<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2025 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมกางแผนปี 65 เดินหน้าผลักดัน 37 โครงการลงทุน 1.4 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ต.ค.2564 - นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;สรุปผลงานปี 64 และขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในปี 65&amp;rdquo; ว่า ในปี 64 กระทรวงคมนาคม ดำเนินนโยบายแล้วเสร็จกว่า 30 นโยบาย และในปี 65 จะสานต่อนโยบายเดิม พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 76 นโยบาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 65 กระทรวงคมนาคมมีแผนลงทุนทั้งหมด 37 โครงการ วงเงินลงทุน 1.4ล้านล้านบาท แบ่งเป็น โครงการลงทุนต่อเนื่อง 13 โครงการ วงเงินลงทุน 5.16 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนใหม่ 24 โครงการ วงเงินลงทุน 9.74 แสนล้านบาท โครงการลงทุนต่อเนื่อง อาทิ ทางถนน 1 โครงการ ได้แก่ มอเตอร์เวย์ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงมหาชัย-บ้านแพ้ว วงเงิน 3.22 หมื่นล้านบาท ทางบก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย วงเงิน 2.86 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ส่วนทางราง 7 โครงการ วงเงิน 4.76 แสนล้านบาท อาทิ 1.โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ วงเงิน 2.06 หมื่นล้านบาท 2.โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงิน 2.74 หมื่นล้านบาท 3.โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-ชุมพร วงเงิน 4.03 หมื่นล้านบาท และ 4.โครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) เส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท และทางอากาศ 4 โครงการ วงเงิน 5.71 พันล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่น วงเงิน 2 พันล้านบาท 2.ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี วงเงิน 169 ล้านบาท 3.ท่าอากาศยานกระบี่ วงเงิน 2.92 พันล้านบาท และ 4.ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ วงเงิน 619 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายที่ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรม อาทิ นโยบายเพิ่มความเร็วสูงสุดเป็น 120 กิโลเมตร(กม.)ต่อชั่วโมง(ชม.) โดยปี 64 ประกาศใช้แล้วกว่า 178 กม. และปี 65 จะเพิ่มเติมอีก 9 เส้นทาง ระยะทาง 138 กม.นอกจากนี้ยังมีนโยบายพัฒนาระบบผ่านทางด่วนแบบไร้ไม้กั้น (M-Flow) โดยปี 64 กรมทางหลวง(ทล.) จะทดสอบระบบบนมอเตอร์เวย์สาย 9 จำนวน 4 ด่าน ปี 65 เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 7 ด่าน (ทล. 4 ด่าน และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3 ด่าน) นโยบายจัดระเบียบรถรับจ้าง(รถยนต์)ผ่านแอพพลิเคชั่น โดยกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ประกาศจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอพฯแล้ว ซึ่งปี 65 ผู้ประกอบการจะทยอยจดทะเบียนจนครบทุกราย, นโยบายเร่งรัดเปิดบริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ โดยจะเปิดบริการอย่างเป็นทางการปลายเดือน พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีนโยบายพัฒนาระบบผ่านทางด่วนแบบไร้ไม้กั้น (M-Flow) โดยปี 64 กรมทางหลวง(ทล.) จะทดสอบระบบบนมอเตอร์เวย์สาย 9 จำนวน 4 ด่าน ปี 65 เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 7 ด่าน (ทล. 4 ด่าน และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3 ด่าน) นโยบายจัดระเบียบรถรับจ้าง(รถยนต์)ผ่านแอพพลิเคชั่น โดยกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ประกาศจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอพฯแล้ว ซึ่งปี 65 ผู้ประกอบการจะทยอยจดทะเบียนจนครบทุกราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า นโยบายเร่งรัดเปิดบริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ โดยจะเปิดบริการอย่างเป็นทางการปลายเดือน พ.ย.นี้นโยบายจัดทำแผนแม่บท MR-MAP โดยขณะนี้ศึกษาแผนแม่บทโครงข่ายแล้วเสร็จ และคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก(คจร.) เห็นชอบแล้ว เริ่มศึกษาออกแบบเบื้องต้น 4 โครงการนำร่อง และนโยบายเร่งรัดก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา(M6) และมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ได้ลงนามในสัญญาให้เอกชนร่วมลงทุนสำหรับงาน O&amp;amp;M แล้ว และจะพร้อมเปิดให้บริการปี 66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการลงทุนใหม่ ประกอบด้วย ทางถนน 12 โครงการ วงเงิน 2.81แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการมอเตอร์เวย์ M9 วงแหวนตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 5.60 หมื่นล้านบาท 2.โครงการมอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน วงเงิน 2.78 หมื่นล้านบาท 3.โครงข่ายเชื่อมต่อ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา กับ ทล.32 วงเงิน 4.7 พันล้านบาท 4.โครงการมอเตอร์เวย์ M7 ทางยกระดับช่วงศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ วงเงิน 2.95 หมื่นล้านบาท 5.โครงการมอเตอร์เวย์ M8 สายนครปฐม-ชะอำ ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 5.17 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;
6.โครงการทางพิเศษ ขั้นที่ 3 สายเหนือ N1 และ N2 วงเงิน 3.78 หมื่นล้านบาท 7.โครงการทางพิเศษส่วนต่อขยาย สายฉลองรัช ช่วงจตุโชติ-ถนนวงแหวนรอบที่ 3 วงเงิน 2.19 หมื่นล้านบาท 8.โครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต วงเงิน 1.44 หมื่นล้านบาท 9.โครงการทางพิเศษ ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ จ.ภูเก็ต วงเงิน 3.04 หมื่นล้านบาท 10.โครงการถนนเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยาน-สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 จ.นครพนม วงเงิน 1.6 พันล้านบาท 11.โครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-สาละวัน) จ.อุบลราชธานี วงเงิน 4.76 พันล้านบาท และ 12.โครงการนโยบายแต่งแต้มสีสันทางหลวง ส่งเสริมการท่องเที่ยว วงเงิน 280 ล้านบาท,&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทางบก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม วงเงิน 1.36 พันล้านบาท ทางราง 5 โครงการ วงเงิน 6.24 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 8.53 หมื่นล้านบาท 2.โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เส้นทาง บ้านไผ่-นครพนม วงเงิน 6.79 หมื่นล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม เส้นทาง ศูนย์วัฒนธรรมฯ-บางขุนนนท์ วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท 4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 1.24 แสนล้านบาท และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท
ขณะนี้ที่ ทางน้ำ 2 โครงการ วงเงิน 7.56 พันล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการแนวป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง วงเงิน 6.11 พันล้านบาท และ 2.โครงการพื้นฟูชายหาด วงเงิน 1.44 พันล้านบาท และทางอากาศ 4 โครงการ วงเงิน 5.94 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 1.58 หมื่นล้านบาท 2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 3.68 หมื่นล้านบาท 3.ท่าอากาศยานชุมพร วงเงิน 3.25 พันล้านบาท และ 4. ท่าอากาศยานระนอง 3.55 พันล้านบาท&lt;/p&gt;
wm55
xlot1688
xo
winner555
wtf55
xoslot
wmcasino
win88th
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120161</URL_LINK>
                <HASHTAG>37 โครงการ, รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แผนลงทุนปี  65</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e34886eb05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2025 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 29 ต.ค.นี้ คมนาคมลุยทดสอบทางด่วนไร้ไม้กั้น M-Flow นำร่อง 4 ด่านแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ต.ค.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้หลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางของระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น (Multi-lane Free Flow) หรือ ระบบ&amp;nbsp;M-Flow&amp;nbsp;ระหว่าง กรมทางหลวง&amp;nbsp;(ทล.) กรมการขนส่งทางบก&amp;nbsp;(ขบ.) และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(กทพ.) &amp;nbsp;เพื่อบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้บริการระบบ&amp;nbsp;M-Flow&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ต.ค.นี้ จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทดสอบระบบเสมือนจริงแบบครบวงจร (Soft Opening)&amp;nbsp;ใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow&amp;nbsp;บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง&amp;nbsp;(มอเตอร์เวย์) หมายเลข 9 หรือวงแหวนกาญจนาภิเษก (บางปะอิน-บางพลี) จำนวน&amp;nbsp;4 ด่าน ได้แก่ ด่านทับช้าง 1,&amp;nbsp;2 และ ด่านธัญบุรี 1,&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คาดว่าจะมีประชาชนสนใจลงทะเบียนหลักแสนคน โดยใช้เวลาทดลองประมาณ 2-3 เดือน จะประเมินผลให้เป็นไปตามสมมติฐาน ทั้งความรวดเร็วในการเดินทางที่มีความคล่องตัวขึ้น เพราะมีประสิทธิภาพในการระบายรถหน้าด่านได้เร็วขึ้น 5 เท่า หรือ 2,000-2,500 คัน/ช่อง/ชม. เมื่อเทียบกับระบบชำระค่าผ่านทางอัตโนมัติ เช่น เอ็มพาส (M-Pass) และ อีซี่พาส (Easy-pass) อยู่ที่&amp;nbsp;500 คัน/ช่อง/ชม. โดยใช้ความเร็วได้ 120 กม./ชม. จากนั้นจะเปิดให้บริการจริงในเดือน ม.ค.65 ต่อไป ทั้งนี้เมื่อพบว่าระบบ&amp;nbsp;M-Flow ประสบความสำเร็จจะขยายไปใช้ในเส้นทางอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 65 จะทำการศึกษาใช้กับมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-มาบตาพุดต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อมีระบบ&amp;nbsp;M-Flow ใช้ในเส้นทางของทางด่วน และ มอเตอร์เวย์ครบทุกเส้นทางที่เปิดให้บริการในปัจจุบันแล้ว หรือเปิดบริการเต็มรูปแบบจะยกเลิกจ่ายค่าผ่านทางด้วยเงินสด หรือ ระบบเอ็มพาส และ อีซี่พาสภายในปี 67 เพราะขณะนี้ในโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมอเตอร์เวย์ เช่น มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา และ หมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรีจะใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow และในเส้นทางใหม่ในอนาคตด้วย เพราะกระทรวงคมนาคมพยายามดำเนินเรื่องนี้มา 2 ปี ในปี 62-64 จนเกิดใช้ระบบดังกล่าว ขณะที่ต่างประเทศใช้ระบบนี้ไปแล้ว 20 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการบังคับใช้ทางกฎหมาย ถ้าผู้ใช้ทางฝ่าฝืนไม่จ่ายค่าผ่านทางจะปรับ 10 เท่าของอัตราค่าใช้บริการ&amp;nbsp;เช่น รถขนาด 4 ล้อ ราคา 30 บาท/ด่าน&amp;nbsp;ถ้าวิ่งทุกวัน 1 เดือนจะต้องจ่ายค่าผ่านทาง 900 บาทต่อเที่ยว หรือ ไป-กลับ &amp;nbsp;1,800 บาท หากไม่ชำระจะปรับ 10 เท่า หรือคิดเป็นเป็น 9,900 บาท หรือ ถ้าไป-กลับเป็น 18,000 บาท ซึ่งการจ่ายค่าผ่านทางนี้จะแจ้งผู้ใช้ทางผ่านทางแอพพลิเคชั่น&amp;nbsp;M&amp;nbsp;Flow&amp;nbsp;ทุกวัน ส่วนการค้างจ่ายค่าผ่านทางนั้นสามารถจ่ายได้ภายใน 30 วัน หรือจ่ายได้ทันที ซึ่งจะเป็นกหารจ่ายผ่านแอพฯ คิวอาร์โค้ด และอนาคตขยายไปจ่ายที่ธนารคออนไลน์ หรือร้านสะดวกซื้อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ทางต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากยังฝ่าฝืนไม่จ่ายอีก เมื่อไปต่อภาษีรถ ขบ. จะทำการตรวจเช็กข้อมูลหากพบว่า มีการค้างจ่ายค่าผ่านทางต้องทำการจ่ายที่ ขบ. ก่อนจะดำเนินการต่อภาษีรถต่อไป และอนาคตจะมีผลต่อการดำเนินงานด้านทะเบียนด้วย เช่น การอายัติทะเบียนรถ ซึ่งต้องปรับแก้กฎหมายให้รองรับต่อไป ตลอดจนการใช้ระบบกล้องอัจฉริยะจะช่วยตวรจสอบป้ายทะเบียนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น การเกิดอาชญากรรม ลักขโมยรถ ขบ. จะสามรถใช้ข้อมูลนี้ตรวจสอบ เพื่อนำข้อมูลส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อตามจับผู้กระทำผิดได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระบบ&amp;nbsp;M-Flow จะทำให้สะดวก รวดเร็ว ลดปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่าน รวมทั้งลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย ส่วนการจัดเก็บรายได้ค่าผ่านทางยังเหมือนเดิม ขณะเดียวกันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องบุคลากรที่นั่งที่ด่านลง โดยถ้าใช้ระบบเดิมและเปรียบเทียบกับใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow จะลดลง 20 สตางค์/คัน จากระบบเอ็มพาส 2.9 บาท/คัน ถ้าใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow เหลือ 2.7 บาท/คัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดโปรโมชั่น เพื่อจูงใจผู้ใช้ทางให้ใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow นั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. เป็นต้นไป ถ้าใครลงทะเบียนจะได้รับวิ่งฟรี 2 เที่ยว โดยจำกัดแค่จำนวน 1 แสนสิทธิ์ จากนั้นในช่วง 1 ม.ค.65 จะให้ ทล. สรุปโปรโมชั่นในช่วงเปิดใช้จริง 3 เดือนให้ชัดเจน เช่น ถ้าใช้ระบบ&amp;nbsp;M-Flow ลด 10% จากเดิมเคยจ่าย 30 บาทต่อด่าน จะลดเหลือ 27 บาท/ด่าน หรือถ้าลด 20% จากจ่าย 30 บาท/ด่าน จะจ่าย 24 บาท/ด่าน ทั้งนี้หากจัดโปรฯ ลด 10% จะทำให้รายได้มอเตอร์เวย์ลดลง 15 บาท/เดือน หรือ ลด 20% จะทำให้รายได้มอเตอร์เวย์ลดลง 30 ล้านบาท/เดือน เพราะตอนนี้มอเตอร์เวย์หมายเลขมีผู้ใช้ทางอยู่ที่ 6 แสนคัน/วัน ซึ่งกาจัดโปรฯ ต้องดำเนินการให้รอบคอบทุกด้าน เพื่อให้ กทพ. นำไปใช้กับทางด่วนต่อไป&lt;/p&gt;allone66
crow789
g2g-slot
g2ggold168
g2gslot
goldbet1688
hungry888
king77
imi189
388goals
9slotgame
69slot
crow168
g2g88gold
ggpoker
gold365bet
kingjoker777
lavagame168
kkpoker
77betthai
789slot
fafa
ava168
game88
gtr55

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ใช้บริการระบบ M-Flow, รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e2d1a7bcb0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ศักดิ์สยาม’ชวนนักลงทุนฝรั่งเศสร่วมทุนศูนย์ซ่อมฯอู่ตะเภา-แลนด์บริดจ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังนายตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเข้าพบ เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่ว่า ได้หารือถึงความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยและฝรั่งเศส ได้แก่ 1.การร่วมลงนามในร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาคมนาคมขนส่ง ระหว่าง รมว.คมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และ รมช.การเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยา กำกับดูแลการคมนาคมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างกันในทุกมิติ โดยจะจัดพิธีลงนามปฏิญญาดังกล่าว ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่มีระหว่างกันในด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน รวมถึงด้านเทคโนโลยี (Artificial Intelligence: AI)&amp;nbsp;เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน โดยกระทรวงคมนาคมได้นำเสนอผลงานการคิดค้น และขับเคลื่อนการนำยางพารา มาผลิตเป็นแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ โดยการปรับรูปแบบนำยางพารามาใช้กับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยทางถนนในไทย เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ทางฝรั่งเศสยังนำเสนอโครงการ&amp;nbsp;Helicopter Emergency Medical Services (HEMS)&amp;nbsp;บริการการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ โดยมีแผนนำร่องในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3.ความคืบหน้าโครงการความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองและการรักษามรดกชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต (SUTRHE)&amp;nbsp;กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD)&amp;nbsp;ในโครงการความร่วมมือทางวิชาการการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองและการรักษามรดกชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในปี 2563-2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังครอบคลุมโครงการรถไฟฟ้ารางเบา กระเช้าไฟฟ้า และรถโดยสารสาธารณะ เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่ายขนส่งสาธารณะของภูเก็ตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมรดก นอกจากนี้ยังยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของไทย รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงิน การวิจัย และการศึกษาในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยด้วย และ&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)&amp;nbsp;โดยได้เชิญชวนนักลงทุนจากประเทศฝรั่งเศสให้เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม อาทิ โครงการก่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO)&amp;nbsp;อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในภูมิภาคอาเซียน มุ่งสู่การเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองกับระบบราง (MR-MAP)&amp;nbsp;และโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Southern Land Bridge)&amp;nbsp;ที่เชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทยผ่าน จ.ระนอง และ จ.ชุมพร เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น&amp;nbsp;Transshipment&amp;nbsp;ศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค นอกจากนี้ทางฝรั่งเศสยังมีท่าทีสนใจเข้าร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118983</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, ศูนย์ซ่อมฯอู่ตะเภา, สาธารณรัฐฝรั่งเศส, แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf2f985bbc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ฤกษ์ คมนาคมเล็งทดสอบระบบ M-Flow มอเตอร์เวย์หมายเลข 9 ต.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.) เตรียมการเพื่อเปิดทดสอบระบบให้บริการเสมือนจริงแบบครบวงจร (Soft Opening) โครงการจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 9 (บางปะอิน&amp;ndash;บางพลี) ในช่วง ต.ค. 2564 โดยดำเนินการจำนวน 4 ด่าน ประกอบด้วย ด่านทับช้าง 1, 2 และด่านธัญบุรี 1, 2 นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้ ทล. พิจารณาจัดโปรโมชั่นที่เหมาะสม เช่น ลดราคาค่าผ่านทาง เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบ M-Flow มากขึ้น ทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนศักดิ์ วงศ์ธนากิจเจริญ ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ทล. กล่าวว่า ในช่วงกลาง ต.ค. 2564 ทล. มีการเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.), การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบูรณาการบังคับใช้กฎหมายเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้บริการระบบ M-Flow ก่อนที่ ทล. จะทดสอบระบบให้บริการเสมือนจริงด้วยการให้ประชาชนทดลองใช้บริการในช่วงปลาย ต.ค. 2564 โดยจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนระบบ M-Flow ก่อน ตามช่องทางต่างๆ ของ ทล. เช่น เว็บไซต์ www.mflowthai.com, โมบายแอปพลิเคชั่น M Flow และจุดบริการที่ ทล.กำหนด ฯลฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์แต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการให้บริการในช่วงทดสอบระบบนั้น ประชาชนที่ใช้บริการในช่อง M-Flow จะยังคงต้องชำระค่าผ่านทางที่ด่านเก็บเงินปลายทางรูปแบบเดิมก่อน จากนั้นจึงจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และช่องทางการชำระเงิน เมื่อมีการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบต่อไป ส่วนการจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจประชาชนตามนโยบายของนายศักดิ์สยามนั้น ทล.ได้เตรียมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้บริการระบบ M-Flow ไว้หลากหลายรูปแบบ เช่น การลดราคาค่าผ่านทาง 25-50% หรือโปรโมชั่นแบบแพ็คเกจจ่าย 1 ครั้ง ฟรี 1 ครั้ง เป็นต้น คาดว่าจะได้ข้อสรุป เพื่อนำเสนอต่อนายศักดิ์สยามพิจารณาในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทล.ยังเตรียมประเมินผลการทดสอบระบบให้บริการเสมือนจริงเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งหากผลการทดสอบ พบว่า ระบบมีความเสถียรและได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชน ก็จะสามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ขณะเดียวกัน ทล. ยังมีแผนขยายผลการดำเนินงานไปยังมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 กรุงเทพฯ&amp;ndash;บ้านฉาง ภายในปี 2565 รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา และมอเตอร์เวย์ หมายเลข 81 บางใหญ่-กาญจนบุรีในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังเตรียนำระบบ M-Flow ไปใช้กับทางพิเศษฉลองรัฐที่อยู่ในความดูแลของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อีกด้วย โดยในระยะแรกดำเนินการภายใน มี.ค. 2565 จำนวน 3 ด่าน ได้แก่ ด่านจตุโชติ, ด่านสุขาภิบาล 5-1, และด่านสุขาภิบาล 5-2 และจะขยายผลมาใช้กับทางพิเศษฉลองรัฐระยะที่ 2 บูรพาวิถีและกาญจนาภิเษกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดเก็บค่าผ่านทางระบบ M-Flow นั้น จะช่วยระบายรถบริเวณหน้าด่านได้เร็วกว่าเดิมถึง 5 เท่าหรือประมาณ 2,000 คัน/ช่อง/ชม. เป็นการบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านและยังช่วยให้ผู้ใช้ทางสามารถใช้ความเร็วต่อเนื่อง 120 กม./ชม.ได้ เมื่อเทียบกับระบบชำระด้วยเงินสด หรือระบบชำระค่าผ่านทางอัตโนมัติ ที่สำคัญยังช่วยลดการสัมผัส ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเข้ากับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทล.ยังบูรณาการเทคโนโลยีและการให้บริการอย่างเป็นระบบ และพัฒนาระบบให้รองรับความต้องการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของประชาชนในยุคดิจิทัลที่เป็นสังคมไร้เงินสดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การชำระค่าผ่านทางผ่านโทรศัพท์มือถือ การชำระค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิต การหักบัญชีธนาคารแบบอัตโนมัติ การตัดชำระผ่านระบบ Pre-Paid เช่น M-Pass&amp;nbsp;&amp;nbsp;Easy-Pass และ Wallet อื่นๆ ในอนาคต รวมถึงมีบริการรับชำระเงินผ่านช่องของทางธนาคาร และ Counter Service ในรูปแบบต่างๆ และผ่าน QR Code ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยตลอดการเดินทางบนมอเตอร์เวย์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118593</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง (ทล.), ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์), บางปะอิน–บางพลี, ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow), ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_6159355032cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฤกษ์ดี!กรมทางหลวงเซ็นแล้ว O&amp;M มอเตอร์เวย์ 2 สาย มูลค่า 3.9 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา&amp;nbsp;Operation and Maintenance (O&amp;amp;M) &amp;nbsp;โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง&amp;nbsp;(มอเตอร์เวย์) หมายเลข 6&amp;nbsp;(M6) สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร (กม.) และโครงการทางหลวงมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ระยะทาง 96 กม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม เปิดเผยว่า โครงการมอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทางดังกล่าว เป็นโครงการสำคัญตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย คณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 60 อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการฯ ให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา&amp;nbsp;(O&amp;amp;M) ในรูปแบบการเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ&amp;nbsp;(PPP) แบบ Gross Cost&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ ทล. ดำเนินการในขั้นตอนการประมูลคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนมาตามลำดับ โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า&amp;nbsp;BGSR เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกการดำเนินการ O&amp;amp;M มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทาง วงเงินรวม 39,138 ล้านบาท อายุสัมปทาน 30 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้รูปแบบ&amp;nbsp;PPP ในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบมอเตอร์เวย์ของ ทล. ในครั้งนี้นั้น ถือเป็นโครงการแรกในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนและบุคลากรของภาครัฐได้อย่างมาก รวมถึงจะใช้ความเชี่ยวชาญและศักยภาพของภาคเอกชน มาร่วมดำเนินการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการให้บริการประชาชน ทั้งยังเป็นการยกระดับมอเตอร์เวย์สู่ระบบสากลด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ ทล. จะดำเนินการส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนเข้าดำเนินการตามแผนที่วางไว้ต่อไป โดยยืนยันว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผน และไม่มีความล่าช้า เนื่องจากก่อนที่จะมีการลงนามสัญญาในวันนี้ ทล. กับเอกชนได้มีการหารือเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้เบื้องต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม หากส่งมอบพื้นที่ไม่เป็นไปตามแผน ทล. จะขยายเวลาให้แต่ไม่มีการชดเชยเรื่องค่าปรับ หรือ ไม่มีค่าโง่ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทางนั้น จะใช้ระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น (Multi-lane Free Flow) หรือระบบ M-Flow 100% จากเดิมทั้ง 2 เส้นทางจะมีด่านเก็บค่าผ่านทางเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนั้น จะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)&amp;nbsp;มาบริหารจัดการ รวมถึงใช้ระบบกล้อง&amp;nbsp;CCTV ประสิทธิภาพสูงในการจับภาพระยะทาง 2 กม. ทำให้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ สามารถบริหารการจราจรอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สามารถบริหารจัดการจราจร แจ้งข่าวสารให้ประชาชนทราบในการเดินทาง&amp;nbsp;รวมถึงยังเป็นการประหยัดบุคลากร, งบประมาณในการดูแลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์นั้น ขณะนี้&amp;nbsp;มอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา มีความคืบหน้า 94% ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ไขรูปแบบเพิ่มเติม 17 สัญญา ซึ่งแนวทางแก้ไขก็แตกต่างกัน บางสัญญาสามารถนำงบประมาณที่อยู่ในโครงการมาบริหารจัดกรได้โดยตกลงกับสำนักงบประมาณ ขณะที่บางโครงการเกิดจากเหตุผลของส่วนราชการที่อยู่ตามแนวโครงการแล้วมีผลกระทบกับโครงการ และไม่อยู่ในผลการศึกษา เช่น บริเวณเรือนจำกลางคลองไผ่ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งทางเรือนจำได้ทำหนังสือถึง ทล. เพื่อให้พิจารณาเรื่องความปลอดภัยของแนวเส้นทางที่ผ่านเรือนจำ โดยให้ติดตั้งกำแพงครอบ เพื่อไม่ให้มีวัสดุหลุดหรือหล่นลงในเรือนจำ เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยการรักษาเรือนจำ ทั้งนี้ จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเพิ่มเติม และประกวดราคาผู้รับจ้างไปดำเนินการาเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการในส่วนนี้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะได้ข้อยุติภายในปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ มอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี&amp;nbsp; ขณะนี้มีความคืบหน้า 62% อีกทั้ง ได้มีการปรับแบบในสัญญาเดียว ซึ่งจะต้องมีการสร้างสะพาน แต่สามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากการประกวดราคาเดิมได้ โดยคาดว่า มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทาง จะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนทดลองวิ่งใช้ฟรี 3 เดือน ในช่วงปลายปี 66 จากนั้นคาดว่าต้นปี 67 จะเปิดเต็มรูปแบบและจัดเก็บค่าผ่านทางต่อไป ทั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ลดระยะเวลาในการเดินทางจาก 3 ชม. เหลือ 1 ชม.กว่า และในอนาคตจะมีการขยายเส้นทางมอเตอร์เวย์ ผ่านการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและระบบราง&amp;nbsp; (MR-Map)&amp;nbsp; เพื่อเชื่อมไปยัง จ.หนองคาย บึงกาฬ และอุบลราชธานีต่อไป ส่วนมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี&amp;nbsp; จะทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไปยังภาคตะวันตก และประเทศเมียนมาได้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี ทล. กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญระหว่างกรมทางหลวงและกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR ซึ่งเป็นการรวมตัวของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STECON) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) โดยรายละเอียดของสัญญาแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การก่อสร้างด่านและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น M-Flow ระบบควบคุมและบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ ระบบโครงข่ายสื่อสารใยแก้วนำแสงและระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าบนสายทาง อาคารศูนย์ควบคุมและอาคารสำนักงานต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 เมื่อเปิดเส้นทางให้บริการ กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะทำหน้าที่จัดเก็บค่าผ่านทางและนำส่งรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดให้แก่กรมทางหลวง บริหารจัดการและควบคุมการจราจร ซึ่งรวมถึงงานกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนการซ่อมบำรุงรักษาถนนและงานระบบทั้งหมดของโครงการ เป็นระยะเวลา 30 ปีหลังเปิดให้บริการ โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะได้รับค่าตอบแทนสำหรับค่าก่อสร้างงานระบบและค่าตอบแทนสำหรับการดำเนินงาน และบำรุงรักษา โดยจะต้องรักษาระดับการให้บริการให้เป็นไปตามเงื่อนไข KPI ตามที่กรมทางหลวงกำหนดไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118251</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน-นครราชสีมา, โครงการทางหลวงมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61544791700ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศักดิ์สยาม&#039;กางแผนพัฒนาอัพเกรด &#039;ถนนสวย-ทางรถไฟ-ท่าเรือ&#039;หนุนท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ก.ย.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 ก.ย. 2564 กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอวิดีทัศน์ &amp;ldquo;คมนาคมสีสัน สร้างสรรค์ประเทศไทย&amp;rdquo; สอดคล้องกับข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม พัฒนาพื้นที่โดยรอบโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น และสวยงาม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมเจ้าท่า (จท.) รับมอบนโยบายดังกล่าว แปรไปสู่การปฏิบัติ โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ 2 ฝั่งถนน, เขตทางรถไฟ และท่าเรือให้มีความสวยงาม และมีความปลอดภัยในการสัญจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าวข้างต้น ได้มีการพัฒนา ปรับปรุงทั่วประเทศ รวม 793 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 1,517 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมทัศนียภาพทางถนนของ ทล. เพื่อเพิ่มความสวยงามร่มรื่น 2 ฝั่งทางหลวง ด้วยพันธุ์ไม่ประจำถิ่น สร้างเอกลักษณ์ของเส้นทาง และแลนด์มาร์คใหม่ในการเดินทางและการท่องเที่ยว โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ รวม 767 โครงการ วงเงิน 779 ล้านบาท ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 1 ใช้งบประมาณบำรุงปกติ ปี 2565 จำนวน 137 โครงการ วงเงินรวม 279 ล้านบาท ระยะเวลา 6 เดือน (พ.ย. 2564-เม.ย. 2565) คือ แผนงานปรับภูมิทัศน์ริม 2 ข้างทาง จำนวน 20 สายทาง วงเงิน 39.99 ล้านบาท เช่น ทางหลวงหมายเลข 117 ตอนพญาแมน-ไร่อ้อย จ.อุตรดิตถ์, ทางหลวงหมายเลข 4267 ตอนห้วยนาง-หนองบัว จ.ตรัง เป็นต้น อีกทั้งมีแผนงาน 1 จังหวัด 1 ถนนสวยงาม จำนวน 77 สายทางทั่วประเทศ วงเงิน 198.90 ล้านบาท เช่น ทางหลวงหมายเลข 12 ตอนบ้านฝาง-ขอนแก่น, บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น และแผนงานเพิ่มศักยภาพจุดบริการประชาชน จำนวน 4 จุด วงเงิน 40 ล้านบาท อาทิ ทางหลวงหมายเลข 2196 จ.เพชรบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 ใช้งบประมาณบำรุงปกติ ปี 2566 จำนวน 630 โครงการ วงเงินรวม 500 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการเริ่ม ต.ค. 2565 คือ แผนงานเพิ่มศักยภาพจุดพักรถบรรทุก จำนวน 40 จุด, แผนงานปรับปรุงหมวดทางหลวงทั่วประเทศ จำนวน 584 แห่ง เพื่อเป็นจุดบริการและแวะพักของประชาชนที่ขับรถทางไกล, แผนงานปรับปรุงภูมิทัศน์ทางหลวง จำนวน 4 แห่ง อาทิ ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนสี่แยกกบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว จ.ปราจีนบุรี และแผนงานยกระดับพื้นที่บริเวณสี่แยก จำนวน 2 จุด อาทิ ทางหลวงหมายเลข 37 ตอนวังโบสถ์-ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การส่งเสริมทัศนียภาพทางถนนของ ทช. เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับพื้นที่ และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีแผนดำเนินการ จำนวน 2 โครงการ ในเส้นทางที่เปิดให้บริการแล้ว โดยไม่ต้องของบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากใช้งบประมาณของ ทช. คือ โครงการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;สีสันประเทศไทย ณ สะพานภูมิพล&amp;rdquo; ด้วยการประดับไฟ เพื่อเพิ่มความสง่างามให้กับสะพานของพ่อ ในช่วง พ.ย. 2564-ม.ค. 2565 และโครงการประดับไฟ &amp;ldquo;สะพานมหาเจษฎาบดินทรทนุสรณ์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การส่งเสริมทัศนียภาพระบบรางของ รฟท. เพื่อให้เส้นทางรถไฟ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยส่งเสริมทัศนียภาพริมทางรถไฟ จำนวน 9 เส้นทาง วงเงินรวม 15 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ พ.ย. 2564-เม.ย. 2565 แบ่งเป็น พัฒนาทางรถไฟเส้นทางท่องเที่ยว จำนวน 7 เส้นทาง ด้วยพันธุ์ไม่สวยงามประจำถิ่น วงเงินรวม 7 ล้านบาท เช่น เส้นทางรถไฟสายเหนือ ช่วงเชียงใหม่-นครลำปาง, เส้นทางรถไฟช่วงสถานีกาญจนบุรี-น้ำตก เป็นต้น อีกทั้งพัฒนาเส้นทางโดยสารสายหลักของประเทศ จำนวน 2 เส้นทาง วงเงิน 8 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน เช่น แนวเส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และช่วงบางซื่อ-รังสิต เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การส่งเสริททัศนียภาพท่าเรือของ จท. ให้มีความโดดเด่น โดยเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวทางน้ำ และส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย จำนวน 15 โครงการ วงเงินรวม 723 ล้านบาท ได้แก่ ยกระดับท่าเรือในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล จำนวน 6 โครงการ วงเงิน 157 ล้านบาท เช่น ท่าเรือกรมเจ้าท่า, ท่าเรือสะพานพุทธ, ท่าเรือนนทบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาท่าเรือในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 566 ล้านบาท อาทิ ท่าเรือเฟอร์รี่เกาะสมุย, ท่าเรือเอนกประสงค์ บริเวณอ่าวมะขามป้อม จ.ระยอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118080</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.), ถนนสวย-ทางรถไฟ-ท่าเรือ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2a6f29a70a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ข้อสรุป แก้ปัญหาสถานีอยุธยารถไฟ &#039;ไฮสปีดไทย-จีน&#039; ปรับลดความสูงสันราง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ย.2564 -นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเพื่อพิจารณาแนวทางการก่อสร้างสถานีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ผ่านระบบ zoom ว่า การประชุมครั้งนี้มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม รวมถึงผู้แทนจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินการก่อสร้างสถานีอยุธยาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในที่ประชุมได้พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งพบว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่เพื่อลดข้อกังวลต่างๆ จะดำเนินการลดระดับสันรางลงจาก 19 เมตร เหลือ 17 เมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเตรียมจัดทำรายงานผลกระทบต่อมรดกโลกทางวัฒนธรรม (Heritage Impact Assessment : HIA) เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสต่อไป พร้อมทั้งจะกำหนดมาตรการจำกัดความสูงของอาคารรอบสถานี เช่น ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จะออกระเบียบกำหนดความสูงไม่ให้เกินที่กำหนด และประสานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นออกเทศบัญญัติควบคุมความสูงของอาคารโดยรอบสถานีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม(คค.) พิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ในประเด็นด้านกฎหมายในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทราบว่าในพื้นที่โครงการก่อสร้างในปัจจุบันไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย และข้อบังคับแต่อย่างใด พร้อมทั้งให้กระทรวงคมนาคมนำความเห็นของ ทส. และ วธ. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการของโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ต่อไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แนวทางการก่อสร้างสถานีอยุธยา, ไฮสปีดไทย-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614d57c88bf97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
