำเชื้อไวรัสมาเผยแพร่แก่ประเทศไทย ทำให้คนไทยต้องป่วยเจ็บ ล้มตายได้ ขณะนี้ก็มีผู้ป่วยชาวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเข้าประเทศไทย มีอาการป่วยอยู่ถึง 6 คน คนไทยก็คงต้องช่วยตัวเองด้วยการระมัดระวังและป้องกันการติดเชื้อ ด้วยการไม่ไปอยู่ในที่ชุมชนแออัด รถไฟฟ้า หรือรถปรับอากาศสาธารณะ ห้องประชุมหรือศูนย์การค้า หากจะไปก็ควรสวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยต้องถือสุภาษิตว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และหากมีอาการไข้สูง ไอในลักษณะเป็นหวัด เจ็บคอเป็นระยะเวลานานกว่า 3 วันต้องรีบไปหาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเชื้อไวรัสที่มาจากนักท่องเที่ยวจีนก่อนมีการห้ามเดินทางมาประเทศไทยจะแพร่ระบาดไปติดคนไทยเข้ากี่คนก็ยังไม่ทราบ น่าอนาถใจแท้ที่เกิดเป็นคนไทย&amp;rdquo; ผู้พิพากษาอาวุโสกล่าว และว่า รมต.สาธารณสุข ของจีนเองยังออกมายอมรับว่า โคโรน่าไวรัสนี้สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ในขณะที่ผู้ได้รับเชื้อยังไม่มีอาการป่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เนื่องจากทางการแพทย์ของจีนยังมีความรู้น้อยเกี่ยวกับโรคนี้ จึงยากแก่การดูแลรักษา เพราะไม่มียาหรือวัคซีนที่จะใช้ป้องกันดูแลรักษาโรคนี้แก่ผู้ป่วย ทั้งโรคนี้ระบาดได้รวดเร็วมาก อันเป็นวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของจีนที่เกิดขึ้นขณะนี้ ขณะที่รัฐบาลไทยยังไม่ตื่นตัวในการ เฝ้าระวัง หรือหาทางป้องกันมิให้มีผู้เป็นพาหะนำเชื้อโรคนี้เข้ามาระบาดในประเทศไทยแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55612</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีอัมพร ศาลิคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะใช้&#039;อาเซียน&#039; คุยทวิภาคีมะกัน แอ๊ดจวกสันดาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นักวิชาการ&amp;quot; แนะรัฐบาล ใช้เวทีประชุมอาเซียนถกสหรัฐแก้ปมตัดสิทธิ์จีเอสพีไทย พร้อมหนุนหาตลาดใหม่เพิ่มเติม &amp;quot;อาจารย์ ม.มหิดล&amp;quot; ขอนักการเมืองอย่าดึงต่างชาติมาหาประโยชน์ทางการเมืองจนประเทศเสียหาย &amp;quot;หมอประกิต&amp;quot; ชี้ไทยแบน 3 สารพิษไม่ขัดกฎการค้าระหว่าง ปท. &amp;quot;แอ๊ด คาราบาว&amp;quot; ซัดแรงอเมริกาไร้คุณธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวในส่วนนักวิชาการ ภายหลังจากสหรัฐอเมริกาเตรียมตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (จีเอสพี) ของประเทศไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยอ้างว่าไทยไม่สามารถแก้ปัญหาแรงงานได้ เป็นไปตามหลักสากลนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ต.ค. นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สหรัฐได้ขอทบทวนการให้สิทธิพิเศษกับไทยมา 2 ปีแล้ว โดยยื่นเงื่อนไขหากจะได้สิทธิพิเศษ ไทยควรจะต้องเปิดตลาดเครื่องในสุกรให้สหรัฐ แต่ไทยยังอยู่ในระหว่างการตั้งคณะทำงานพิจารณา เนื่องจากเครื่องในสุกรของสหรัฐมีสารเร่งเนื้อแดงที่อาจเป็นอันตรายได้ จึงยังไม่ได้อนุญาต ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สหรัฐตัดสิทธิพิเศษกับไทย และอีกหนึ่งเงื่อนไขคือสหรัฐมองว่าการปรับปรุงสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานประมงของไทยยังไม่ดีขึ้น รวมทั้งปัจจัยด้านการเมือง เนื่องจากสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้กำไรการค้าจากสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องการที่ไทยแบน 3 สารเคมี ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นสาเหตุ อีกทั้งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ ยืนยันไม่ใช่ โดยไทยยังมีเวลา 6 เดือน ในการชี้แจงประเด็นที่ถูกนำมาใช้ในการตัดสิทธิ์ &amp;nbsp;ทั้งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะใช้โอกาสในการประชุมอาเซียนพูดคุยกับสหรัฐในเรื่องนี้ด้วย ขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็จะต้องหามาตรการและหาตลาดเพิ่มเติมมากขึ้น&amp;quot; นายปณิธานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผลกระทบสหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพีสินค้าไทยจะกระทบกับกลุ่มธุรกิจส่งออกที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง และจำนวนไม่น้อยจะเป็นกิจการขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SME ค่อนข้างมาก เกษตรกรและชาวประมงจะได้รับผลกระทบไปด้วย สินค้าครอบคลุมมากถึง 573 รายการ ตั้งแต่อาหารทะเลหลากชนิด ผักผลไม้ น้ำเชื่อมและน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง น้ำผักผลไม้ เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์เครื่องครัว ไม้อัด ไม้แปรรูป เหล็กแผ่น สเตนเลส ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องประดับ จามชาม เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากทางการไทยมีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ การตัดสิทธิ์จีเอสพีครั้งนี้ควรเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรองในการประชุมอาเซียนที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ ทางการไทยควรยื่นข้อเสนอไปยังผู้แทนรัฐบาลสหรัฐที่มาร่วมประชุม เพื่อให้สหรัฐทบทวนการตัดสิทธิ์จีเอสพีดังกล่าว&amp;quot; ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องดังกล่าวว่า คนไทยต้องเป็นไท เรื่องต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงประเทศไทยต้องอยู่เหนือการเมืองหรือพรรค ผลประโยชน์และความอยู่รอดของชาติเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ผมมีข้อติงอยู่ 2 เรื่อง 1.พรรคไหนหรือใครจะเล่นการเมืองอย่างไรก็เล่นไป แต่ไม่ควรดึงต่างชาติมาเพื่อเปลี่ยนเกมทางการเมืองให้ตนเองได้ประโยชน์เหนือพรรคอื่น อย่าทำตัวเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองให้ต่างชาติ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีชาติให้อยู่อาศัย 2.คนที่เป็นรัฐบาลก็ต้องโปร่งใส ดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง อย่าเล่นพรรคเล่นพวกมาก อย่าปล่อยให้มีการทุจริต กฎหมายเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ว่าใครเป็นพรรคพวกตัว จะต้องรอดจากกฎหมาย ต้องได้ศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สงครามพันทางจากต่างชาติจึงจะใช้ไม่ได้ผล&amp;quot; นายปฐมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิชาการ ม.มหิดลกล่าวว่า การคว่ำบาตรของอเมริกาจะทำให้ประเทศไทย 1.หันมาพึ่งตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิจัยและผลิตยาจากตำรายาในคัมภีร์ใบลาน ซึ่งมีอยู่มากเพื่อให้คนไทยได้ใช้ในราคาถูก ลดการพึ่งพายาจากบริษัทยาในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ เวเนซุเอลาและอิหร่านก็ถูกอเมริกาคว่ำบาตรทั้งยาทั้งอาหาร ห้ามมิตรประเทศอเมริกาซื้อขายยาและอาหารกับอิหร่าน คนไทยต้องลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ มีตลาดใหม่ที่ดีกว่า สรุปว่าพึ่งพาตนเองได้ทั้งยา ทั้งอาหารในระยะยาว &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 2.หันไปคบมิตรประเทศหรือมหาอำนาจที่ค้าขายอย่างเป็นธรรม และไม่เอาเปรียบอย่างรัสเซียให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำ MOU ไว้สร้างภาพ แผนการต่างๆ ที่ทำไว้ต้อง implement ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกอเมริกาคว่ำบาตรก็สามารถหาตลาดใหม่ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ระวังกันเอาไว้ครับ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก็เพื่อให้ไทยยอมจำนนหรือจนตรอกแล้วหันไปทำตามคำสั่ง ถ้าไม่ยอมจำนนก็จะมีมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ตามมา รวมทั้งไล่รัฐบาลไปด้วย ประเทศเล็กๆ ต้องตระหนักรู้ ทำใจและเตรียมตัวให้พร้อม ผมมองว่าการคว่ำบาตรของอเมริกาจะทำให้คนไทยเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียงและรู้จักแยกแยะประเทศที่เป็นมิตรแท้มิตรเทียม และเลือกคบประเทศที่เคารพศักดิ์ศรี บูรณภาพของดินแดนและความเป็นไทของประเทศไทยมากยิ่งขึ้นครับ&amp;quot; นักวิชาการผู้นี้ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงการที่สหรัฐตัดจีเอสพีไทยว่า บทเรียนที่เกิดนี้ขอให้เป็นอุทาหรณ์ที่คนไทย รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังได้ทันท่วงที และการแสดงออกให้ปรากฏแก่สังคมโลกว่าอย่าได้ใช้อำเภอใจ หรือความวู่วามในการแก้ปัญหาของประเทศ ตลอดจนการพูดจาของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเช่นนี้แก่ประเทศอีก และน่าจะเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยจะต้องหันมาฉุกคิด และทบทวนบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศและการค้าของไทยว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ หรือทำให้ขัดอกขัดใจแก่ประเทศสหรัฐบ้าง ก็ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไปเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงกรณีผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตร และสถานทูตอเมริกา คัดค้านและขอให้ไทยทบทวนมติการแบน 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืชว่า ไม่มีความชอบธรรมที่จะกดดันรัฐบาลไทย เพราะการตัดสินใจของรัฐบาลไทยไม่ได้ขัดต่อกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศใดๆ และเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน ที่สำนักผู้แทนการค้าและสถานทูตอเมริกาพยายามแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของไทยและประเทศอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขที่เอื้อต่อธุรกิจยาสูบอเมริกา แต่ไม่สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Add Carabao เชื่อว่าสหรัฐออกมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้กรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร เนื่องจาก เท็ด แมคคินนี ผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรเพื่อการค้าและกิจการเกษตรระหว่างประเทศของสหรัฐ เคยทำงานมานาน 19 ปี ให้กับบริษัท ดาว อะโกรไซแอนส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดแมลง &amp;quot;คลอร์ไพริฟอส&amp;quot; ซึ่งเป็นหนึ่งในสารเคมีที่ประเทศไทยประกาศแบน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เห็นสันดานอเมริกาหรือยังครับพี่น้อง มันหาได้คำนึงถึงชีวิตของคนอื่นเลย มุ่งแต่จะเอาประโยชน์เพื่อตนฝ่ายเดียว รัฐบาลไทยอย่าไปยอมมันนะครับ มันจะเเบนสินค้าเราก็ช่างแม่- เวลานี้ คุณสมคิด คุณจุรินทร์ ได้ออกเดินสายหาคู่ค้ารายใหม่ๆ ในประเทศต่างๆ ที่มีคุณธรรมเเละไม่เอาเปรียบข่มเหงรังแกเรา ขอให้พวกเราต้องร่วมกันสู้นะครับ เพื่อเห็นเเก่ประโยชน์สุขของประชาชนคนไทย ถ้าไม่สู้เราก็ตายผ่อนส่งต่อไปเรื่อยๆ ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งภาครัฐและเอกชน สู้ๆๆๆ ถึงเวลาที่ต้องทิ้งประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วครับพี่น้อง&amp;quot; แอ๊ด คาราบาว ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48978</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปณิธาน วัฒนายากร, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db59aa8b2c82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูโดยมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามตัดสิทธิมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย 571 รายการ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท เด็กอมมือก็รู้เป็นการตอบโต้ที่ไทยยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ สารไกลโฟเซต ซึ่งบริษัท มอนซานโต-ไบเออร์ ซึ่งมีอิทธิพลสูงในรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ส่งออก ขณะที่นาย Mickey Kantor บอร์ดของมอนซานโต เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ นี่คือสาเหตุว่าทำไมไทยถึงถูกตอบโต้อย่างทันควัน ...๐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ คนไทยด้วยกันเองยังมองไม่เหมือนกัน ในขณะที่ &amp;quot;แอ๊ด คาราบาว&amp;quot; ออกตัวล้อฟรีด่าแหลกสันดานอเมริกา ไม่เคยคำนึงถึงชีวิตของคนอื่น มุ่งแต่จะเอาประโยชน์เพื่อตนฝ่ายเดียว พร้อมแนะนำว่ารัฐบาลไทยอย่าไปยอมมัน&amp;nbsp; &amp;quot;มันจะเเบนสินค้าเราก็ช่างแม่ง เวลานี้คุณสมคิด คุณจุรินทร์ ได้ออกเดินสายหาคู่ค้ารายใหม่ๆ ในประเทศต่างๆ ที่มีคุณธรรม เเละไม่เอาเปรียบข่มเหงรังแกเรา&amp;quot; แต่ &amp;quot;น้าแอ๊ด&amp;quot; เข้าใจผิดในบางประเด็น นั่นคือ อเมริกาไม่ได้แบนสินค้าไทย แต่เป็นการตัดจีเอสพี หมายความว่า เราส่งสินค้าเข้าอเมริกาก็ต้องผ่านกระบวนการภาษีแบบเต็มๆ ของเขา พูดง่ายๆ คือหมดโปร ต้นทุนเพิ่ม ...๐&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าการตัดจีเอสพีย่อมส่งผลกระทบทำให้สินค้าไทยในอเมริกาแพงขึ้น ขายยากขึ้น แต่ทางแก้ปัญหาของไทยไม่ใช่เปิดสงความการค้า เพราะเปิดไปก็แพ้ตั้งแต่ไม่เริ่ม สิ่งที่เราทำได้คือปรับปรุงคุณภาพสินค้า ให้เหนือสินค้าราคาถูกจากประเทศที่ยังได้สิทธิจีเอสพี ...๐&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ศรีอัมพร ศาลิคุปต์&amp;quot; ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ มีข้อแนะนำที่น่าสนใจ เพื่อปิดช่องโหว่ของเราเอง นั่นคือบทเรียนที่เกิดนี้ ขอให้เป็นอุทาหรณ์ที่คนไทย รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังได้ทันท่วงที และการแสดงออกให้ปรากฏแก่สังคมโลก ว่าอย่าได้ใช้อำเภอใจ หรือความวู่วามในการแก้ปัญหาของประเทศ ตลอดจนการพูดจาของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเช่นนี้แก่ประเทศอีก การที่สหรัฐสั่งตัดจีเอสพีของประเทศไทย ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทนั้น น่าจะเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยจะต้องหันมาฉุกคิด และทบทวนบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศและการค้าของไทย ว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ หรือทำให้ขัดอกขัดใจแก่ประเทศสหรัฐบ้าง ก็ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป ...๐&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอเมริกามหามิตร มีคำถามพื้นๆ ให้ช่วยตอบ ในฐานะประเทศที่เห็นคุณค่าของคน ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนมากกว่าประเทศใดในโลกใบนี้ วันนี้รัฐบาลไทยยกเลิกสารพิษทางการเกษตร เพื่อไม่ให้ผลิตผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ เมื่อรัฐบาลสหรัฐยังคงยืนกรานให้ไทยทบทวน ซึ่งในความหมายก็คือ ให้กลับไปใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ของบริษัท มอนซานโต-ไบเออร์ เหมือนเดิม หากผลิตผลทางการเกษตรจากไทยปนเปื้อนสารพิษเข้าไปจำหน่ายในอเมริกา แล้วมีอเมริกันชนป่วยผ่อนส่ง แบบนี้จะโทษใคร หรือรัฐบาลอเมริกาจะสั่งตรวจเข้มห้ามสินค้าปนเปื้อนเข้าประเทศ 100% สารพิษเหล่านั้นก็วนเวียนอยู่ในประเทศไทย และคนไทยตายผ่อนส่ง อย่างนี้ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือ ...๐&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนกลับไปที่ข้ออ้างของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการตัดจีเอสพีที่ระบุว่า &amp;quot;เหตุผลจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยยังไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล&amp;quot; ก็ในเมื่ออเมริกาเป็นห่วงเรื่องสิทธิแรงงานไทย เป็นห่วงเป็นใยแรงงานของไทยว่ายังถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง แล้วทำไม โดนัลด์ ทรัมป์ถึงยังจะให้คนไทยกินสารพิษ สรุปแล้วนี่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิของโจรกันแน่ ...๐ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48968</URL_LINK>
                <HASHTAG>บันทึกหน้า4, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์, เกษมราษฎร์, แอ๊ด คาราบาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ศรีอัมพร&quot; ชี้ไทยต้องทบทวนบทบาทการเมืองระหว่างประเทศ หลังถูกสหรัฐตัดสิทธิจีเอสพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 27 ต.ค.นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย 571 รายการ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลอีก 6 เดือนข้างหน้า ว่า มีข้อน่าสังเกตว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการในด้านการค้า ด้วยการลดสิทธิประโยชน์ หรือเพิ่มกำแพงภาษีแก่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐ ด้วยเหตุหลายประการคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. หากสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบทางการค้า โดยไม่ต้องคำนึงถึงการแข่งขันทางการค้าเสรี โดยเห็นว่า หากสหรัฐถูกเอาเปรียบทางการค้า ก็ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. หากมีการห้ามนำเข้าซึ่งสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิต ไม่ว่าเขาหรือคู่ค้าขายจะมีเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย หรือสารที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่นเรื่องบุหรี่ ยาสูบ สารอันตราย อย่างเช่นสารปราบศัตรูพืช ก็ดี หรือบรรดายาต่างๆ ที่สหรัฐรับรอง และเป็นผู้ผลิตเอง คู่ค้าขายสั่งห้ามนำเข้าซึ่งสินค้าประเภทนี้ เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า สหรัฐจะไม่ฟังและถือว่า ประเทศคู่ค้ากีดกันทางการค้าเขาจะใช้วิธีตอบโต้ หรือที่เรียกว่า retaliate (ตอบโต้) กับประเทศคู่ค้าในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การใช้ข้ออ้างเรื่อง Human rights (สิทธิมนุษยชน) หรือที่เรียกว่า การอ้างประเทศคู่ค้ามีการปกครองประเภทไม่เป็นประชาธิปไตย การละเมิดคุกคามประชาชน ปัญหาลิขสิทธิ์โดยละเมิด หรือละเลยต่อหลักนิติธรรม หรือที่เรียกว่าการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นการใช้แรงงานประมงผิดกฎหมาย การใช้แรงงานเด็กโดยไม่มีการคุ้มครองแรงงานที่ดี ก็มักจะเป็นข้ออ้างที่สหรัฐอเมริกาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกีดกันทางการค้าด้วยการตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรหรือการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สหรัฐจะใช้ข้ออ้างเรื่องที่ประเทศคู่ค้ามีพฤติกรรมในการสนับสนุนผู้ก่อการร้าย หรือมีส่วนร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายในการปฏิบัติการ การคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของการเดินทางระหว่างประเทศ การกีดกันทางการค้าหรือ sanction (คว่ำบาตร) ทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า การปิดล้อมทางการค้าและธุรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การเอาใจออกห่างจากอิทธิพลของสหรัฐ ยกตัวอย่างเช่นประเทศตุรกี ที่ไม่ยอมซื้ออาวุธสงครามจากประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่กลับไปซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่น s300 และ s500 จากประเทศรัสเซีย ทำให้สหรัฐไม่พอใจและมีคำสั่งปิดล้อมทางการค้าและทางธุรกรรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ที่สหรัฐยอมยกเลิกการปิดล้อมทางการค้าและธุรกรรมนี้ ก็เนื่องจากการต่อรองให้คงฐานทัพอากาศของสหรัฐอยู่ในดินแดนของตุรกี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การที่มีประเทศคู่ค้าไปทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้านหรือเข้าไปแทรกแซง ถือหางความขัดแย้งของประเทศ ที่มีปัญหาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สหรัฐจะใช้มาตรการปิดล้อมทางการค้าและธุรกรรมจัดการกับประเทศคู่ค้าที่ยังขืนดื้อดึง ไม่ทำตามนโยบายของสหรัฐ เช่นประเทศรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ซึ่งเมื่อมาพิจารณาเหตุที่เกิดในประเทศไทยขณะนี้ ที่สหรัฐใช้มาตรการจีเอสพี หรือสิทธิพิเศษทางศุลกากรแก่ประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นมิตรประเทศแรกๆ เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ดังกล่าว ทำให้สหรัฐมีอิทธิพลทางการเมืองและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งการตัดสิทธิพิเศษทางด้านศุลกากร หรือจีเอสพี จะทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นอันเนื่องจากเสียภาษีเต็มอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนใหญ่สินค้าของไทยที่ส่งไปสหรัฐอเมริกามักจะเป็นสินค้าเกษตรกรรม ผลที่เกิดคือ ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำราคาลดลง เนื่องจากต้องมีต้นทุนทางภาษีศุลกากรสูง รายได้เกษตรกรก็จะมีผลกระทบคือราคาพืชผลตกต่ำ พ่อค้าผู้ส่งออกก็มีกำไรน้อย เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกปัจจัยหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสหรัฐใช้เหตุผลประการแรกที่เป็นข้ออ้างในการยกเลิกสิทธิพิเศษในด้านภาษีศุลกากรของไทยก็คือ การที่รัฐไม่สามารถที่จะควบคุมเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ให้ได้ตามมาตรฐานของกฎหมายไทย และว่าด้วยมาตรฐานของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและสวัสดิภาพแรงงาน แม้ประเทศไทยจะพยายามลดข้อบกพร่องและเพิ่มมาตรการต่างๆ ไม่ว่าด้วยทางกฎหมาย และการใช้บุคลากรของรัฐ เพื่อปกป้องและคุ้มครองแรงงาน ให้ได้มาตรฐานสากลก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีนายจ้างบางคนหรือบางกลุ่ม ก็ยังมีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยก็ดีหรือแรงงานต่างชาติก็ดี ก็มีโอกาสถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มในจ้างประเภทนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องยอมรับว่า แรงงานไทยก็ดีและแรงงานต่างชาติที่เข้ามาหางานทำในประเทศไทยยังมีความอ่อนแอในการต่อรอง เนื่องจากนายจ้างเป็นผู้มีฐานะทางการเงินดี ย่อมได้เปรียบในการกำหนดเงื่อนไขหรือกำหนดค่าจ้างให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยใช้วิธีว่าหากไม่ยอมทำตามเงื่อนไข ที่ไหนแจ้งเสนอก็จะไม่รับเข้าทำงาน ทำให้ลูกจ้างที่ด้อยโอกาสและเสียเปรียบในการต่อรองต้องยอมรับเงื่อนไขสภาพการจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานของกฎหมายและมาตรฐานสากล ความร้ายแรงประเภทนี้ใกล้เคียงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานทาส ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ดี ประเทศต่างๆ ที่อยู่ในสังคมโลกรังเกียจ การที่รัฐใดรัฐหนึ่งไม่สามารถคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานและสภาพการจ้างได้และสภาพการจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการต่อไปก็คือ การที่รัฐบาลหุนหันพลันแล่น ในการตัดสินใจแก้ปัญหาโดยไม่รอบคอบ และไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นตัวอย่างการยกเลิกการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด อันเกิดจากการเรียกร้องของบุคคลที่เรียกกันว่า Activist (นักเคลื่อนไหว) นักวิชาการหรือ NGO บางกลุ่มบางพวก ที่เรียกร้องและมีเสียงดัง การที่รัฐตื่นตกใจ ไม่ว่าด้วย ความหวังดีหรือด้วยเหตุผลการเมืองบางประการ จึงรีบยกเลิกสารกำจัดศัตรูพืชดังกล่าว โดยมิได้พินิจพิจารณาและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ทั้งยังไม่คำนึงถึงผลกระทบเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ตนไม่ได้ต่อต้านการเลิกการใช้สารดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลดีต่อคนไทย แต่ควรกระทำอย่างรอบคอบ มีการหารือกับกลุ่มการค้าในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีข้อทักท้วงจากสหรัฐอเมริกาในเรื่องการยกเลิกสารดังกล่าว ก็ปรากฏว่า คนของรัฐบาลเองกับไปต่อล้อต่อเถียง และพูดในทำนองท้าทายและไม่ให้เกียรติต่อประเทศคู่ค้า ถึงขนาดมีคำพูดว่า ถ้าสารเคมีดังกล่าวไม่เป็นอันตราย ก็ให้ขายในประเทศของตัวเองก็แล้วกัน การคำพูดในลักษณะไม่ระมัดระวัง มารยาททางการเมืองระหว่างประเทศเช่นนี้ ก็อาจมีผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าที่คิดได้ และสิ่งนี้ก็อาจเป็นชนวนเล็กๆ ที่จุดให้เกิดปัญหาการยกเลิกสิทธิพิเศษทางด้านศุลกากรแก่สินค้าไทย ความเสียหายทางการค้าของไทยไม่ใช่สิ่งที่เราจะไม่ต้องคำนึงถึงหรือไม่แยแส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกไปยังสหรัฐก็ยังถือว่าเป็นตลาดใหญ่ ที่ประเทศไทยจะต้องพึ่งพา เนื่องจากเศรษฐกิจ 70% ของประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกของสินค้าส่งออก การสูญเสียการส่งออกไปยังตลาดใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ยากแก่การแก้ไขอยู่แล้ว หากจะต้องแสวงหาตลาดการค้าใหม่นั้นเป็นความยุ่งยากที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการรักษาหรือคงไว้ซึ่งตลาดส่งออกเดิมเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามกระทรวงพาณิชย์ดูก็คงจะทราบคำตอบดี บทบาทของรัฐบาลไทยที่ต้องระมัดระวังก็คือ การรักษาดุลแห่งอำนาจให้มีความมั่นคงที่สุด แล้วไม่ควรไปฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป มิฉะนั้นเขาก็จะใช้วิธีการกีดกันทางการค้ามาบีบบังคับทางเศรษฐกิจแก่เรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะให้เหตุผลเข้าข้างตัวเองว่าถ้าประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งเกิดหมั่นไส้หรือแสดงความรังเกียจเรา เราก็ไม่ต้องคบค้าสมาคมด้วย แต่เราคงได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งที่เราไว้ใจ คำตอบก็คือคงไม่เป็นผลดีแก่ประเทศเรา เพราะประเทศมหาอำนาจเพียงกลุ่มเดียวก็ไม่อาจดูแลหรือช่วยเหลือประเทศเราได้ เราต้องพึ่งพาตนเอง อย่าไปพึ่งพาประเทศอื่น ปัญหาการถูกตัดจีเอสพีของสินค้าไทยไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่สัญญาณอันตรายครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางด้านความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐฯ ที่มีความอ่อนแอลงเป็นอย่างมากในระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ และปัญหานี้คงไม่ใช่ปัญหาสุดท้ายที่เราจะถูกกีดกันทางการค้า จึงไม่แน่ว่าต่อไปข้างหน้า เราจะถูกกีดกันทางการค้าจากประเทศสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นหรือไม่อย่างไร ปัจจัยที่เกิดก็คงเป็นปัญหาวนเวียนซ้ำซากอยู่เช่นนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญก็คือปัญหาในเรื่องการแสดงออกโดยไม่คำนึงถึงมารยาททางการเมืองและมารยาทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือละเลย หรือคิดว่าการพูดอย่างสนุกปากจะไม่ก่อให้เกิดผลร้ายแก่ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เรามีบทเรียนหลายครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องการเผาธงชาติเพื่อประท้วงก็ดีการใช้ถ้อยคำด่าว่าเจ้าหน้าที่หรือเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่เราไม่พอใจก็ดี การที่ผู้ใหญ่ใช้ถ้อยคำตำหนิชนชาติอื่นที่มาท่องเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุจนเกิดกระแสตีกลับ ด้วยความเกลียดชังคำพูดจาที่ไม่ระมัดระวัง ทำให้เกิดปัญหาการท่องเที่ยว หรือคำพูดจาของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ก่อให้เกิดปัญหาความเกลียดชังระหว่างประเทศ จนเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนการดำเนินนโยบายต่างประเทศก็ดี การแสดงออกถึงการเอารัดเอาเปรียบทางการค้าก็ดี แต่ไม่รู้จักระมัดระวังการพูดจาตอบโต้กับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าด้วยการค้าความสัมพันธ์ หรือความขัดแย้งก็ดี ล้วนแต่เป็นปัญหาละเอียดอ่อนที่อาจก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคแก่เศรษฐกิจของประเทศไทย หากเกิดเหตุขึ้นก็ยากแก่การแก้ไข หรือปรับความสัมพันธ์ให้กลับคืนดีดังเดิมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บทเรียนที่เกิดนี้ ขอให้เป็นอุทาหรณ์ที่คนไทยรัฐบาลไทยต้องระมัดระวังได้ทันท่วงทีและการแสดงออกให้ปรากฏแก่สังคมโลก ว่าอย่าได้ใช้อำเภอใจ หรือความวู่วามในการแก้ปัญหาของประเทศ ตลอดจนการพูดจาของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเช่นนี้แก่ประเทศอีก การที่สหรัฐสั่งตัดจีเอสพีของประเทศไทย ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทนั้น น่าจะเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยจะต้องหันมาฉุกคิด และทบทวนบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศและการค้าของไทย ว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ หรือทำให้ขัดอกขัดใจแก่ประเทศสหรัฐฯ บ้าง ก็ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป&amp;rdquo; นายศรีอัมพร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48945</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีเอสพี, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf1635ae6de8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสอบอนุ ก.ต.  ต้องตีแผ่ทุกความจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ถ้าทำให้องค์กรศาลอ่อนแอความวิบัติจะเกิดกับประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเกิดเหตุการณ์ คณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี ที่ศาลจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 4 ต.ค.62 อันทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายในสังคมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการตุลาการ หนึ่งในสถาบันหลักของประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;จนต่อมาที่ประชุม ก.ต. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม มีมติให้ตั้งอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมวิสามัญสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ประกอบด้วย ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เป็นอนุกรรมการ โดยมี นางวาสนา หงส์เจริญ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา เป็นประธานอนุกรรมการวิสามัญฯ โดยให้เวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นเวลา 15 วัน ที่จะครบกำหนดในสัปดาห์หน้า อันต้องรอดูว่า อนุกรรมการจะมีการขอขยายเวลาการตรวจสอบออกไปหรือไม่ หรือจะสรุปผลเลย และผลสอบข้อเท็จจริงที่จะนำเข้าที่ประชุม ก.ต. ผลจะเป็นอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ศาลจังหวัดยะลา อนุกรรมการที่ทางที่ประชุม ก.ต.ตั้งขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ต้องแถลงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบมา แม้ว่าสิ่งนั้นอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อปัจเจกชนก็ต้องแถลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เพราะมันเป็นความจริง อะไรที่เป็นความจริงก็ต้องเป็นความจริง จะเก็บไว้ทำไม ศาลไม่มีคำว่าปิดบัง เพราะศาลต้องตีแผ่หมดทุกอย่าง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;...การพิจารณาคดีของศาล open court บุคคลอื่นเข้าไปฟังได้ คุณเคยเห็นไหมในหน่วยงานไหน ที่ให้ประชาชนไปดูการทำงานของเขา ศาลไทยและศาลต่างประเทศเหมือนกันหมดคือ open court เปิดศาลให้ดู ศาลก็จะมีที่นั่งของประชาชน ก็เหมือนกับรัฐสภา ที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปนั่งฟัง ต้องเปิดเผยยิ่งกว่าฝ่ายบริหารที่ต้องมีธรรมาภิบาล ซึ่งธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของบุคคลที่เขาจะทำ แต่จะมีหรือไม่ ก็ไม่รู้ แต่อันนี้ประชาชนจะมองเห็น เพราะฉะนั้นเหนือกว่าสภาและศาล มีธรรมาภิบาลสูงกว่าฝ่ายบริหารร้อยเท่า ผมบอกเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;ผมเชื่อแน่ว่าข้อเท็จจริงที่เขากำลังสอบกันอยู่จะต้องปรากฏออกมาอย่างแน่ชัด และเราก็ไม่ได้มีความลับ แบบเป็นเรื่องความมั่นคงเปิดเผยไม่ได้ ศาลเราไม่มี ความลับเกี่ยวกับความมั่นคงมันไม่มี ศาลต้องเปิด ส่วนใครจะเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องทางวิชาการ เราไม่ว่า แต่อย่าฉวยโอกาสเอาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาไปเป็นประโยชน์ หรือเป็นช่องทางที่ตัวเองอยากจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสถาบันผู้ใช้อำนาจอธิปไตย แล้วมันเกิดความอ่อนแอความเสียหายขึ้น จนศาลไม่สามารถปกป้องหรือไม่สามารถที่จะดูแลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน นั่นคือผลร้ายที่จะเกิดกับประชาชนและประเทศชาติ ต้องระวัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวจนถึงขณะนี้มองว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมหรือไม่ ศรีอัมพร ให้ทัศนะว่า ในความเห็นของผมและภาพรวม ผมว่าไม่มีผล ถ้ายอมเปิดใจและรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคุณมีความไม่เป็นกลาง มี bias เราก็ไม่สามารถชี้แจงให้เขาเข้าใจได้ เราก็ต้องปล่อยเขาไป แต่ก็ต้องนำความจริงมาตรวจสอบแล้วแถลงไปตามความจริงว่าเป็นอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อสังเกตว่าการกล่าวอ้างว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลแทรกแซงแล้วก็ถ้าไม่ทำตามอธิบดีจะถูกไล่ออก ไม่จริงเลย เหตุผลนี้คงรับฟังไม่ได้ เพราะการตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อให้ออกหรือไล่ออกอยู่ที่คณะกรรมการตุลาการ ไม่ใช่อยู่ที่ผู้บังคับบัญชา แล้วหากผู้บังคับบัญชารายงานเท็จก็โดนเรื่องวินัยอีก อย่างไรก็ตามผมคงไม่ขอกล่าวในเรื่องนี้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบอนุกรรมการ ก.ต. ซึ่ง ก.ต.เขาตั้งมาโดยทั้ง 3 คนเป็น ก.ต.ด้วย จึงเป็นอิสระ แล้วแต่ละคนก็ได้รับเลือกมาจากผู้พิพากษาทั่วประเทศ ไม่ใช่อธิบดีเป็นคนเลือก เขาก็ต้องทำตรงไปตรงมา หากคุณเหลวไหล ผู้พิพากษาก็ไม่เลือกกลับมาเป็น ก.ต.อีก มันมีการตรวจสอบและถ่วงดุลทุกทางเลย แล้วก็คนที่ได้รับเลือกเป็น ก.ต.ก็ต้องระวังตัว ทำอะไรก็ต้องตรงไปตรงมา หากไม่ตรงไปตรงมาก็โดนอีก ถูกพิพากษาถอดถอนได้ มันมีกลไกอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-หลังเกิดกรณีที่จังหวัดยะลา ก็มีนักวิชาการ นักการเมือง บางกลุ่มออกมาพูดเรื่องการปฏิรูปศาล มองเรื่องนี้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่มีความรู้ เขาไม่มีความรู้จริงๆ รู้แต่เปลือก รู้แต่ทฤษฎี แต่ไม่ได้ลงลึก เขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการเมืองการปกครอง หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันคนละระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;การที่คุณคิดจะปฏิรูป ต้องคิดก่อนว่ามันเกิดจุดอ่อนจริงหรือไม่ ถ้าจุดอ่อนนั้นเป็นความจริง คุณก็ปฏิรูปไป ก็มีเหตุผลในการปฏิรูป ด้วยการออกกฎหมาย แต่ว่าหากระบบเขาดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนบางคนมีการตีความผิด ไม่ว่าจะโดยวุฒิภาวะหรือจิตใจที่ปกติหรือไม่ปกติก็ตาม คุณจะเอามาเป็นตัวอย่างหรือเป็นกรณีที่จะไปรื้อกติกาของเขา เท่ากับว่าคุณไปทำลายความเข้มแข็งของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ผลเสียไม่ได้เกิดกับผู้พิพากษา แต่ผลเสียมันเกิดกับคู่ความ ประชาชน ประเทศชาติ ถ้าเราทำให้องค์กรศาลยุติธรรมอ่อนแอลง ความสับสน วิบัติจะเกิดกับใคร ก็เกิดแก่ประชาชน ประเทศชาติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;...แล้วผลคดีที่ออกมาจะมีมาตรฐานหรือไม่ก็ไม่รู้ ตรวจสำนวนก็ตรวจไม่ได้ องค์คณะก็ห้ามยุ่งไปหมด อะไรแบบนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องกลั่นกรอง เป็นเรื่องคิวซี ไม่ใช่การแทรกแซงการใช้อำนาจหรือเป็นการกดดัน หรือไปบีบบังคับดุลยพินิจ อันนี้ไปพูดกันคนละภาษา คนละเรื่อง ถ้าเขาเข้าใจเขาจะตกใจและจะไม่มีความคิดแผลงๆ แบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ระบบศาลในด้านต่างๆ ดีอยู่แล้ว และกำลังพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะเราไม่ได้ดูอย่างเดียวว่าศาลระบบเราดีอยู่แล้ว แต่เรายังพัฒนาศาล จากศาลธรรมดา Analog มาเป็น Electronic Court และต่อไปเราจะต้องมี Smart court ศาลอัจฉริยะ โดยเราจะมีการใช้ไอทีต่างๆ เข้ามา อย่าง AI ต่อไป ก็ต้องใช้แน่ ใช้ AI เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เป็น Big Data ที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง นำมารวม แล้วนำมาช่วยผู้พิพากษาในการตัดสินคดี 5จี มาแล้ว 6จี กำลังจะตามมาทีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เราต้องพัฒนาขึ้น และเมื่อเราพัฒนาไปมากเท่าใด เราก็จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ ได้บิ๊กดาต้าที่ดีๆ ก็จะทำให้การใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษา ความคลาดเคลื่อนก็จะน้อย ก็ควรต้องสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่มาบอกว่าต่อไปห้ามตรวจสอบ เท่ากับว่าแบบนั้นคุณตัดเรื่องคุณภาพออกไปเลย ซึ่งเรื่องความผิดพลาด หรือ human error&amp;nbsp; คุณไม่กลัวหรือ หากวันหนึ่งคุณมาเป็นคู่ความในคดี จะมาเป็นโจทก์หรือจำเลย แล้วคุณก็ต้องมานั่งกลัวว่าสิ่งนั้นจะตกกับใคร เขาจะให้ใครแพ้ใครชนะ ก็ตายสิ ระบบนี้มันใช้ไม่ได้ มันต้องมาตรฐานเดียวกัน การตรวจสอบความถูกต้องต้องมี คิวซีมันต้องมี ต้อง defect zero ก็เหมือนกัน คำพิพากษาต้อง defect zero ต้องไม่ผิดพลาด แล้วคุณจะเชื่อคนหนึ่งคน หรือจะเชื่อองค์คณะที่มีสามคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-คนที่จะมาพูดเรื่องปฏิรูปศาลก็ต้องมีความเข้าใจระบบงานต่างๆ ของศาลก่อน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าพูดเป็นประสาชาวบ้านก็คือ ไม่ใช่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด&amp;nbsp; บอกว่าอยากจะปฏิรูป แล้วมันรู้หรือเปล่าว่าปฏิรูปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งดูทีวีแล้วเลียนแบบในทีวี เช่นนำปืนไปยิงคน แล้วคุณจะไปสั่งปิดทีวีเขาหรือ โดยบอกว่าเป็นสื่อที่ทำให้เด็กกระทำความผิด แบบนี้มันก็วิกลจริตแล้ว มันก็ต้องดูสิว่าเด็กคนนี้มันผิดปกติหรือเปล่า ไม่ใช่หาผล ไปหาเหตุ แบบนี้ใช้ไม่ได้ มันไม่มีการวิเคราะห์สังเคราะห์เลย พวกที่ออกมาพูดแบบนี้ ผมว่าไม่ใช่นักวิชาการแท้ เพราะนักวิชาการแท้เขาจะไม่พูดจนกว่าเขาจะรู้เรื่องนั้นดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ศาลยุติธรรมที่ตั้งมาหนึ่งร้อยกว่าปี สิ่งที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนมาตลอด&amp;nbsp; จุดแข็งของศาลยุติธรรมคืออะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดแข็งของเราก็คือความเป็นอิสระและคิวซีที่ถูกต้อง คือการตรวจสอบความถูกต้อง ไม่อย่างนั้นเราไม่มีการตรวจสำนวนหรอก การที่เรามีการตรวจสำนวน มีการทักท้วง และใช้การลงมติเสียงข้างมาก ก็เป็นแนวปฏิบัติและทฤษฎีที่ดี และเรายังมีระบบตรวจสอบความถูกต้องโดยให้องค์คณะอีกคณะหนึ่งเขาพิจารณา โดยหากผลออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นแบบนั้น รวมถึงการให้ผู้พิพากษาทั้งศาลตัดสิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่อข้อถามที่ว่าเท่าที่ได้เจอผู้พิพากษาด้วยกัน เขาหนักใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดยะลาหรือไม่ ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ เปิดเผยว่า เขาก็ไม่หนักใจกัน ก็คุยกันปกติ ก็คุยกันว่าก็รอให้สำนักงานศาลตรวจสอบ แล้วก็เชื่อว่ามติมหาชนจะรู้และเข้าใจ ยกเว้นคนที่มีอคติ มันก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เขาฟัง เพราะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่รับฟัง ก็อยากให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราก็ไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นมาก็ต้องหาข้อเท็จจริงต่อไป&amp;nbsp; แต่แนวปฏิบัติและกฎหมายของศาลเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและมีการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุดอยู่แล้ว การที่บุคคลบางคนคิดเองเออเองว่าไม่ดี ควรจะอย่างนั้นควรจะอย่างนี้ ต้องระวัง ไม่ว่าคนในองค์กรหรือนอกองค์กรก็ตาม เพราะว่าความคิดของเขาเป็นแค่มโนคติ หรือคติข้างเดียว ข้างน้อย แล้วอยู่ดีๆ ก็เห็นขัดหูขัดตา บอกกฎหมายก็ไม่ดี วิธีการก็ไม่ดี อะไรก็ไม่ดี ก็ถามว่าแล้วคุณไม่ถามคนอื่นเขาหรือ หรือว่าตัดสินใจด้วยตัวเองคนเดียว อันตราย ก็ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลงลึกระบบตัดสินคดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศาลชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้เข้าใจถึงระบบการตัดสินคดีและการทำงานของผู้พิพากษาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รวมถึงระบบการตรวจสอบสำนวนในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวลงรายละเอียดถึงกระบวนการขั้นตอนการทำงานดังกล่าว โดยเริ่มต้นอธิบายว่า ระบบการทำงานของผู้พิพากษาจะแตกต่างจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ เพราะงานของผู้พิพากษาจะมีฐานะอยู่สองฐานะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ฐานะข้าราชการตุลาการ อยู่ในระเบียบวินัย ไม่ทำผิดวินัยข้าราชการ เช่น การลากิจ ลาป่วย ต้องอยู่ในระเบียบวินัย จะหยุดก็ต้องลา จะหยุด หนีราชการไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;2.คือการทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ตุลาการ เป็นหน้าที่ซึ่งแตกต่างจากข้าราชการพลเรือน ก็คือเราไม่ได้ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่เขาจะให้คดี โดยเฉพาะในศาลชั้นต้น เมื่อมีคู่ความมาฟ้องคดี ไม่ว่าจะแพ่งหรืออาญา ทางผู้บังคับบัญชาของศาลชั้นต้นก็คือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ก็จะสั่งจ่ายสำนวนมา ให้มีองค์คณะพิจารณาคดี โดยองค์คณะในศาลชั้นต้นจะมีสองคน ซึ่งองค์คณะทั้งสองคนก็จะสืบพยานไปจนกระทั่งจบ และมีความเห็นในฐานะองค์คณะ เช่น จะยกฟ้อง หรือจะลงโทษในคดีอาญา หรือจะตัดสินให้ใครแพ้ ใครชนะในคดีแพ่ง ต้องใช้หนี้ระหว่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ดุลพินิจในการตัดสินคดี กฎหมายบังคับเลยว่า ต้องเป็นดุลพินิจโดยอิสระ ผู้บังคับบัญชาจะสั่งไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ส่วนเหตุที่ในศาลชั้นต้น เมื่อองค์คณะมีความเห็นในคดีแล้วต้องส่งไปให้อธิบดีศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาคตรวจ ก็เพราะว่าคดีที่สำคัญที่ประธานศาลฎีกาเป็นผู้กำหนด ยกตัวอย่างเช่น คดีอาญาที่มีโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป อันที่สอง คดีความมั่นคง, คดีค้ามนุษย์, คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พวกนี้เป็นคดีความผิดพิเศษที่มีความสำคัญ ดังนั้นประธานศาลฎีกาจึงอยากให้มีความถูกต้อง มีความรอบคอบในการเขียนคำพิพากษา ก็มีการกำหนดไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาก็มีว่าการตรวจสำนวนคืออะไร การตรวจสำนวนก็คือว่า การพิพากษาต้องเป็นไปตามองค์คณะ ก็คือจะมีผู้พิพากษาอยู่สองคน&amp;nbsp; คนหนึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน อีกคนเป็นองค์คณะ ถ้าคดีสำคัญก็ต้องส่งสำนวนไปตรวจ โดยผู้ที่จะตรวจสำนวนได้ก็คืออธิบดีผู้พิพากษา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมาย หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักงานอธิบดีภาค ที่เป็นผู้อาวุโสที่เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...การตรวจสอบ ถามว่าตรวจสอบเพื่ออะไร ก็เพื่อดูว่าคำพิพากษามีจุดขาดตกบกพร่องอะไร และเพื่อดูว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่ โดยอธิบดีศาลหรือรองอธิบดีศาลก็ดี มีสิทธิ์เทียบเท่ากับผู้พิพากษาหนึ่งท่าน ก็อาจทำความเห็น เช่นให้ทบทวนว่าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ ข้อกฎหมายเป็นแบบนี้&amp;nbsp; หรือแบบที่เขียนคำพิพากษาได้เขียนตามรูปแบบหรือไม่ เพราะคำพิพากษาตามรูปแบบที่กำหนดโดยศาลยุติธรรมเป็นรูปแบบที่ใช้กันอยู่ การที่ผู้พิพากษาเขียนนอกรูปแบบก็ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะแบบที่ใช้เป็นแบบสากล ใช้กันทั่วประเทศ ถ้อยคำสำนวนก็ต้องใช้ตามรูปแบบเหมือนกัน เพราะเราจะมีคู่มือตุลาการ และยังมีเอกสารแนะนำจากประธานศาลฎีกา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เรื่องนี้ถ้าจะเรียกกันจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า คิวซี หรือ Quality Control ถ้าเทียบกับการผลิตสินค้าหรืออุตสาหกรรม คือ Quality Control เพื่อให้มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด อย่างสินค้าญี่ปุ่น เขาจะเขียนเลยว่า Zero Defect คือไม่มีความชำรุดบกพร่อง ของหนึ่งร้อยชิ้นต้องสมบูรณ์ทั้งหนึ่งร้อยชิ้น ฉันใด คำพิพากษาในศาลชั้นต้น ผู้ใหญ่ก็อยากให้มันสมบูรณ์ แต่ว่าดุลยพินิจแตะไม่ได้ ใครจะคิดอย่างไรแล้วแต่&amp;nbsp; เนื่องจากปรัชญาที่เรามีความเชื่อที่ว่า เราไม่เชื่อว่าบุคคลคนเดียวจะมีดุลยพินิจที่ถูกต้อง เราต้องช่วยดูกันหลายตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศรีอัมพร ให้ข้อมูลเรื่องกระบวนการใช้ดุลยพินิจตัดสินคดีของศาลยุติธรรมต่อไปว่า จากที่กล่าวข้างต้นขอยกตัวอย่างเช่น องค์คณะผู้พิพากษาที่มีสองคน และในคดีสำคัญ ซึ่งถ้าเกิดความเสียหาย ประชาชนและคู่ความเขาเสียหายมาก ก็ต้องมีการ QC ที่ไม่ใช่การไปบังคับดุลยพินิจ QC ดังกล่าว คือหมายถึง รูปแบบถูก ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายถูก ส่วนดุลยพินิจ จะตัดสินไปซ้ายหรือขวา ถูกหรือผิด ยกฟ้องหรือลงโทษในคดีอาญา หรือใครแพ้ ใครชนะในคดีแพ่ง ใครต้องชำระเงินหรือชำระหนี้ระหว่างคู่ความ ก็เป็นลักษณะนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นิติประเพณี กับระบบตัดสินคดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ เล่าให้ฟังถึงพัฒนาการของกระบวนการตรวจสำนวนของศาลชั้นต้น ตั้งแต่อดีตจนถึงที่ใช้ในปัจจุบันว่า เดิมระบบตรวจสำนวน มีมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 แต่ส่วนใหญ่จะมีในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เพราะว่าเนื่องจากคำพิพากษาในศาลสูงเรามีมอตโต หรือเข็ม-นโยบายของศาลยุติธรรมว่าจะให้ผิดไม่ได้ เพราะมันจะถึงที่สุดแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นเดิมตอนแรกๆ ไม่มีการตรวจ แต่ต่อมาก็มีการตรวจ เนื่องจากการแต่งตั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค แต่งตั้งมาจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ หรือผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องคำพิพากษา ที่ก็จะมาดูว่ามันไปได้หรือไปไม่ได้ ถ้าเห็นว่าผิดปกติเขาก็ทักท้วง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;hellip;คำว่าทักท้วงก็คือการเขียนข้อสังเกตไว้ เช่นควรจะอย่างนี้ แต่องค์คณะเขาจะว่าอย่างไรก็ต้องแล้วแต่ หากองค์คณะมาเข้ากับอธิบดีศาล เจ้าของสำนวนก็แพ้ หรือเจ้าของสำนวนกับอธิบดีเห็นตรงกัน แต่องค์คณะไม่เห็นด้วย ก็ต้องถือว่าสองเสียงชนะ หรือถ้าเจ้าของสำนวนกับองค์คณะที่รวมกันได้สองเสียง เขาเห็นแตกต่างกับอธิบดี อธิบดีก็มีอำนาจในการเขียนความเห็นแย้ง แต่ไม่มีอำนาจในการที่จะสั่งให้ผู้พิพากษาใช้ดุลยพินิจมาทางตัวเองได้ สิ่งนี้เราถือเป็นหลักสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;hellip;เรื่องนี้เป็นนิติประเพณี และตัวกฎหมายด้วย ในทางกลับกันหากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดี&amp;nbsp; หรือองค์คณะไปยอมอธิบดีโดยไม่มีเหตุผล โดยอ้างว่ากลัวก็เลยยอม แบบนี้ถือว่าทั้งอธิบดีและผู้พิพากษาที่ยอมผิดวินัย เพราะไม่ยอมใช้ดุลยพินิจที่เป็นอิสระ คือไปยอม เช่นสมมุติอธิบดีต้องการให้ลงโทษ เจ้าของสำนวนบอกไม่เห็นด้วยต้องยกฟ้อง หากเป็นจริง เช่นอธิบดีไปขู่ว่าจะให้คุณให้โทษได้ แบบนี้ตัวผู้พิพากษากลับไปยอมเพราะกลัว อย่างนี้ผู้พิพากษาและอธิบดีต้องถูกลงโทษ เพราะเท่ากับไม่ทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ต่อมาก็มีคนกลุ่มหนึ่งไปมองว่า การตรวจสำนวนคือการแทรกแซง อย่างเช่นพูดว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ ทำให้ผู้พิพากษากลัวเลยต้องตัดสินตามผู้บังคับบัญชา ในการทำกฎหมายหลังรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เปลี่ยนระบบใหม่ ไม่ให้ตรวจ อธิบดีศาลก็ดูแลเรื่องวินัย ส่วนสำนวนห้ามตรวจ จนมีการยุบตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาคไม่ให้เข้ามาตรวจ เลิกไป หัวหน้าศาลก็ตรวจสำนวนไม่ได้ องค์คณะมีสองคน ตัดสินอย่างไรก็ตัดสินอย่างนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ผลปรากฏว่าคิวซีไม่ดี คดีมีความผิดพลาดเยอะ ผลก็ปรากฏว่าการไม่ตรวจสำนวนกลับเป็นผลร้ายต่อประชาชน ต้องมีการไปแก้ไขในชั้นศาลอุทธรณ์ คดีอาญาที่ควรลงโทษกลับยกฟ้อง&amp;nbsp; หรือควรยกฟ้องแต่กลับไปลงโทษ ก็ทำให้คู่ความก็ลำบาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลสุดท้ายก็มีการแก้กลับมาให้มีการตรวจสำนวนและให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยศาลชั้นต้น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ประจำสำนักงานอธิบดีภาค ที่ก็คือผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาแล้ว ที่ผ่านการเป็นผู้บริหารและผ่านการพิจารณาคดีมาร่วมยี่สิบปี และยังมีรองอธิบดีที่ตั้งมาจากศาลอุทธรณ์ที่อาวุโสมาเขียนคำพิพากษา ก็ช่วยกันกลั่นกรอง และคดีที่จะส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคตรวจ ต้องเป็นคดีที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลไม่ได้มีอำนาจในการที่จะกำหนดเอง เพราะฉะนั้นหลักการตรวจสำนวน เราถือมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่าเป็นการสร้างความถูกต้องให้แก่คดี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ปัญหาก็มีคนพูดกันว่า ทำไมการตรวจสำนวนต้องไปตรวจถ้อยคำด้วย ตรวจการใช้การให้เหตุให้ผลด้วย ถามว่าแบบนี้เป็นการแทรกแซงหรือกดดันการใช้ดุลยพินิจหรือไม่ ก็ต้องยืนยันว่าไม่ใช่ เป็นเรื่องของรูปแบบคำพิพากษาที่มีการกำหนดแบบแผนไว้ แบบแผนนี้ใช้กันเป็นมาตรฐานทั่วไป ต่างประเทศก็ใช้ เช่นที่อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และในประเทศของทวีปยุโรป ไม่มีแบบประเภทผู้พิพากษาอยากจะเขียนตามอำเภอใจ อยากจะเขียนแบบไหนก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ก็เหมือนสื่อมวลชน เวลาเขียนข่าวหากไม่มีแบบแผนก็ไม่ดี เขาก็ตักเตือนให้แก้ แบบนี้ไม่ถือว่าแทรกแซง คำว่าแทรกแซงก็คือ &amp;quot;คุณว่าผิดหรือไม่ผิด&amp;quot; หรือ &amp;quot;ข้อเท็จจริงแบบนี้ คุณว่าจะไปทางไหน&amp;nbsp; หากผิดจะผิดอย่างไรหรือไม่ผิด แล้วไม่ผิดเพราะอะไร&amp;quot; หรือหากเป็นคดีแพ่งก็เช่น &amp;quot;ฝ่ายไหนควรแพ้หรือฝ่ายไหนควรชนะ&amp;quot; หรือ &amp;quot;ทรัพย์สินที่มีการซื้อขายควรเป็นของใคร มรดกควรเป็นของใคร&amp;quot; แบบนี้จะไม่บังคับดุลยพินิจเลย แต่ว่ารูปแบบเขาบังคับได้เพราะเป็นนิติประเพณี เป็นรูปแบบที่เขาก็ใช้กันทั้งโลก จะไปบอกว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลมาทักท้วงให้เขียนให้ถูกตามแบบไม่ได้ แบบนี้ก็คงไม่ใช่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;เรื่องนี้เราก็ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงหรือกดดัน แต่เป็นเรื่องของการรักษาคุณภาพของคำพิพากษาให้ได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล แต่ว่าดุลยพินิจที่ก็คือคำตัดสินว่าถูกหรือผิด แตะไม่ได้ แต่รูปแบบแตะได้ อันนี้คือหลักที่ใช้กันมาตลอดตั้งแต่โบราณ สมัยปี 2500 ก็ใช้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงหลักการเขียนคำพิพากษาของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมว่า รูปแบบการเขียนคำพิพากษา การให้เหตุผลต่างๆ ก็ดี มันเป็นรูปแบบที่เราใช้กันเป็น สแตนดาร์ด เป็นมาตรฐาน ผู้พิพากษาจะใช้แบบไม่มาตรฐานไม่ได้ เช่น พิพากษาลงโทษหรือพิพากษาให้ยกฟ้อง จะไปเขียนอย่างอื่นไม่ได้ หรือพิพากษาให้ใครรับผิดอย่างไร จะมีรูปแบบ รวมถึงการเขียนคำพิพากษาก็จะมีรูปแบบการเขียนถ้อยคำที่เป็นภาษาราชการ จะไม่ใช้ภาษาพูด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ยกตัวอย่าง พยานได้เบิกความว่า &amp;quot;ข้าพเจ้าได้แว้นรถมอเตอร์ไซค์ แล้วไปแซวหญิงสาวที่เป็นแฟนจำเลย โดยเอาขวานมาจามหัวผม ล่อซะเละ&amp;quot; อะไรแบบนี้ แต่เมื่อนำมาเขียนเป็นคำพิพากษาจะเขียนว่าข้าพเจ้าขับแว้นก็ไม่ได้ ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้ ต้องขับรถจักรยานยนต์ จนไปพบผู้หญิงคนดังกล่าว โดยได้พูดหยอกล้อหรือพูดในทางไม่เหมาะสม จนทำให้จำเลยมีความโกรธ จะใช้คำว่าแฟนก็ไม่ได้ ก็ต้องเขียนลักษณะแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เรื่องเหล่านี้ผู้พิพากษาจะมีการฝึกอบรมเรื่องรูปแบบการเขียนคำพิพากษามาอยู่ก่อนแล้ว แต่หากจะมีผู้พิพากษาคนใดบอกว่าต่อไปนี้ไม่เอาแล้ว จะใช้ถ้อยคำเขียนในคำพิพากษาโดยใช้ภาษาพูด แบบนี้ก็ไม่ได้ อีกทั้งการให้เหตุผลก็จะมีหลักวิชาที่เรียกกันว่า ตรรกะวิทยาทางกฎหมาย คือการให้เหตุให้ผล จะมีรูปแบบไว้เลย ไม่ใช่ให้กันตามอำเภอใจ ไม่เช่นนั้นแล้วการเขียนตามอำเภอใจจะเป็นอิสระ คงทำไม่ได้เพราะทุกกระทรวงกรมก็จะมีรูปแบบการทำงาน รูปแบบการเขียนในหนังสือราชการ จะไปบอกว่าไม่เอาแล้วไม่ทำตามรูปแบบ ทำตามใจ แบบนี้เรียกทำตามอำเภอใจ ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจที่เป็นเรื่องผิดถูก&amp;nbsp; เช่น ยกฟ้อง ลงโทษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ยืนยันได้ว่าศาลยุติธรรมและตุลาการมีความเป็นอิสระในการตัดสินคดีร้อยเปอร์เซ็นต์? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาคือ มีความเป็นอิสระในการที่จะใช้ความคิดและตัดสินว่าผิดหรือถูก ยกฟ้องหรือลงโทษ ให้ใช้หนี้หรือไม่ต้องใช้หนี้ ที่ดินควรตกเป็นของใคร ก็มีลักษณะอย่างนี้ แต่รูปแบบการเขียนคำพิพากษาก็มี formal ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ก็มีอยู่ การให้เหตุผลก็มีรูปแบบอยู่ คนที่ไปกล่าวกันว่าคำพิพากษาก็ถูกแก้กันเละเทะ ไม่ใช่คำพิพากษาของคนเขียน พูดไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;เพราะคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่ใช่คำพิพากษาของตัวคนเขียนเอง และไม่ใช่วรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์ที่ใครจะมาแตะต้องสำนวนของตัวเองไม่ได้-ไม่ใช่ เพราะคำพิพากษาเป็นของศาล เขาจะเขียนไว้เลยว่าคำพิพากษาเป็นของศาล และใครเป็นคนตัดสินเท่านั้น ความรับผิดชอบของผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาที่เป็นองค์คณะ ก็คือการใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน&amp;nbsp; แต่รูปแบบจะทำตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องมีรูปแบบ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บทบาทอธิบดีศาล-ผู้บังคับบัญชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กับความเป็นอิสระขององค์คณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถามถึงบทบาทในการตัดสินคดีของผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษา ตุลาการเป็นอย่างไร เช่นอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างๆ ศรีอัมพร-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ กล่าวตอบว่า บทบาทของอธิบดีผู้พิพากษาศาลก็คือ การเป็นองค์คณะคนหนึ่งในคดีสำคัญเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าอธิบดีจะใช้ อำนาจ ซึ่งจะอ้างว่าตัวเองมีอำนาจไปบังคับให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีโดยผู้พิพากษาต้องยอมตาม คือตัดสินว่าให้ ถูกหรือผิด แบบนั้นไม่ได้ หนึ่งคนหนึ่งเสียง อธิบดีก็หนึ่งเสียง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ที่เป็นนิติประเพณี เป็นธรรมเนียมปฏิบัติและเป็นกฎหมายด้วย รวมสามอย่างเลยก็คือว่า หนึ่งคนหนึ่งเสียง หากหนึ่งคน แต่มีเสียงมากกว่าสองคน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ศาล ต้องเป็นฝ่ายบริหารแล้ว เพราะฝ่ายบริหารการบังคับบัญชาต้องทำตามลำดับชั้น คือ ปลัดกระทรวง อธิบดี ไล่มาเรื่อยๆ มาเป็น กอง แผนก ฝ่ายบริหาร เขามีนโยบายมีเป้าหมาย ก็ต้องทำตามนั้น คือผู้บังคับบัญชาจะสั่งงานตามลำดับชั้นลงมา แล้วทุกคนก็ต้องอยู่ในกรอบ หากใครอยู่นอกกรอบก็ผิดวินัย เหมือนอย่างทหารก็จะมีกองพล ก็จะมีสายงาน มีผู้บัญชาการกองพล ที่ตัวผู้บัญชาการกองพัน เมื่อมีการสั่งอะไรลงมาก็ต้องทำอย่างนั้น เป็นการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่ศาลจะไม่ใช่ เพราะศาลต้องให้อิสระกับผู้พิพากษาในการชี้ผิดชี้ถูก&amp;nbsp; นอกจากนี้อธิบดีภาคก็จะมีหน้าที่ในการคุมวินัย คือคุมวินัยการเป็นข้าราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...คำถามก็อาจมีต่อมาว่า แล้วหากว่าเกิดอธิบดีศาลเกิดบ้าอำนาจ เกิดต้องการให้ตัดสินคดีไปอย่างหนึ่งอย่างใด โดยผู้พิพากษาและองค์คณะเขาไม่ยอม โดยอธิบดีแพ้ แล้วจะไปขู่เขาว่าต่อไปนี้จะรายงานคุณให้ไม่ดี จะได้ไม่ต้องเลื่อนตำแหน่ง หรือตำหนิว่าทำงานไม่ดี เขียนไปในรายงานความดีความชอบ&amp;nbsp; ถามว่าผู้พิพากษาจะโต้แย้งอย่างไร เรื่องนี้ก็จะมีแบบในความดีความชอบว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ยกตัวอย่าง สมมุติว่าตัวผมเองโดนผู้บังคับบัญชาเขม่น ผมก็สามารถโต้แย้งได้ว่า ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมมีผลงาน มีคดีออกไปตั้งเยอะแยะ ตัดสินคดีไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่เคยกลับคำตัดสิน การที่ผู้บังคับบัญชาให้คะแนนประเมินผมต่ำ เห็นได้ว่าเป็นการให้คะแนนเป็นอคติ ก็ทำเรื่องขึ้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามว่าการรายงานของอธิบดี จะทำให้ผู้พิพากษาที่ไม่ยอมตามที่อธิบดีต้องการเกิดผลร้ายหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเราก็มีหลักประกัน เพราะมีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ (ก.ต.) โดย ก.ต.ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็มีบางคนพูดไปว่า ก.ต.ต้องฟังอธิบดี ก็ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเมื่อ ก.ต.ได้รับเลือกจากผู้พิพากษาทุกชั้นศาล เขาก็ต้องดูแล เขามีหน้าที่ดูแล และต้องค้นหาข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หากอธิบดีศาลรายงานเรื่องขึ้นมาไม่ดีก็โดน อธิบดีก็จะโดนโต้แย้งได้ ทุกขั้นตอนไม่มีทางที่ผู้บังคับบัญชาจะกลั่นแกล้ง คืออาจกลั่นแกล้งได้แต่จะไม่มีผลเลย เพราะว่าการที่จะให้คุณให้โทษ เลื่อนชั้นเพิ่มเงินเดือน ได้ตำแหน่งดีๆ อยู่ที่ ก.ต. ไม่ใช่อยู่ที่ผู้บังคับบัญชา สิ่งเหล่านี้เขาเรียก หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา มันเป็นแบบนี้จริงๆ อย่างการเลื่อนขั้น เพิ่มเงินเดือน เขาดูกันที่ผลงาน คำพิพากษา ไม่ได้ดูที่คุณจะไปประจบประแจงอธิบดีหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วคุณจะได้ดี ไม่มีทาง มันเป็นเรื่องที่เราทำกันมาก่อน ก่อนข้าราชการอื่น ก.ต.มีมาก่อนและมีมานานแล้ว เราไปนำแบบมาจากต่างประเทศ ในต่างประเทศเขาคิดมานานแล้วว่าผู้พิพากษาจะต้องไม่มีนาย แต่ว่าเป็นการไม่มีนายในการใช้ดุลยพินิจในการทำงาน แต่ว่ารูปแบบการเป็นข้าราชการเช่นการแต่งกาย สามารถคุมได้&amp;nbsp; หรือมาทำงานสาย ขึ้นบังลังก์พิจารณาคดีสาย แบบนี้ก็ถูกเล่นงานได้ เพราะเท่ากับเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชการที่ต้องมาทำงานไม่เกิน 08.30 และเลิกงานกลับเวลา 16.30 น. ซึ่งหากทำงานแค่ครึ่งวัน แล้วเอาเวลาราชการไปตีกอล์ฟ แบบนี้ก็สามารถถูกเล่นงานได้ แบบนี้ถามว่าเป็นเรื่องดุลยพินิจหรือไม่-ก็ไม่ใช่ แต่คุณมันเลวเอง ก็เหมือนกันหากข้าราชการอื่นๆ โดดงานไปตีกอล์ฟ ก็ถูกเล่นงานหมด เพียงแต่จะถูกจับได้หรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-เมื่อคดีตัดสินในศาลชั้นต้นแล้ว แล้วคู่ความ โจทก์หรือจำเลยมีการยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกา&amp;nbsp; แล้วองค์คณะพิจารณาสำนวนคดีในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา หากมีความเห็นแตกต่างกัน หาข้อสรุปไม่ได้ จนต้องเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จะมีลักษณะการพิจารณาคดีกันอย่างไรในที่ประชุมใหญ่ของศาลสูง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทางศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะมีระบบ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคดีส่งไปที่ศาลอุทธรณ์แล้วมีการตั้งองค์คณะที่จะมีสามคน ตัดสินอย่างไรก็ต้องเป็นไปแบบนั้น ประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกาก็แทรกแซงไม่ได้ แต่ทำความเห็นคล้ายๆ กับขอให้ทบทวน ส่วนหากสมมุติไม่มีการทบทวน ก็มีข้อกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า หากสำนวนนี้ออกไปอาจกระทบกระเทือนความยุติธรรมของประชาชน&amp;nbsp; ประธานศาลอุทธรณ์ก็ดี ประธานศาลฎีกาก็ดี สามารถทำได้สองอย่างคือ หนึ่งส่งเรื่องให้รองประธานศาลอุทธรณ์คนที่หนึ่ง หรือรองประธานศาลฎีกาทำความเห็นมา จะโอนสำนวนก็ได้ ก็หมายความว่านำสำนวนไปให้องค์คณะใหม่เขาทำ แต่ประธานศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับองค์คณะใหม่ให้เขาตัดสินไปทางใด ถ้าองค์คณะใหม่ตัดสินไปในทางใดต้องตีออก เขาเรียกว่าคำพิพากษานั้นต้องสำเร็จ ต้องเสร็จสิ้น ทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประการที่สอง หากปัญหานี้สำคัญจริงๆ ก็จะใช้องค์คณะทั้งศาล คือนำปัญหานี้ไปเข้าที่ประชุมใหญ่&amp;nbsp; คือนำผู้พิพากษาในศาลทั้งหมดเป็นคนตัดสิน ถามว่าเคยเห็นหน่วยงานที่ไหนทำกันแบบนี้-ไม่มี ไม่ใช่จะไประดมอธิบดีกรมต่างๆ มาตัดสิน-ไม่ใช่ แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเขาตัดสินเองเลย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการแบนสารพิษ หากคุณอยู่ในระดับกรมจะโต้แย้งได้ไหม ก็สู้เขาไม่ได้ แต่งานตุลาการไม่มีทางเลย&amp;nbsp; งานตุลาการคุณจะไปแตะเขาไม่ได้หากเขาจะตัดสินอย่างไร เหตุผลก็เพราะเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ของผู้พิพากษาที่ตัดสินถูกต้อง เขาไม่เชื่อว่าบุคคลคนเดียวจะถูกต้อง แต่เขาเชื่อเสียงส่วนใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..ยกตัวอย่างเช่นองค์คณะมีสามคน หากสองคนเห็นตรงกันให้ตัดสินอย่างไร อีกหนึ่งคนก็เท่ากับแพ้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเจ้าของสำนวนหรือไม่ เรามีกลไกที่ว่านำสำนวนไปให้อีกองค์คณะหนึ่งทำ แต่แตะดุลยพินิจไม่ได้ องค์คณะที่จะทำไม่ว่าจะตรงกับความเห็นของเจ้าของสำนวนเดิม หรือแก้ไขใหม่ไม่ตรงกัน คดีก็ต้องออกมาเลย ท้วงไม่ได้แล้ว ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลฎีกาท้วงไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นบรรทัดฐานหรือแนว ก็นำเรื่องไปให้ผู้พิพากษาทั้งศาลได้ร่วมประชุมอภิปรายกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..ก่อนให้สัมภาษณ์ ผมก็เพิ่งออกมาจากการประชุมใหญ่ผู้พิพากษาทั้งหมดของศาลอุทธรณ์ ประชุมกันหมดทั้งศาลเลย จากจำนวนผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่มีประมาณสองร้อยคน ไปประชุมถกเถียงกัน ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเจ้าของสำนวน เจ้าของสำนวนก็ชนะไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วย เจ้าของสำนวนต้องแก้ตามคำตัดสินของที่ประชุมใหญ่ คำว่าคำตัดสินก็คือ ดุลยพินิจของที่ประชุมใหญ่ทุกคน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..สิ่งเหล่านี้คือกลไกที่เราพยายามหาความถูกต้องให้ได้มากที่สุด โดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้มีอำนาจเหนือการใช้ดุลยพินิจ และยังเถียงได้ด้วย หากว่าประธานพูดไม่ถูก เช่นบอกพูดนอกเรื่องแล้ว หากหน่วยงานอื่นทำแบบนี้เขาไล่ออกนอกห้องประชุมเลย เช่น หากมีการประชุมหน่วยงาน แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาไปพูดว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้เพราะออกมาแล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากทำแบบนี้ โดนวินัยเลย กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา แต่ศาลยุติธรรมไม่ใช่ เพราะด้วยนิติประเพณีและวิธีปฏิบัติทางกฎหมาย-ไม่มี ที่การสั่งจากจากระดับบนลงมา top-down ให้คนข้างล่างทำ-ไม่ได้ แต่หากเป็นแบบนี้ทำได้เช่น บอกคดีนี้ต้องเสร็จภายในสามเดือน แบบนี้ได้ เพราะเป็นการบริการประชาชน จะมาถามว่าแบบนี้ก็แทรกแซงดุลยพินิจ ก็ไม่ใช่การแทรกแซงดุลยพินิจเพราะเป็นเรื่องที่คุณต้องทำ ขี้เกียจไม่ได้ต้องขยันทำงาน แบบนี้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา เขาจะบอกเลยคดีค้างเกินสามเดือน ท่านต้องทำให้เสร็จ เพราะประชาชนเขาเดือดร้อน แล้วเป้าหมายอันนี้เป็นยุทธศาสตร์ของศาลยุติธรรม เราก็ต้องทำเพื่อสนองนโยบายบริการประชาชน แบบนี้ต้องทำ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะมาโจมตีศาลว่า คดีขึ้นสู่ศาลไปสิบปีแล้ว&amp;nbsp; ยี่สิบปีก็ยังไม่ออกมา พอดี โจทก์-จำเลยตายไปหมดแล้ว สมัยก่อนมีคำกล่าวหา ตอนนี้เราก็เร่งรัด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม เราก็ถือคตินี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คดีแบบไหน เข้าที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์-ฎีกา ลงมติตัดสิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-มีคดีที่หาข้อยุติไม่ได้ ต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้พิจารณาแต่ละปี มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เยอะครับ อย่างศาลอุทธรณ์ก็เรียกประชุมกันเดือนละสองครั้ง ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งบางทีก็พิจารณากันหลายคดี เพื่อดูว่าข้อกฎหมายจะไปทางไหน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-หากประธานศาลอุทธรณ์และประธานศาลฎีกา ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน แล้วโอนสำนวนไปให้องค์คณะใหม่ จะทำอย่างไร ถือว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไม่เป็นการแทรกแซง โดยองค์คณะใหม่ก็มีอิสระในการทำเหมือนเดิม เหมือนแจกสำนวนใหม่มา&amp;nbsp; ไม่ใช่การแทรกแซงแต่เป็นการรีวิว ซึ่งรีวิวก็คือตรวจสอบ แล้วอย่าลืมว่าเมื่อผลออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น สมมุติว่าประธานบอกว่าแบบนี้ต้องยกฟ้อง แต่องค์คณะเขาเห็นว่าต้องลงโทษ ก็มีการโอนสำนวนไปให้องค์คณะใหม่ ต่อมาองค์คณะใหม่พิจารณาแล้วเขาบอกว่าอย่างนี้ลงโทษได้ ประธานก็ต้องตีออกเลย ต้องให้คำพิพากษานั้นผ่านออกไป จะท้วงอีกเป็นครั้งที่สองไม่ได้แล้ว ก็คือทำได้สองอย่าง&amp;nbsp; หนึ่ง-โอนสำนวนให้องค์คณะใหม่ สอง-ให้ผู้พิพากษาทั้งศาลตัดสิน โดยต้องมีการลงมติ หนึ่งคนหนึ่งเสียง โดยการยกมือหรือลงมติแบบการออกเสียงในที่ประชุมรัฐสภา โดยใช้เสียงข้างมากเช่นประชุมกันสองร้อยคน ผลการออกเสียงออกมาข้างใดได้เสียงหนึ่งร้อยหนึ่งเสียงก็ชนะ โดยจะมีการขานเพื่อให้ออกเสียงว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างคำพิพากษาที่เขียนออกมาหรือไม่ ก่อนจะลงมติในที่ประชุมก็จะถกเถียงกัน หลายคนก็ยกมือแสดงความเห็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;แล้วถามว่าขนาดประธานศาลฎีกายังคอนโทรลไม่ได้เลย แล้วอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค เป็นใคร ก็ต่ำกว่าประธานศาลฎีกา แล้วจะไปคอนโทรลได้อย่างไร&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:180.0pt&quot;&gt;โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;.............................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสอบอนุ ก.ต.  ต้องตีแผ่ทุกความจริง, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191019/image_big_5daafec1d5d4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2019 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2019 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานกรรมการสิทธิฯปัดล้ำเส้นตุลาการ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค 62 -&amp;nbsp;นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนหลายฉบับว่า นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ เดือดตนที่ล้ำเส้นตุลาการ และซัดตนว่า สับสนข้อกฎหมาย หลังเเจ้ง ป.ป.ช. เอาผิดประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 (พรป. กสม. ปี 60) มาตรา 60 ประกอบ มาตรา 22 บัญญัติให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราว ดังนั้น ประธานศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการดังความเห็นของท่าน&amp;rdquo; นายวัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน กสม. กล่าวอีกว่า ในการทำหน้าที่แต่งตั้งบุคคลมาทำหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราวนั้น เป็นหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายบัญญัติให้ประธานศาลฎีกาปฏิบัติในฐานะเจ้าพนักงานเหมือนกับเจ้าพนักงานทั่วไป ประธานศาลฎีกาไม่ได้ใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาและพิพากษาคดีแต่อย่างใด เมื่อตนซึ่งเป็นผู้รักษาการตาม พรป. กสม. ปี 60 เห็นว่า ประธานศาลฎีกาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงย่อมต้องร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จะถือว่าเป็นการล่วงเกินประธานศาลฎีกาในฐานะประมุขของผู้ใช้อำนาจตุลาการดังความเห็นของนายศรีอัมพรไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3 ครั้ง รวม 4 คน เป็นเหตุผลส่วนตัวของกรรมการแต่ละคน ส่วนการลดสถานะของ กสม. ไทยในเครือข่ายระหว่างประเทศของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จาก &amp;nbsp;A เป็น B นั้น เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของ กสม. ชุดก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานของ กสม. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีผลงานทั้งด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ข้อเท็จจริงตามความเห็นของนายศรีอัมพรจึงยังคลาดเคลื่อนอยู่&amp;rdquo; นายวัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน กสม. กล่าวในที่สุดว่า ตนทำหน้าที่ประธาน กสม. เกี่ยวข้องกับการร่างและใช้กฎหมายฉบับนี้มาร่วม 4 ปี และสอนกฎหมายทั้งเอกชนและมหาชนมากว่า 20 ปี รวมทั้งเมื่อพิจารณาจากความเห็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นลำดับแล้ว สาธารณชนย่อมสามารถสรุปได้ว่า ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจและสับสนในข้อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47321</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, วัส ติงสมิตร, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191004/image_big_5d970fd626483.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้พิพากษา&#039;เปิดศึก&#039;ประธานกสม.&#039;เหตุไม่แต่งตั้งกรรมการสิทธิฯชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค 62 - &amp;nbsp;จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มอบหมายให้ผู้แทนเข้ายื่นคำกล่าวหา ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินการอื่นๆ ต่อนายชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งวันสุดท้ายก่อนหมดวาระ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอของนายวัสในฐานะประธาน กสม.ที่ต้องการให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ทำการแทนกรรมการ กสม. ที่ลาออกจากตำแหน่ง จนในปัจจุบันมีกรรมการเหลืออยู่เพียง 2-3 คน ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งนายวัสเองได้พยายามร้องขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งกรรมการชั่วคราว เพื่อทำงานแทนกรรมการที่ลาออกไป แต่นายชีพ ประธานศาลฎีกาขณะนั้นไม่ดำเนินการตามที่นายวัสต้องการ จึงเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์กล่าวโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของนายวัสครั้งนี้ น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจและความสับสนในข้อกฎหมาย ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการ กสม. แม้จะมีบทบัญญัติว่ากรณีที่กรรมการที่ทำหน้าที่ได้ลดน้อยลง จนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวขึ้นมาทำหน้าที่แทนกรรมการที่ขาดไป ตามกฎหมายข้อนี้ นายวัสจึงนำมากล่าวอ้างว่าเป็นหน้าที่ของประธานศาลฎีกาที่จะต้องแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวขึ้นทำหน้าที่แทนกรรมการที่ขาดองค์ประชุม แต่ความจริงแล้วในเรื่องนี้ นายวัสยังมีความสับสนและเข้าใจผิดในข้อกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายนี้มิได้กำหนดบังคับว่าประธานศาลฎีกาจะต้องมีหน้าที่ในการแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวแทนตำแหน่งที่ว่างลง กฎหมายนี้ เพียงแต่เปิดช่องให้ประธานศาลฎีกาอาจใช้ดุลพินิจแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่แทน แต่ไม่ได้หมายความว่าคำร้องขอของนายวัสเมื่อมีไปยังประธานศาลฎีกาแล้ว ประธานศาลฎีกาจะต้องทำตามคำร้องขอของนายวัสทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร กล่าวต่อไปว่า หากนายวัสได้ศึกษากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ หรือปรึกษาผู้ที่มีความรู้ดีในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนการศึกษาระบอบการเมืองการปกครองของต่างประเทศ ก็คงจะเข้าอกเข้าใจในระบอบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแน่แท้ เนื่องจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ประธานศาลฎีกาเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภารกิจบางอย่างเป็นหน้าที่โดยตรง หรือต้องทำตามคำร้องขอของผู้ที่ต้องการให้ประธานศาลฎีกาดำเนินการ
&amp;nbsp;
เพราะประธานศาลฎีกายังมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ โดยคำนึงถึงเหตุผลความเหมาะสม สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า Contextual ซึ่งดุลพินิจเช่นนี้ เป็นอำนาจเด็ดขาดของประธานศาลฎีกา เมื่อมีการใช้ดุลพินิจเช่นนี้แล้ว ก็ไม่อาจมีผู้ใดที่จะมีสิทธิมาร้องโทษหรือกล่าวโทษแต่อย่างใด จึงขอเตือนสติในวัสว่า การกระทำใดๆ ในฐานะองค์กรอิสระควรใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบในการดำเนินการต่างๆ หากไม่เข้าอกเข้าใจและไม่ศึกษาโดยถ่องแท้ถึงกฎหมายภายในประเทศ กฎหมายต่างประเทศ ที่มาที่ไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตลอดจนถึงกรอบแนวความคิดหรือที่เรียกว่า Conceptual Framework ในระบอบประชาธิปไตย ก็คงเข้าใจและไม่ทำในสิ่งที่ผิดพลาด ด้วยการไปร้องทุกข์ให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีกับประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำของนายวัสในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกขององค์กรอิสระ ที่มีการประพฤติปฏิบัติในลักษณะล่วงเกินประธานศาลฎีกา ในฐานะประมุขของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและน่าตำหนิเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตุลาการซึ่งถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็คงไม่ถือสาและให้อภัยในความไม่รู้เท่าถึงการณ์ หรือที่เรียกว่า Ignorance&amp;ldquo; นายศรีอัมพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีอัมพร ยังกล่าวด้วยว่า มีข้อน่าสังเกตว่าขณะนี้น่าจะมีสิ่งผิดปกติในองค์กรอิสระ ที่มี กสม.จำนวนมากได้ลาออกจากตำแหน่งไปจนเกือบหมด คงเหลือแต่ประธานและกรรมการอีก 1-2 คนเท่านั้น แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการบริหารงาน หรือความด้อยประสิทธิภาพของคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ เนื่องจากในการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็มีการลดอันดับความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการชุดนี้ลงให้อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปของโลก &amp;nbsp;ดังนั้นถึงประธานศาลฎีกาใช้ดุลพินิจและแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวขึ้นทำหน้าที่แทนไปพลางก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าการแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวดังกล่าวขึ้นมาจะเป็นผลดีหรือผลเสียแก่การดำเนินงานของกรรมการชุดนี้ ถึงมีการแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวขึ้นมาก็ไม่แน่ว่า กรรมการชุดนี้จะมีผลงานในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้จริง ดังคำกล่าวอ้างของประธานกรรมการชุดนี้หรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47226</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., วัส ติงสมิตร, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d9587bb348b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
