<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงแพ็กเกจอุ้มราคายาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวสวนยางเดินหน้ารวมพลแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ ชี้เดือดร้อนจริงไม่มีการเมือง &amp;ldquo;กฤษฎา&amp;rdquo; ประชุมด่วน เตรียมชง ครม. 20 พ.ย.ออกแพ็กเกจใหญ่อุ้มราคายาง ระยะสั้นใช้งบ 20,200 ล้านเยียวยา-ดันราคารับซื้อ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ราคายางพาราเมื่อวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน ที่ราคาน้ำยางสดตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 28-31 บาท, ยางก้นถ้วย 12-15 บาท และยางแผ่น กก.ละ 32-35 บาท ทำให้กลุ่มชาวสวนยางยังคงเดินหน้ารวมพลกดดันรัฐบาลให้แก้ไขปัญหา โดยกลุ่มชาวสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราชได้นัดรวมพล 5 จุด และเคลื่อนขบวนรถมุ่งหน้าสหกรณ์สุราษฎร์ธานี (โคออป) ขณะที่กลุ่มเกษตรกรสวนยาง อ.เวียงสระ สุราษฎร์ธานีเองก็รวมตัวบริเวณแยกใกล้ห้างโลตัสเวียงสระ เพื่อรอติดตามความเคลื่อนไหวจากชาวสวน จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สฤษดิ์ ศรีประศาสตร์ แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อยภาคใต้ กล่าวว่า ชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ และสุดทนกับความลำบากที่เกิดขึ้น ชาวบ้านอยากจะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้รัฐบาลได้รับรู้ และในวันที่ 20 พ.ย.ที่ จ.ตรัง ก็เตรียมจัดกิจกรรมมารวมตัวกันด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่ขับไล่รัฐบาล เพราะถ้าใครไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ก็แค่ไม่เลือกในการเลือกตั้งสมัยหน้า ไม่มีการเมืองเกี่ยวข้อง หรือมีเบื้องหลังใดๆ ทั้งสิ้น แต่เพราะเดือดร้อนจริงๆ&amp;rdquo; นายศักดิ์สฤษดิ์ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาชาวสวนยางได้ยื่นเรียกร้องขอความช่วยเหลือมาตลอด แต่กลับเงียบไม่มีความก้าวหน้าใดๆ จึงต้องเคลื่อนไหวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สั่งให้กระทรวงเกษตรฯ แก้ปัญหาราคายางพาราภายใน 7 วันนั้น จากการประชุมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 5 ราย ก็ได้ข้อสรุปว่า จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณค่าชดเชยการขาดรายได้แก่ชาวสวนยางพารา ซึ่งขึ้นทะเบียนกับ กยท. 1,400,000 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยจ่ายไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจ่ายให้ทั้งเจ้าของสวนและผู้รับจ้างกรีดยาง ซึ่งปกติแล้วชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนกันร้อยละ 60:40 ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะเพิ่มจำนวนให้มากกว่าไร่ละ 1,500 บาท หรือยังคงอยู่ที่ไร่ละ 1,500 บาท แต่เพิ่มจำนวนไร่ต่อครัวเรือนให้มากกว่า 15 ไร่ ซึ่งไม่ต่างจากการช่วยเหลือเมื่อปี 2560 โดยใช้งบกว่า 10,200 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎากล่าวว่า ยังจะทำระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยราคาที่เกษตรกรควรขายได้ขณะนี้ สำหรับราคาน้ำยางสด กก.ละ 37 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 37 บาท ยางแผ่นรมควัน กก.ละ 40 บาท โดยกำหนดงบไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้งบของ กยท. หากไม่เพียงพอจะเสนอของบกลาง และหากภาคเอกชนรับซื้อต่ำกว่าราคาดังกล่าว รัฐจะชดเชยให้กิโลกรัมละ 2 บาท ทั้งนี้ กยท. จังหวัดจะเข้าไปดูแลปริมาณการขายอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีการแจ้งเกินจริง ทั้งนี้ ระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพาราจะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่จะดีขึ้นในระดับที่เกษตรกรคุ้มทุน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าต้องกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ร่วมกับลดปริมาณน้ำยางดิบลงให้ได้ จากปัจจุบันกรีดน้ำยางออกสู่ตลาดปีละ 4,500,000 ตัน สมควรลดลงเหลือ 4,000,000 ตัน&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว และว่า ไทยส่งออกยางพาราได้ปีละ 4,000,000 ตัน ที่เหลืออีก 1,500,000 ตันอยู่ในประเทศ แต่ใช้ไม่หมด จึงล้นตลาดกดราคามาตลอด จากนี้ไปไม่สามารถพึ่งการส่งออกเป็นหลักได้ เนื่องจากมีหลายประเทศที่ปลูกยางพาราเพื่อส่งออกเช่นกัน ดังนั้นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางจึงเป็นแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการลดภาษี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎากล่าวต่อว่า ยังมีมาตรการที่ทำควบคู่กัน คือให้ กยท.ประสานงานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำเครื่องนอน ทั้งที่นอนและหมอนจากยางพารา มอบให้โรงพยาบาล โรงเรียนประจำ สถานสงเคราะห์ ค่ายทหาร และเรือนจำ โดยให้ กยท.รับซื้อน้ำยางดิบจากเกษตรกรราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 37 บาท โดยจะเสนอของบกลางมาดำเนินการ ซึ่งปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องจัดสรรงบเพื่อซื้อเครื่องนอนมาสนับสนุนการใช้ยางพารา โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางสดให้ได้ 170,000 ตันในปีงบประมาณนี้ ซึ่งจะเริ่มรับซื้อทันทีที่ทราบปริมาณความต้องการใช้ ส่วนยางค้างสต๊อกที่เริ่มเสื่อมคุณภาพประมาณ 104,000 ตัน จะนำไปทำแผ่นปูพื้น โดยสั่งการให้ กยท.เร่งสำรวจข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย กยท.จะผลิตให้แก่โรงเรียนและสนามกีฬาที่ต้องการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยังได้ประสานงานกระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาว่าสามารถออกประกาศระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการการใช้ยางพาราในภาครัฐเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่ยังมีงบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการนี้อีกกว่าหมื่นล้านบาทมาซื้อยางพาราไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ตามเป้าหมาย 200,000 ตัน จากปัจจุบันใช้ไปเพียง 8,800 ตัน เนื่องจากที่ผ่านมายังติดขัดปัญหาระเบียบพัสดุฯ ที่ต้องซื้อของราคาต่ำที่สุด แต่มีความคุณภาพสูงสุด รวมทั้งทำระบบประกันรายได้ของชาวสวนยางพารา โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ กระทรวงจะนำเสนอในที่ประชุม ครม.ในวันที่ 20 พ.ย.นี้&amp;rdquo; นายกฤษฎาระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21991</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศักดิ์สฤษดิ์ ศรีประศาสตร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bec2e8280a74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
