<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กังขาคืนเก้าอี้4นายกอบจ.เพื่อความยุติธรรมหรือหาเสียงสนับสนุน&#039;ประยุทธ์&#039;เป็นนายกฯสมัยหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8มิ.ย.61-มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2561 &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้มีคำสั่งสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6 /2561 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงหัวหน้าคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2558 เรื่องการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น ลงวันที่25มิ.ย.2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 43/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบนั้น
บัดนี้ปรากฎข้อเท็จจริงว่าบุคคลที่มีรายชื่อและตำแหน่งหัวหน้าคสช.และตามบัญชีแนบท้ายดังกล่าวได้ถูกหน่วยต้นสังกัดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยุติเรื่องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งให้บุคคลที่มีรายชื่อรายชื่อต่อไปนี้ กลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่เดิม 1.นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร 2.นางมลัยรัก ทองผา นายกองค์การบิหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร 3.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 4.นายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ภายหลังกระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้ให้ต้นสังกัดตรวจสอบข้อกล่าวหาทั้ง 4 ราย ปรากฏว่าไม่มีความผิดอย่างที่ถูกข้อกล่าวหา มท.จึงทำเรื่องแจ้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้ดำเนินการ จากนั้น ศอตช.ได้รายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งก็ได้มีคำสั่งให้คืนตำแหน่ง 4 นายกอบจ.ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า คาดว่าจะมีคำสั่งแบบนี้ทะยอยออกมาเรื่อยๆ &amp;nbsp;ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่รอดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกท่าน &amp;nbsp;ทั้งนี้สอดคล้องกับข่าวที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)บางคนที่เคยพูดกับชาวบ้านไว้ว่าจะให้คสช.คืนตำแหน่งให้นายกอบจ.บางจังหวัด และมีข่าวอีกว่าถ้าผู้บริหารท้องถิ่นใดยอมหนุนพรรคในเครือข่ายของคสช.ก็จะได้ตำแหน่งกลับคืนหมดทุกแห่งหรือถ้ามีคดีค้างคาในป.ป.ช.หรือป.ป.ท.ก็จะหลุดหมดทุกคดีจริงหรือไม่ต้องให้กาลเวลาพิสูจน์ในข้อเท็จจริงกับข่าวที่ได้ยินมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวัชระ กล่าวว่าคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าต้นสังกัดยุติเรื่อง แล้วเหตุใดกรณีนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีสั่งยุติเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ทำไมไม่คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้นายจเร พันธุ์เปรื่อง ก่อนเกษียณอายุราชการ หรือ กรณีนายกเทศมนตรีอีกหลายแห่งที่ต้นสังกัดสั่งยุติเรื่อง แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่คืนตำแหน่งให้ ทำไมไม่ใช้มาตรฐานกฎหมายอันเดียวกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่คืนตำแหน่งให้ต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นชัดๆว่า เพื่อความยุติธรรมหรือเพื่อหาเสียงสนับสนุนการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อในสมัยหน้า &amp;nbsp;อย่าใช้อำนาจเป็นเครื่องมือเพื่อสืบทอดอำนาจโดยปราศจากความยุติธรรม&amp;quot;นายวัชระ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางมลัยรัก ทองผา, นายกอบจ., นายชัยมงคล ไชยรบ, นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์, นายวัชระ เพชรทอง, นายสถิรพร นาคสุข, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ศอตช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b02d6c34b46c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 22:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สายตรงลุงตู่&#039;โวคลายทุกข์ปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดสายตรงไทยนิยม &amp;quot;สายตรงลุงตู่&amp;quot; ผ่านโซเชียลมีเดีย-แอปพลิเคชัน พร้อมร่วมเฟซบุ๊กไลฟ์สดรับสายร้องเรียนจาก ปชช. ยันพร้อมตอบทุกคำถาม เอาจริงเรื่องทุจริต อ้างทุกอย่างมีมายาวนานตรวจพบในรัฐบาลนี้ ดักคอพวกบิดเบือนใส่ร้าย มท1.โบ้ยใส่ชาวบ้านเลือกผู้นำท้องถิ่นอย่างไรถึงเข้ามาโกง ป.ป.ท.สรุปผลตรวจโกงเงินคนจน 34 จว.งบเกิน 1 ล้าน พบเส้นทางเงินเชื่อมโยง &amp;quot;บิ๊ก พม.&amp;quot; 3 ราย ขรก.อีก 1 จ่อส่ง ป.ป.ช.ฟัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันอังคาร ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เยี่ยมชมการเปิดสายตรงไทยนิยม หรือ &amp;quot;สายตรงลุงตู่&amp;quot; ซึ่งเปิดใช้เป็นวันแรก ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชัน ที่ประกอบด้วย แอปพลิเคชัน police I lert U แจ้งเบาะแสเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), สายตรงศูนย์ดำรงธรรม 1567 ของกระทรวงมหาดไทย, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ สายด่วน 1299 ของ คสช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อนายกฯ มาถึงบูธของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้กล่าวชื่นชมว่า ขอให้ทำให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รายงานว่าขณะนี้เปิดให้บริการแล้วใน 36 จังหวัด และหลังเทศกาลสงกรานต์จะเปิดให้ครบทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด โดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องมีการรวบรวมผลการปฏิบัติด้วย ทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ต้องสั่งให้หน่วยปฏิบัติรับทราบด้วยว่าต้องทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ มาที่บูธศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ สายด่วน 1299 ของคสช. ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.ถึงวันที่ 26 มี.ค. มีร้องเรียนเข้ามาแล้ว 3,447 เรื่อง โดยร้องว่าภาครัฐให้ข้อมูลไม่เพียงพอ 875 เรื่อง และความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ 622 ส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตรวจสอบ 465 เรื่อง ตรวจสอบพบทุจริต 151 เรื่อง สอบแล้วไม่มีมูล 70 เรื่อง มีมูล 87 เรื่อง โดยมีทั้งดำเนินการทางวินัย อาญา และแพ่ง และอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนความเดือดร้อนของประชาชน ส่งให้ สปน.ดำเนินการ และส่งให้ กอ.รมน.ดูด้วย ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า พวกที่มูลความผิดต้องดำเนินการติดตาม รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้มงวดไป &amp;nbsp;ต้องทำให้จริงจัง เพราะปัญหาซับซ้อนมีมานาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดินมาถึงบูธศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สปน. นายกฯ ได้เฟซบุ๊กไลฟ์สดรับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเองจากชาวบ้าน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นหนี้นอกระบบจากการกู้ยืมเงินคนรู้จัก จำนวน 8 หมื่นบาท และถูกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยนายกฯ ได้สอบถามว่า ไปกู้จากใคร ซึ่งเรื่องนี้มีกฎหมายอยู่แล้ว จะเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินไม่ได้ อีกทั้งยังมีคณะกรรมการอยู่ จะให้ลงไปประสานงานไกล่เกลี่ย เรื่องนี้อยู่ในวิสัยที่จะแก้ได้ ขณะนี้รับเรื่องไว้แล้ว และสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชมบูธช่องทางสื่อสารรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ของรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า หากเป็นเรื่องทุจริตรัฐบาลนี้เข้ามาก็ตรวจสอบ มีการลงโทษ เพราะที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้มีการร้องเรียนแล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจ รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนทั้งหมดที่เราสามารถแก้ไขได้ทันที เพราะแก้ในระดับพื้นที่ ไม่ต้องรอข้างบนสั่งการ วันหน้าอยากให้เติมศูนย์ไทยนิยมกับในส่วนของตำรวจ 191 ที่มีการรับเรื่องร้องเรียนเหมือนกัน ถ้าต่อไปสามารถเชื่อมโยงกันได้ก็ดี ทำงานบูรณาการร่วมกันทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ นายกฯ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ว่า สายตรงไทยนิยมวันนี้มีร้องเรียนอะไรเข้ามาแล้วบ้าง มีเรื่องประชาธิปไตย เรื่องเลือกตั้งมาหรือยัง อธิบายเขาได้หรือ แต่เป็นธรรมดา ปกติ เปิดอะไรมาใหม่ๆ จะเริ่มโจมตี เล่นงานนายกฯ ก่อน ต้องอดทนหน่อยนะ ตนพยายามทำเต็มที่ ช่องทางทั้งหมดก็อยากให้สื่อทำความเข้าใจด้วยว่าเราเปิดช่องทางเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่เดือดร้อน ไม่ใช่เปิดให้มาบิดเบือนว่าให้ร้ายกัน มันเสียเวลาเจ้าหน้าที่ อันนั้นไปทางอื่นไป ทางนี้เป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ทุกช่องทาง ไม่อย่างนั้นมันอลหม่านไปหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวกับประชาชนผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ด้วยว่า สำหรับสายตรงไทยนิยมที่รัฐบาลเปิดขึ้นวันนี้ชื่อย่อง่ายๆ คือ สายตรงลุงตู่ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ถึงนายกฯ เพราะนายกฯ จะตอบคำถามพูดคุยกับคณะทำงานที่สรุปขึ้นมา บางอันก็ตอบได้ทันที บางอันก็ต้องหาข้อมูล แต่รับว่าเราจะทำให้ดีที่สุดในทุกช่องทางที่มีเยอะแยะไปหมด นี่คือความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหา ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องการทุจริตอย่างเดียว ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ หากตรวจสอบกับศูนย์ดำรงธรรม 3.2 ล้านเรื่อง แก้ไป 98 เปอร์เซ็นต์ และเรื่องการทุจริตเมื่อมีข้อมูลมาต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน มีการสอบสวน ดำเนินการตามขั้นตอน หากผิดวินัยก็มีทั้งไล่ออก ปลดออก หรือย้าย ตนก็บอก 3 ปีไม่ให้ย้ายใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีมูลก็ไม่ถึงการปลดออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ก็มีหลายกระทรวงด้วยกันที่ต้องเอาออกก่อน อยากจะเตือนข้าราชการผู้น้อยด้วยว่าต้องระวังในการทำงานรักษากฎระเบียบให้ดี ทักท้วงผู้บังคับบัญชาว่าอันไหนทำได้ อันไหนถูกผิด หากทำตามสิ่งที่ไม่ถูกจะเดือดร้อนไปทั้งหมด ผมห่วงผู้น้อยด้วย ไม่ใช่ไม่รักท่าน แต่กลายเป็นพอพันกัน เมื่อสอบสวนก็เดือดร้อนไปทั้งหมด และในส่วนของบางคนเอาออกแล้วมีคดีอาญา คดีแพ่ง ก็ต้องฟ้องกันต่อ รัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ก็ขอให้ติดตาม อย่าไปหลงเชื่อคำบิดเบือนว่ามีมากในรัฐบาลนี้ เพราะทุกอย่างตรวจสอบแล้วยาวนานมาตลอด มาตรวจพบในรัฐบาลนี้เพราะเอาจริงเอาจัง และอยากให้ย้อนกลับไปดูคนพูดว่าช่วงที่ผ่านมาเขาได้ทำอะไรจริงจังแค่ไหน ลองเปรียบเทียบดูแล้วกัน สายตรงไทยนิยมขอให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.ตร.) ตรวจพบการฮั้วประมูลรถขยะ รถดูดโคลน ที่ขายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 33 แห่ง ว่าหากเป็นเรื่องเก่าที่มีมาก่อนหน้านี้จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันไม่ละเว้น อยากเรียนสังคมว่าหากตรวจเจอทุจริตมากและลงโทษได้ เราน่าจะดีใจว่าสามารถจับการคอร์รัปชันได้ เพราะเขาต้องรับโทษที่รุนแรง ทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย ถ้าไม่เจอเป็นเรื่องที่น่ากลุ้มใจมากกว่า อยากให้รู้ว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป ใครทำต้องรับผิดชอบ ต่อไปขอให้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าทุจริตวันหนึ่งจะต้องตรวจเจอจนได้ และมีผลต่อตนเองและครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม ท้องถิ่นนั้นใครเป็นผู้เลือก ต้องไปถามประชาชน แล้วท่านเลือกมาได้อย่างไรเขาถึงเข้ามาโกง ท่านก็อย่าเลือกอย่างนั้นอีกก็แล้วกัน &amp;nbsp;ถ้าจะสร้างประเทศให้เข้มแข็งจริงๆ ถ้าจะเลือกนักการเมือง ก็อย่าเลือกให้เขาเข้ามาโกงก็แล้วกัน&amp;rdquo; พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ประจำปี 2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่า ป.ป.ท.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้จ่ายเงินงบประมาณ 37 จังหวัดเป้าหมายเร่งด่วน ที่ได้รับงบประมาณเกิน 1 ล้านบาท รวมงบประมาณ 503,966,500 บาท ซึ่งพบความผิดปกติ 34 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ตราด อุดรธานี น่าน กระบี่ ตรัง สระแก้ว ร้อยเอ็ด พัทลุง ชุมพร ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก มหาสารคาม ลำพูน นครราชสีมา อำนาจเจริญ อ่างทอง ยโสธร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ ยะลา สมุทรสงคราม พิจิตร ราชบุรี และเลย ส่วนอีก 3 จังหวัด เช่น สิงห์บุรี ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะรับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่จะลงตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเพราะพบพฤติการณ์รูปแบบใหม่เปลี่ยนจากการให้เงินเป็นการมอบสิ่งของเครื่องใช้แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงาน ป.ป.ท.ยังได้ดำเนินการตรวจสอบศูนย์คุ้มครองคนไร้พึ่ง จำนวน 39 จังหวัด งบประมาณไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว 22 จังหวัด โดยยังเหลืออีก 17 จังหวัด ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง &amp;nbsp;ล่าสุด ป.ป.ท.ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 56 จังหวัด ที่พบการทุจริตชัดเจน จากทั้งหมด 76 จังหวัด โดยหลังจากนี้เตรียมจัดส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ 96 ราย ให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) ดำเนินการทางวินัย พร้อมส่งข้อมูลให้ สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหนังสือแจ้ง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้พิจารณาย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนม 1 ราย ออกจากพื้นที่ เนื่องจากอาจเป็นอุปสรรคในการไต่สวนหรืออาจยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานกรณีศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครพนม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ยังพบความเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูงของ พม. จำนวน 3 ราย, ข้าราชการ พม. จำนวน 1 ราย และอดีตข้าราชการ พม. อีก 1 ราย รวม 5 ราย หลังมีหลักฐานการอนุมัติงบประมาณและเส้นทางการเงิน ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจ ป.ป.ท. โดยจะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป&amp;quot; พ.ท.กรทิพย์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6406</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ครม., ทุจริต, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล, ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปป.ตร., พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์, พม., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ศธ., ศอตช., สตช., สปน., สายตรงลุงตู่, สายตรงไทยนิยม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย, แอปพลิเคชัน, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac39256a29e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โกงลามถึงบนดอย! ใช้ชื่อขรก.เบิกแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกงถ้วนหน้า ทุจริตถึงดีเอ็นเอ ล่าสุดลามถึงดอย ป.ป.ท.ลงพื้นที่เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่อม งบประมาณตามโครงการพระราชดำริ 24 ล้าน ไม่ถึงมือชาวเขา แต่ถูกเบิกจ่ายในชื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่นแทน ด้าน &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; &amp;nbsp; ขู่ตรวจสอบพบติดคุกหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมี พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ งบปี 2560 จำนวน 67 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุดปฏิบัติการจากสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 ได้สอบถ้อยคำหัวหน้าเขต อำเภอแม่ริม แม่แตง และเชียงดาว ที่ปรากฏลายมือชื่อปรากฏว่าเป็นผู้รับมอบเงินอุดหนุนมาจากศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ โดยหัวหน้าเขตอำเภอแม่ริม รับ 2,877,000 บาท, หัวหน้าเขตอำเภอแม่แตง รับ 5,075,000 บาท และหัวหน้าเขตอำเภอเชียงดาว รับ 6,120,000 บาท เพื่อนำมามอบให้กับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเขตทั้ง 3 เขต ต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่า ไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสารพบว่า ในปีงบประมาณ 2560 เขตรับผิดชอบอำเภอจอมทอง มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดถึง 11.25 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จรัมพรเปิดเผยว่า จากข้อมูล ป.ป.ท. สอบถามชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ 36 ราย เป็นบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ 31 ราย สัญชาติไทย 5 ราย โดยชาวบ้านสัญชาติไทยทั้ง 5 รายไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ และกลุ่มชาติพันธุ์ 18 รายไม่ได้รับเงินสงเคราะห์เช่นกัน นอกจากนี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 8 จำนวน 36 ราย ซึ่งมีชื่อกำนันตำบลกึ๊ดช้าง เป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ด้วย แต่เมื่อถามกำนันได้ยืนยันว่า ตนเอง และลูกบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราลงพื้นที่ตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ ที่รับงบประมาณ 24 ล้านบาท ซึ่งจากการสุ่มตรวจเพียง 1 ตำบล คือ ตำบลแม่ทา ทั้งหมด 537 รายนั้น ไม่ได้รับเงินแม้แต่รายเดียว แต่กลับถูกนำรายชื่อไปเบิกจ่ายทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่น ก็ถูกนำรายชื่อไปเบิกด้วย&amp;quot; พล.ต.อ.จรัมพรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 76 จังหวัด ที่ตรวจพบทุจริตไปแล้ว 49 จังหวัด เหลือเพียง 42 จังหวัด ซึ่งวันนี้อาจจะเข้าบางส่วน โดย 7 จังหวัดได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว 34 ราย ส่วนนิคมสร้างตัวเองนั้นได้มีการสุ่มตรวจไปแล้ว 4 แห่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ส่วนนิคมอุดรฯ ขอนแก่น สตูล และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการทุจริตลักษณะเดียวกัน คือมีการนำเอกสารมาลงรายละเอียดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้บ้าง เจ้าตัวลงชื่อไว้แต่ไม่กรอกรายละเอียด แล้วนำไปเบิกเงิน แต่เจ้าตัวไม่รับหรือได้รับบางส่วน ดังนั้น ขณะนี้ต้องรอข้อเท็จจริงและมีการสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะนำเจ้าหน้าที่ ปปง.เข้ามาตรวจสอบด้านการเงินของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ งบประมาณประเภทอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อปี 2560 นั้น ได้รับงบประมาณทั้งหมด 66,609,000 บาท โดยมีการจัดสรรแบ่งพื้นที่ออกไปทั้งหมด 15 เขต มีอำเภอฝาง, อำเภอพร้าว, อำเภอเวียงแหง, อำเภอเชียงดาว, อำเภอแม่อาย, อำเภอแม่แตง, อำเภอแม่วาง, อำเภอจอมทอง, อำเภอแม่ริม, อำเภอไชยปราการ, &amp;nbsp;อำเภอสะเมิง, อำเภออมก๋อย และอำเภอแม่แจ่ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบถามชาวบ้าน โดยเฉพาะหมู่ 8 ผาปู่จอม ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่นั้น 37 รายพบว่าไม่มีชาวบ้านได้รับเงินเลย แต่กลับมีการนำเอกสารไปเบิกเงิน ส่วนชาวบ้านหมู่ 1 บ้านผาแดงนั้น 36 รายได้รับเงินรายละ 1,000 บาท แต่กลับนำรายชื่อไปเขียนในใบสำคัญรับเงินคนละ 3,000 บาท นอกจากนี้บางรายไม่รู้หนังสือกลับมีการเซ็นชื่อแทน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเนตรนภา เจริญทิพย์ อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ผาปู่จอม ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกนำรายชื่อไปเบิกเงินบอกว่า รู้สึกโกรธมากที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่นำชื่อตนไปเบิกเงิน และเขียนรายได้ต่อปีให้กับตนเพียงเดือนละ 1,800 บาท นอกจากนี้ ในเอกสารยังกรอกว่าตนเป็นชนเผ่าล่าหู่ ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัย แซ่ย่าง หัวหน้าศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจากเขตอำเภอแม่ริม และเขตต่างๆ ที่เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าทางศูนย์แต่ละศูนย์จะได้รับเงินหลักล้าน เนื่องจากการไปเซ็นเบิกจ่ายเงินแต่ละครั้งนั้นจะได้รับเงินมาเป็นซอง และนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ตามจำนวนที่หัวหน้าให้มาเท่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบว่าศูนย์พัฒนาบนพื้นที่สูงเขตอำเภอจอมทองได้รับงบประมาณปี 2560 มากที่สุดถึง 11.24 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวขณะตรวจราชการที่จังหวัดหนองบัวลำภูว่า เรื่องทุจริตอย่าให้เกิดขึ้น เราต้องสนใจสิทธิประโยชน์ของตัวเอง ส่วนเรื่องที่กำลังตรวจสอบอยู่ เช่น โครงการเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรณีอื่นๆ ติดคุกหมด รวมถึงโทษทางวินัย อาญา และแพ่ง กฎหมายมีอยู่แล้ว รัฐบาลนี้เข้ามาทำไม่ได้เร็วนัก เพราะต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช้อำนาจพิเศษลงโทษเขา ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องการทุจริตที่เกิดจากต่างคนต่างยอม มีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เสียเพื่อต้องการได้ประโยชน์นี่คือกลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มที่สองเพราะความไม่รู้สิทธิ์ของตนเอง ไม่รักษาสิทธิ์ เช่น งบคนไร้ที่พึ่งที่ประชาชนไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ ดังนั้นต้องฟังบ้าง วันนี้มีบัตรสิทธิของคนรายได้น้อย หลายคนบอกทำทำไมบัตร เสียเวลา เอาเงินมาให้เลยดีกว่า แล้วมันจะได้ซื้อของอย่างนี้หรือไม่ พ่อบ้านฟังไว้นะ อยากได้เป็นจำนวนเงิน แต่แม่บ้านบอกถ้าให้แบบนั้นเขาไม่ได้ เดี๋ยวจะไปใช้เฮฮาเสียมากกว่า วันนี้ต้องการให้ครอบครัวมีข้าวกิน มีของอุปโภคภายในบ้าน พ่อบ้านก็เอาหน่อยน่ะ มีคนเสนอบอกอันนี้ให้โอนบัญชีเมีย สามีก็บอกกลัวเมียเอาไปเล่นหวยอีก&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่าหลังจากที่ พส.ได้จัดทีมลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ ของหน่วยงานในสังกัดพส. 56 แห่ง และสัปดาห์นี้ได้จัดทีมลงตรวจเพิ่มเติมอีก 2 จังหวัดคือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง และนิคมสร้างตนเองตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่ามีมูลทุจริตหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงรวมทั้งหมดแล้ว 7 แห่ง คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา สุราษฎร์ธานี และโครงการหมู่บ้านสันกำแพง จ. เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบยังพบ 6 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 1 นิคมสร้างตนเองที่ไม่มีการทุจริตคือสมุทรสงคราม สิงห์บุรี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สกลนคร แพร่ และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จ.สกลนคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้เสนอนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ขอเพิ่มกรรมการอีก 2 ตำแหน่ง เนื่องจากเอกสารที่ต้องตรวจสอบมีจำนวนมาก และมีความซับซ้อน ซึ่งปลัด ศธ.ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และจากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่าที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนคือปี 2552 และปี 2554-2561 ส่วนที่เหลืออีก 3 ปีคือ 2550, 2551 และ 2553 ที่เคยมีการระบุว่าไม่พบหลักฐานนั้น ตนได้ตรวจสอบรายงานการประชุม พอจะเห็นร่องรอย จึงได้ขอความร่วมมือจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ให้ช่วยตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าพื้นที่แต่ละแห่งได้รับการโอนเงินให้จำนวนเท่าไร และไม่ได้เงินจำนวนเท่าไร ขณะเดียวกันในส่วนของการตรวจสอบบัญชีผู้รับเงินจากเอกสารการดำเนินการกองทุน ตนคิดว่าน่าจะมีมากกว่า 22 บัญชี และจำนวนเงินนั้นยังตอบไม่ได้ว่ามีการยักยอก 88 ล้านบาทจริงหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5609</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ท., พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศอตช., สตง., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3bd0ed9863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
