<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ &#039;ลุงวิศวะ&#039; ยิงโจ๋ดับ หนีฟังคำตัดสินศาลฎีกา สั่งริบเงินประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา ในคดีที่นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกร เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. 2560 ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายสุเทพมีความผิด ให้จำคุก 15 ปี แต่ลดโทษเหลือ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝาก กีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใดแต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จำเลยฎีกา อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นมีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้ว จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อพวกของผู้ตายขับรถตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้าง โดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่ แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือน ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ พฤติกรรมสมัครใจพร้อมจะทะเลาะวิวาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลยังระบุอีกว่า จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาว และเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย อันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถ เพื่อให้พวกผู้ตายขับชนท้าย และบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวก ทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้น และไม่เกรงกลัวจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหัน ในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไป &amp;nbsp; แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัว อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับฟังคำพิพากษา นายสุเทพยื่นประกันตัวเพื่อขอต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกา ด้วยเงินสด 874,000 บาท พร้อมระบุว่า ยอมรับคำตัดสินศาล แต่ต้องการต่อสู้เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสุเทพ มีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง โดยต้นเหตุเกิดจากที่รถตู้ของพวกผู้ตาย จอดรถหน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางเข้าออกของจำเลย แต่เหตุวิวาทจบลงภายหลังจากที่พวกผู้ตายจับรถตู้และรถเก๋งออกไปโดยไม่ได้ท้าทายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ เหตุการณ์คงไม่เกิดขึ้น ทั้งภรรยาจำเลยใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพรถเก๋งของผู้ตาย ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายและพวกให้เกิดโทสะเข้ามาวิวาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภรรยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของ ผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง จำเลยจึงมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพกอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาทรวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันนี้นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต ได้เป็นตัวแทนฝ่ายโจทย์ผู้เสียหาย ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยในเวลานัดได้นัดไว้เวลา 09.40 น. โดยผู้พิพากษารอทั้งจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จนเวลาล่วงเลยไปเกือบ 10.30 น. &amp;nbsp;ไม่มีวี่แววว่าจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จะเดินทางมาตามนัด และไม่มีท่าทีจะติดต่อกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษา จึงทำตามกระบวนการตามกฎหมายคือสั่งยึดริบเงินประกันจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยภายใน 1 เดือนหากจับกุมตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำพิพากษา แต่หากยังตามจับกุมตัวไม่ได้ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 มิถุนายน ในเวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102692</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีลุงวิศวะ, ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จังหวัดชลบุรี, พกพาอาวุธปืน, ศาลจังหวัดชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609bae19021b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก10ปีลุงวิศวะ ยิงวัยรุ่นที่อ่างศิลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลชลบุรีพิพากษาจำคุกลุงวิศวะ 15 ปี คดียิงวัยรุ่นตายที่อ่างศิลา จากเหตุอีกฝ่ายจอดรถปิดทางออกแล้วไม่มีใครยอมใคร ระบุหากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ คดีนี้คงไม่เกิด แต่เป็นเพราะจำเลยพกปืนจนเกิดความฮึกเหิม บ่งชี้เจตนาสมัครใจจะทะเลาะวิวาท จึงมิใช่การป้องกันสิทธิตามกฎหมาย แต่จำเลยไม่มีจิตใจโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย และมิได้หลบหนี ปรานีลดโทษเหลือจำคุก 10 ปี และให้ชดใช้สินไหมทดแทน 3.4 แสนบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลจังหวัดชลบุรี วันที่ 27 กันยายนนี้ มีการอ่านคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำ 2941/2560 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืน ฆ่าคนตายโดยเจตนา กรณีก่อเหตุยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นที่ล้อมรถเก๋งและพยายามทำร้าย เป็นเหตุให้กระสุนถูกนายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นการป้องกันตัว เหตุเกิดบริเวณสามแยกถนนอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากพวกของผู้ตายซึ่งเป็นคนขับรถยนต์ตู้ จอดรถที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย ทำให้มีปากเสียงกัน แต่เหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไป โดยมิได้ท้าทายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ จอดรถรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามรถทั้ง 2 คันไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้ บีบแตรยาวใส่ แล้วขับไปอยู่ด้านหน้า ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถให้ชนท้าย ทั้งภริยาจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพรถยนต์เก๋งพวกผู้ตายไว้อีก เช่นนี้ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายกับพวกให้เกิดโทสะและเข้ามาวิวาทกับจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืน ซึ่งบรรจุกระสุนปืนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพิพากษาระบุต่อไปว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันไปในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายกับพวกมาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะยิงกัน จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคน ก็เริ่มเกิดความขลาดกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายกับพวกด้วยน้ำเสียงและคำพูดในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษในการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่อง หรือให้เลิกแล้วกันไป ประกอบกับจำเลยเตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมยิงต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภริยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย มารดาผู้ตาย และให้ถือว่า น.ส.มณีพรอยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทนายของนายสุเทพได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 670,000 บาท ขอประกันตัวนายสุเทพ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วให้ประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ พ่อของนายนวพล ผู้ตาย กล่าวว่า พอใจในตัดสินของศาล จึงอยากฝากไปถึงดวงวิญญาณของน้องปอนว่าทำสำเร็จแล้ว ให้คนผิดได้รับโทษ และขอขอบคุณในความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 4 ก.พ.60 ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บริเวณสามแยกตลาดอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมืองชลบุรี ตรวจสอบพบนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอน&amp;nbsp;อายุ 17 ปี ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณราวนมซ้ายกระสุนฝังใน อาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนมือปืนคือนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี นั่งอยู่ในรถเก๋งยี่ห้อมาสด้า ทะเบียน ฌต 5079 กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;มีบาดแผลคิ้วแตก ตามร่างกายมีรอยถลอกและฟกช้ำ โดยมีปืนพกสั้น รูเกอร์ SR9c .308 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 5 นัด จึงคุมตัวสอบสวนดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพให้การว่า ขับรถมาเที่ยวชายหาดบางแสนพร้อมกับครอบครัว ประกอบด้วย ภรรยา มารดาและหลานชาย แล้วมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 13 คน ที่จอดรถขวางทางออกบริเวณสะพานปลาอ่างศิลา หลังจากนั้นจึงได้เดินทางจะกลับบ้าน เมื่อขับรถมาตามถนนสายอ่างศิลา พบกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณีได้ขับรถเก๋งตามมา นายสุเทพจึงเปิดกระจกรถ ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นก็พบรถของหน่วยกู้ภัยจอดอยู่ข้างทาง จึงได้จอดรถให้ภรรยาลงไปขอความช่วยเหลือ แต่กลุ่มวัยรุ่นกรูกันเข้ามาเปิดประตูรถ พร้อมทั้งทำร้ายร่างกายตน จึงใช้ปืนที่พกมายิงสุ่มไป 1 นัดเพื่อป้องกันตัว กระสุนถูกผู้ตายเสียชีวิตดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเพื่อนของนายนวพล คือนายณัฐวุฒิ โสมทัศน์, นายอดิศร แสนศักดิ์ และนายกมล แจ่มวัย ตกเป็นผู้ต้องหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ทั้งหมดรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน แต่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยังเป็นเยาวชน โทษจำให้รอลงอาญา คุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี ส่วนนายนิพนธ์ ทองสี คนขับรถตู้ ถูกฟ้องในข้อหาจอดรถลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับ 1,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมล แจ่มวัย, ณัฐวุฒิ โสมทัศน์, มณีพร ผึ่งผาย, ศาลจังหวัดชลบุรี, สหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ, สุเทพ โภชนสมบูรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดิศร แสนศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bacd7c144897.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
