<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศศิน&#039;เตือนบ้านริมแม่น้ำเก็บของขึ้นที่สูง ตอนนี้น้ำท่วมระดับหลานๆปี 54 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมคลิปวีดีโอ เตือนประชาชนเก็บของหนีน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า &amp;nbsp;แรมสิบสองค่ำเดือนสิบ ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ #หลานคนโต54 &amp;nbsp;น้ำจากนี้น่าจะท่วมพื้นที่ #ระหว่างแม่น้ำและถนนที่เป็นคันกั้นน้ำ ในพื้นที่ใต้ผมลงไป ในแม่น้ำ เจ้าพระยา ป่าสัก ลพบุรี ท่าจีน ในพื้นที่อยุธยา ปทุม นครปฐม และ กทม. รวมถึงสมุทรสาคร ตอนบนๆ เก็บของกันครับ อย่าลืมตัดไฟ ยกตู้เย็นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และติดตามแอพวินดี้ ดูว่าพายุอาทิตย์หน้าจะเข้าที่ไหน ถ้าเข้าภาคกลาง และน้ำยังไม่ลด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118578</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วม, ศศิน เฉลิมลาภ, เก็บของขึ้นที่สูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_61590d650ca2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 21:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศศิน เฉลิมลาภ&#039; ออกบทความ &#039;บางกลอยภูเขาน้ำแข็งแห่งความไม่เข้าใจ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค. 64 - มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;บางกลอยภูเขาน้ำแข็งแห่งความไม่เข้าใจ&amp;quot; เขียนโดย นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยบทความดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้รับคำถามเรื่องบางกลอย ซึ่งคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวเห็นสองฝ่ายโพสต์กันไปมา หลายท่านก็มาถามผมว่า &amp;ldquo;ความจริง&amp;rdquo; เป็นอย่างไรกันแน่ จริง ๆ เรื่องนี้ผมเองไม่ได้เข้าไปคลุกคลี แต่ก็ติดตามข่าวสารจากทั้งสองฝ่ายและตามข่าววงในมานิด ๆ หน่อย ๆ และคิดว่าเรื่องนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลากหลายฝ่ายอยู่แล้ว ผมให้ความเห็นอะไรก็คงไม่มีประโยชน์กับสถานการณ์ที่ค่อนข้างชุลมุน และผู้คนในโซเชียลก็เลือกที่จะรับสารเฉพาะที่ตรงกับความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บังเอิญสิ่งที่ผมรู้ ๆ มา มันอาจจะไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกใคร เลยตั้งใจจะดูเหตุการณ์ไปเรื่อย ๆ ก่อน รอจังหวะที่น่าจะมีประโยชน์จะดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ก็มีข้อมูลทั้งสองด้านมากมายออกมาระดับหนึ่งแล้วก็น่าจะถึงเวลาที่ผมน่าจะพอให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นอะไรที่อาจจะเกิดประโยชน์ต่อสถานการณ์ได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดิมที มีชุมชนปากะญอ กระจัดกระจาย อยู่หลายแห่งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตอนเหนือ อาจจะเกือบตลอดลำน้ำเหนือชุมชนโป่งลึก ทางต้นน้ำขึ้นไปเรียกว่าบางกลอย และลึกไปที่ไกลสุดชายแดนก็มีตำแหน่งเรียกว่าใจแผ่นดินในแผนที่กรมแผนที่ทหาร น่าจะมีคนอาศัยอยู่บ้าง เป็นชายแดนมาก ๆ&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็มีชุมชนกระจายอยู่อีกรอบ ๆ ขอบ ๆ อุทยานฯ แต่ที่อยู่กลางป่าเลยก็ส่วนนี้แหละ&lt;/p&gt;



&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนที่ทหารปี 2455 ที่มีการระบุชื่อบ้านใจแผ่นดินอยู่ในแผนที่ ภาพจาก: www.the101.world&lt;/p&gt;



&lt;p&gt;เคยนั่งรถเข้าไปที่โป่งลึกนี่ก็ทางลูกรังสองชั่วโมงมั้ง ไกลโขอยู่ พื้นที่หมู่บ้านเดิมตั้งแต่เหนือขึ้นไปทางต้นน้ำข่าวว่าเดินอีกวันสองวัน โดยหากไปถึงใจแผ่นดินชายแดนนี่ต้องไปอีกหลายวัน เป็นทางเดินเท้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกอบอาชีพของชุมชนขณะนั้นถ้าเป็นพี่น้องปากะญอก็ต้องทำไร่หมุนเวียน คือการทำข้าวไร่บนที่ลาดชันเพราะเกือบทุกที่ก็อยู่บนเขาสูง ไร่หมุนเวียนมีข้าวและผักปลูกอยู่ด้วยกัน มีพริกที่เรารู้จักกันว่าพริกกะเหรี่ยงเป็นผลิตผลสำคัญ เนื่องจาก เป็นอย่างเดียวที่พอมีราคา พอมีราคาในที่นี้คือถ้าครอบครัวทำไร่ห้าไร่สิบไร่ จะมีพริกขายได้สักพันสองพันบาท ต้องทำพริกแห้งออกมาขายเอง นั่นคือรายได้ทั้งหมดต่อปีของการทำไร่หนึ่งครอบครัว แต่ชาวบ้านปากะญอเขาอยู่ได้เพราะไม่ต้องใช้เงินซื้ออะไร ลูกไม่ต้องเรียนหนังสือ มีข้าว ผัก ปลาในห้วย และล่าสัตว์ป่า ก็มีชีวิตรอดแล้วในสังคมตอนนั้น ป่วยเจ็บก็ตายไปตามปกติ มีลูกเยอะแต่ก็ตายเยอะ เท่าที่ทราบมีลูกสิบคนตายห้าคนนี่เรื่องธรรมดามาก ก็อยู่กันได้แบบสังคมบุพกาลนะครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทำไมต้องทำไร่หมุนเวียน ผมค่อนข้างเข้าข้างไร่หมุนเวียนนะครับ เพราะบนภูเขาเป็นที่ลาดชัน เวลาเปิดป่าหน้าดินจะถูกกัดเซาะลงห้วยไปหมด ทำข้าวซ้ำแทบไม่ได้ ไม่เหมือนคนที่ราบที่มีน้ำและตะกอนจากภูเขามาเติมให้หน้าน้ำหลาก ไร่หมุนเวียนจึงทำแค่ปีเดียว แล้วไปเปิดพื้นที่ใหม่ รอให้เป็นป่าไผ่ใหญ่ ๆ เกินห้าปีนั่นแหละ จึงจะพอมีหน้าดินเกิดจากการผุพังของพืชให้ทำไร่ข้าวกับพริก และผักได้ผลผลิตอีกครั้ง ถ้าชุมชนอยู่นาน ๆ ก็จะหมุนเวียนทำอยู่แถวรอบหมู่บ้าน นั่นแหละ คนน้อย ๆ อัตราการตายเยอะ ๆ ป่ายังเยอะ ก็ดีกว่าเปิดทำไร่ประจำ เพราะไร่ร้างปีสองปี ก็มีหญ้าขึ้นเต็ม สัตว์ป่าก็มาอาศัยอยู่ด้วยกัน กินกันมั่ง อะไรมั่ง ก็สมดุลไป&lt;/p&gt;



&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พริกกะเหรี่ยงที่ชาวบ้านตากให้แห้งส่วนหนึ่งไว้กิน ที่เหลือค่อยแบ่งขายทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก&lt;/p&gt;



&lt;p&gt;แต่มาถึงวันนี้เรื่องต้องล่าสัตว์และคงวิถีไร่หมุนเวียนในพื้นที่ใหม่นี่ก็ลำบากใจ เพราะชุมชนอื่น ๆ หลาย ๆ แห่งก็ต้องยอมเปลี่ยนวิถีกันมากแล้ว เพราะไม่มีรายได้พอกับสังคมปัจจุบัน หรือถึงทำก็เริ่มใช้ยาฆ่าหญ้ากันมาก ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2539 ก็ 25 ปีแล้ว ที่มีนโยบายอพยพชุมชนมารวมกันที่บ้านโป่งลึก เลยเรียกว่าโป่งลึก-บางกลอย เท่าที่ทราบมี 57 ครอบครัวที่อพยพมา โดยมีครอบครัวปู่คออี้มาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนั้นประชาชนเป็นพี่น้องปากะญอที่ไม่มีบัตรประชาชน ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ พูดไทยไม่ค่อยได้&amp;nbsp; นโยบายแก้ปัญหาชุมชนในป่าก็ไม่ชัดเจน ชาวบ้านคงไม่สามารถเรียกร้องสิทธิอะไรได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนั้นยังไม่มีมติครม. ออกมาตอนปี 2541 ที่ให้มีการสำรวจพื้นที่ชุมชนในป่า ที่ทำไม่เสร็จมายี่สิบกว่าปี แต่ก็พยายามควบคุมให้ไม่ขยาย แต่การอพยพบางกลอยมารวมโป่งลึกที่ทำก่อน มติครม. ที่ว่ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่าที่ทราบ ตอนนั้นการอพยพไม่ใช่เรื่องเหตุผลการอนุรักษ์ป่าเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน เส้นทางลำเลียงยาเสพติด และปัญหาที่มีชาวบ้านปากะญอฝั่งพม่าข้ามมาอยู่ด้วยอะไรทำนองนี้ การอพยพก็ทำโดยกรมป่าไม้ร่วมกับทหาร เท่าที่ทราบก็อพยพมาดี ๆ มีเหตุผลว่าจะหาที่ดินให้ และมีการยินยอมพร้อมใจให้เซ็นชื่อ คนรุ่นนั้นป่านนี้ก็อายุมาก ๆ กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นหากพอจะนึกภาพได้ พอปี 2541 ที่มีการสำรวจชุมชนในป่าอนุรักษ์ตามมติ ครม. 2541 การรับรู้อย่างเป็นทางการว่ามีชุมชนอยู่บริเวณไหน จึงจำกัดอยู่ที่หมู่บ้านใหญ่ที่รวมโป่งลึกกับผู้อพยพบางกลอย ชื่อโป่งลึก-บางกลอย ครับ กี่ครอบครัวทั้งหมดผมไม่ทราบ แต่ทราบว่ามีพื้นที่ไม่น่าจะพอในการทำไร่หมุนเวียน ตรงนั้นมีพื้นที่ราบพอสมควรก็มีการส่งเสริมเกษตรแบบใหม่ เช่น นาขั้นบันได ปลูกผลไม้ แต่เมื่อนานมาแล้วก็ยังไม่มีโครงการใหญ่อะไรไปช่วย บางครอบครัวก็ทำไร่หมุนเวียนอยู่รอบ ๆ บ้าง ทางอุทยานฯ ก็คงไม่เข้มงวดอะไรกับแนวเขตที่ยังไม่ได้สำรวจให้เรียนร้อย แค่ควบคุมไว้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจากนั้นอีกสิบกว่าปี ชุมชนขยายไปมากมีคนมาอยู่ทั้งขยายจากครอบครัวแต่น่าจะน้อยกว่าผู้อพยพชาวปากะญอทั้งจากประเทศพม่า และชุมชนอื่น ๆ รอบป่า มากขึ้นโดยขาดการควบคุม ที่ดินก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นช่วงหนึ่งก็มีคนอพยพกระจายไปทำไร่ในป่าลึก ที่เคยอพยพมา ซึ่งรวมทั้งปู่คออี้ด้วย อุทยานฯ ก็จับบ้างอะไรบ้าง เตือนบ้างแต่ก็จัดการไม่ได้ผลเท่าไหร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งมาถึงยุคหัวหน้าชัยวัฒน์ที่เป็นข่าวบ่อย ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดก็ราว ๆ 54-55 ราว ๆ เกือบสิบปีมาแล้ว ก็ไปจัดการอพยพชาวบ้านกลับมาอีกครั้ง และตอนนั้นมีโครงการปิดทองหลังพระเข้าไปช่วย เหตุผลที่อพยพคราวนี้น่าจะทั้งเรื่องอนุรักษ์และอยู่นอกมติ ครม.41 และฟังมาว่ามีเหตุผลด้านความมั่นคง ยาเสพติด และการหลบเข้าประเทศไทยจากฝั่งพม่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ ฮ.ทหารตกหลายลำและหัวหน้าชัยวัฒน์ก็โด่งดังจากการทำงานนำศพเจ้าหน้าที่กลับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอพยพครั้งนั้น เกิดภาพการเผายุ้งข้าวลงในหนังสือพิมพ์ และมีคดีฟ้องร้องหัวหน้าชัยวัฒน์ ซึ่งมีคำพิพากษาเมื่อไม่นานมานี้ว่ากระทำเกินกว่าเหตุ ทางแพ่งให้ชดเชยเยียวยา ทาง ป.ป.ท. ออกข่าวว่ามีความผิดร้ายแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในคำพิพากษาชัดเจนว่าแม้จะมีเหตุการณ์เกินกว่าเหตุดังกล่าวแต่ชาวบ้านก็ไม่มีสิทธิทางกฎหมายที่จะกลับไปอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างนี้หัวหน้าก็มีข่าวพัวพันการฆาตกรรมนายบิลลี่ ซึ่งเป็นชาวบ้านปากะญออีกหมู่บ้านหนึ่งแต่ฟังมาว่าบิลลี่มีกิจกรรมชอบไปช่วยเหลือชาวบ้านโป่งลึก และทราบว่าบิลลี่นี้น่าจะเป็นญาติปู่คออี้ แต่อยู่ชุมชนที่ออกมาอยู่หมู่บ้านขอบป่าแล้ว ฟัง ๆ ดูคล้ายกับเขาก็มีเรื่องไม่ถูกกันกับหัวหน้าชัยวัฒน์ส่วนตัวอยู่เรื่อย ๆ เช่นการร้องเรียนอะไรต่าง ๆ เมื่อบิลลี่หายไป และพบว่าคนพบบิลลี่สุดท้ายคือหัวหน้าชัยวัฒน์ ก็มีการกล่าวหาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในที่สุดก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดหัวหน้าชัยวัฒน์ และน่าจะยกฟ้องกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มีข่าวการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ภรรยาและลูก ๆ ของบิลลี่ออกมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้าหกปีที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานใหม่สองรุ่น ผมทราบว่ากรมอุทยานฯ พยายามหาคนที่มีประสบการณ์ทำงานแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนไปทำงานก็ผ่านมาสองรุ่นคือ หัวหน้ากมล นวลใย และหัวหน้ามานะ เพิ่มพูล คนปัจจุบัน ทั้งสองคนเป็นมือดี ทำงานมีส่วนร่วมกับชุมชนมาตลอด ซึ่งข่าวความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับอุทยานฯ ก็ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหลือแต่ข่าวการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ครอบครัวบิลลี่ แต่มีเชื่อมโยงไปถึงเรื่องปู่คออี้ และคดีเผายุ้งข้าวบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคยทราบข้อมูลจากหัวหน้ามานะ ว่ามีชาวบ้านแอบเดินกลับไปทำไร่ในป่าลึกบ้าง แต่ไปทีละไม่กี่คน ก็ไปตามกลับมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงปี 2560-2562 เป็นช่วงเวลาแห่งการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องชุมชนในป่าของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ทั้งอนุโลมสำรวจขอบเขตที่ทำกินที่ปรากฏร่องรอยมาถึงปี 2557 ตามคำสั่ง คสช.66/2557 และนำแปลงสำรวจที่ไม่เสร็จจากมติครม.41 มารวมด้วย และทำแผนที่ขอบเขตชุมชนสี่พันกว่าแห่งในอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศเสร็จสิ้นเมื่อต้นปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย และหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ถูกสำรวจรวมในครั้งนี้ด้วย แต่ไม่สามารถสำรวจในพื้นที่บางกลอยบนใจแผ่นดินได้ เพราะถือว่าชุมชนถูกอพยพมาก่อนแล้ว จนกระทั่งกลางปี 2562 มี พ.ร.บ.อุทยานฯ ฉบับใหม่ออกมา มีบทเฉพาะกาลให้สำรวจที่ดินชุมชนในป่าตามข้อมูลดังกล่าว ให้แล้วเสร็จอีกครั้งใน 240 วัน ซึ่งอุทยานฯ แก่งกระจานก็ได้สำรวจเพิ่มเติม ไปเมื่อกลางปี 2563 เสร็จตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่นั่นก็ไม่สามารถไปรวมพื้นที่นอกเหนือจากโป่งลึก-บางกลอยได้ เพราะเกินอำนาจหน้าที่ของหัวหน้า และไม่มีการทำกินมานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนที่ผมทำงานด้วยในป่าตะวันตก ยังทำไร่หมุนเวียนได้ทั้งโผล่ว และปากะญอ เพราะมีโครงการสำรวจมาอย่างต่อเนื่อง และควบคุมขอบเขตไว้ในบริเวณที่รู้กันว่าอยู่รอบหมู่บ้านเก่าแก่จริง ๆ ที่สำคัญคือทำกินก่อนปี 57 และสำรวจอยู่ในขบวนปี 62-63 ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.&amp;nbsp; 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ทำการสำรวจ และดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในขั้นตอนต่อไปคือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างละเอียด และออกอนุบัญญัติที่อยู่ในขั้นตอนการทำงานรวมถึงออกพระราชกฤษฎีกาแนวเขตชุมชน ก็มีเหตุการณ์โควิดเกิดขึ้น มีหนุ่มปากะญอที่เป็นลูกหลานของผู้อพยพในครั้งนั้นบางส่วนที่มาทำงานในเมืองและตกงาน กลับไปที่หมู่บ้านก็ไม่มีที่ทำกิน รวมกับคนที่มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินที่ฟังเหตุผลว่าดินไม่ดี และไม่พอกับครอบครัวขยาย ได้รวมตัวกันขึ้นไปฟันไร่ โดยจะกลับไปทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ที่บรรพบุรุษเคยทำ เท่าที่ทราบมาคนส่วนใหญ่ที่ขึ้นไปก็เป็นรุ่นใหม่ที่ไม่เคยทำไร่บริเวณนั้นเพราะนานแล้ว หรือจะมีคนที่เคยทำบ้างหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ขึ้นไป เรียกว่าบางกลอยบน ยังอีกไกลกว่าจะถึงใจแผ่นดิน ดูจากภาพถ่ายทางอากาศก็อาจจะเป็นไร่ซากเก่านานแล้ว พื้นที่อุดมสมบูรณ์ติดลำห้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมทราบมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในความเห็นของผมแล้ว มันก็ลำบากที่จะให้ใครมีสิทธิอนุญาตให้ชาวบ้านไปฟันป่านอกแนวเขตการสำรวจตามกฎหมายที่ผ่านมาหลายขั้นตอนแล้ว ไม่มีใครมีอำนาจอนุญาตได้แน่ ยกเว้นจะมีมติยกเว้นเป็นมติคณะรัฐมนตรี แต่ดูจากเรื่องราวแล้วก็น่าจะถกเถียงกันอีกมาก เพราะการสำรวจพื้นที่ชุมชนในป่าอนุรักษ์ราว ๆ 5 ล้านไร่ทั่วประเทศ ก็ถือว่าอนุโลมกันมากและมีข้อถกเถียงกันมากมายกว่าจะลงตัวที่แนวเขตสุดท้ายปี 57&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพทางกฎหมายแล้วชาวบ้านมาเปิดไร่หมุนเวียนในปี 63-64 นี่มันหลังการสำรวจมาแล้ว ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะมีทางไหนที่จะให้ทำกินได้ จะเป็นไร่อะไรก็ตามไม่ใช่ประเด็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกเรื่องนี้เท่าที่ทราบตามประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องนี้มา มีสามทาง&lt;/p&gt;


	เอาตามกฎหมายตรง ๆ ก็ต้องจับชาวบ้านที่ออกนอกแนวเขตทั้งหมดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ ฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดโทษรุนแรงมาก ปรับขั้นต่ำสุดหลายแสนบาทและจำคุกด้วยสี่ปี&amp;nbsp; ซึ่งชาวบ้านหมดอนาคต เดือดร้อนมากแน่ ๆ และจะขยายผลความขัดแย้งร้าวลึกกับองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานเรื่องนี้


&lt;p&gt;&amp;ldquo; บทลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 41&amp;nbsp; ผู้ใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วย ประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิมในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 19 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึง ยี่สิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามวรรคหนึ่ง ถ้าได้กระทำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ตามที่ คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือพื้นที่เปราะบางของระบบนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งกึ่งหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;


	ประนีประนอม เจรจาขอให้ลงมาพร้อมจัดที่ดิน และตั้งกองทุนช่วยเหลือตามสมควรให้พอรับได้ การดำเนินคดีก็ผ่อนให้เบา ให้ช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่ และพยายามเห็นใจชาวบ้านว่าขาดเจตนา รู้เท่าไม่ถึงการณ์อะไรก็ช่วยกัน ตามหลักมนุษยธรรม เอาชาวบ้านติดคุกไปอีกสามสิบคนก็ไม่มีประโยชน์อะไร เงินค่าปรับอะไรก็ไม่มี
	ยอมให้ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่เปิดใหม่ โดยควบคุมมิให้ขยายไปก่อน แต่ต้องมีโครงการจากกรมอุทยานฯ โดยอ้างกฎหมาย หรือหามติ ครม.อะไรมารองรับ ซึ่งวิธีนี้เสียป่าที่นี่ไม่มาก เพราะไร่หมุนเวียนถ้าไม่เปลี่ยนเป็นไร่ประจำ สัตว์ป่าก็มาใช้พื้นที่ได้ แต่การห้ามชาวบ้านไม่ให้ล่าสัตว์และอยู่อย่างบุพกาลตลอดก็เป็นเรื่องยากมาก นอกจากนี้มีปัญหาตามมาจาก โมเดลนี้อาจจะทำให้การทำงานสำรวจแนวเขตตาม พ.ร.บ.ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้วอาจจะปะทุปัญหาเอาอย่างกันได้อีกมาก อีกอย่างหากชาวบ้านได้อยู่ที่นี่ก็จะมีความขัดแย้งและฟ้องร้องเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอีกฝ่ายว่าย่อหย่อนให้ทำลายป่าอีก และอยู่ป่าลึกในวันนี้มันไม่เหมือนในอดีตที่มีข้าว เกลือ พริก ก็พอกิน หมู่บ้านกลางป่าลึกกับชาวบ้านรุ่นใหม่ มีวิถีไปกันยาก และคงต้องช่วยเหลือตัดถนนหนทางสร้างโรงเรียนอะไรกันอีกเยอะถ้าจะให้อยู่ได้จริง


&lt;p&gt;ส่วนตัวผม ผมเชียร์ข้อสองครับ แต่เชียร์อย่างเดียว ไม่ได้ไปยุ่งอะไรด้วยตรง ๆ นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงทรัพย์ฯ กรมอุทยานฯ และองค์กรต่าง ๆ ว่ากันไปครับ แต่หวังว่าจะมีทางออกที่ดีที่สุดครับ สงสารชาวบ้านที่เคว้งอยู่ตรงกลางความขัดแย้งครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95662</URL_LINK>
                <HASHTAG>บางกลอย, ศศิน เฉลิมลาภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_6048d074cc158.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หาดชะอำร่อแร่! &#039;ประธานมูลนิธิสืบฯ&#039; ชี้เหตุสารพัดโครงการยื่นลงทะเลกักตะกอน จุดชุมวิวชื่อดังแหว่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศศิน&amp;rdquo;ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้เหตุหาดทรายเมืองเพชรหาย-สารพัดโครงการยื่นลงทะเลกักตะกอน ระบุจุดชมวิวชะอำสร้างขึ้นใหม่ไม่กี่ปีแต่กั้นทรายจนหาดด้านใต้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแหว่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.63 - นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกันนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อดูสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณชายหาดในจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ปัญหาในตอนนี้คือการขาดการจัดการชายหาดทั้งระบบ ตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบฯจนถึงแหลมผักเบี้ยในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยโครงการแรกที่ทำให้เกิดปัญหาคือสะพานหินชะอำของบริษัทชลประทานซีเมนต์ที่สร้างเพื่อให้เรือใหญ่เข้ามาขนปูนซีเมนต์โดยสะพานหินแห่งนี้ได้ถมหินเป็นสะพานยาวออกไปในทะเล ทำให้กักตะกอนทราย ส่งผลให้ชายฝั่งชะอำด้านเหนือไปจนถึงหาดเจ้าสำราญหายไปเป็นช่วงๆ และเจ้าของที่ดินแต่ละพื้นที่ต่างแก้ไขปัญหากันเอง บางรายเอาหินมาถม กลายเป็นฟันปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวว่า ในส่วนของทะเลชะอำทางทิศใต้นั้น น่าเห็นใจที่ชายหาดหายไปโดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงแรมรีเจนท์ชะอำ ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ แต่ตอนนี้ชายหาดกลับหายไปเพราะการพัฒนาโครงการป้องกันชายฝั่งผิดพลาดของรัฐบาลในอดีต หลังพายุลินดาเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยใต้หาดแห่งนี้คือที่ตั้งของอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งนักวิชาการและหน่วยงานราชการได้&amp;quot;ลองวิชา&amp;quot; เนื่องจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยนั้น มีสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นหน่วยงานต้นเรื่องร่วมกับกรมเจ้าท่า ร่วมกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ โดยทำแพ็คเก็จถมหินกันชายฝั่งอ้างป้องกันโบราณสถานอย่างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ ทำอย่างเดียวก็พอแล้ว แต่นี่ใส่เกราะเสีย 4 ชั้น ซ่อมกำแพงเดิมของพระราชนิเวศน์ 1 ชั้น ทำลานหินทิ้งหน้ากำแพงเพื่อกันคลื่นเซาะฐานรากอีก 1 ชั้น สร้างคันดักทรายด้วยกองหินยื่นไปในน้ำ 8 คัน เพื่อดักทราย มาเป็นเกราะชั้นที่ 3 ที่นอกฝั่ง มีกองหินวางขนานฝั่งเพื่อกันคลื่นวิ่งหาฝั่งอีก 1 ชั้น ระบบป้องกัน 4 ชั้นนี้เกินความจำเป็นไปมาก แต่อ้างว่า เพื่อจะได้เป็นต้นแบบสำหรับประเทศไทยได้มาดูงานป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติฯ จะได้เอารูปแบบสัก1-2อย่างไปทำบ้าง กลายเป็นโชว์รูมการถมหินชายหาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่ร้ายเท่าของแถมคือ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ 4 แท่งยาวยื่นไปที่ปากคลอง 2 คลอง 2 ด้านของโครงการ แต่แรกก็ได้ยินว่าเพื่อให้ชาวบ้านเอาเรือมาจอดหลบคลื่นลม แต่พอเอาจริงบอกว่าเป็นพื้นที่ฝึกของตำรวจตระเวนชายแดน เขื่อนนี้ทำหน้าที่กั้นทรายที่จะปิดปากร่องน้ำเพื่อให้น้ำทะเลเข้ามาได้ตลอดปี เอาน้ำเค็มเข้ามาทำลายพื้นที่ดอนตะกาดทรายด้านใน เพื่อจะได้ทำโครงการให้คนมาช่วยกันปลูกป่าชายเลน กลายเป็นแปลงปลูกป่าที่น่าจะแพงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกทีเดียว&amp;rdquo;นายศศิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวอีกว่า ผลกระทบของโครงสร้างทั้งหมดคือกักทรายที่มากับกระแสน้ำเลียบฝั่งที่พัดขึ้นด้านเหนือไว้เกือบหมด โดยเฉพาะเขื่อนปากคลองที่เอาไว้ดึงน้ำเค็มมาปลูกป่า ทำให้ชายหาดด้านเหนือที่มีกระสอบขาดวิ่นอยู่ถูกกัดเซาะ ซึ่งกรมเจ้าท่าก็รู้ว่าผลกระทบเรื่องนี้มีแน่ ก็เลยมีของแถมสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งให้หมู่บ้านด้านเหนือที่ประชิดโครงการโดยชาวบ้านบางส่วนดีใจได้ประโยชน์ไว้จอดเรือ การกัดเซาะก็น้อยเพราะมีทรายงอกไปเชื่อมกองหินนอกฝั่ง เป็นอ่าวโค้งวงๆแบบแถวมาบตาพุด แต่นั่นยิ่งซ้ำเติมหาดด้านเหนือขึ้นไป เพราะทรายที่ควรจะเหลืออยู่บ้างที่จะไหลขึ้นเหนือก็ถูกกักอยู่เป็นทรายงอกหลังกองหิน 4 กอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทรายงอกหน้าร้านอาหารชื่อดังแถวนั้นคือ ร้านปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กล่าวว่าหลังจากนั้นจึงถึงคิวชายหาดหน้าโรงแรมรีเจนท์และโรงแรมอื่นๆที่ถูกกัดเซาะ โดยโรงแรมรีเจนท์ได้ขอความช่วยเหลือไปยังกรมเจ้าท่า ซึ่งเขาไม่อยากได้กำแพงหินเพราะเป็นหาดท่องเที่ยว โครงการ&amp;quot;เติมทรายก็บังเกิดขึ้นยาวไป 1 กิโลเมตร ราคากว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เติมทรายเฉยๆ เอาใส่กระสอบยักษ์ที่สมัยนั้นเราก็เพิ่งรู้จักว่าชื่อ บิ๊กแบ็ก แล้วเอาทรายกลบทับหน้า เมื่อเวลาผ่านไปทรายกลบได้หายไป กรมเจ้าท่าก็เอามาเติมใหม่ 1-2 ครั้ง แต่ทรายก็หายไปอีก แต่ที่ร้ายกว่านั่นคือกองบิ๊กแบ็กด้านเหนือสุดทำหน้าที่เหมือนกำแพงกันคลื่นจากหิน ทำให้กระแสน้ำเลี้ยวเบนเข้ากัดเซาะหาดด้านเหนือต่อไป ขณะที่ผ่านไป 4-5 ปี กระสอบก็เริ่มขาด และมีชาวบ้านบางส่วนเดินลงหาดไม่ได้เพราะมีตะไคร่ลื่น ก็ต้องมาเจาะเพื่อให้ลงได้ นักท่องเที่ยวบางส่วนลื่นล้มหัวแตก โรงแรมต้องเอาป้ายห้ามลงหาดติดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวว่า สำหรับชายหาดชะอำฝั่งด้านใต้ซึ่งขณะนี้กรมโยธาได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้างบันไดคอนกรีต 8 ขั้นกันคลื่นนั้น เนื่องจากเกรงว่าการกัดเซาะจะรุนแรงถึงแนวต้นสนใหญ่ริมถนนเลียบชายหาด จริงๆแล้วปัญหาที่ทำให้ชายหาดบริเวณดังกล่าวหายไปเพราะเทศบาลได้สร้างจุดชมวิวยื่นออกไปในทะเลจึงทำให้กั้นตะกอนทรายที่มากับน้ำ ดังนั้นหากต้องการแก้ปัญหาจริงๆก็คือการรื้อจุดชมวิวออก ซึ่งจริงๆแล้วชายหาดชะอำตลอดแนวควรมีทรายถมเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะสะพานกินช่วยดักทรายเอาไว้ แต่เมื่อสร้างจุดชมวิวเพื่อทำกิจกรรมต่างๆของเทศบาล ทำให้กักตะกอนทราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้มีทางออกเยียวยาชายหาดอย่างไร นายศศิน กล่าวว่าต้องสร้างสภาวะสมดุลย์ให้ตะกอนทรายกลับคืนมา โดยกรมเจ้าท่าที่ดูแลร่องน้ำทรายที่สะสมมากๆมาไว้อีกฝั่งหนึ่ง หรืออาจจะต้องเสริมทรายอยู่เป็นระยะๆเพราะหาดชะอำเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติ ดังนั้นการจะก่อสร้างใดๆควรปรึกษาวิศวกรชายฝั่งหรือผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้วย
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68119</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัดเซาะชายฝั่ง, จังหวัดเพชรบุรี, ชายหาดชะอำ, นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ศศิน เฉลิมลาภ, โรงแรมรีเจนท์ชะอำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5eddd2b65684f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลำปางวอดซ้ำ 5วัน-2พันไร่ ไฟในป่าสงวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำปางเผชิญไฟป่าอีกแห่ง ผลาญดอยพระบาทในเขตป่าสงวน 5 วัน เสียหายแล้ว 2 พันไร่ ส่วนที่ภูกระดึง จังหวัดขอกองทัพบกส่งเครื่องบินขนแทร็กเตอร์ 2 คันไปสร้างแนวกันไฟ พร้อมกระบะอีกครั้งเพื่อลาดตระเวน &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; คาดสาเหตุเกิดจากชาวบ้านเผาเพื่อหาของป่า กำชับเจ้าหน้าที่กวดขัน &amp;quot;ศศิน&amp;quot; ชี้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างที่ควรจะเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ กำลังเจ้าหน้าที่ชุดเหยี่ยวไฟ เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 35 ทหาร มทบ.32 ตลอดจนประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ต่างเร่งเดินเท้าเข้าดับไฟที่ลุกไหม้พื้นที่ป่าบนดอยพระบาท ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งไฟได้ไหม้ลุกลามติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะพยายามเข้าดับไฟอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถดับไฟได้ทั้งหมด เพราะจุดที่เกิดไฟไหม้อยู่บนดอยที่มีความสูงชัน ประกอบกับมีลมพัดแรง ทำให้เปลวไฟกระจายไปตามแรงลมและเกิดไฟไหม้ลุกลามไปยังจุดอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.ลำปาง พร้อมด้วย พล.ต.วีรยุทธ กวยะปาณิก เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 นายอำเภอเมืองลำปาง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าตรวจสถานการณ์ พร้อมนำเครื่องดื่มมอบให้เป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายที่เข้าดับไฟให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น กระทั่งเช้าวันอังคาร ปรากฏว่าไฟยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง ลามไปยังจุดอื่นๆ ในเบื้องต้นพบไฟไหม้พื้นที่ป่าดอยพระบาท เสียหายแล้วประมาณ 2,000 ไร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์ไฟไหม้ป่าในพื้นที่ จ.ลำปาง อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 &amp;nbsp;ในพื้นที่ จ.ลำปาง เกินค่ามาตรฐานทั้ง 4 จุดตรวจวัดคุณภาพอากาศอยู่ที่ระดับ &amp;nbsp;54-58 ไมรโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย หลังเกิดไฟป่าในเขตอุทยานฯ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างราว 3,400 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าอย่างแข็งขัน ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;Peaw-Ri Thodsaphon&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยภาพขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงกำลังนอนหลับที่พื้นถนนจากความเหนื่อยล้า หลังร่วมปฏิบัติการดับไฟป่าภูกระดึงนานถึง 2 วัน พร้อมระบุข้อความ &amp;ldquo;หน่วยหนุมาน เกียงฝุ่น สายแข็งภูกระดึง 2 วันเต็มๆ สภาพกะสิเป็นแบบนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เพจ &amp;ldquo;กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช&amp;rdquo; โพสต์รายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 18 ก.พ.นี้ ว่า ตามที่มีไฟไหม้ป่าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว เมื่อ 02.00 น.ของวันที่ 17 ก.พ.63 ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 3,400 ไร่ แต่ยังกังวลไฟปะทุรอบใหม่ เหตุพื้นที่แห้งแล้งแนวผา โดยทางด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศเฝ้าระวังไฟป่าและการลักลอบเผาป่าตลอด 24 ชั่วโมง เพราะปีนี้สภาพอากาศแล้งจัดมาก บางพื้นที่มีเชื้อเพลิงสะสมค่อนข้างมาก อาจเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.เลย พร้อมด้วยนายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ประชุมร่วมกันถึงแนวทางแก้ปัญหา ก่อนจะมีมติให้ทำหนังสือถึงกองทัพบก ขอความอนุเคราะห์นำเครื่องบินขนรถแทร็กเตอร์จำนวน 2 คันขึ้นไปบนภูกระดึง เพื่อใช้งานทำแนวกันไฟและงานฟื้นฟูป่าธรรมชาติ และที่เร่งด่วนสุดคือ ปัญหาน้ำข้างบนไม่พอใช้สำหรับนักท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเพลิงไว้หมดแล้ว แต่ที่จะต้องดูแลอย่าให้เกิดการปะทุขึ้นมาอีก ระยะต่อไปควรมีเครื่องมือมาช่วยทำงาน จากการที่แรงงานทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแทบไม่ได้นอน ต้องมีเครื่องจักรใช้ โดยต้องการรถแทร็กเตอร์ 2 คัน และรถกระบะอีก 1 คัน ใช้ขับลาดตระเวนและส่งกำลังบำรุง พร้อมน้ำมันอีก 5,000 ลิตร ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แนะนำให้ประสานกับทางกองทัพบก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการประสานงาน ทางกองทัพบกแจ้งว่า เครื่องที่พอจะนำมาสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่บนภูกระดึงนั้น น่าจะใช้เครื่องบินรุ่น MI 17 โดยทางกองทัพให้อุทยานแห่งชาติภูกระดึงถ่ายรูปเครื่องจักร พร้อมสเปก น้ำหนักไปให้ เพื่อจะได้นำไปวิเคราะห์ที่จะนำเครื่องมือลำเลียงขนขึ้นไปข้างบน หากได้เครื่องมือเหล่านี้ขึ้นไปจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมบัติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ครั้งนี้ ในอดีตเป็นทุ่งหญ้า ตอนหลังได้ทำแนวกั้นไฟทำให้ต้นสนขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ขนาดต้นยังเล็ก ความเสียหายครั้งนี้พอสมควร การฟื้นฟูในอนาคตน่าจะให้ธรรมชาติดูแลตนเอง คนไม่ต้องปลูกเสริมอะไรในพื้นที่ จะทำให้เกิดเป็นสภาพของทุ่งหญ้า ซึ่งมีความสำคัญเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ป่าออกมาหากิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมเหมือนเดิม ซึ่งวันปกติที่ไม่ใช่วันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวไม่ถึง 100 คนต่อวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากภัยแล้ง คือขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ แต่คาดว่าน่าจะผ่านฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงเหตุการณ์ไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ว่าขณะนี้สามารถดับไฟได้เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นมีความเสียหายประมาณกว่า 3 พันไร่ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เหน็ดเหนื่อยกันทุกคน สาเหตุคาดว่าเกิดจากการเผาเพื่อเข้าไปหาของป่า โดยลักษณะพื้นที่ของภูกระดึงนั้น หากจุดไฟจากด้านล่าง เปลวไฟจะปลิวขึ้นไปทำให้ลุกลามไปยังสวนสนที่อยู่ข้างบน ขอฝากประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านจุดไฟเพื่อหาของป่าเพียงนิดเดียว แต่ปริมาณไฟนั้นไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะทิศทางลมและสะเก็ดไฟ ซึ่งความร้อนนั้นจะลอยขึ้นสูง นี่จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการเผาอย่างไม่คาดคิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธกล่าวว่า จะขอกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายช่วยกันกวดขันการที่ชาวบ้านจะเข้าไปในป่าจะต้องเข้มมงวดให้มากขึ้น ขณะที่ในส่วนของนักท่องเที่ยวนั้นเรามีการย้ำตลอดเวลาอยู่แล้วทุกๆ สถานที่ แต่ด้วยพื้นที่ป่าทั่วประเทศที่มีเป็นแสนไร่ แม้เราจะตรวจตรากันตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนที่ป้องกันกับคนที่เข้าไปเผา มันก็มีความยากลำบากในการป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อนายศศิน เฉลิมลาภ ที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความผ่านเพซบุ๊ก &amp;quot;ศศิน เฉลิมลาภ&amp;quot; ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ไฟไหม้ภูกระดึง เป็นโอกาสในการฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำแอ่งลานทราย ไม่ใช่ว่าไฟป่าบนภูกระดึงจะเป็นเรื่องไม่น่ากลัว แต่เมื่อเกิดแล้วควบคุมได้แล้ว มาตรการระมัดระวังคงต้องเตรียมพร้อมกับช่วงแล้งจริงๆ ในเดือนมีนาคม และน่าจะ &amp;quot;ฉวยโอกาส&amp;quot; นี้ฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำแอ่งลานทราย หรือ bog ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการปลูกป่าสน จนระบบนิเวศที่สำคัญและทำให้ภูกระดึง &amp;quot;เคยสวยกว่านี้&amp;quot; กลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกลักษณ์ของภูกระดึงคือ ป่าต้นสนสลับทุ่งหญ้าป่าละเมาะ ขึ้นหลังแปมาเห็นทุ่งโล่งสวยสลับด้วยกลุ่มต้นสนสูงสง่า ไม่ใช่ป่าสนเป็นพืด หรือพุ่มไม้ทึบบังวิว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สักสามสิบปีที่ผ่านมา มีโครงการปลูกป่าสนสองใบ และสนสามใบบนภูกระดึงใน bog ดังกล่าว ทั่วไป ใครที่ปีนขึ้นภูกระดึงในปัจจุบัน เมื่อสายตาพ้นหลังแปขึ้นมา จะไม่ได้ตื่นเต้นกับที่ราบ ที่ความจริงเป็น bog สุดลูกหูลูกตาอีก แต่จะพบป่าสนแน่นขนัดแทน เพราะโครงการปลูกป่าที่อาจจะละเลยความรู้พื้นฐานทางนิเวศวิทยา ใช้แต่การจัดการป่าไม้ และเทคโนโลยีปลูกป่า ต้นสนจึงโตงดงาม แต่สูบน้ำใน bog ไปด้วย ยิ่งโตก็ยิ่งสูบน้ำใน bog และสนสามใบ สนสองใบ ยังทำให้ในดินมีไนโตรเจนเพิ่มมากขึ้น ทำให้พืชหลายชนิดที่ไม่เคยขึ้นได้ก็มาขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน้าแล้ง bog แห้งบ้าง มีหญ้าขึ้น มีดงสนอยู่ห่างๆ กัน ในทุ่งหญ้าซึ่งที่จริงคือ bog มีหม้อข้าวหม้อแกงลิง และหยาดน้ำค้าง สาหร่ายข้าวเหนียว ที่เป็นพืชกินแมลงมากมาย ปัจจุบันแห้งเกือบตลอดปี มีแต่สนปลูกทั่วไป ผลจากความรักธรรมชาติ แต่อาจจะขาดความสนใจระบบนิเวศ ให้ไฟป่าครั้งนี้เป็นโอกาสฟื้นฟูระบบนิเวศกลับมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม, พล.ต.วีรยุทธ กวยะปาณิก, วราวุธ ศิลปอาชา, ศศิน เฉลิมลาภ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4be9f0b5653.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>”พิพิธภัณฑ์แม่” แลนด์มาร์กใหม่  รำลึกพลังรักแม่กับลูก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพการออกแบบพิพิธภัณฑ์แม่ จ.ราชบุรี และเจติยมาตา พระเจดีย์รำลึกความรักของแม่และลูก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เป็นพื้นที่ปักหมุดในการก่อสร้าง &amp;nbsp;โครงการพิพิธภัณฑ์แม่อุทยานการเรียนรู้แห่งความรักและสันติภาพจะก่อสร้างบนพื้นที่ขนาด53 ไร่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูกและลูกมีต่อแม่ความรักระหว่างแม่กับลูกเป็นพลังที่บริสุทธิ์ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเท่าใดความผูกพันระหว่างแม่กับลูกก็เหมือนเคย &amp;nbsp;ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แม่แห่งแรกของโลกริเริ่มโดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าของการจัดสร้าง&amp;quot;พิพิธภัณฑ์แม่&amp;quot; เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน2562 อานันท์ &amp;nbsp;ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับมอบที่ดินเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ &amp;nbsp;จำนวน 53 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวาจากบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด &amp;nbsp;ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ PASAYA โดย ชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการของ PASAYA &amp;nbsp;มอบให้มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

พิธีรับมอบที่ดินเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์แม่&amp;nbsp;จำนวน 53 ไร่ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์แม่เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์แม่ของทุกคนและเป็นแหล่งเรียนรู้อันทันสมัยดึงดูดผู้คนเข้ามาซึมซับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณความเป็นแม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการออกแบบพิพิธภัณฑ์แม่มีองค์ประกอบหลัก &amp;nbsp;4 ส่วน ได้แก่ &amp;nbsp;อาคารพิพิธภัณฑ์,ศูนย์ส่งเสริมศิลปะเยาวชน, เจติยมาตาเป็นพระเจดีย์ที่เปรียบเสมือนศูนย์รวบรวมทรงจำความรักของแม่และลูกซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างแรกที่จะเกิดขึ้นและสวนประติมากรรมที่แสดงชิ้นงานประติมากรรมฝีมือศิลปินแห่งชาติศิลปินชั้นเยี่ยมและศิลปินท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 50 ชิ้น พูดถึงความเป็นแม่และถ่ายทอดแนวคิดพรหมวิหาร 4 ท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม &amp;nbsp;เมื่อพิพิธภัณฑ์แม่เปิดบริการแล้ว คาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่าหนึ่งแสนคนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประติมากรรมแม่-ลูกกว่า 50 ชิ้น จัดแสดงในพื้นที่พิืพิธภัณฑ์แม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ภายใต้แนวคิดของครองศักดิ์จุฬามรกตสถาปนิกหัวก้าวหน้ามีเป้าหมายเพื่อยกย่องเชิดชูความรักของแม่ความรักสันติภาพและจิตวิญญาณของความเป็นแม่จะช่วยยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ &amp;nbsp;และแผ่ขยายความรักที่มีให้เป็นพลังแห่งความสุขและสันติภาพด้วยความร่วมมือทางสังคมจะทำให้การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่แห่งแรกของโลกนี้ประสบความสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; แม่คำง่ายๆสั้นๆที่รวมความรักความผูกพันของแม่ทั้งโลกเอาไว้ในคำนี้ที่ซึ่งแม่มีให้แก่ลูกอย่างไม่มีประมาณไม่มีข้อจำกัดและไม่มีที่สิ้นสุด&amp;ldquo; อาจารย์รตยา เอ่ยถ้อยคำระลึกถึงแม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อานันท์ &amp;nbsp;ปันยารชุน &amp;nbsp;ประธานการจัดสร้างเจติยมาตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อานันท์ &amp;nbsp;ปันยารชุน &amp;nbsp;อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานการจัดสร้างเจติยมาตากล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมในโครงการพิพิธภัณฑ์แม่ เพราะคำเชิญ ศ.นพ.ประเวศ วสี เหตุผลถัดมาตนเกิดในครอบครัวที่มีพี่น้อง12 คน พี่น้องรักใคร่และเมื่ออายุมากขึ้นระลึกถึงบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีโดยไม่ต้องสอนส่วนแม่เป็นผู้กำกับกิริยามารยาทโดยไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์เพียงแค่ขยิบตาพ่อแม่ไม่เคยตีลูกตนเชิดชูพ่อแม่ &amp;nbsp;ระยะหลังภรรยาของตนมีอาการเจ็บป่วยลูกช่วยดูแลความผูกพันที่ตนเองมีต่อแม่และเห็นความผูกพันระหว่างลูกกับภรรยาเห็นว่าการสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ควรเกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ประเทศไทยมีอนุสาวรีย์และสถาบันเชิดชูกษัตริย์ นักรบ บุคคลสำคัญ &amp;nbsp;รวมถึงศิลปินแ ต่ไม่มีที่ไหนเลยเชิดชูแม่รู้สึกซาบซึ้งมากที่มีโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์แม่เพราะคิดถึงคนธรรมดาคนที่เป็นจุดเริ่มต้นสอนให้ลูกเป็นคนดีและคนเก่งรวมถึงจุดประกายให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตผมจะเป็นส่วนหนึ่งผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์แม่ขอขอบคุณชเลวุทธานันท์ผู้บริหารพาซาญ่าเป็นชาวราชบุรีผู้มีส่วนในการทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองและไม่ลืมบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง&amp;ldquo; &amp;nbsp;อานันต์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจติยมาตา พระเจดีย์รวบรวมคววามทรงจำแม่กับลูก แลนด์มาร์กใหม่ จะเกิดขึ้น จ.ราชบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานการจัดการจัดสร้างเจติยมาตา กล่าวว่า การระลึกถึงความรักแม่ลูกทำโดยไม่เรียกร้องไม่หวังผลตอบแทนทำด้วยใจรักและหน้าที่ของความเป็นลูกเห็นข่าวโพลอาเซียนตั้งคำถามกับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและอยู่กับครอบครัวปรากฎว่าผู้หญิงไทยให้เหตุผลว่าอยากดูแลพ่อแม่ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมจริงและอุปนิสัยของคนไทยซึ่งมีความลึกซึ้งกว่าที่ใดการสร้างเจดีย์เป็นสัญลักษณ์การรวมพลังรวมความรักและความเมตตากรุณาไทยประสบเหตุการณ์ความอาฆาตพยาบาทมาช้านานอยากให้มาช่วยกันสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ให้เกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางความรักสันติภาพและเลิกความเกลียดชังส่งเสริมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และกระจายความดีงามสู่สังคมไทยจะเป็นประโยชน์มากต่อประเทศไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเจติยมาตาหรือพระเจดีย์แม่ ก่อร่างขึ้นจากแนวคิดที่อาจารย์ประเวศ วะสีมอบให้พิพิธภัณฑ์แม่ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความรักและสันติภาพเป็นต้นทุนสำคัญ &amp;nbsp;ควรมีสัญลักษณ์แสดงถึงความรักบริสุทธ์เป็นสิ่งที่และยกระดับจิตใจให้เข้าสู่ความรู้สึกของความรักสันติภาพและความดีงามเพื่อเป็นพลังของสังคมในการเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจติยมาตาจะเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรชิ้นแรกที่พิพิธภัณฑ์แม่เหมือนเป็นการลงหลักปักฐานการสร้างความหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของที่ดินผืนนี้ทั้งหมดและเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยโดยร่างความคิดของเจติยมาตากำลังก่อรูปเป็นรูปธรรมครองศักดิ์จุฬามรกตกำลังออกแบบให้เป็นพระเจดีย์ที่มีรูปแบบแปลกใหม่สวยงามและมียอดสูงเสียดฟ้าเพื่อเชื่อมโยงกับคุณค่าของความรักและความดีงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการของพาซาญ่า มอบที่ดินสร้างพิพิธภัณฑ์แม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ครองศักดิ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เจติยมาตาจะเป็นแลนด์มาร์คของพิพิธภัณฑ์ภายในมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเก็บรวบรวมความรู้สึกและความระลึกถึงแม่ของเราแต่ละคนที่ส่งเข้ามาซึ่งสามารถปรับแก้และกลับมาเรียกดูความทรงจำเหล่านั้นได้ทุกโอกาสที่ต้องการภายในพระเจดีย์สามารถใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความรักและสันติภาพและใช้เป็นที่รวมตัวของคนในครอบครัวในโอกาสสำคัญเพื่อระลึกถึงแม่ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; หลังจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์แม่จะทำการออกแบบเจติยมาตาในรายละเอียดทั้งรูปแบบประโยชน์ใช้สอยเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้และช่องทางสร้างการมีส่วนร่วมสำหรับประชาชนมาช่วยกันสร้างพระเจดีย์ให้สำเร็จหวังว่าจะมีพระเจดีย์แม่เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังจากนี้ส่วนพิพิธภัณฑ์แม่ตั้งเป้าจะแล้วเสร็จภายใน5 ปีเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่บางคนบอกเป็นไปไม่ได้แต่ผมเชื่อว่าไม่เหนือบ่ากว่าแรงอยากให้คนในสังคมช่วยกันสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ &amp;nbsp;ร่วมกันสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ &amp;nbsp;สถาบันการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ&amp;ldquo; สถาปนิกหัวก้าวหน้าผู้คิดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ กล่าวในท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ร่วมงานสนใจชมนิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากพิธีรับมอบที่ดินเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์แม่จังหวัดราชบุรีแล้วมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์แม่เพื่อ &amp;nbsp;เป็นสัญลักษณ์ของความรักอันบริสุทธิ์ที่มนุษย์พึงมีต่อกันได้โดยเขียนคำระลึกถึงแม่จะเป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอนหรือวลีที่กินใจยามคิดถึงแม่แล้วส่งมาที่มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่อีกทั้งมีการระดมทุนจากภาคส่วนต่างๆเพื่อลุยสร้างพิพิธภัณฑ์แม่โดยสามารถบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการทำงานของพิพิธภัณฑ์แม่ได้ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาสุรวงศ์เลขที่บัญชี147-4-87839-2 ชื่อบัญชีมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ถ้ารู้จักแม่แท้จริงโลกจะมีสันติภาพถ้าหากว่าในโลกนี้คนทั้งโลกต่างรู้จักแม่รู้จักลูกต่อกันและกันเป็นอย่างดีและประพฤติต่อกันและกันให้เป็นอย่างดีระหว่างแม่กับลูกแล้วโลกนี้ก็จะมีสันติภาพสันติสุขมหาศาลถึงที่สุดไม่มีอะไรเปรียบได้&amp;rdquo; พุทธทาสภิกขุกล่าวถึง&amp;rdquo;แม่&amp;rdquo; ซึ่งจะเป็นหนึ่งในข้อความที่บันทึกไว้ในพระเจดีย์ที่รำลึกถึงแม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39515</URL_LINK>
                <HASHTAG>PASAYA, จังหวัดราชบุรี, จัดสร้างพิพิธภัณฑ์แม่, ชเล วุทธานันท์, รตยา จันเทียร, ศศิน เฉลิมลาภ, อานันท์ ปันยารชุน, เจติยมาตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d1312fce5f9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หน.วิเชียรข้องใจโทษน้อย อุทธรณ์เอาผิดเจ้าสัวเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมอุทยานฯ&amp;quot; เร่งศึกษาคำพิพากษาคดีล่าเสือดำก่อนยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ &amp;quot;หน.วิเชียร&amp;quot; ชี้ &amp;quot;เปรมชัย&amp;quot; ควรได้รับโทษมากกว่านี้ &amp;quot;ศศิน&amp;quot; แนะจับตา &amp;quot;ทนายเจ้าสัว&amp;quot; ใช้เทคนิครู้เท่าไม่ถึงการณ์ขอศาลรอลงอาญา &amp;quot;รองโฆษก อสส.&amp;quot; ยันทำทุกอย่างโปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติคนรวย-คนจน ผิดต้องรับโทษเสมอกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 20 มี.ค. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมร่วมกับ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดงานเสวนา &amp;quot;1 ปี คดีเสือดำกับคำตัดสินที่รอคอย&amp;quot; มีนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร, นายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศศินกล่าวว่า ก่อนจะมีคำพิพากษาคาดเดาว่า 1.นายเปรมชัยจะถูกลงโทษในฐานะตัวการ เพราะคณะที่เดินทางเข้าป่านั้นขออนุญาตในนามนายเปรมชัย และค่าใช้จ่ายนายเปรมชัยก็เป็นผู้ออก เรื่องนี้ตนไม่โทษศาล เพราะศาลก็ตัดสินไปตามพยานหลักฐานที่ได้มาจากทั้ง 2 ฝ่าย 2.นายเปรมชัยจะถูกลงโทษทั้งล่าและครอบครองซากสัตว์ป่า แต่ศาลอาจตัดสินโดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา และ 3.นายเปรมชัยอาจหลุดคดีล่าเสือดำไปเลย เพราะเคยให้ข่าวว่าเสือดำมาอย่างไรก็ไม่รู้ อาจถูกดำเนินคดีเพียงครอบครองซากสัตว์ป่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวว่า พอตัดสินออกมาแบบนี้ แสดงว่าพยานหลักฐานไปถึงว่านายเปรมชัยสนับสนุนการล่า ก็นึกไปว่าหลุดจากมาตราใน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ก็มีผู้รู้ทางกฎหมายบอกว่ายังไม่หลุด ยังถือว่าล่าสัตว์ป่า แต่ทีนี้พอมาเปรียบเทียบความผิด ล่ากับสนับสนุนการล่า ศาลตัดสินชัดๆว่านายธานี ทุมมาศ นายพรานที่พานายเปรมชัยเข้าป่าล่า นายเปรมชัยสนับสนุนการล่า อันนี้สำคัญ แสดงว่าโทษนายเปรมชัยน้อยกว่านายธานี แต่ศาลพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญา คาดการณ์ไว้ 3 กรณีก็ยังอยู่ในกรณีที่ 1 ที่ร่วมกันล่าและไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าไปเจอกันที่อุทธรณ์ โทษ 16 เดือนของนายเปรมชัยก็จะติดไปด้วย ถ้าไม่มีหลักฐานเพิ่มเติมจากกรมอุทยานฯ และจากอัยการ ผู้สันทัดกรณีทางกฎหมายเขากังวล 16 เดือนจะค่อยๆ ลดลงหรือเปล่า ถ้าฝ่ายเทคนิคทางกฎหมายของเขาเก่งมากๆ จนสามารถใส่ข้อมูลไปว่านายเปรมชัยไม่เกี่ยว เป็นความผิดครั้งแรก รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดเจตนา และอีกสารพัด ผมเดาว่าถ้าผมเป็นฝ่ายนายปรมชัย ผมจะตั้งธงไว้ที่รอลงอาญา คือมองไปที่การรับโทษ นายเปรมชัยผิดแน่นอน แต่จะรอหรือไม่รอลงอาญาที่อุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องตั้งธงไว้ตรงนั้น&amp;quot; ประธานมูลนิธิสืบฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวิเชียรกล่าวว่า เคารพการตัดสินของศาลชั้นต้น แต่มองว่าจากพยานหลักฐานนายเปรมชัยควรได้รับโทษมากกว่านี้ โดยเฉพาะการครอบครองซากสัตว์ป่า (เสือดำ) ที่ถูกยกฟ้องไป เบื้องต้นจากการหารือกับอัยการและนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ เห็นตรงกันว่าจะยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้แน่นอน แต่ต้องรอศึกษารายละเอียดของสำนวนคดีฉบับเต็มที่ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโกศลวัฒน์กล่าวว่า กระบวนการต่อจากนี้ อัยการจะไปคัดลอกสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าศาลชั้นต้นได้รับฟังพยานหลักฐานอย่างไรบ้าง ก่อนจะพิจารณาว่าอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ ภายในเวลา 30 วัน ซึ่งเมื่อพิจารณาและวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของพยานหลักฐานแต่ละปากที่ขึ้นเบิกความ 34 ปากเรียบร้อยแล้ว อัยการจะยื่นเสนออัยการศาลสูงสุดจังหวัดกาญจนบุรีพิจารณาจะเสนออุทธรณ์คัดค้านหรือโต้แย้งหรือไม่ โดยดูควบคู่กับพยานหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอยืนยันระบบอัยการทำงานอย่างยุติธรรม ตรวจสอบสำนวนคดีได้ทำงานอย่างเป็นระบบและโปร่งใส สิ่งสำคัญอัยการทำตามพยานหลักฐานเท่านั้น ไม่สามารถทำตามกระแสสังคมได้ ซึ่งอัยการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ไม่เลือกปฏิบัติแน่นอนไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย ต้องได้รับโทษที่เสมอกันตามความผิดที่กระทำ&amp;quot; รองโฆษก อสส.กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31858</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศศิน เฉลิมลาภ, หน.วิเชียร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปรมชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c9255d29b18b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1ปีเสือดำ!&#039;ศศิน&#039;ซัด&#039;เปรมซัย&#039;โยนให้ลูกจ้างเป็นแพะสู้ให้ตัวเองพ้นผิดด้วยเทคนิคกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.พ.62- นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว&amp;nbsp; ระบุว่า การยิงเสือดำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผิดกฏหมายชัดเจน
แต่ที่ผิดที่สุดคือการออกมาปฎิเสธความผิด ให้ลูกจ้างอีกสามคนเป็นแพะรับบาป ต่อสู้ให้รอดพ้นความผิดด้วยเทคนิคกฏหมายผ่านการจ้างทนายความที่ว่าผิดเป็นถูก ผ่านการขอแลกผลประโยชน์กับความช่วยเหลือเพื่อให้ได้ไปถึงเป้าหมายนั้น ผิดที่สุดคือตั้งใจทำลายสังคม ให้สังคมเห็นว่าคนรวยทำผิดไม่ต้องติดคุก มีคนขายชีวิตแลกเศษเงิน ทำลายความตั้งใจรักษาป่าของเจ้าหน้าที่ทุ่งใหญ่ ทำลายความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม
#1ปีเสือดำเปรมชัยทุ่งใหญ่ตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันที่ 2ก.พ.นี้ กลุ่ม T&amp;rsquo;Challa พิทักษ์-เสือดำ จัดงานประกาศเจตนารมณ์ &amp;quot; 1 ปี เสือดำ .นี้ โดยระบุว่า เนื่องจากในวาระครบรอบ 1 ปี เสือดำ โดยนับจากวันที่นายเปรมชัยและพวกเข้าป่าวันแรก คือ วันที่ 3 ก.พ.2561 ทางกลุ่ม T&amp;rsquo;Challa พิทักษ์-เสือดำ จึงถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี เสือดำ เพื่อร่วมกันนำเสนอข้อเท็จจริง และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเข่นฆ่าทารุณสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ รวมถึงการระดมความคิดและแนวทางที่จะไขแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2ก.พ.ตั้งแต่เวลา 13.00 &amp;ndash; 20.00 น.ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน โดยจะมีเวทีเสวนาและกิจกรรมต่างๆที่แบ่งออกเป็น 3 ช่วงต่อเนื่องกัน
ช่วงแรก 13.00 น. - 14.00 น. เป็นการ TALK พิเศษ หัวข้อ &amp;quot;1 ปี เสือดำ สังคมไทย ได้อะไร?&amp;quot; ที่จะเป็นการนำเสนอโดยนักเคลื่อนไหวชั้นแนวหน้าที่มีประสบการณ์ยาวนานในการช่วยชีวิตทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม
​ช่วงที่สอง 14.00 น. &amp;ndash; 15.30น. เป็นการเสวนา หัวข้อ &amp;quot;นโยบาย : คุ้มครองสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; จะเป็นการนำเสนอแนวคิดและนโยบายในการแก้ไขปัญหาทั้งในนโยบายและปฏิบัติจากตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ
เวลา 15.30 น. T&amp;rsquo;Challa พิทักษ์-เสือดำ ประกาศเจตนารมณ์ท่าทีก่อนพิพากษาคดีเสือดำ ในวันที่ 19 มีนาคม 2562
&amp;nbsp;ช่วงที่สาม 16.00 น. &amp;ndash; 20.00 น. จะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต ของเหล่าศิลปินมากมาย อาทิเช่น ศิลปินเพื่อชีวิตและศิลปิน RAPPER อีกมากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28046</URL_LINK>
                <HASHTAG>1ปีเสือดำ, T’Challa พิทักษ์-เสือดำ, นายเปรมชัย กรรณสูต, ศศิน เฉลิมลาภ, ศิลปิน RAPPER, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c53b66273187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
