<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รื้อรธน.ส่อเดือด พรรคเล็กไม่ยอม เขี่ย‘ส.ส.ปัดเศษ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ขอ &amp;ldquo;มหาดไทย&amp;rdquo; เปิดทาง ส.ส.เดินทางมาประชุมสภา นัดวิป 3 ฝ่ายถกเลื่อนประชุม กมธ.งบฯ ขณะที่ กมธ.แก้ รธน.อีก 2 สัปดาห์เสร็จ &amp;ldquo;พรรคจิ๋ว&amp;rdquo; ดิ้นแปรญัตติปรับเกณฑ์คำนวณเสียงตกน้ำ เพื่อไทยยันไม่ยื่นศาล รธน.ตีความ&amp;nbsp;
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ประกาศล็อกดาวน์ว่า ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และตนได้โทรศัพท์ไปประสานว่ากรณีที่ห้ามเคลื่อนย้ายหรือห้ามเดินทาง ก็ขอให้ความร่วมมืออนุมัติให้ ส.ส.สามารถเดินทางมาปฏิบัติภารกิจได้ ส่วนผลกระทบต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่มีกรอบระยะเวลากำหนดไว้ 105 วันนั้น จะเชิญตัวแทนของวิป 3 ฝ่ายมาหารือ อาจจะเป็นวันที่ 12 ก.ค. หรือวันที่ 13 ก.ค. เพื่อเป็นความเห็นร่วมกันว่าหากจำเป็นต้องเลื่อนประชุมออกไป จะเลื่อนกี่วัน ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อไม่ให้มีปัญหาขัดแย้ง
&amp;ldquo;ได้พูดเสมอว่าต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่าหนีโควิด-19 แต่ต้องไม่ประมาท ต้องเข้มงวดในการป้องกันตัวเอง แต่ยอมรับว่าต้องเห็นใจ ส.ส.บางคนที่กลัวและกังวล จึงเสนอให้งดประชุมไปก่อน แต่แนะนำคนที่กลัวมากว่าให้มาลงชื่อประชุมแล้วฟังการประชุมในห้องส่วนตัว ส.ส. เมื่อถึงเวลาลงมติก็ค่อยเดินเข้าไปลงมติ ซึ่ง ส.ส.ไม่ได้บ่นกับผมโดยตรง แต่ให้สัมภาษณ์ เลยขอให้เลื่อนประชุมไปเรื่อยๆ ถ้าเราไปทำอย่างนั้นก็จะมีปัญหา &amp;nbsp;เมื่อวันที่เปิดสมัยประชุมในเดือนพฤษภาคม หากเราเลื่อนเพื่อหวังให้โควิด- 19 หมดนั้น วันนี้มันเพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่เราทำมาเกือบ 2 เดือน กฎหมายก็ผ่านไปหลายฉบับ ยังค้างอยู่ฉบับครึ่ง ดังนั้นเรื่องที่จำเป็นต้องออกกฎหมายรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการบริหารประเทศ ไม่มีกฎหมายค้างเลย ดังนั้นสมาชิกควรจะภูมิใจที่ทำงานภายใต้สถานการณ์ที่เราถือว่าใช้แนวทางปฏิบัติในการเผชิญหน้ากับปัญหา โดยความรอบคอบ ไม่ประมาท สามารถทำงานไปได้ด้วยดี&amp;rdquo; นายชวนกล่าว&amp;nbsp;
ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กม.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ กล่าวว่า การประชุมกมธ.ในสัปดาห์หน้าเป็นไปตามปกติ เพราะมีมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มงวด โดย กมธ.จะพิจารณาอีกเพียง 4 ครั้ง หรือประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะแล้วเสร็จ โดยจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อในวาระ 2 และวาระ 3 ได้ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ เชื่อมั่นว่าการแก้ไขในมาตราอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแก้ไขที่รัฐสภารับหลักการมานั้น จะไม่นำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอแปรญัตติแก้รายละเอียดในประเด็นระบบการเลือกตั้งแล้วเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเสนอต่อรัฐสภา อาทิ การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตไม่น้อยกว่า 100 เขต จึงจะส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ โดยพรรคใดที่ได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 1 ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้ง เพื่อป้องกัน ส.ส.ปัดเศษ พร้อมเพิ่มบทเฉพาะกาลคุ้มครองสมาชิกภาพ ส.ส.ปัจจุบัน และกำหนดให้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ยืนยันว่าพรรคไม่ได้หารือกันถึงการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอแก้ไขระบบเลือกตั้งเพียง 2 มาตรา &amp;nbsp;แต่ไปเกี่ยวพันกับมาตราอื่นด้วย เพราะมั่นใจว่ารัฐสภาสามารถดำเนินการแก้ไขได้ เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในข้อ 124 ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมที่ขัดต่อหลักการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการเดียวกันในมาตราอื่น&amp;nbsp;
นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย กล่าวว่า กลุ่มพรรคเล็กร่วมเสนอคำแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ แล้ว เนื้อหาที่สำคัญคือคงจำนวน ส.ส.ไว้ที่ 500 คน แบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และกำหนดคะแนนขั้นต่ำที่จะใช้คำนวณเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ 0.02% เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคขนาดเล็กมีที่ยืนในสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีที่พรรคการเมืองใหญ่กำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ 1% ของการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเล็กที่ได้หารือร่วมกับพรรคก้าวไกลเห็นว่าไม่ยุติธรรม เพราะปิดกั้นโอกาสการเข้าทำหน้าที่ผู้แทนในสภาของพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะหากใช้เกณฑ์ 1% จะทำให้การได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ต้องใช้คะแนนเลือกตั้งถึง 3.5 แสน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสิทธิ์ตัดโอกาสพรรคเล็กอย่างสิ้นเชิง แต่หากปรับเป็นเกณฑ์ 0.02% จะทำให้ใช้ฐานคะแนน 7.1 หมื่นเสียง จะทำให้พรรคเล็กมีสิทธิ์ได้รับเลือกเข้าสภา&amp;rdquo; นายพิเชษฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิเชษฐกล่าวต่อว่า คำแปรญัตติที่พรรคเล็กเสนอ ยอมรับว่าหากไม่ผ่านในชั้น กมธ.หรือไม่ได้รับการพิจารณา ตัวแทนพรรคเล็กรวมถึงพรรคก้าวไกล และอาจมีบางส่วนของพรรคภูมิใจไทยที่เห็นด้วยจะเข้าชื่อให้ถึง 1 ใน 10 เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าเนื้อหาที่ปรับแก้นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตัดสิทธิ์ตัดโอกาสของประชาชนที่สนับสนุนพรรคเล็กหรือไม่ รวมถึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ผ่านประชามติ ซึ่งเคารพทุกเสียงของประชาชนหรือไม่ ยอมรับว่าได้หารือกับพรรคก้าวไกล และเห็นว่าจำนวนเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำนั้นเหมาะสม โดยพรรคเล็กที่ร่วมลงชื่อเสนอคำแปรญัตติ และเห็นด้วยกับทิศทางที่เสนอ ได้แก่ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคพลังไทยรักไทย และพรรคประชาธรรมไทย ทั้งนี้ ในการลงชื่อเสนอญัตติพรรคพลังท้องถิ่นไทได้ร่วมลงชื่อด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109196</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคจิ๋ว, พรรคเล็ก, มหาดไทย, รื้อรธน., วิป 3 ฝ่าย, ศาล รธน., ส.ส.ปัดเศษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd908903986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนัดชี้แก้รธน.11มี.ค. ซัดบิ๊กตู่ส่งสัญญาณควํ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ลุ้นระทึก! ศาล รธน.นัดวินิจฉัยอำนาจรัฐสภาแก้รธน.ม.256 ตั้ง ส.ส.ร. 11 มี.ค.นี้ &amp;ldquo;สมชาย&amp;rdquo; ระบุหากศาลตัดสินว่าทำไม่ได้ก็ไม่สามารถโหวตลงมติวาระ 3 ได้อีก &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; รุมเฉ่งส.ว. คาดการณ์ไปเองแก้ รธน.กระทบพระราชอำนาจ เชื่อ&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ส่งสัญญาณ ส.ว.คว่ำวาระ 3 เตือนประชาชนจะลุกฮือครั้งใหญ่ทั่วประเทศ &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; รับกังวลใจตัดพ้อ หากแก้ไม่ได้คงต้องรอให้มีรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp; 4 มีนาคม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) และศาลรัฐธรรมนูญได้รับหนังสือความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คน คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ, นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ และนายอุดม รัฐอมฤต รวมทั้งหนังสือความเห็นของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง และคณะที่ยื่นคำร้องขอส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นแล้ว
ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง ( 2) ซึ่งที่ประชุมของรัฐสภามีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อศาล มิใช่การกระทำของสมาชิกรัฐสภาเป็นรายบุคคล แต่เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาของศาล จึงสั่งรับไว้เพื่อประกอบการพิจารณา และศาลได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 11 มี.ค. เวลา 09.30 น. &amp;nbsp;
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะผู้ร่วมยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาต่อการแก้รัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ศาลนัดชี้ขาดเรื่องดังกล่าววันที่ 11&amp;nbsp; มี.ค. ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันครบกำหนด 15 วัน เพื่อโหวตร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 เพียง 1 วัน ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการพิจารณาของรัฐสภาที่จะลงมติวาระ 3 เพราะศาลไม่ทราบว่ารัฐสภาจะนัดลงมติในวันใด คาดว่าการนัดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ?จะเกิดขึ้นได้ช่วงวันที่ 17-18 มีนาคม เพราะมีร่างกฎหมายสำคัญที่รอพิจารณา
นายสมชายกล่าวว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ทั้งทำได้หรือไม่ได้ ตนพร้อมน้อมรับคำวินิจฉัย ส่วนกรณีที่มีผู้ระบุว่าการนัดลงมติวาระ 3 ของร่างรัฐธรรมนูญนั้นยังทำได้ แม้คำวินิจฉัยของคำร้องจะตัดสินว่าทำไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าไม่สามารถลงมติใดๆ ได้อีก เพราะวาระ 3 คือการเห็นชอบทั้งฉบับ ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเมื่อประเด็นที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจไม่ถูกบัญญัติไว้ ทำให้เกิดความกังวลต่อการไร้กรอบการทำเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่มีบทแก้ไข เปลี่ยนมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจที่บัญญัติไว้นอกจากหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
&amp;ldquo;อย่าคิดไปไกลว่า ส.ว.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 11 มีนาคม หากชี้ว่าทำไม่ได้ ไม่ต้องโหวต หากชี้ว่าทำได้ ส.ว. 250 คนต้องตัดสินใจอีกครั้ง&amp;rdquo;
เมื่อถามว่า กังวลต่อกระแสมวลชนกดดันและอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ส่วนตัวกังวลที่จะมีความรุนแรง แต่เรื่องดังกล่าวควรใช้เหตุผล รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แก้ไขได้ แต่ต้องแก้รายมาตราในประเด็นที่มีปัญหา หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำไม่ได้ สมาชิกรัฐสภายังมีสิทธิเสนอญัตติขอแก้ไขเป็นรายมาตราต่อรัฐสภาได้ โดยสามารถทำได้ทันทีและรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่า ยังไม่มีการประสานมาจากทางสภาผู้แทนราษฎร ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ก็ไม่มีอะไร ให้รอฟังคำแถลงด้วยวาจาของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 11 มี.ค.นี้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ส.ว.บางคนจะโหวตคว่ำร่างแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีหลักการสำคัญไม่แตะหมวด 1-2 แต่ ส.ว.กังวลว่ามีอีก 38 มาตรา ถ้ามีการแก้ อาจกระทบพระราชอำนาจ ว่าจะไม่มีการแก้ไขกระทบพระราชอำนาจอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผล 1.หลักการสำคัญของร่างแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ไขทั้งฉบับโดยไม่แตะหมวด 1-2 ดังนั้นหากจะแก้ไขพระราชอำนาจในหมวดอื่นก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะต้องยึดโยงกับหลักการใหญ่ในหมวด 2 ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ 2. รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.ได้มีมติตั้ง ส.ส.ร. และให้ ส.ส.ร. 200 คนมาจากการเลือกตั้ง หากเกรงว่า ส.ส.ร.เสียงส่วนใหญ่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระทบพระราชอำนาจ เท่ากับดูถูกประชาชนเสียงส่วนใหญ่ โดยคาดการณ์ไปเองว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขพระราชอำนาจ ซึ่งไม่เป็นความจริง หากมองในมุมกลับ ความคิดปกป้องโดยไร้เหตุผลรองรับ กลับจะกระทบกับสถาบันมากกว่า อาจถูกมองได้ว่าไม่ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นผลสำเร็จ เพื่อรักษาระบอบประยุทธ์ และอำนาจของท่าน ที่ พล.อ. ประยุทธ์แต่งตั้งไว้ให้มีอำนาจเลือกนายกฯ อีกครั้งหนึ่งภายใน 5 ปี ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ของ รธน.ปี 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ตาม รธน.ในระบอบประชาธิปไตย มิใช่พระราชอำนาจโดยตรงเหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยพระราชอำนาจตาม รธน.จะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การเกรงละเมิดหรือกระทบพระราชอำนาจนั้นทุกประเด็นใน รธน.ที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจจะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การกล่าวอ้างว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเจตนาจะแก้ไขในหมวดของสถาบันเป็นการหาข้ออ้างเท่านั้น เอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้เพื่อน ทั้งๆ ที่ ส.ว.เหล่านี้ทราบดีว่าการแก้ไขครั้งนี้จะไม่แตะในหมวดสถาบัน ในที่ประชุมรัฐสภาที่ผ่านมาพบว่าไม่มีใครท้วงติงในกรณีดังกล่าว หลังจากที่ ส.ว.หลายคนที่ออกมาระบุชัดจะคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ออกมาบอกว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าห้ามแก้ ทุกอย่างก็จบ ที่ทำมาก็เป็นศูนย์ เป็นการชี้นำการวินิจฉัยของศาลหรือไม่ ส่วนที่อ้างว่าสามารถนำไปแก้ไขรายมาตราได้นั้น เป็นไปได้ยาก เพราะ ส.ว.รับสัญญาณจากผู้มีอำนาจตั้งธงชัดไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแสดงท่าทีของ ส.ว.ก็ไม่ต่างจากที่มีการคาดการณ์ไว้ เพราะการแสดงออกที่ผ่านมา หลายคนออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ คงไม่ยอมที่จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ดังนั้นการส่งสัญญาณผ่าน ส.ว.ให้คว่ำญัตติในวาระที่ 3 จึงเป็นไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ&amp;quot; นายปิยวัฒนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า อาจเป็นการออกมาโยนหินถามทางและส่งสัญญาณถึง ส.ว.ในเครือข่ายสืบทอดอำนาจระบอบประยุทธ์ ต้องการแสดงให้พวกเดียวกันเห็นว่าการที่มี ส.ว.ออกมาประกาศไม่ยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถประกาศได้ไม่ส่งผลกระทบใดๆ เพื่อดึงดูดให้ ส.ว.คนอื่นๆ กล้าออกมาประกาศแลกกับการได้รับตำแหน่งเป็นการปูนบำเหน็จต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น คนพวกนี้อยู่ในตำแหน่งทางการการเมืองโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งมากว่า 10 ปี ฉายาสภาปรสิต ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย อาศัยห้อยโหนระบอบสืบทอดอำนาจ รอทำหน้าที่หลักคือโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เท่านั้น
&amp;ldquo;หากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถูกคว่ำในกลางเดือนมีนาคม ทั้งอาจเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือการลงมติของ ส.ว. 250 คน จะทำให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านระบอบประยุทธ์ครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพราะประชาชนหมดความอดทน รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ผิดหวังซ้ำซาก ทั้งที่รัฐบาลแถลงนโยบายให้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 แต่ไม่จริงใจและบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา รวมทั้งอาจประเมินว่าแรงกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกสภาเบาลง ซึ่งเป็นการประเมินผิดพลาดและดูเบาประชาชน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เบี้ยวครั้งนี้ อาจไม่มีโอกาสได้อยู่แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกเลย&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ส.ว.จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่ารู้สึกกังวลใจ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคอนโทรลได้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายแม่บทที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ หากแก้ไขไม่ได้คงไปแก้ไขปัญหาอื่นรวมถึงเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องไปด้วยกัน หากจะไม่ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีเหตุผล หากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นที่ออกกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ แล้วจะแก้ไขด้วยวิธีใด หรือจะต้องรอให้มีการรัฐประหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากถามกลับว่า รัฐธรรมนูญเดิมดีที่สุดแล้วหรือ ถ้าไม่รับร่าง ก็ต้องมีเหตุผล เพราะหมายถึงว่าไม่มีทางแก้ไขได้หรือไม่ แล้วจะรอให้รัฐประหารอีกทีหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ ผมเป็นผู้แทนมา 30 กว่าปี สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ออกกฎหมาย หากแก้ไม่ได้เชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหา&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95042</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้ง ส.ส.ร., วินิจฉัยอำนาจรัฐสภา, ศาล รธน., ส.ส.ร., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040e5bcdea87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 23:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.-สว.ผนึกส่งศาลรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ว.-พปชร.จับมือลุยโหวตอังคารนี้ หวังดันให้ที่ประชุมรัฐสภามีมติส่งคำร้องไปศาล รธน. สกัดแก้ รธน. 256 ตั้งสภาร่าง รธน. &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; โวมั่นใจเสียงเกินกึ่งหนึ่งเอาด้วย ยกเหตุคำวินิจฉัยในอดีตเป็นบรรทัดฐาน ปชป.ชิ่งไม่ขอร่วมสังฆกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอังคารที่ 9 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาระหว่าง ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้บรรจุระเบียบวาระญัตติด่วนเรื่อง ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 เพื่อขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ที่เสนอโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เป็นเรื่องด่วนเรื่องแรก ในระเบียบวาระการประชุม รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกบรรจุเป็นเรื่องด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยญัตติขอให้รัฐสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นการเคลื่อนไหวของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐและสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันลงชื่อรวม 73 ชื่อ เสนอญัตติเพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าการแก้ไข รธน.มาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา และหนึ่งใน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฯ ของรัฐสภา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติเพื่อเสนอคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยดังกล่าว เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการพิจารณาญัตติดังกล่าวในวันที่ 9 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม การจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะลงมติอย่างไร เพราะขณะนี้ก็มี ส.ว.บาง ส่วนมีความคิดเห็นว่า การแก้ไข รธน.มาตรา 256 เพื่อมาร่าง รธน.ฉบับใหม่ อาจจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะหลักการในญัตติที่ขอแก้ไขมาตรา 256 ที่กำลังดำเนินการอยู่เป็นการทำเพื่อให้มีการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ อันมีความหมายว่าให้แก้ทั้งฉบับแต่หมวดแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 น่าจะมีเจตนาเพียงให้แก้เป็นรายมาตรา ไม่ได้มีเจตนาให้ยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ จึงยังมีมุมมองที่เห็นว่าไม่น่าทำได้ โดยหากสุดท้ายที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติเสียงข้างมากโหวตส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ แต่หากเป็นมติของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะรับคำร้องไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีบรรทัดฐานคำวินิฉัยเดิมเมื่อปี 2555 อยู่ก่อนแล้ว ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียวเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่อาจทำได้ เพราะประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ประชาชนย่อมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ประชาชนจึงย่อมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ได้ หากประชาชนมีมติยอมรับ ซึ่งถึงตอนนี้ก็คิดว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าจะโหวตอย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผมแน่นอนว่าจะโหวตเพื่อให้ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะผมเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อด้วย แต่ก็มี ส.ว.อีกหลายคนเหมือนกันที่เขาก็เห็นว่าการแก้ไข รธน.มาตรา 256 ตอนนี้น่าจะทำได้ไม่มีปัญหา เพราะเขามองว่า ยังไงสุดท้ายแล้วพอสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมา ก็ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติถามประชาชนอยู่แล้ว ทำให้จนถึงตอนนี้เรื่องนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ แต่ผมก็อยากให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนไปเลยว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ทำได้หรือไม่ได้ เพราะหากส่งไปมันไม่ได้ทำให้เสียเวลาอะไร ส่วนหากส่งไปแล้วยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมาก่อนโหวตวาระสองและวาระสามก็ไม่เป็นไร ก็เดินไปด้วยกันได้กับการพิจารณาของรัฐสภา&amp;quot; นพ.เจตน์ ส.ว.ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้คิดว่ามีสมาชิกวุฒิสภาเอาด้วยกับการจะลงมติให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน นพ.เจตน์กล่าวว่าก็มีเยอะ แต่ก็กะจำนวนไม่ได้ เพราะการส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงเห็นชอบด้วยเกินกึ่งหนึ่งของสองสภารวมกัน แต่หากพรรคพลังประชารัฐเอาด้วยหมด มันก็เป็นไปได้ที่จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่สำหรับ ส.ว. ก็คิดว่าน่าจะมีคนเห็นด้วยให้ส่งคำร้องไปศาล รธน.มากกว่าไม่เห็นด้วยที่จะส่ง แต่ก็ประเมินยากอยู่ ส่วน ส.ส.ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยคงไม่โหวตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ ส.ส.ฝ่ายค้านทั้งหมดก็คงไม่เอาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าได้มีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนมีความอึดอัดใจในการต้องโหวตเพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาเอาด้วย ก็ทำให้ ส.ว.ที่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรส่งศาลรัฐธรรมนูญเพราะการแก้ไข รธน.มาตรา 256 ทำได้ไม่ขัด รธน. แต่หากจะไปโหวตไม่เห็นด้วยกับการส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจทำให้การทำงานกับเพื่อน ส.ว.มีความไม่สะดวกใจ เลยทำให้ ส.ว.บางส่วนกำลังคิดว่าอาจหาทางออกด้วยการงดออกเสียง เพื่อเป็นการประนีประนอมกับเพื่อน ส.ว.คนอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนว่ากระบวนการแก้ไข รธน.ปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ทำได้และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะอยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐสภาที่แก้ไขรธน.ได้ เช่นเดียวกับนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงเรื่องนี้ว่า ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชอบด้วยกฎหมาย อยากให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน พิจารณา หากคิดว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถยื่นหลังเสร็จสิ้นวาระ 3 ได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิ์เปิดช่องทางไว้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ มีรายงานว่าพรรคพลังประชารัฐได้นัดประชุม ส.ส.ในวันจันทร์ที่ 8 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการหารือเรื่องท่าทีของ ส.ส.พลังประชารัฐต่อการโหวตญัตติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยมีกระแสข่าวว่า ส.ส.พลังประชารัฐยังมีความเห็นไม่เป็นเอกภาพทั้งหมด เพราะมีทั้งที่เห็นด้วยว่าควรส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ควรส่ง เพราะการแก้ไขมาตรา 256 ที่รัฐสภากำลังดำเนินอยู่เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำในการเสนอญัตติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กล่าวย้ำว่า ญัตติดังกล่าวไม่ได้มีการขอให้ชะลอการพิจารณาหรือขอให้ศาลออกมาตรการเพื่อหยุดการพิจารณาหรือคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามขั้นตอน ส่วนตัวเชื่อว่าที่ประชุมน่าจะเห็นชอบให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการพูดถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อข้อศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของสภาผู้แทนราษฎร ที่ให้ระวังถูกยื่นตีความล้มล้างการปกครองฯ มองว่าจะมีผลต่อการพิจารณาลงมติด้วยหรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า ความเห็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับญัตติโดยตรง แต่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สามารถนำมาประกอบญัตติได้ ซึ่งจะอภิปรายเสนอในประชุมด้วยว่ามีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อยู่ในบทสรุป หน้าที่ 24 ระบุตอนท้ายว่า &amp;quot;อย่างไรก็ดี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นี้ ต้องคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองดังกล่าวฉบับข้างต้น&amp;quot; ซึ่งอาจมีการยกเป็นประเด็นเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เนื่องจากได้มีแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็มีความเห็นเช่นกัน โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อย่าทำแบบพวกมากลากไป จะทำให้ประเทศเสียหาย หากมีมติให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญจริง จะทำให้กระบวนการแก้ไขรับธรรมนูญสะดุดลง ทำให้การพิจารณาล่าช้าลงไปอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92316</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งสภาร่าง รธน., ประชุมรัฐสภา, ศาล รธน., ส่งคำร้องไปศาล รธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210207/image_big_601ff4c89cf6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรบ.คำสั่งเรียกขัดรธน. สภาวุ่น!กมธ.ไร้อำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สภาวุ่น! ศาล รธน.มติเอกฉันท์ &amp;quot;พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ.&amp;quot; ขัดรัฐธรรมนูญ &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; รับต่อไปหมดสิทธิ์เรียกบุคคลต่างๆ มาชี้แจง กรรมาธิการผู้แทนฯ โอดกลายเป็นเสือกระดาษ ทำงานลำบากขึ้น สะท้อนข้อบกพร่อง รธน.60 &amp;quot;64 ส.ส.&amp;quot; ระทึก! ศาลนัดชี้ชะตาปมถือครองหุ้นสื่อ 28 ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 2554 มาตรา 5&amp;nbsp; ที่บัญญัติอำนาจของคณะกรรมาธิการในการออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้&amp;nbsp; มาตรา&amp;nbsp; 8 ที่บัญญัติขั้นตอนการออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ และมาตรา 13 ที่กำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ ขัดหรือแย้งและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 129
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการยื่นร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ได้รับคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประรัฐ ขอให้พิจารณาและมีความเห็นเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่&amp;nbsp; หลัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. จะใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวออกคำสั่งการเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาชี้แจงกรณีการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญว่า ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยพบว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวในมาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 13 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 129 ส่งผลให้ กมธ.ของสภาและ ส.ว. ไม่สามารถเรียกบุคคลต่างๆ เข้ามาชี้แจงได้ และไม่สามารถดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่บุคคลเหล่านั้นได้ รวมทั้ง กมธ.ชุดใดที่อยู่ระหว่างมีคำสั่งเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจงก็มีอันสิ้นผลไปเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 60 ไม่รับรองกฎหมายดังกล่าว เพราะกฎหมายนี้เป็นการออกตามรัฐธรรมนูญ 50 ที่เลิกใช้ไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ 60 ที่ต้องมีการแก้ไข เพราะทำให้การทำงานของ กมธ.เกี่ยวกับการตรวจสอบยากขึ้น รวมทั้งการทำงานช่วยเหลือประชาชนของ ส.ส.และ ส.ว. อาจจะทำให้หมิ่นเหม่และขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 ที่อาจจะไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงบุคคลหรือหน่วยงานอื่นๆ ทั้งที่พวกเรามีเจตนาจะช่วยเหลือประชาชน
ทำกมธ.เป็นเสือกระดาษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และโฆษก กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนฯ กล่าวว่า ปกติในการทำงานของ กมธ.ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจเราน้อยอยู่แล้ว เป็นเพียงการศึกษาเรื่องต่างๆ ทำรายงานส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎร และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ท้ายที่สุดอาจโยนทิ้งหรือไปตั้งไว้ที่อื่นโดยที่ไม่รู้ว่าแต่ละเรื่องที่ กมธ.ศึกษาไปมีผลอย่างไร ขณะที่ประชาชนจะคาดหวังกับ กมธ.มาก เพราะเป็นพื้นที่กลางในการคุยกันของคนที่มีปัญหา หลายครั้งนำไปสู่การปรับความเข้าใจและแก้ปัญหา หาก พ.ร.บ.นี้ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ กมธ.เหลืออำนาจน้อยลง เพราะหลายคนที่มา กมธ.กลัวว่าถ้าไม่มาตามคำเชิญของ กมธ. จะถูกออกคำสั่งเรียก และหากไม่มาตามคำสั่งเรียกอาจจะมีความผิดตามกฎหมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คำสั่งเรียกเป็นดาบที่ไม่ค่อยมีใครกล้าใช้เท่าไหร่ เพราะกลัวผิดขั้นตอน จะเป็นโทษต่อคนที่ใช้เอง ในทางปฏิบัติไม่ค่อยเห็นการใช้ แต่พอเราถูกคาดหวังจากประชาชน กลับไม่มีดาบในการเชิญหน่วยงานต่างๆ มา ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ อาจไม่เกิดขึ้น ต่อไปหน่วยงานเห็นหนังสือเชิญของ กมธ. อาจจะรู้สึกไม่ต้องมาก็ได้ กมธ.จะยิ่งกลายเป็นเสือกระดาษ ไม่มีอาวุธอะไรเลย หลายเรื่องเราต้องเชิญคนที่มีอำนาจเชิงนโยบาย ตำแหน่งระดับปลัดกระทรวงขึ้นไป อาจไม่มาหรือส่งคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาชี้แจง แล้ว กมธ.จะพูดคุยหาทางออกให้กับประชาชนได้อย่างไร ถ้าเป็นเรื่องในเชิงนโยบาย เจ้าหน้าที่อาจไม่รู้หรือตอบไม่ตรงประเด็น ทำให้ กมธ.ไม่สามารถศึกษาได้อย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็อาจส่งผลต่อการทำหน้าที่ของสภา&amp;quot; นายรังสิมันต์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องดูรายละเอียดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ว่าการวินิจฉัยตรงนี้ทำให้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ตกไปทั้งฉบับหรือไม่ ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรที่จะติดอาวุธให้ กมธ.มากกว่านี้ หากไม่ติดอาวุธเลย สุดท้ายเราจะเป็นเสือกระดาษมากขึ้นเรื่อยๆ การทำหน้าที่ของ กมธ.จะยิ่งล้มเหลว อย่าง กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ พอถูกตัดอาวุธแบบนี้ แล้วการตรวจสอบทุจริตที่เกิดขึ้นยิ่งทำได้ยากขึ้นหรือไม่ ซึ่งต้องแก้เกมด้วยการแก้กฎหมายหรือร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อติดอาวุธให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และเลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวว่า ประเด็นนี้เมื่อมีความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นได้ว่า 3 มาตราของพ.ร.บ.ดังกล่าวก็จะไม่สามารถที่จะใช้บังคับกับกรณีคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการได้อีกต่อไป แต่ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้มีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการสอบสวนพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีนั้น จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการมีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศกล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้ถึงขั้นมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ให้อำนาจคณะกรรมาธิการในการที่จะกระทำการกิจการสอบหาข้อเท็จจริง และกำหนดให้มีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมาธิการแต่ละชุดที่มีหน้าที่ เพื่อสอบหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉะนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด
ศาลนัดชี้ชะตา 64 ส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยใน 2 คดีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงด้วยเหตุถือครองหุ้นสื่อ ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกสภาพ ส.ส. จำนวน 32 คนของฝ่ายรัฐบาล และอีก 32 คนของฝ่ายค้าน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ และเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอให้พิจารณาวินิจฉัยได้&amp;nbsp;จึงยุติการไต่สวน&amp;nbsp;และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา&amp;nbsp;ปรึกษาหารือ&amp;nbsp;และลงมติและอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง&amp;nbsp;ในวันพุธที่&amp;nbsp;28 ต.ค.นี้ ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเวลา 15.00 น. ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยในส่วนของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ถูก ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นร้อง ประกอบด้วย&amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ 21 คน ได้แก่ 1.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 2.นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ 3.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร 4.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ 5.นางกุลวลี นพอมรบดี 6.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 7.นายฐานิสร์ เทียนทอง 8.นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 9.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง 10.นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ 11.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา 12.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ 13.นายภิญโญ นิโรจน์ 14.นายวีระกร คำประกอบ 15.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 16.นายสมเกียรติ วอนเพียร 17.นายสัมพันธ์ มะซูโซ๊ะ 18.นายสิระ เจนจาคะ 19.นายสุชาติ ชมกลิ่น 20.นายอนุชา น้อยวงศ์ 21 น.ส.ภาดา วรกานนท์, พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ได้แก่ 1.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร 2.นายอัศวิน วิภูศิริ 3.นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ 4.นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 5.น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ 6.นายสมชาติ ประดิษฐพร 7.นายสาคร เกี่ยวข้อง 8.นายสาธิต ปิตุเตชะ, พรรคชาติพัฒนา 1 ราย ได้แก่ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ, พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้แก่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และพรรคประชาภิวัฒน์&amp;nbsp;ได้แก่ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 16.00 น. จะเป็นการอ่านคำวินิจฉัยในส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านที่ถูก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐเข้าชื่อยื่นร้อง ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;คน คือ&amp;nbsp;1.พล.ท.พงศกร รอดชมภู&amp;nbsp;2.นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์&amp;nbsp;3.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์&amp;nbsp;4.นายสุรชัย ศรีสารคาม&amp;nbsp;5.นายชำนาญ จันทร์เรือง&amp;nbsp;6.นายวินท์ สุธีรชัย&amp;nbsp;7.นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์&amp;nbsp;8.นายคารม พลพรกลาง&amp;nbsp;9.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง&amp;nbsp;10.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล&amp;nbsp;11.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล&amp;nbsp;12.นายวิภพ วิริยะโรจน์&amp;nbsp;13.น.ส.เบญจา แสงจันทร์&amp;nbsp;14.นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ซึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด&amp;nbsp;15.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.&amp;nbsp;16.น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี&amp;nbsp;17.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม&amp;nbsp;18.นายจิรัฎฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp;19.&amp;nbsp;นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก และ&amp;nbsp;20.น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน ได้แก่&amp;nbsp;1.นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย&amp;nbsp;2.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก&amp;nbsp;3.นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ และ&amp;nbsp;4.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์, พรรคเพื่อชาติ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่&amp;nbsp;1.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์&amp;nbsp;2.นางลินดา เชิดชัย&amp;nbsp;3.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ&amp;nbsp;4.นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, พรรคเสรีรวมไทย จำนวน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่&amp;nbsp;1.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส&amp;nbsp;2.น.ส.ธนพร โสมทองแดง และ&amp;nbsp;3.น.ส.พัชนี เพ็ชรจินดา และพรรคประชาชาติ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;รายคือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79802</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา, พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ กมธ., ศาล รธน., ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7dce5551dab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.เชือดอาญา ธนาธรเซ่นหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กกต.มีมติแจ้งความดำเนินคดีอาญา &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ปมถือหุ้นสื่อวี-ลัค มีลักษณะต้องห้ามสมัคร ส.ส. แต่ยังใช้สิทธิสมัคร มีความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้งมาตรา 151 โทษหนักทั้งคุก 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ขณะที่ประธานสภาฯ ชงศาล รธน. วินิจฉัยปม &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; อยู่บ้านหลวง ต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2563 ให้สำนักงาน กกต.ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจทุ่งสองห้อง ให้ดำเนินคดีอาญากับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีรู้ว่าตนไม่มีคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แต่ยังใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ผิดมาตรา 151 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 โดยโทษตามมาตรา 151 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2562 ให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณีถือหุ้นสื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ในวันที่ 6 ก.พ.2562 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวของ กกต. หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลง สำนักงาน กกต. ได้มีการเสนอเรื่องให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง แต่ที่ประชุม กกต.ได้ให้ทางสำนักงานนำเรื่องดังกล่าวไปปรับปรุง เนื่องจากเห็นว่าการจะดำเนินคดีอาญากับนายธนาธรแตกต่างจากคดีตัดสิทธิทางการเมืองที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยคดีอาญานั้นต้องมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาว่าขณะที่นายธนาธรยื่นลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่นั้น นายธนาธรรู้ว่าตนมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) แต่ยังคงสมัคร พยานหลักฐานประกอบจึงต้องมีน้ำหนัก เพราะการสู้คดีก็ต้องสู้กันถึง 3 ศาล&amp;quot; รายงานระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน จากเหตุนี้ไม่ใช่นายธนาธรเป็นคนแรกที่ กกต.ดำเนินการ โดยก่อนหน้านี้ผู้สมัคร ส.ส. ที่ กกต.มีคำวินิจฉัยว่ารู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะมีลักษณะต้องห้าม เช่น สังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองเดียวไม่ถึง 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง กกต.ก็จะมอบให้สำนักงาน กกต.ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ทุ่งสองห้อง เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากกรณีที่ยังอาศัยบ้านพักของข้าราชการทหาร ที่อาจเป็นการกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามที่ฝ่ายค้านได้ส่งเข้ามาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, นายโภคิน พลกุล รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์, นายชัยเกษม นิติสิริ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค ได้ร่วมประชุมหารือวาระพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์แถลงภายหลังการประชุมช่วงหนึ่งว่า การดำเนินการตามกฎหมายภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอนนี้มีผู้อภิปราย 3 คน ยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วินิจฉัย 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังพักบ้านหลวงนั้น ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าขัดรัฐธรรมนูญ จะทำให้สถานะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือไปยังประธานสภาฯ เพื่อให้พิจารณาส่งไป ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบกรณีจัดซื้อจัดจ้างเครื่องยืนยันอัตลักษณ์บุคคลหรือเครื่องไบโอเมทริกซ์ ขอให้มีการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์และผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ นายชัยเกษมกำลังดำเนินการส่งรายละเอียดไปให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินช่วยตรวจสอบอีกทาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ แบ่งเป็น 3 กรณีด้วยกันคือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เสียภาษีให้รัฐจากการขายที่ดินย่านบางบอน, เรื่องที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ไม่บังคับให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส กรณีสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ที่มีพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครน โดยเรื่องทั้งหมดได้ยื่นให้ประธานสภาฯ เพื่อให้ยื่นไปยัง ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการติดตามตรวจสอบอีกหลายกรณี ที่คณะทำงานด้านกฎหมายดำเนินการอยู่ หากมีความคืบหน้าจะแถลงข่าวให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโภคินกล่าวว่า หัวใจใหญ่คือรัฐธรรมนูญที่เขียนมาเพื่อให้ประยุทธ์เป็นนายกฯ สืบทอดอำนาจ ตราบใดที่เป็นอย่างนี้ จะแก้ไขปัญหาไม่ได้เลย สิ่งที่จำเป็น พล.อ.ประยุทธ์ต้องพิจารณาตัวเองจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ และประชาชนต้องร่วมผลักดันร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป บ้านเมืองไม่มีอนาคตแน่นอน หลังการอภิปราย พรรคเพื่อไทยได้ติดตามต่อ อะไรที่ไม่ถูกต้อง และถ้านายกฯ ยังเดินต่อไปแบบนี้ บ้านเมืองยิ่งไม่มีอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59404</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ถือหุ้นสื่อ, พ.ร.ป.เลือกตั้ง, วี-ลัค มีเดีย, ศาล รธน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อยู่บ้านหลวง, แจ้งความดำเนินคดีอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200310/image_big_5e67a65f94bc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต55ส้มหวานสุมหัว หวังตกผลึก‘พรรคใหม่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปริญญา&amp;rdquo; แย้งข้อกฎหมาย อนาคตใหม่ไม่ควรผิดถึงยุบพรรค บอกหากผิด ม.66 พ.ร.ป.พรรคการเมือง แล้วพ่วง ม.72 โดยอัตโนมัติ ทำไมไม่เขียนเป็นข้อเดียวกันไปเลย &amp;ldquo;เจษฎ์&amp;rdquo; ติง หลายกรณีคำวินิจฉัยศาล รธน.ยังไม่ชัดเจน ด้าน 55 ส.ส.อนค.เดินทางไปประชุมต่างจังหวัดถอดบทเรียนการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา &amp;quot;พิธา&amp;quot; รับมีการคุยถึงพรรคใหม่ แต่ขออุบชื่อไว้ก่อน &amp;quot;สนท.&amp;quot; จี้ &amp;quot;ส.ว.-ศาล รธน.-องค์กรอิสระ&amp;quot; พร้อมใจลาออกมายืนข้าง ปชช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง วิเคราะห์ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยมีนายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญญากล่าวว่า การกู้เงินนั้น มีการพูดกันมากว่า พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.62 ไม่ได้ระบุไว้ว่ารายได้ของพรรคการเมืองมาจากเงินกู้ได้ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลไม่ได้ใช้ข้อนี้ในการยุบพรรค แต่มีประเด็นเปิดคือ แม้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองมิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสำหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้ทำได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญคือพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ซึ่งจะมีผลต่อการตีความในอำนาจหน้าที่ และสิทธิ หน้าที่ อย่างไรก็ตาม มีการพูดกันว่าเงินกู้จะนับเป็นรายได้ได้อย่างไร มันเป็นหนี้สินมากกว่า แต่มาตราดังกล่าวมีการแก้ไข ต่างจากฉบับบที่ผ่านๆ มา ที่มีวงเล็บสุดท้ายระบุว่า &amp;quot;อื่นๆ&amp;quot; ซึ่งต่างกับ พ.ร.ป.ฉบับนี้ นอกจากนี้ ในหมวด 5 ของ ม.62 รายได้ของพรรคการเมืองวรรคหนึ่ง มีการระบุว่า พรรคการเมือง &amp;ldquo;อาจ&amp;rdquo; มีรายได้ดังต่อไปนี้ หมายถึงพรรคการเมืองมีสิทธิที่จะมีรายได้ทางอื่นนอกจากนี้ได้อีก ซึ่งบทลงโทษของ ม.62 อยู่ที่ ม.122 แต่ไม่มีบทลงโทษสำหรับ ม.62 วรรคหนึ่ง หมายความว่า วรรคหนึ่งของ ม.62 ไม่ใช่บทบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญคือ 1.หากไม่มีกฎหมายเขียนไว้ว่าทำได้ แปลว่าทำไม่ได้นั้น ใช้กับองค์กรรัฐ หรือไม่มีกฎหมายห้าม แปลว่าทำได้ ใช้กับพลเมือง ตามหลักที่ว่าประชาชนมีสิทธิตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายจำกัด ซึ่งกรณีของพรรคการเมือง ต้องดูนิยามใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ตาม ม.4 ระบุว่า พรรคการเมืองเป็นคณะบุคคลที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองโดยได้จดทะเบียนตาม พ.ร.ป.ฉบับนี้ จากการรวมตัวกันของคณะบุคคล ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 45 ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีการรับรองเสรีภาพไว้ หากจะยุบพรรค โดยหลักการมีเหตุเดียวคือ มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง มิฉะนั้นก็ต้องใช้วิธีอื่น แต่กฎหมายพรรคการเมืองของเรามีเหตุแห่งการยุบพรรคอย่างกว้างขวาง หมายความว่า พรรคการเมืองนั้นอยู่ในซีกของพลเมือง มิใช่องค์กรรัฐ
ปริญญาชี้&amp;#39;อนค.&amp;#39;ไม่ควรถึงยุบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญญากล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ม.25 ระบุไว้ว่า การใดที่ไม่ห้าม หรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการนั้นได้ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งชัดเจนว่าระบบของเราคือ ถ้าไม่ห้ามแสดงว่าทำได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นพรรคการเมืองของประเทศไทยต้องจดทะเบียน ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง และเมื่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองเป็นกฎหมายมหาชน หมายความว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ทำให้มีสิทธิหน้าที่ตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนดห้ามทำสิ่งที่เขาห้าม ส่วนคำแนะนำนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้หรือไม่ทำก็ได้ อย่างใน ม.62 ซึ่งไม่ได้มีห้ามเรื่องการกู้เงินไว้ ดังนั้นถ้าไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ทำในเรื่องใด ก็ไม่อาจถือได้ว่าผิดกฎหมาย ตาม รธน.ม.25 เพียงแต่ประเด็นคือ คำวินิจฉัยคดีดังกล่าวบอกว่า เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติการค้า พูดง่ายๆ คือการที่คิดดอกเบี้ยต่ำเป็นการบริจาค ดังนั้นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยบริจาคไปแล้ว 8.5 ล้านบาท เมื่อร่วมกับดอกเบี้ย ที่ถูกตีว่าเป็นเงินบริจาค จึงเกิน 10 ล้านบาท ผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.66
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเด็นที่ผมอยากจะวิเคราะห์คือ การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดว่าคิดดอกเบี้ยเท่าไร และไม่จำเป็นต้องเป็นการค้าเสมอไป อย่างเพื่อนมาขอยืมเงิน มันไม่ใช่เรื่องการค้า ซึ่งการคิดดอกเบี้ยเป็นสิทธิในการตกลงกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งการที่ผิด ม.66 จากวิธีการดังกล่าว แล้วนำมายุบพรรคนั้นไปไกลเกิน นอกจากนี้ ม.66 ก็ไม่มีบทลงโทษยุบพรรค มีโทษจำคุก หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโทษอาญาล้วนๆ ซึ่งหากเป็นโทษทางอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยไม่มีความผิด หรือต้องมีหลักฐานว่า เขาลดดอกเบี้ยเพราะต้องการเลี่ยง ม.66 ถ้าไม่มีหลักฐานแสดงว่าไม่ผิด แต่กรณีดังกล่าว พอผิด ม.66 แล้ว กลายเป็นผิด ม.72 ด้วยโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าผิดแบบนี้ ทำไมถึงเขียนแยกมาตรากัน และบทลงโทษก็ไม่เหมือนกัน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญญาชี้ว่า องค์ประกอบความผิดใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.72 นั้น ระบุว่า เงินที่ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคนั้น จะต้องได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น เงินบริจาคที่ได้มาจากอาชญากรรม การฟอกเงิน หรือยาเสพติด และกรรมการบริหารต้องรู้ ถึงจะเข้ามาตราดังกล่าว หากเรายอมรับว่าการคิดดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงินบริจาค อย่างมากก็ผิดแค่ ม.66
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน และไม่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นการกู้เงินไม่ผิดกฎหมาย ส่วนดอกเบี้ยคิดเท่าไรก็ตามแต่ตกลงกัน เพราะฉะนั้นการจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลง มันจะกลายเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำไปสู่การยุบพรรคได้อย่างไร&amp;quot; นายปริญญาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเจษฎ์กล่าวว่า บ่อยครั้งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินหลายๆ กรณี ความรัดกุมในการเขียนคำวินิจฉัย หรือรายละเอียดหลายประการเป็นที่คลางแคลง เพราะหลักการทางกฎหมายไม่หนักแน่น และทำให้เกิดการถกเถียงกันค่อนข้างมาก บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มันมีช่องว่าง และมีประเด็นปัญหาจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาว่า คืนวันเดียวกัน ส.ส.ในกลุ่ม 55 คนจะเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อพร้อมจะสร้างพรรคให้เข้มแข็ง วางแผนยุทธศาสตร์บุคคลและอุดมการณ์ ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีการพูดคุยถึงพรรคใหม่ แต่จะชื่ออะไร ยังไม่ขอเปิดเผย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายคารม พลพรกลาง &amp;nbsp;กล่าวว่า ขอขอบคุณ ส.ส. 55 คน ที่ยังอยู่ร่วมเดินไปข้างหน้าพร้อมกันกับประชาชน ส่วน ส.ส.ที่ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ตนไม่ขอตอบว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะมีมารยาทพอ ไม่อยากให้ใครเรียกว่ากุ๊ย ขอให้สังคมตั้งคำถามเอง
จี้&amp;quot;สว.-ศาลรธน.&amp;quot;ลาออกเพื่อปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ ที่ลานอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน มีการจัดกิจกรรมหัวข้อ &amp;quot;ประชาชนเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ&amp;quot; โดยภายในงานมีการปราศรัยจากภาคประชาชน การจัดแสดงคอนเสิร์ตจากวง Rap Against Dictatorship เจ้าของเพลงประเทศกูมี พร้อมกิจกรรมติดสติกเกอร์และโพสต์อิทแสดงความคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญ และยังมีการแจกธงเขียวเพื่อรณรงค์ให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ปราศรัยถึงการชุมนุมของนักศึกษา ซึ่งตนเองรับปราศรัยทั่วราชอาณาจักร ระบุนักศึกษาออกมาชุมนุมเพราะเรื่องยุบพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ล่าสุด 4 ชั่วโมง ไม่มีคำว่าอนาคตใหม่หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลุดมาเลย มีแต่คำว่า &amp;quot;ทวงคืนความฝัน ทวงคืนอนาคต&amp;quot; เป็นคำขวัญที่จุดติดแล้ว ทุกคนเป็นปัญญาชนเหมือนกัน รู้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นปัญหาอย่างไร สิ่งที่ทำให้เราไม่มีอนาคต ไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเปลี่ยนเป็น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือคนอื่นก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญได้พรากความหวังจากเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพริษฐ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 มีหลักประกันให้เรียนฟรี 12 ปี จบ ม.ปลาย แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่มีเรื่อง ม.ปลายเรียนฟรี คือผ่านไป 20 ปี ต้องมาต่อสู้เรื่องเดิม แทนที่จะพูดเรื่องใหม่ๆ อย่างสิทธิสตรี สิ่งแวดล้อม ต้องมาคุยปัญหาพื้นฐานว่าจะเอาประชาธิปไตยหรือไม่ ทั้งที่ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ชั่วช้าน้อยที่สุด ต้องรื้อทุกอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างไว้ คือแผนสืบทอดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่แค่ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้องตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องสามัญสำนึกความเห็นแก่อนาคตจาก 250 ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้ง กลับมาอยู่ข้างประชาชน พร้อมใจกันลาออกเพื่อประชาชน&amp;quot; แกนนำ สนท.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน มองการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญควรเอา 250 ส.ว.และแนวนโยบายแห่งรัฐออก เปลี่ยนให้เป็นเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐ ส่วนพรรคสามัญชนคงจะแสดงออกในบทบาทที่ถนัด โดยจะเดินทางจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58464</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อกฎหมาย, ตั้งพรรคใหม่, พรรคอนาคตใหม่, ยุบพรรคอนาคตใหม่, วิเคราะห์ยุบพรรคอนาคตใหม่, ศาล รธน., ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวทีเสวนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200228/image_big_5e5919e5690e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นชี้ขาดปมสส.เสียบบัตร พท.ดักคออย่า2มาตรฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;วันศุกร์นี้รู้ผล ศาล รธน.อ่านคำวินิจฉัยปม ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยตื่นเต้น แต่เตรียมแนวทางปฏิบัติไว้บ้างแล้ว ฝ่ายค้านดักคออย่าสองมาตรฐานอุ้มกันจนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 63 ไม่โมฆะ ยันพร้อมจับมือรัฐบาลให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ สามวาระรวด ตั้ง กมธ.เต็มสภา จบวันเดียว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำแถลงผลการวินิจฉัยคำร้องคดีสำคัญคือ คำร้องที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันลงชื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นการยื่นตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 148 (1) เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่ผ่านความเห็นชอบทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ เพราะเกิดปัญหาข้อร้องเรียนเรื่อง ส.ส.รัฐบาลเสียบบัตรแทนกันระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ของสภาในวาระ 2 และวาระ 3 จนต่อมา ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านเข้าชื่อกันส่งคำร้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตราขึ้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมการรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลได้เตรียมการและนัดแนะกับสำนักงบประมาณไว้ก่อนแล้ว มีหลายทางเลือก ซึ่งในวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการเสนอต่อที่ประชุม ครม. โดยการเตรียมการหากเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยสภาในช่วงปิดสมัยประชุม ก็จำเป็นต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญ หากไม่ถึงขั้นนั้น ก็ว่าตามคำวินิจฉัยศาล แต่ยังไม่ทราบว่าศาลจะว่าอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมตื่นเต้นที่รู้ว่าศาลนัดวินิจฉัยในวันที่ 7 ก.พ.นี้ ถือว่าเร็วเกินกว่าที่คาด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร รัฐบาลก็จะดำเนินการไม่ให้เกิดความล่าช้าเสียหาย และไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร เราเตรียมแนวทางปฏิบัติตามไว้ทุกทาง&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากจำเป็นต้องเปิดประชุมวิสามัญจะพิจารณา 3 วาระรวดเลยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงขั้นนั้น เมื่อศาลกรุณาพิจารณาให้โดยเร็วแล้ว ทุกฝ่ายก็ไม่ควรล่าช้าอีกในการปฏิบัติตาม เพราะศาลวินิจฉัยเร็วแล้ว ถ้าเราช้าอีกมันจะไม่งาม ข้อสำคัญขอให้เข้าใจว่าศาลให้ปฏิบัติอย่างไร เพราะศาลคงไม่กำหนดเป็นขั้นตอนให้ปฏิบัติตาม เราต้องอ่านคำวินิจฉัยเพื่อถอดรหัสให้ได้ว่าปฏิบัติอย่างไร เมื่อเราเตรียมการไว้ทุกทางก็น่าจะปฏิบัติได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศาลวินิจฉัยวันที่ 7 ก.พ. ส่วนวันที่ 8-10 ก.พ. เป็นวันหยุดราชการ ก็มีเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้เตรียมการไปสู่วันที่ 11 ก.พ. ที่มีการประชุม ครม. จะทำอย่างไรก็ทำกัน เช่น ศาลบอกว่าใช้ไม่ได้หมดทั้งฉบับ วันประชุม ครม.ก็เสนอใหม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าใช้ได้เรียบร้อยทุกอย่างก็จบ แต่ก็ไม่คิดว่าศาลจะวินิจฉัยเช่นนั้น หรือศาลบอกให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น&amp;quot; นายวิษณุ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เรื่องนี้มีมาตรฐานการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตอยู่ อยู่ที่ว่าศาล รธน.จะยึดมาตรฐานเดิมหรือไม่ในการวินิจฉัยรอบนี้ หรือจะสร้างมาตรฐานใหม่ แต่หากเป็นมาตรฐานเดิมก็โมฆะทั้งฉบับ แต่หากจะสร้างมาตรฐานใหม่ ก็อาจออกมาว่ามีปัญหาบางมาตราหรือไม่ก็ตัดสินว่าไม่โมฆะเลย ก็อาจใช้วิธีการเช่นหักคะแนนที่มีปัญหาออกไป ก็อยู่ที่การวินิจฉัยของศาล ไปได้ทั้งนั้นสำหรับประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากสุดท้ายถ้าจะมีการออกเป็นพระราชกำหนด มองว่าอาจจะไม่เข้าข่าย เพราะในรัฐธรรมนูญสำหรับ พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีทางออกให้อยู่แล้วว่าหากเกิดปัญหาเร่งด่วนก็ให้ใช้งบประมาณไปพลางก่อนได้ แต่การออก พ.ร.ก.จะออกได้ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน และหากไม่ออก จะเกิดความเสียหายจริงๆ โดยไม่มีทางออกอื่น &amp;nbsp;ในอดีตก็ไม่เคยมีการทำมาก่อนสำหรับการออก พ.ร.ก.งบประมาณฯ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากสุดท้ายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ แล้วรัฐบาลจะใช้วิธีนำกลับเข้าสภาให้พิจารณา 3 วาระรวด ฝ่ายค้านพร้อมให้ความร่วมมือหรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า ฝ่ายค้านพร้อมให้ความร่วมมือในเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพราะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการลงมติในวาระ 2 เรียงรายมาตราและตอนโหวตรับทั้งฉบับตอนวาระ 3 หากสุดท้ายมีการวินิจฉัยให้โมฆะทั้งฉบับ เมื่อมีปัญหาการเสียบบัตรแทนกัน ในวาระ 2 และวาระ 3 ก็อาจใช้วิธีมาพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 ใหม่ อาจเป็นไปได้ที่ให้มาพิจารณา 3 วาระรวด โดยพิจารณากันแค่วาระ 2 และ 3 เพราะถือว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่สภาเคยพิจารณาให้ความเห็นชอบกันมาแล้ว ก็ใช้ กมธ.เต็มสภาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจมันไม่มีเงินมากระตุ้น ก็ต้องมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแห่งเดียว แต่ที่น่าเสียดายก็คือความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากฝ่ายรัฐบาลไปทำตัวเอง ทั้งที่ฝ่ายค้านช่วยตลอด ส่วนเรื่องความรับผิดชอบก็คือตัวนายกฯ และพรรคการเมืองฝ่ายนายกฯ ไม่ใช่มาให้สภารับผิดชอบ เพราะพรรคอื่นเขาไม่ได้ทำ ส่วนจะถึงทางตันหรือไม่ ก็อยู่ที่สำนึกของรัฐบาล เคยตันอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายก็ไปแบบน้ำขุ่นๆ เที่ยวนี้ก็มองว่าเขาก็จะไปแบบน้ำขุ่นๆ อีกได้&amp;quot; นายสุทินกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56512</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาล รธน., ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ่านคำวินิจฉัย, เสียบบัตรแทนกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3c192cd8cb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
