<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งระดมกำลังช่วยจ.เลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีเปรสชัน &amp;quot;ซินลากู&amp;quot; ถล่ม &amp;quot;เลย&amp;quot;! น้ำป่าทะลักท่วม 1พันครัวเรือน นายกฯ สั่งทุกหน่วยลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชน อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ปภ.ประสาน 67 จังหวัดรับมือท่วมฉับพลัน-คลื่นลมแรง พายุซัด รร.สุรินทร์พังราบ ขณะที่ลำปางสะพานหักตัดขาด 2 หมู่บ้าน ปิดอุทยานหมู่เกาะอ่างทองถึง 5 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.เมืองเลย, อ.เชียงคาน และ อ.ปากชม จ.เลย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หน่วยทหารในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัด ประกอบด้วย อ.เมืองเลย ได้แก่ ต.น้ำสวย รวม 7 หมู่บ้าน, อ.เชียงคาน จำนวน 2 ตำบล ได้แก่ ต.เขาแก้ว รวม 2 หมู่บ้าน และ ต.ธาตุ รวม 9 หมู่บ้าน และ อ.ปากชม จำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ต.เชียงกลม ต.ห้วยบ่อซืน และ ต.ชมเจริญ ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากทะลักเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนของประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น รวมทั้งให้เร่งสำรวจความเสียหาย อย่าปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อน เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสัตว์เลี้ยง พร้อมกับให้เคลื่อนย้ายชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย จัดหาอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ให้กับชาวบ้านอย่างพอเพียง ขอให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังคำนึงถึงความปลอดภัยชีวิตเป็นสำคัญ และย้ำเตือนให้ชาวบ้านติดตามข่าวสาร รวมถึงการแจ้งเตือนจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,000 หลังคาเรือน จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในทันที โดยเฉพาะบ้านเรือนประชาชนที่มีสภาพชั้นเดียว รวมถึงบ้านเรือนที่มีเด็กและคนชราอาศัยอยู่ ให้เร่งอพยพออกมายังที่ปลอดภัยก่อน พร้อมทั้งประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้จัดเตรียมสถานที่อพยพและเครื่องอุปโภคบริโภค
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของเส้นทางคมนาคมและการติดต่อสื่อสารที่ถูกตัดขาด เช่น สะพานเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน ถนนที่ใช้สัญจร และระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ประสานการแก้ไขร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย และหน่วยทหารในพื้นที่ เพราะยังมีความจำเป็นในการลำเลียงการช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ เช่น อาหาร และดูแลผู้เจ็บป่วย หรือบาดเจ็บ จากเหตุอุทกภัย ตลอดจนให้ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเลย ในการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตราย และสำรองการใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับพื้นที่อพยพอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดย ปภ.ได้ติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าพายุโซนร้อนซินลากู บริเวณอ่าวตังเกี๋ย กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะขึ้นฝั่งที่เมืองวินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง และร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กอปภ.ก. โดย ปภ.จึงได้ประสาน 67 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 2-4 ส.ค.2563 แยกเป็น&amp;nbsp;
67จ.รับมือน้ำท่วมฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ดังนี้ ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน พิจิตร สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง 10 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สมุทรสงคราม นครนายก เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์, ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา กระบี่ และภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์คลื่นลมแรง ดังนี้ ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี, ภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ (ERT) รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เลย พ.อ.สมหมาย บุษบา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 28 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเลย ได้ประสานบูรณาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบก ที่ 28 (ศบภ.มทบ.28) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน &amp;nbsp; พร้อมสั่งการให้นายทหารนำกำลังพลเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่หมู่บ้านสูบ ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืนใน 14 อำเภอ และตั้งแต่เวลา 05.00 น. เกิดเหตุน้ำป่าทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านสูบ 4 หมู่บ้าน กว่า 300 หลังคาเรือน ซึ่งบ้านเรือนบางหลัง น้ำทะลักเข้าไปในบ้านระดับน้ำสูงประมาณ 70 เซนติเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเกิดดินสไลด์ไหลลงมาปิดเส้นทาง รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ล้มปิดเส้นทางในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะบ้านสงเปือย บ้านหวยพอด ต.ธาตุ อ.เชียงคาน น้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงเข้าท่วมบ้านประชาชนไปแล้วกว่า 50 หลังคาเรือน และเส้นทางบ้านธาตุ-ปากชม รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ รวมทั้งได้เกิดต้นไม้ใหญ่ล้มทับเส้นทาง ส่วนถนนเส้นนาแห้ว-ด่านซ้าย บริเวณภูเก้าง้อม ฝนตกได้มีดินสไลด์ลงปิดถนน และน้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านนานกปีด ต.ห้วยบ่อซืน อ.ปากชม บ้านโพนทอง ต.เชียงกลม อ.ปากชม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรูญ พานิช นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) น้ำสวย กล่าวภายหลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบต. และประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าช่วยเหลือประชาชนและเร่งสำรวจความเสียหายว่า ฝนตกลงมาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตกตลอดทั้งคืน และช่วงดึกน้ำเริ่มเอ่อแล้วทะลักเข้าท่วมหมู่บ้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจพบมี &amp;nbsp;4 หมู่บ้าน มีทั้งหมดกว่า 800 หลัง น้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 300 หลัง โดยได้เร่งแจ้งไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อุตรดิตถ์ เกิดน้ำป่าไหลหลากบริเวณ ม.6 ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า เนื่องจากพายุซินลากูที่กำลังเคลื่อนผ่านทางตอนเหนือของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ขณะนี้ฝนก็ยังตกไม่หยุด ทำให้ท้องที่อำเภอฟากท่าน้ำท่วมหลายจุด ทั้งนี้นายสุพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอฟากท่า ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและอำนวยการสั่งการในการป้องกัน ในเบื้องต้นเทศบาลตำบลฟากท่าได้ตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่เทศบาล พร้อมรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ทราบ และ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้บริหารท้องถิ่น เร่งให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลท่วมในพื้นที่หลายตำบล&amp;nbsp;
รร.สุรินทร์พังหนักสุด 70 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงเรียนบ้านระหาร อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนไม้สองชั้นอายุมากกว่า 70 ปี ถูกพายุฝนถล่มอย่างหนักได้รับความเสียหายทั้งอาคาร หนักสุดในรอบ 70 ปี ทั้งนี้ น.ส.จำเนียร เกตุชยันต์ อายุ 59 ปี ครูโรงเรียนบ้านระหาน เปิดเผยว่า โรงเรียนแห่งนี้ถูกพายุถล่มมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้โดนหนักกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสมุด หนังสือ คอมพิวเตอร์ และหนังสือการเรียนการสอน สิ่งของที่เก็บไว้ภายในโรงเรียนเสียหายอย่างหนัก จึงได้ปรึกษากับชาวบ้านและคณะครูว่าจะให้นักเรียนชั้น ป.1 ถึง ป.3 ไปเรียนที่ศาลาวัดก่อนเป็นการชั่วคราว ส่วนนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 จะให้เรียนที่โรงเรียนบางส่วนที่ยังพอจะเปิดการเรียนการสอนในวันจันทร์ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.หนองคาย ฝนตกต่อเนื่องเป็นระยะๆ ตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา ทางเทศบาลเมืองหนองคายเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนซินลากู โดยเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 7 ประตู โดยเฉพาะประตูระบายน้ำที่ชุมชนวัดธาตุ ที่เป็นประตูระบายน้ำหลักที่ระบายน้ำจากตัวเมืองลงในแม่น้ำโขง ถึงแม้ช่วงนี้จะมีระดับเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังมีระดับที่ต่ำอยู่ ทั้งนี้ ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำโขง วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 3.15 เมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวานนี้ 12 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่งถึง 9.05 เมตร และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากระดับน้ำโขงทางตอนเหนือคือที่สถานีเชียงคาน จ.เลย น้ำโขงมีระดับสูงขึ้น 24 ซม. เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ 9.22 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.), เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 4.08 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ 0.29 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 69 แห่งที่กระจายอยู่ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างรวมกัน 10.79 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคอีสานตอนกลางยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก 4,200 ล้าน ลบ.ม. หากฝนตกลงมาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ หรือพื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำฝนได้ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติได้พอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.พังงา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคาโงก และชาวบ้านหมู่ 3 ต.นบปริง อ.เมืองพังงา ร่วมกันช่วยตัดกิ่งและต้นไม้ข้างทางที่โค่นล้มจากแรงลมพัดออกจากถนนเพชรเกษมสายนบปริง-ทุ่งคาโงก &amp;nbsp;ทำให้รถที่สัญจรในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถสัญจรได้หนึ่งช่องทางจราจร ไม่พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย ส่วนในพื้นที่อำเภอคุระบุรี เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายลมพัดกระเบื้องหลังคาบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหายจำนวน 30 หลังคาเรือน ในพื้นที่ 3 ตำบล และต้นไม้ล้มทับบ้านเรือนราษฎรจำนวน 2 หลัง ได้รับความเสียหายแต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้นไม้ล้มกีดขวางการจราจรจำนวน 5 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายปิยะ หนูนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 2-5 ส.ค.2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ลำปาง ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า ทำให้น้ำป่าไหลหลากลงมาท่วมในหมู่บ้านของอำเภอวังเหนือหลายหมู่บ้าน และได้ซัดสะพานคอนกรีตขาด ซึ่งเชื่อมจากบ้านทุ่งฮ้าง ม.1 ต.ทุ่งผึ้ง เข้าไปในหมู่บ้านช่อฟ้าและบ้านแม่จอกฟ้า 2 หมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรประมาณ 400 ครัวเรือน รถยนต์ไม่สามารถวิ่งข้ามผ่านไปมาได้ ทั้งนี้ นายชัยธวัช ศิวบวร หัวหน้าสำนักงาน ปภ.จ.ลำปาง ได้เดินทางมาตรวจสอบสภาพพื้นที่พร้อมกับผู้นำท้องถิ่น โดยชาวบ้านได้ทำสะพานไม้ไผ่สานขัดแตะนำมาวางพาด เพื่อให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งข้ามผ่านไปมาได้ ทั้งนี้ น้ำป่าที่ไหลตามลำห้วยยังคงเป็นสีแดงโคลนและยังไหลเชี่ยว หากฝนยังคงตกลงมาต่อเนื่องคาดว่าสะพานอาจจะถูกน้ำซัดพังทลายทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 3 อำเภอที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ อ.วังเหนือ ในพื้นที่ตำบลทุ่งฮั้ว ม.5 บ้านผาแดง ม.12 บ้านทุ่งวังทอง ต.วังทอง ม.3 บ้านปงถ้ำ ม.7 บ้านปงทอง ต.วังเหนือ ม.7 บ้านแม่เฮียว ต.วังซ้าย ม.7 บ้านแม่สุก ต.วังทรายคำ ม.1 บ้านทุ่งฮี, อ.แจ้ห่ม ในพื้นที่ ต.ปงดอน ม.4 บ้านเปียงใจ ม.8 บ้านเลาสู ต.ทุ่งผึ้ง ม.5 บ้านแม่ช่อฟ้า ม.8 บ้านแม่จอกฟ้า และ อ.เมืองปาน ในพื้นที่ ต.หัวเมือง ม.1 บ้านขาม ม.3 บ้านต้นงุ้น ม.6 บ้านทุ่งยาง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73233</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรูญ พานิช, จำเนียร เกตุชยันต์, ชยพล ธิติศักดิ์, ดีเปรสชัน, นายนิพนธ์ บุญญามณี, พ.อ.สมหมาย บุษบา, ลำปาง, ศักดิ์ศิริ อยู่สุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c5943ebf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ป่วนหนัก ต้องซื้อน้ำใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเหลือน้อยสุดในรอบ 53 ปี ขณะที่เขื่อนจุฬาภรณ์ก็แห้งขอด โคราชประกาศเขตภัยแล้ง 7 อำเภอ เตือนพื้นที่ 7 แสนไร่ในเขตชลประทานห้ามทำนาปรัง แต่ยังมีผู้ฝ่าฝืน รพ.หนองมะโมงในชัยนาทถึงขั้นซื้อน้ำวันละ 2 หมื่นลิตรเพื่อใช้ผลิตน้ำประปา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 (ขอนแก่น) เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ประจำปี 2563 พร้อมทั้งปล่อยขบวนรถประชาสัมพันธ์และรถบรรทุกน้ำ ช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคอีสานกลาง หลังพบว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์ศิริกล่าวว่า เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ และเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีน้ำในระดับที่น้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีระดับน้ำเก็บกักเหลือเพียง 463.86 ล้าน ลบ.ม. น้อยที่สุดในรอบ 53 ปี ดังนั้นกรมชลประทานจึงต้องบริหารจัดการน้ำด้วยการผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มาช่วยเขื่อนอุบลรัตน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาสารคาม หลายพื้นที่เริ่มประสบภาวะภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร นาย ณ.เณร วัฒนกูล ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขามหาสารคาม กล่าวว่า ได้ดำเนินการสำรวจและประเมินแหล่งน้ำดิบแม่น้ำชีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งหรือไม่ เพราะระยะเวลายังอีกหลายเดือน โดยได้เตรียมแผนดำเนินการสร้างฝายกั้นน้ำชั่วคราวด้วยบิ๊กแบ็ก 2 จุด ควบคู่กับการสำรวจแหล่งน้ำที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติม สำหรับใช้เป็นแหล่งน้ำดิบสำรอง พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานชลประทานมหาสารคาม ขอใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน เพื่อเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำดิบสำรอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครราชสีมา นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งของจังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง อีก 1 แห่งของ จ.บุรีรัมย์ ขณะนี้ภาพรวมมีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่เพียง 286 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุเขื่อนทั้งหมด ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ โดยเขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 143 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุเขื่อน, เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 20 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 13 ของความจุเขื่อน, เขื่อนมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 47 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุเขื่อน, เขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 76 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุเขื่อน และเขื่อนลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 22 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุเขื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในปีนี้ทุกเขื่อนจะไม่มีการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานประมาณ 700,000 ไร่ทำนาปรังโดยเด็ดขาด เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานรับทราบแล้ว แต่ก็ยังพบหลายพื้นที่มีการแอบลักลอบปลูกข้าวนาปรังกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรที่ฝ่าฝืนคำเตือนมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำทำการเกษตร และผลผลิตได้รับความเสียหายสูงมาก&amp;quot; นายเกียรติศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ อ.โนนไทย ปัญหาภัยแล้งขยายวงกว้างครอบคลุมทั้งอำเภอ โดยเฉพาะสระจระเข้ บ้านสระจระเข้ ต.โนนไทย ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำดิบผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชนในตัว อ.โนนไทย ขณะนี้น้ำขอดจนเห็นดินก้นสระมาหลายเดือนแล้ว ทางเทศบาลตำบลโนนไทยต้องทำการขุดร่องน้ำก้นสระให้มวลน้ำไหลไปรวมกัน เพื่อสูบน้ำไปกักเก็บไว้ที่สระด้านบนเป็นน้ำดิบผลิตประปา ซึ่งสระด้านบนสามารถผลิตประปาแจกจ่ายได้อีกเพียงไม่เกิน 2 เดือน เบื้องต้นมีการผันน้ำจากลำตะคองมาช่วย และเปิดจ่ายน้ำเป็นเวลา คือ ช่วงเช้า เวลา 05.00-08.00 น. และช่วงเย็น 15.00-20.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (ภัยแล้ง) รวม 7 อำเภอ 52 ตำบล 512 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 13 ชุมชน ได้แก่ อำเภอแก้งสนามนาง เทพารักษ์ จักราช โชคชัย ปักธงชัย โนนสูง และโนนไทย ส่วนโรงพยาบาลที่มีน้ำใช้แค่เดือนมีนาคม คือโรงพยาบาลอำเภอแก้งสนามนาง, โรงพยาบาลอำเภอบัวลาย และโรงพยาบาลอำเภอเทพารักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครสวรรค์ ที่หมู่บ้านเรือนแพในลำคลองบางเคียน ต.บางเคียน อ.ชุมแสง เรือนแพหลายสิบหลังคาจำต้องปล่อยให้เกยตื้นและลาดเอียงอยู่ในลำคลองจนได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;เนื่องจากน้ำแห้งขอดคลองซึ่งเป็นคลองสาขาของแม่น้ำยมไหลมาจาก จ.พิจิตร ที่แห้งขอดมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชาวแพในพื้นที่บอกว่าปีนี้ประสบกับปัญหาภัยแล้งหนักหนาสาหัสกว่าทุกปี แพทุกหลังที่อาศัยอยู่ในคลองมีลักษณะเกยตื้นอยู่บนดินทั้งหมด ทำให้ลูกบวบไม้ไผ่ใต้แพแตกได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการซ่อมแซมหลังละกว่า 1 หมื่นบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ชาวนาในเขต อ.เก้าเลี้ยวจำนวนมากต้องตัดสินใจปล่อยทิ้งนาข้าวอายุข้าวเพียง 4 สัปดาห์ให้ยืนต้นตาย เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติและคลองสาธารณะแห้งขอดไม่เหลือใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยนาท สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลทำให้โรงพยาบาลหนองมะโมง อ.หนองมะโมง ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แหล่งน้ำบาดาลของโรงพยาบาลที่ใช้สูบน้ำขึ้นมาผลิตน้ำประปา จำนวน 2 แห่ง มีน้ำไม่เพียงพอ สูบน้ำได้เพียงวันละ 2.3 ลบ.ม. หรือ 2,300 ลิตรเท่านั้น ขณะที่โรงพยาบาลต้องใช้น้ำวันละ 40-50 ลบ.ม. หรือ 40,000-50,000 ลิตรต่อวัน ทำให้โรงพยาบาลต้องสร้างถังเก็บน้ำขนาดความจุ 50,000 ลิตร จำนวน 3 ถัง เพื่อไว้ใช้เก็บน้ำ และซื้อน้ำบาดาลจากแหล่งน้ำของเอกชนเป็นประจำทุกวัน วันละ 20,000 ลิตร เป็นเงินวันละ 400 บาท เข้าไปเก็บไว้ในถังเพื่อไว้ใช้ผลิตประปาแทน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ขอรับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลหนองมะโมงให้นำรถบรรทุกน้ำขนน้ำมาเติมถังให้ทุกวัน ส่วนสำนักงานชลประทานที่ 12 จะนำรถบรรทุกน้ำมาเติมให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยโรงพยาบาลให้มีน้ำใช้เพียงพอ ไม่กระทบกับผู้ป่วยและการรักษา รวมทั้งการดำเนินงานต่างๆ ภายในโรงพยาบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลพบุรี หลายพื้นที่ประสบภัยแล้ง ไม่มีน้ำในการประกอบการเกษตร ส่วนที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม ปกติแล้วช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่มีน้ำเต็มเขื่อน โดยเฉลี่ยจะมีน้ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของความจุ และมีกิจกรรมประกอบการท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ขบวนรถไฟลอยน้ำ และทุ่งทานตะวันบาน ทั้งในพื้นที่เขื่อนและบริเวณโดยรอบ แต่ปีนี้พื้นที่รับน้ำตอนบนของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีค่าเฉลี่ยปริมาณต่ำสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ นักท่องเที่ยวหายไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าของฝากในเขื่อนเกือบทุกร้านขายของได้ลดลงมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55156</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิเชียร จันทรโณทัย, ศักดิ์ศิริ อยู่สุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกียรติศักดิ์ หนูแก้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26f90804ef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนรอฝนอีกครึ่งปี ดึง3พันล.สู้ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยอมรับแก้ปัญหาภัยแล้งต้องใช้เวลาและไม่อาจทำได้ทั่วทั้งหมด จึงต้องปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนะขุดดินแลกบ่อน้ำ บิ๊กป้อมชี้ต้องรอถึงกลางปีจึงมีฝน เตรียมใช้งบฉุกเฉิน 3 พันล้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เผยเขื่อนอุบลรัตน์เหลือน้ำแค่ติดก้นอ่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งถือเป็นปัญหาประเทศไทยมาตลอดในระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต จากอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรามีคณะกรรมการทำงานอยู่แล้ว และวันนี้ได้ตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ และแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขวิกฤตน้ำขึ้นมา เพื่อบูรณาการให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คณะเดิมวางแผนระยะยาว ทั้งการเก็บน้ำ พร่องน้ำ ระบายน้ำ อย่างไร ที่ไหนบ้าง โดยต้องใช้งบประมาณสูงมาก ทยอยดำเนินการตามแผน ขณะที่ในบางพื้นที่ยังทำไม่ได้ น้ำไปไม่ถึง จึงเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช หาพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถึงต้องมีนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อที่จะให้ปลูกพืชพลังงานทดแทน ทุกอย่างตนได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำต้องมอง 2 อย่าง ระยะยาวมีแผนถึง 20 ปีที่ต้องแก้ทั้งระบบให้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกตารางนิ้วจะมีน้ำไปถึงได้ ซึ่งไม่ได้เพราะบางพื้นที่สูง บางพื้นที่ต่ำ บางพื้นที่ต้นทุนน้ำไม่พอ ถึงจะมีเขื่อนก็ไม่พอ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นเพื่อให้มีแหล่งน้ำในพื้นที่ เช่น การขุดลอกคูคลอง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ต้องสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ขนาดเล็ก วันนี้ให้ไปหาวิธีการทำอย่างไรในการขุดดินแลกน้ำ ขุดดินแลกบ่อ ก็ให้ทำกันไปด้วย โดยดินที่ขุดเจ้าของที่ก็ขายให้คนที่ขุดไป ตนถามแล้วตามกฎหมายทำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะไปทำอะไรให้ทุกอย่างคงไม่ได้ขนาดนั้น พยายามทำให้มากที่สุด ท่านก็ต้องช่วยตัวเองบ้าง เช่น ขุดบ่อ อย่างน้อยก็มีน้ำอุปโภคบริโภค ไม่อย่างนั้นน้ำประปาก็ขาด น้ำอุตสาหกรรมก็ขาด อุตสาหกรรมเขาก็เสียภาษีเหมือนกันและสูงกว่าปกติ ทุกคนก็ต้องอยู่กันแบบนี้ อย่าให้มาบิดเบือนเรื่องคนรวยคนจน เอื้อประโยชน์คนรวย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้บอกล่วงหน้าไปแล้วว่าเราจะดูแลในเรื่องการเอาน้ำใต้ดินและบนดินมาใช้ในการอุปโภคและบริโภค ส่วนน้ำทำการเกษตรมีไม่เพียงพอจึงต้องปรับเปลี่ยน โดยไม่สามารถทำนาปรังได้ เพราะว่าน้ำในปีนี้น้อยมาก เราพยายามขุดบ่อน้ำบาดาลทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 500 แห่ง อย่างไรก็ตาม คิดว่าน้ำที่มีอยู่สามารถใช้เพียงพอได้ถึงเดือน ก.ค.63 นอกจากนี้ จำเป็นต้องใช้งบฉุกเฉิน 3 พันล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งครั้งนี้ สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะรับมือได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนบอกไปแล้วว่าจะมีน้ำใช้ไปถึงเดือน ก.ค.63 เมื่อถามย้ำว่าจะต้องทนไปถึงเดือน ก.ค.63 ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ฝนจะไม่มีถึงเดือน ก.ค.63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 6 เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ และเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีเพียงเขื่อนลำปาวเท่านั้นที่ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่เขื่อนอุบลรัตน์ ปริมาณน้ำต่ำมาก ขณะนี้ได้ใช้น้ำก้นอ่างไปแล้ว 96 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 5 ของน้ำใช้การ ส่วนการระบายน้ำยังคงระบายออกวันละ 0.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจัดเป็นปริมาณน้ำที่น้อยมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครสวรรค์ ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง กระทบทั้งภาคการเกษตร และการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องดิ้นรนหาแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรทุกวิถีทาง นายสมพร ดาวศุกร์ ชาวนา ต.หนองกรด อ.เมืองนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ได้ลงทุนขุดเจาะบ่อบาดาลในอ่างเก็บน้ำหลวงพ่อจ้อย เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเลี้ยงนาข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวง หลังจากอ่างเก็บน้ำแห้งขอดจนไม่สามารถสูบน้ำในอ่างใส่นาข้าวได้ตามปกติ แม้ว่าจะลงทุนไปแล้วหลายหมื่นบาทก็ต้องยอมทำ เพราะไม่อยากให้ข้าวที่ปลูกไว้ยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ แต่ในขณะเดียวกันยังมีต้นข้าวบางส่วนที่ส่งน้ำไปไม่ถึง จึงทำให้มีต้นข้าวบางส่วนยืนต้นตายบ้างแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุโขทัย นายไวพจน์ ช่างชัย ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 9 จำนวนกว่า 150 คน ได้ช่วยกันขนกระสอบทรายเร่งทำฝายกั้นน้ำในแม่น้ำยม บริเวณหลังท่าทรายศิริไทย หมู่ 3 ต.หนองอ้อ อ.ศรีสัชนาลัย หลังพบระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บางช่วงแห้งขอดจนสามารถเดินข้ามแม่น้ำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนองคาย ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอโพนพิสัย นายศุภกร มูลสุวรรณ รอง ผวจ.หนองคาย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำห้วยหลวง จากนั้นนายศุภกรเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำโขงปีนี้น่าเป็นห่วง ระดับน้ำต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยระดับน้ำวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคายอยู่ที่ 1.72 เมตร น้ำไหลช้าจนเกิดเป็นตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะตามโขดหิน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ระดับน้ำโขงที่ลดต่ำลงจะไม่สามารถผันน้ำโขงเข้ามาสู่พื้นที่ทางการเกษตรได้เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นเกษตรกรต้องใช้น้ำด้วยความรอบคอบ ใช้ให้เกิดประโยชน์ ชะลอพื้นที่เพาะปลูก ลดพื้นที่การทำนาปรัง สำหรับน้ำจากห้วยหลวงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ได้ปิดประตูระบายน้ำทุกบานไม่ให้ไหลลงแม่น้ำโขง เพื่อกักเก็บไว้ให้ประชาชนได้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร โดยจะไม่เปิดประตูระบายน้ำปล่อยน้ำลงแม่น้ำโขง เพราะจากการคำนวณของเจ้าหน้าที่ชลประทานแล้ว ระดับน้ำห้วยหลวงมีความเหมาะสมใช้ได้จนถึงฝนตกรอบใหม่ของปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยนาท ภัยแล้งกระทบกระชังเลี้ยงปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกรต้องดันกระชังปลาไปเลี้ยงกลางแม่น้ำ และเร่งจับปลาที่ยังไม่ได้ขนาดขายบางส่วนก่อน เพื่อลดความแออัดในกระชัง ป้องกันปลาขาดออกซิเจน ตายยกกระชัง เหตุจากแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาตรี ทองน่วม อายุ 49 ปี ผู้เลี้ยงปลากระชังใน ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า แม่น้ำเจ้าพระยาที่ลดต่ำลง ทำให้มีผลกระทบกับการเลี้ยงปลาสังกะวาดในกระชัง ซึ่งตนเลี้ยงไว้ จำนวน 12 กระชัง มีปลามากกว่า 240,000 ตัว ตอนนี้ดันกระชังออกไปไกลจากตลิ่งกว่า 60 เมตรแล้ว ส่วนปลาในกระชังก็เริ่มมีอาการขาดออกซิเจน ไม่กินอาหาร โตช้า ลอยตายบ้าง แต่ยังไม่มาก จึงต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเติมออกซิเจนในน้ำและลดความเครียดของปลา และปลาที่ยังไม่ได้ขนาด ประมาณ 24,000 ตัว ขายออกไปก่อน เพื่อลดจำนวนปลาในแต่ละกระชังลง ไม่ให้แออัดมากจนเกินไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53948</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาตรี ทองน่วม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ศักดิ์ศิริ อยู่สุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวพจน์ ช่างชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e1333e459c11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชลประทานยันแม่น้ำชียังรับไหว ไม่กระทบอีสานกลาง-ล่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย. 62 - นายศักดิ์ศิริ&amp;nbsp; อยู่สุข ผู้อำนวยการชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ หลังสถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลายลงและฝนได้หยุดตกทิ้งช่วงมาตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำล่าสุดและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลางหลังพบว่าพื้นที่รับน้ำสาธารณะหลายแห่งมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนจากฝนที่ตกลงมาตั้งแต่พายุโพดุล พายุโซร้อนเหล่งเหล่ง และพายุดีเปรสชั่นคาจิกิ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายศักดิ์ศิริ กล่าวว่า จากพายุฝนที่ตกลงมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาจากอิทธิพลของพายุ 3 ลูกที่พาดผ่านประเทศไทย ซึ่งจากการวัดระดับน้ำฝนนั้นพบว่า จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยที่สุดคือที่ 250 มิลลิเมตร มากที่สุดคือที่ จ.ร้อยเอ็ด คือ 450 มิลลิเมตร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และแหล่งน้ำสาธารณะจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดพบว่า เขื่อนจุฬาภรณ์มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 29 เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 24 และเขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 52 ดังนั้นแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำในความรับผิดชอบของชลประทานที่ 6 ตั้งแต่ จ.ชัยภูมิ หรือที่เรียกว่าพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำชี ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อตรวจวัดระดับน้ำในแม่น้ำชีนั้นตั้งแต่ จ.ชัยภูมิ มาจนถึง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น มีระดับน้ำในแม่น้ำชีจากมวลน้ำหลากจากอิทธิพลของพายุฝนอยู่ที่ร้อยละ 70 แต่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ถึง จ.ร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำในแม่น้ำชีมากถึงร้อยละ 100 และตั้งแต่ จ.ร้อยเอ็ด ผ่านยโสธร ไปจนถึง จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำเกินกว่า 100 % ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำนั้นประตูระบายน้ำและเขื่อนกั้นน้ำ รวมทั้งฝายกักเก็บน้ำตามแนวแม่น้ำชีจะยังคงไม่มีการระบายน้ำไปแต่อย่างใด เพราะแม่น้ำชีและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ยังคงรับน้ำได้อีกมาก อีกทั้งน้ำจากแม่น้ำพอง ก็ยังคงไม่มีการระบายใดๆ ดังนั้นประชาชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลางและภาคอีสานตอนล่างมั่นใจได้ว่าจะไม่มีมวลน้ำหนุนจาก จ.ขอนแก่น และในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบนไปในพื้นที่อย่างแน่นอน&amp;rdquo; ผอ.ชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่ายังคงมีน้ำค้างทุ่งอีกกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ซึ่งน้ำจะไหลไปตามเส้นทางน้ำและลงสู่พื้นที่รับน้ำในจุดต่างๆ เพื่อเติมปริมาณน้ำให้เต็ม เนื่องจากที่ผ่านมานั้นลำน้ำและอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่นั้นมีระดับน้ำที่ติดลบ อย่างไรก็ตามจากการบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงหากไม่มีพายุฝนตกลงมาระยะนี้ ดูจากวันนี้ที่อิทธิพลจากพายุโซร้อนคาจิกิที่อ่อนกำลังลง ทำให้มั่นใจว่าภายใน 14 วัน สถานการณ์น้ำจะคลี่คลายลงและน้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ตามเส้นทางของน้ำที่ จ.อุบลราชธานี และอ่างเก็บน้ำต่างๆ จะมีปริมาณน้ำกักเก็บที่เพิ่มมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44989</URL_LINK>
                <HASHTAG>14วันคลี่คลาย, ชลประทาน6ขอนแก่น, ศักดิ์ศิริ อยู่สุข, อีสานกลาง-ล่าง, แม่น้ำชี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6f6298dbb35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
