<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้พิพากษา&#039;ค้าน! &#039;ชีพ&#039;โอนคดีมรดก ครอบครัวชำนาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปธ.ศาลฎีกาสั่งโอนคดีมรดกเจ้าปัญหาของครอบครัว &amp;quot;ชำนาญ&amp;quot; ไปศาลแขวงสมุทรปราการแล้ว &amp;nbsp; &amp;quot;ชีพ&amp;quot; แจงอาจเกิดผลกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญในการอำนวยความยุติธรรม หึ่ง! กลุ่มผู้พิพากษาไม่เห็นด้วย โอนคดีแลกกับการไม่ดำเนินคดี ก.ต.ชี้กระบวนการพิจารณาเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งประธานศาลฎีกา และนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2177/2559 ที่ น.ส.เยาวมาลย์ จิระเลิศพงษ์ เป็นโจทก์ ฟ้องนายชนะ จิระเลิศพงษ์ เป็นจำเลย ข้อหายักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีนี้คู่ความทั้งสองนั้นเป็นพี่น้องกลุ่มทายาทธุรกิจกาแฟเขาช่องยื่นฟ้องกันเอง โดยมีนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นสามีของพี่สาวโจทก์และเป็นพี่ชายของนายชลิต รวิวรรณพงษ์ ทนายโจทก์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันเป็นมูลเหตุกรณีผู้พิพากษาจำนวน 1,734 คน ยื่นขอถอดถอนนายชำนาญพ้นตำแหน่ง ก.ต. ด้วยข้อกล่าวหาแทรกแซงข่มขู่การพิจารณาคดีของผู้พิพากษาในคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา นายชำนาญได้ส่งเอกสารคำชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าเป็นความเท็จ ซึ่งจะมีการประกาศผลการลงมติจากผู้พิพากษาทั่วประเทศให้ถอดถอนนายชำนาญหรือไม่ ในวันที่ 26 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ จำเลยและทนายจำเลยเดินทางมาศาล ส่วนโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลจึงได้อ่านคำสั่งประธานศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และถือว่าได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามคำสั่งนั้น นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสมุทรปราการ เนื่องจากนายชีพ ประธานศาลฎีกา เห็นว่ากรณีอาจเกิดผลกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญในการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม อันเป็นองค์กรของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 จึงอนุญาตให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสมุทรปราการตามขอ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราจึงให้งดอ่านคำพิพากษา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับร่างคำพิพากษาซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ได้ตรวจแล้วนั้น ให้เก็บไว้ในตู้นิรภัยของศาลนี้ พร้อมทั้งรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลแขวงสมุทรปราการเพื่อพิจารณาต่อไป โดยให้นัดพร้อมที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ในวันที่ 19 พ.ย.2561 เวลา 09.00 น. และให้รายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ให้คัดถ่ายสำเนาคำสั่งประธานศาลฎีกาและรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้แนบไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารคำชี้แจงของนายชำนาญ ที่ส่งเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา รวม 13 หน้า 9 ประเด็น ในประเด็นที่ 4 ที่นายชำนาญได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ผมแจ้งให้ ก.ต.ทราบว่าเป็นการไต่สวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการไต่สวนให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ ก.ต.ยังคงฝ่าฝืน ผมจึงแจ้งว่าจะดำเนินคดีทั้ง ก.ต.และอนุ ก.ต. แต่สุดท้ายผมเห็นว่าหากดำเนินคดี ก.ต. ซึ่งรวมทั้งประธานศาลฎีกาด้วย เพียงเพื่อตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา จะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมเสียหาย ผมจึงตกลงกับประธานศาลฎีกาว่า หากประธานศาลฎีกาโอนคดีตามที่โจทก์ขอให้โอนคดีจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตั้งแต่นายสืบพงษ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายวราวุธ ถาวรศิริ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา, น.ส.มณี สุขผล และองค์คณะกับเจ้าของสำนวนใหม่ ตามบันทึกเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2561 ของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ที่ผมได้แจ้งให้ ก.ต.ทราบด้วยแล้ว ผมจะไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ก่อนสั่งโอนคดีดังกล่าวมีกลุ่มผู้พิพากษาจับตาดูผลคำสั่งของนายชีพ ประธานศาลฎีกาในวันนี้ โดยหลังจากมีคำสั่งให้โอนคดีดังกล่าวไปยังศาลแขวงสมุทรปราการ ก็มีกลุ่มผู้พิพากษามีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งโอนคดีดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น มีการสืบพยานของคู่ความทั้งสองเสร็จสิ้นกระบวนความจนมีการนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้แล้ว แต่ก็มีคำสั่งให้โอนคดีไป สอดคล้องกับคำชี้แจงของนายชำนาญ ที่ระบุว่ามีการพูดคุยกันในที่ประชุม ก.ต.ว่ามีการตกลงกับนายชีพในเรื่องการโอนคดี แลกกับการไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.ซึ่งตามกฎหมายแล้ว มติของ ก.ต.ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 บัญญัติว่า หากว่าตามลักษณะของความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนจำเลย ความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นนั้น หรือเหตุผลอย่างอื่น อาจมีการขัดขวางต่อการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา หรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น หรืออาจเกิดผลกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญอื่นของรัฐ เมื่อโจทก์หรือจำเลยร้องขอหรือศาลที่คดีนั้นอยู่ระหว่างพิจารณาทำความเห็นเสนอต่อประธานศาลฎีกาขอให้โอนคดีไปศาลอื่น ถ้าประธานศาลฎีกาเห็นควรอนุญาต ก็ให้สั่งโอนคดีไปยังศาลดังที่ประธานศาลฎีการะบุไว้ คำสั่งของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18596</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนะ จิระเลิศพงษ์, ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยาวมาลย์ จิระเลิศพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bace59b81d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะพัดเสียงแตก ชิง&#039;รองปธ.ฎีกา&#039; เชื่อไม่เอกฉันท์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เผยพฤติการณ์ผู้พิพากษาระดับสูงเข้าชิงเก้าอี้ &amp;ldquo;รองประธานศาลฎีกา&amp;rdquo; ลุ้น ก.ต.โหวต 6 ส.ค. จะให้ขึ้นตำแหน่งใหญ่หรือไม่ หลังถูกร้องเรียนจนที่ประชุม &amp;nbsp;อนุ ก.ต.เสียงแตก โหวตไม่เอกฉันท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการร้องเรียนผู้พิพากษาระดับสูงในศาลฎีกา ที่จ่อคิวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาเพิ่มขึ้นอีก ในการพิจารณาการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2561 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 ส.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า มีกลุ่มผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับมติอนุ ก.ต.ศาลยุติธรรม 13:6 เสียงที่เห็นควรให้เลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษาผู้ใหญ่ที่มีปัญหาให้สูงขึ้น โดยมีการส่งไลน์กันในหมู่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นถึงพฤติการณ์ของผู้พิพากษาระดับสูง อันมีใจความดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจากมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สอบถามมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา มีข้อเท็จจริงอย่างไร ขอเรียนแจ้งข้อเท็จจริงให้ทุกท่านนะคะว่า ในคดียักยอกคดีหนึ่ง ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ซึ่งเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งเมื่อ 1 เมษายน 61 ได้รับการจ่ายสำนวนต่อจากเจ้าของสำนวนเดิม เป็นคดีข้อพิพาทภายในครอบครัวของเจ้าของธุรกิจกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องเอง โจทก์และจำเลยต่างเป็นพี่น้องกัน คู่ความฝ่ายโจทก์มีท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ในศาลฎีกา เป็นสามีของพี่โจทก์ นอกจากคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว ยังมีคดีอื่นในศาลนี้ และคดีอื่นในศาลแห่งอื่นอีกรวม 22 คดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน นัดสืบพยานในคดีส่วนใหญ่ซึ่งรวมทั้งคดีที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ร่วมไปนั่งฟังการพิจารณาทุกครั้ง โดยจะนั่งบริเวณที่นั่งของคู่ความฝ่ายตนในห้องพิจารณาคดี สำหรับคดีนี้ ท่านนั่งอยู่บริเวณที่นั่งคู่ความฝ่ายโจทก์ ในการซักถามพยานฝ่ายโจทก์ท่านจะเป็นผู้ให้คำแนะนำถึงคำถามแก่ทนายความฝ่ายตนโดยตลอด ในวันนัดสืบพยานจำเลย ซึ่งมีตัวจำเลยมาศาล ระหว่างทนายโจทก์ถามค้านพยานปากตัวจำเลย ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนบอกคู่ความว่าประเด็นคำถามที่ถามนั้นไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี เพราะเป็นการถามถึงความประพฤติของบิดาจำเลยในขณะมีชีวิตอยู่ ไม่เกี่ยวกับประเด็น &amp;nbsp;ท่านอาจารย์ผู้พิพากษาผู้ใหญ่ได้ลุกขึ้นโต้แย้งในห้องพิจารณาคดีว่า &amp;ldquo;ท่านรู้ได้อย่างไรว่าไม่เกี่ยว ผมว่ามันเกี่ยว ท่านมีหน้าที่จดคำตอบจากพยาน หากท่านไม่จดผมจะตั้งกรรมการสอบท่าน&amp;rdquo; พร้อมทั้งชี้หน้าต่อว่าผู้พิพากษา และกล่าวอ้างว่าตนเป็น ก.ต. เคยสอบคดีวินัย เนื่องจากศาลใช้ดุลพินิจไม่ชอบมาเเล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านเจ้าของสำนวนได้จดถ้อยคำพยานไปตามที่ท่านต้องการ หลังจากนั้นได้รายงานพฤติกรรมของท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่ไปยังภาค เพื่อขอให้อธิบดีผู้พิพากษา หรือรองอธิบดีฯ ไปร่วมนั่งพิจารณาคดี เนื่องจากมีผู้พิพากษาผู้ใหญ่มาคุมการพิจารณาคดีให้คู่ความฝ่ายตนในห้องพิจารณาคดีโดยตลอด ในขณะเดียวกันคู่ความฝ่ายจำเลยที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีอยู่ด้วยก็ร้องเรียนความประพฤติของท่านอาจารย์ผู้พิพากษาผู้ใหญ่ท่านนั้นไปยัง ก.ต.&amp;nbsp;จนที่ประชุม ก.ต.มีมติให้พิจารณาความเหมาะสมของท่านให้การดำรงตำแหน่งสำคัญ หลังจากนั้นท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ร้องเรียนผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมร่วมกับฝ่ายจำเลย ไม่เป็นธรรมในการพิจารณาคดี และขู่ว่าจะดำเนินคดีกับท่านในข้อหาทุจริตต่อ ป.ป.ช. (ซึ่งคาดว่าอาจอยู่ระหว่างดำเนินการตามคำขู่ของท่าน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากท่านเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีนี้ หรือเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมที่รักองค์กร เมื่อท่านทราบเรื่องดังกล่าวท่านจะทำอย่างไร? ภายใต้หลักอิสระตุลาการท่านว่า การกระทำดังกล่าวชอบด้วยประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อว่า การประชุม ก.ต.ศาลยุติธรรม วันที่ 6 สิงหาคม ในที่สุด ก.ต.ศาลยุติธรรมจะวางบรรทัดฐานการแต่งตั้งผู้พิพากษาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างไร??&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มีรายงานกระแสข่าวว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรู้สึกหวั่นไหวต่อการพิจารณาคดีดังกล่าว แต่อีกกระแสหนึ่งก็มีการเคลื่อนไหวพูดถึงการใช้สิทธิถอดถอน ก.ต.ศาลยุติธรรมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบการดำรงตำแหน่งใดๆ ที่ประชุม ก.ต.ชุดใหญ่ทั้ง 15 คน ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จะพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน และหากมีข้อมูลใดหรือการร้องเรียนใดที่เป็นผลร้ายต่อผู้พิพากษาที่จะพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ตามระเบียบฯ ก.ต.ก็จะให้โอกาสบุคคลนั้นชี้แจง อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เบื้องต้นมีการข้อมูลเสนอมาตามลำดับชั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 6 ส.ค. การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายจะเป็นอย่างไรต้องรอผลการประชุม โดย ก.ต.ทั้ง 15 คนเป็นผู้พิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานในวันดังกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ชั้นอนุ ก.ต. ที่ตรวจสอบความเหมาะสมของผู้พิพากษาเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาและประธานแผนกคดีในศาลฎีกา เพื่อจะทำบัญชีรายชื่อผู้พิพากษาเสนอให้ ก.ต.ชุดใหญ่ 15 คน พิจารณาและลงมติเห็นชอบในวันจันทร์ที่ 6 ส.ค.นั้น มีผู้พิพากษาคนหนึ่งในบัญชีอนุ ก.ต.เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเสียงข้างมาก 13 เสียงให้ผ่าน แต่มีเสียงข้างน้อย 6 เสียงเห็นว่าไม่ผ่านความเหมาะสม จากที่มีคู่ความร้องเรียนผู้พิพากษาคนนั้นมีปัญหาความเหมาะสมเเละจริยธรรม กระทั่งมีการเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้พิพากษาคนดังกล่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ ในปี 2561 นี้ ลักษณะเเทรกเเซงการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รวมทั้งการแสดงกิริยาลักษณะแสดงอำนาจว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่านั้น ไปยังผู้บริหารศาลยุติธรรมตามลำดับชั้นแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา, ศาลยุติธรรม, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b671538c6aa1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
