<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;ศาลจังหวัดนครพนม ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีดำที่ อ.295/61 คดีแดงที่ 812/62 มีพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยจำนวน 8 คน ในข้อหาร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานฯ ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 4.นางรจนา จันทรัตน์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ 6.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง 7.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และ 8.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นไปฟังคำพิพากษา นางจอมทรัพย์มาพร้อมกับบุตรชายและญาตินั่งกันอยู่ที่โรงอาหารด้านหลังศาลฯ ซึ่งนายประทีป นวลเศรษฐ ทนายความของนางจอมทรัพย์กล่าวเพียงสั้นๆว่า ยังพอมีความหวังว่าศาลฯจะเมตตา ขณะที่นางจอมทรัพย์ไม่ขอพูดอะไรทั้งสิ้น จากนั้นก็เดินทางเข้าประตูด้านหลังขึ้นไปยังชั้น 2 ของศาลจังหวัดนครพนม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฯใช้เวลาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง วินิจฉัยพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ 1 คือนางจอมทรัพย์ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 นายสุริยาหรือครุอ๋อง เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 นางทัศนีย์ 2 ปี จำเลยที่ 7 นายนิรันดร์ 1 เดือน 10 วัน และจำเลยที่ 8 นางทองเรศ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4,5,6 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้เมื่อ 6 มี.ค.62 &amp;nbsp;ศาลจังหวัดนครพนม ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร เป็นเวลา 8 ปี ในข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนของเธอถูกตัดสินเป็นเวลา 7 ปี 9 เดือน 3.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร &amp;nbsp;อดีตสามีนางจอมทรัพย์ &amp;nbsp;เจอเบาะๆ &amp;nbsp;2 เดือน ด้วยข้อหาเดียวกัน ส่วนคนอื่นๆ คือ 4.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ จำคุก 2 ปี 19 เดือน และ 6.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา จำคุก 2 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 6-8 คือนายเสน่ห์ สุพรรณ นางรจนา จันทรัตน์ และ น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง ศาลได้พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69588</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจอมทรัพย์, ศาลจังหวัดนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef301270a0e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2019 07:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2019 07:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม คุก 2 ปี &#039;เจ๊สุ&#039; เจ้าแม่เงินกู้ดอกโหด ศาลชี้ซ้ำเติมทุกข์คนจนโดยไร้มนุษยธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.62 - หลังจากศาลจังหวัดนครพนม อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ชี้ชะตานางสาวสุพิชญ์ฌา อภิชัจฐ์โภคิน หรือมีชื่อนามสกุลเดิมว่า นางสาวสุนภา เรืองสุวรรณ อายุ 58 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม &amp;rdquo;เจ๊สุ&amp;rdquo; เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบชื่อดัง ในข้อหาเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล โดยมีนางสาริกา คนฉลาด อายุ 71 ปี อดีตลูกหนี้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกเจ๊สุ เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเจ๊สุได้ประกันตัวมาต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกา ความอาญา ที่ 692/2562 นางสาลิกา คนฉลาด ฝ่ายโจทก์ น.ส.สุนภา&amp;nbsp;เรืองสุวรรณ&amp;nbsp;จำเลยที่ 1 และ น.ส.พนิตตา พวงผกา จำเลยที่ 2 เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาลิกา คนฉลาด เป็นโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2554 น.ส.สุนภา จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ว่า นางสาลิกากู้เงินจาก &amp;rdquo;เจ๊สุ&amp;rdquo; 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552 จำนวน 580,000 บาท(ห้าแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2552 จำนวน 870,000 บาท (แปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน) นางสาลิกาให้การต่อสู้ว่ากู้เงินจากเจ๊สุเพียงครั้งเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 3 ก.ย.2554 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองต่างเบิกความอันเป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นว่า นางสาลิกาครั้งที่สองจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้นับเงินและส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่นางสาลิกา ซึ่งความจริงแล้วนางสาลิกาไม่เคยได้รับเงินจากเจ๊สุ จำนวน 870,000 บาท ตามสัญญาเงินกู้ครั้งที่สองแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากศาลหลงเชื่อคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ย่อมพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี แต่ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางสาลิกาชำระเงิน เพียงการกู้เงินครั้งแรกเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาพิพากษายืน เหตุเกิดที่ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครพนม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,177,181 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับรับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคที่ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1(เจ๊สุ) เป็นโจทก์ฟ้องนางสาลิกาเป็นจำเลยที่ 1 นายขำ คนฉลาด เป็นจำเลยที่ 2 เรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้และสัญญาค้ำประกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1557/2554 ของศาลชั้นต้น คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552 นางสาลิกากู้ยืมเงินจากเจ๊สุเป็นเงิน 580,000 บาท โดยนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน นางสาลิกาได้รับเงินครบถ้วนในวันดังกล่าวแล้ว และเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2552 นางสาลิกากู้ยืมเงินจากเจ๊สุเพิ่มอีก 870,000 บาท โดยให้ถือเอาหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนจำนองไว้เดิมเป็นหลักประกัน และนายขำยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน ในวันดังกล่าวนางสาลิกาได้รับเงินจากเจ๊สุครบถ้วนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาลิกาและนายขำให้การคดีดังกล่าวว่า นางสาลิกากู้ยืมเงินจากเจ๊สุเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552 โดยได้รับเงินเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2552 ส่วนตามสัญญาเงินกู้ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 นางสาลิกาไม่ได้กู้ยืมเงินจากเจ๊สุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 3 ก.ย.2554 จำเลยที่ 1(เจ๊สุ) และ จำเลยที่ 2 (น.ส.พนิตตา) เบิกความต่อศาลชั้นต้นในฐานะเป็นพยานโจทก์ในคดีดังกล่าว ว่า นางสาลิกากู้ยืมเงินเจ๊สุ ในวันที่ 18 ส.ค.2552 ด้วย ตามสำเนาคำเบิกความเอกสารหมาย จ.8 และ &amp;nbsp;จ.9 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางสาลิกาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม ฉบับลงวันที่ 17 ส.ค.2552 เท่านั้น ยกฟ้องนายขำ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ให้นายขำชำระหนี้แทน ถ้านางสาลิกาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาพิพากษายืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1(เจ๊สุ) จำเลยที่ 2(น.ส.พนิตตา) ว่า จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นางสาลิกาไม่นำสืบถึงหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดให้ศาลเห็นว่า เหตุใดจึงไม่มีการกู้ยืมเงินครั้งที่ 2 การนำสืบอ้างถึงคดีส่วนแพ่งว่ารับฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วอย่างไร ไม่ใช่การนำสืบข้อเท็จจริงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยตามคดีอาญาว่ามีการกู้ยืมเงินกัน ระหว่างนางสาลิกากับเจ๊สุ เพียงครั้งเดียวคือครั้งแรก เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้การพิพากษาคดีส่วนอาญาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 (เจ๊สุ) เคยต้องฟ้องนางสาลิกา (โจทก์) ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1557/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นางสาลิกากู้ยืมเงินจากเจ๊สุ ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 17 ส.ค.2552 ไม่มารส่งมอบเงินให้แก่นางสาลิกา(โจทก์) ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาพิพากษายืน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 บัญญัติว่า &amp;ldquo;...คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆให้ถือว่าผูกพันคู่ความ ในกระบวนการพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสย ถ้าหากมี...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีผลอยู่ตลอดไป เมื่อโจทก์ (นางสาลิกา) และจำเลยที่ 1 (เจ๊สุ) เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผลให้รับฟังได้ว่า นางสาลิกาไม่ได้รับเงินจากเจ๊สุ ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 ประกอบกับโจทก์(นางสาลิกา) นำสืบว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2554 เวลากลางวัน เจ๊สุเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยที่ 1(เจ๊สุ) ฟ้องโจทก์(นางสาลิกา)เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 218/2554 &amp;nbsp;หมายเลขแดงที่ 1557/2554 ของศาลชั้นต้นว่า &amp;ldquo;ข้าพเจ้าจึงให้กู้อีกเพียง 870,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และกำหนดชำระคืนต้นเงิน ในวันที่ 18 พ.ย.2552 จากนั้นนางสาลิกาได้เขียนสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ และโดยมีจำเลยที่ 2(นายขำ) ทำสัญญาค้ำประกันมอบไว้ให้แก่ข้าพเจ้า &amp;nbsp;ข้าพเจ้าได้มอบเงินจำนวน 870,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1(นางสาลิกา) ไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนางสาลิกามีสำเนาคำให้การพยานโจทก์ เอกสารหมายเลข จ.8 มาแสดง ในคดีนี้เจ๊สุยังคงเบิกความยืนยันว่านางสาลิกาทำสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 และรับเงิน 870,000 บาท ไป ในวันดังกล่าว ถึงแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบในคดีนี้ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีการกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางสาลิกาไม่ได้รับเงินจากเจ๊สุ ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 ดังวินิจฉัยมาแล้วพยานหลักฐานโจทก์(นางสาลิกา)จึงรับฟังได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1(เจ๊สุ) กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2(น.ส.พนิตตา) นั้น โจทก์นำสืบโดยโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นว่า &amp;ldquo;ต่อมาในวันที่ 18 ส.ค.2552 โจทกืได้โทรศัพท์มาเรียกข้าพเจ้าเป็นพยานอีก เมื่อไปถึงข้าพเจ้าได้ยินโจทก์บอกว่านางสาลิกามาขอกู้เงินเพิ่มอีกจำนวน 870,000 บาท และเจ๊สุได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 2(นายขำ) ได้ทำสัญญาค้ำประกันมอบไว้ให้กับเจ๊สุ จากนั้นเจ๊สุได้นำเอาสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.6 ไปอ่านดูปรากฏว่ามีข้อผิดพลาด และมีการแก้ไขให้นางสาลิกาลงลายมือชื่อกำกับไว้ เมื่อเจ๊สุอ่านดูแล้ว ก็นับเงินมอบให้แก่นางสาลิกาไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคดีนี้ น.ส.พนิตตาเบิกความว่าต่อมาวันที่18 ส.ค.2552 เจ๊สุโทรศัพท์แจ้งว่ามีลูกค้ามาติดต่อขอกู้เงินให้นายขำ และ น.ส.ศิริลักษณ์ โยธาศรี มาเป็นพยาน ส่วนการทำความเข้าใจระหว่างเจ๊สุกับผู้กู้นั้น เจ๊สุจะเป็นคนอธิบายข้อความต่างๆ น.ส.พนิตตาเห็นเจ๊สุส่งมอบเงินให้แก่นางสาลิกาเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้จำเลยที่ 2 (น.ส.พนิตตา) จะเบิกความรับว่าเบิกความตามที่โจทก์นำสืบจริง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการให้นางสาลิกาและนายขำทำหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 อีกทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีดังกล่าวว่า ในวันที่ 18 ส.ค.2552 &amp;nbsp;เจ๊สุนับเงินส่งมอบให้แก่นางสาลิกาไปนั้น จำเลยที่ 2 ก็มิได้เบิกความยืนยันว่าเจ๊สุส่งมอบให้แก่นางสาลิกาไปนั้นเป็นเงินจำนวน 870,000 บาท ตามที่ระบุในหนังสือสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้นางสาลิกาก็นำสืบว่าในวันที่ 18 ส.ค.2552 นางสาลิกาได้รับเงินจากเจ๊สุ เป็นจำนวน 520,000 บาท ซึ่งเป็นเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 17 ส.ค.2552 เท่านั้น จำเลยที่ 2 (น.ส.พนิตตา) มิได้เป็นคู่ความในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 1557/2554 ของศาลชั้นต้น จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่ว่าไม่มีการส่งมอบเงิน 870,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 มารับฟังเพื่อให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ได้ จึงไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเงินที่เจ๊สุส่งมอบให้แก่นางสาลิกาในวันที่ 18 ส.ค.2552 ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2(น.ส.พนิตตา) &amp;nbsp;เป็นเงิน 870,000 บาท ตามหนังสือสัญยกู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 18 ส.ค.2552 หรือไม่ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2(น.ส.พนิตตา) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาต้องวินิจฉัยตามีกาของจำเลยที่ 1(เจ๊สุ) ประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1(เจ๊สุ) เบิกความเท็จดังกล่าวนั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 สร้างหลักฐานขึ้นเพื่อให้โจทก์และนายขำต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่จำเลยที่ 1มากกว่าเงินที่โจทก์ได้รับไปจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ความลำบากให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แสดงให้เห็นถึงความไม่มีมนุษยธรรม มุ่งหวังประโยชน์แห่งตนเป้นที่ตั้ง หาได้นึกถึงความลำบากของผู้อื่นแต่ประการใดไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะมีคุณงามความดีดังที่กล่าวในฎีกา กรณีก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2(น.ส.พนิตตา)นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฐมบทของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2552 นางสาลิกานำโฉนดที่ดินจำนวน 3 แปลง เพื่อจำนองเป็นประกัน นำเงินเป็นค่านายหน้าการไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ เจ๊สุตีราคาที่ดินทั้ง 3 แปลง เป็นเงิน 580,000 บาท(ห้าแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) แต่หลังจดจำนองเสร็จ นางสาลิกาได้รับเงินเพียง 520,000 บาท(ห้าแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ซึ่ง &amp;nbsp;เจ๊สุอ้างว่าหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า 3 เดือน ในอัตราร้อยละ 3 บาท ที่เหลือเป็นค่าดำเนินการจดจำนอง และค่านายหน้า รวมเบ็ดเสร็จเป็นเงิน 60,000 บาท(หกหมื่นบาทถ้วน) โดยนัดให้มารับเงินในวันรุ่งขึ้น(18 ส.ค.2552)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถึงวันนัดเจ๊สุได้ให้เซ็นสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เพิ่มอีกหนึ่งฉบับ เป็นจำนวนเงิน 870,000 บาท (แปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน) โดยอ้างว่าทำกันไว้เฉยๆ ไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร หากไม่ยอมเซ็นก็จะไม่ได้เงิน นางสาลิกาเหมือนถูกมัดมือชก จำยอมต้องเซ็นชื่อลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานางสาลิกาไปขอกู้เงินจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) หลังได้รับการอนุมัติจึงนำเงินไปปลดหนี้กับเจ๊สุ ปรากฏว่าลูกน้องจะอ้างว่าเจ๊สุไม่อยู่ อาทิ ไปต่างประเทศบ้าง หรือกรุงเทพฯเป็นต้น นางสาลิกาเทียวไปหาหลายครั้งจนเจอตัวเจ๊สุ แต่กลับถูกเจ๊สุนำเอายอดเงินจำนวน 870,000 บาท ในสัญญาค้ำประกันที่ทำขึ้นทีหลัง มาบวกเพิ่มกับยอดหนี้เดิม รวมเป็นเงินประมาณทั้งสิ้น 1,400,000 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนบาท) ซึ่งนางสาลิกาต่อรองขอชำระหนี้ตามที่ได้กู้มาจริงคือ 580,000 บาท แต่เจ๊สุไม่ยอมพร้อมไล่นางสาลิกาออกจากสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นเจ๊สุให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม บังคับจำนอง เป็นจำนวนเงิน 1,238,125 บาท(หนึ่งล้านสองแสนสามหมื่นแปดพันหนึ่งร้อยยี่สิบห้าบาทถ้วน) บวกดอกเบี้ยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท(หนึ่งล้านเก้าแสนบาทถ้วน) นางสาลิกาลุกขึ้นต่อสู้คดีมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เหมือนสวรรค์มีตาศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่กู้ยืมจริง คือ 520,000 บาท(ห้าแสนสองหมื่นบาทถ้วน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาลิกาจึงให้บทเรียนราคาแพงแก่เจ๊สุ ที่เอารัดเอาเปรียบซ้ำเติมคนจน วันที่ 28 ส.ค.2554 จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองนครพนม ดำเนินคดีกับเจ๊สุ ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล แต่หลังจากสอบสวนแล้วพนักงานอัยการฯกลับสั่งไม่ฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาลิกายังไม่หมดหนทางที่จะเอาคนรวยเข้าคุก ตัดสินใจจ้างทนายความฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครพนมด้วยตนเอง เป็นคดีดำเลขที่ 198/2559 และคดีแดงที่ 2776/2559 โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2559 ให้ตัวนายทุนคือเจ๊สุ และลูกน้อง น.ส.พนิตตา พวงผกา ที่เป็นพยานเท็จให้ต้องโทษติดคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 โดยเจ๊สุยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้นัดอ่านคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งเจ๊สุฎีกาคัดค้านคำพิพากษา ขณะคดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา เจ๊สุนำหลักฐานด้านสาธารณกุศล ขอความเมตตาจากศาลขอนอการลงโทษ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิเคราะห์ในตอนท้ายว่า &amp;ldquo;..เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ความลำบากให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แสดงให้เห็นถึงความไม่มีมนุษยธรรม มุ่งหวังประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้ง หาได้นึกถึงความลำบากของผู้อื่นแต่ประการใดไม่&amp;rdquo; จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ โดยไม่รอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นางสาลิกาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ระหว่างคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เจ๊สุได้ส่งอดีตตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่ง ขอเจรจาเพื่อยุติคดี โดยเสนอเงินจำนวน 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน) &amp;nbsp;แต่นางสาลิกาปฏิเสธเห็นว่าเจ๊สุเอารัดเอาเปรียบคนยากคนจนมานานแล้ว จึงประกาศขอเอาคนรวยเข้าคุกดูสักครั้ง ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเจ๊สุถูกศาลยุติธรรมทั้ง 3 แห่ง พิพากษาในทิศทางเดียวกัน ต้องเดินเข้าเรือนจำรับโทษเป็นเวลา 2 ปี ปิดตำนานเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ โมเดลเงินกู้ดอกเบี้ยโหดของประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37799</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, จำคุกเจ๊สุ, ศาลจังหวัดนครพนม, เจ้าแม่เงินกู้ดอกโหด, เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ, เจ๊สุ, เจ๊สุ-เจ้าแม่เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf85dd952cce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉียบขาด!ศาลจังหวัดนครพนมสั่งคุกคนละ12ปี2เดือนแก๊งโจ๋บุกกระทืบอริคาโรงพยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ศาลจังหวัดนครพนมออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.4507/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1625/62 &amp;nbsp;กรณีอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ และมีนายอธิชยนนท์ โชคพัฒนเชษฐ์ กับ น.ส.ชิดชนก ธรรมาบุญ เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายปฏิพล พรมโสภา นายนลธวัช พลโสภา และนายวันชนะ วระวงศ์ ในข้อหาความผิดต่อชีวิต &amp;nbsp;ความผิดต่อร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำพิพากษาระบุว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,295,358,371,391 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ กับ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 900 บาท ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 12 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 900 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางนำสืบของจำเลยทั้งสาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละกระทงหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับคนละ 600 บาท ทั้งนี้หลังสิ้นสุดคำพิพากษา จำเลยทั้งสามถูกควบคุมตัวไปขังไว้ในห้องขังใต้ถุนศาลจังหวัดนครพนม โดยมีญาติยื่นขอประกันตัว ศาลฯอนุญาตให้ประกันตัวคนละ 350,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายง่าคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2561 เวลาหลังเที่ยงคืน มีภาพวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นในเขตเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก มีปากเสียงทะเลาะวิวาท แล้วยกพวกชกต่อยกัน หลังตั้งวงดื่มเหล้าภายในร้านจำหน่ายเหล้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลนาแก และมีผู้พบเห็นเหตุการณ์บันทึกภาพเอาไว้แล้วนำไปเผยแพร่ลงในสื่อโซเซียล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังวัยรุ่นทั้งสองกลุ่ม ได้รับบาดเจ็บจากการชกต่อย ก็ต่างพากันทำแผลที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลนาแก ซึ่งมีอีกฝ่ายที่ไม่ยอมเลิกรา บุกเข้าทำร้ายคู่อริด้วยการรุมกระทืบซ้ำ ซึ่งในภาพวงจรปิดของโรงพยาบาล ยังเห็นว่ากลุ่มที่กระทืบนั้นมีมีดเป็นอาวุธ ไล่ฟันทำร้ายคู่อริจนสะบักสะบอม อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทั้งแพทย์และพยาบาล ต่างตกใจกลัววิ่งหนีกันกระเจิง ก่อนที่จะแจ้งตำรวจมาระงับเหตุ ต่อมาผู้เสียหายทั้งสองฝ่ายต่างเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.นาแก ให้ดำเนินคดีเอาผิดต่อคู่กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พ.ต.อ.มานพ มั่นยิ่ง ผกก.สภ.นาแก ได้เรียกตัวผู้ก่อเหตุมาสอบสวน และแจ้งข้อหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทไปจำนวน 2 ราย คือ นายอธิชยนนท์ โชคพัฒนเชษฐ์ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 9 ต.บ้านแก้ง อ.นาแก จ.นครพนม และนายปฏิพล พรมโสภา อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 191 หมู่ 8 ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม ภายหลังมีการเข้ามอบตัวเพิ่ม &amp;nbsp;อีก 3 คน ประกอบด้วย น.ส.ชิดชนก ธรรมาบุญ เพื่อนสาวของนายอธิชยนนท์ ฝ่ายเพื่อนของนายปฏิพลคือนายนลธวัช กับนายวันชนะ ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง กลุ่มนายปฏิพลพร้อมพวก ซึ่งนายอธิชยนนท์และ น.ส.ชิดชนก ขอเป็นโจทก์ร่วมฟ้องคู่กรณีทั้งสาม กระทั่งมีคำพิพากษาดังกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33979</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลจังหวัดนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb96a1a2cdae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายลุ้นระทึก ศาลอุทธรณ์อนุญาตประกัน &#039;จอมทรัพย์ลวงโลก&#039;  หรือนอนคุกยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศาลจังหวัดนครพนม พิพากษาจำคุกนางจอมทรัพย์&amp;nbsp;แสนเมืองโคตร หรือ ศรีบุญหอม อายุ 57 ปี อดีตข้าราชการครูแห่งหนึ่งในโรงเรียน จ.สกลนคร&amp;nbsp;เป็นเวลา 8 ปี นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง จำคุก 7 ปี 9 เดือน นางทัศนีย์&amp;nbsp;หาญพยัคฆ์ จำคุก 2 ปี 19 เดือน นางทองเรศ&amp;nbsp;วงศ์ศรีชา จำคุก 2 ปี 12 เดือน และนายนิรันดร์&amp;nbsp;แสนเมืองโคตร อดีตสามีนางจอมทรัพย์ จำคุก 2 เดือน ในคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จและแจ้งความอันเป็นเท็จ ส่วนนายเสน่ห์ สุพรรณ(เพื่อน) นางรจนา จันทรัตน์(เพื่อน) และ7.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง หลานสาว&amp;nbsp; ศาลยกคำร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอนุญาตให้นายนิรันดร์ นางทัศนีย์&amp;nbsp;และนางทองเรศ&amp;nbsp;ประกันตัวในวงเงิน 1.5 แสนบาทประกัน&amp;nbsp;ส่วนนางจอมทรัพย์และนายสุริยา หรือ ครูอ๋อง ยื่นเรื่องประกันไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ทัน&amp;nbsp;จึงถูกส่งตัวไปคุมขังชั่วคราวไว้ที่เรือนจำกลางจังหวัดนครพนม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุด ที่ศาลจังหวัดนครพนม&amp;nbsp;นายประทีป&amp;nbsp;นวลเศรษฐ ทนายความนางจอมทรัพย์ กล่าวว่า วันนี้(7 มี.ค.)ช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. น่าจะมีคำสั่งมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 คาดว่าน่าจะเป็นคำสั่งจากวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ พิจารณานางจอมทรัพย์ และนายสุริยา หรือ ครูอ๋อง&amp;nbsp; จะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ในวันนี้ &amp;nbsp;แต่เชื่อมั่นว่าศาลน่าจะเมตตาได้รับการปล่อยตัวสูง&amp;nbsp;เพราะจำเลยไม่มีพฤติกรรมหลบหนี&amp;nbsp;มาฟังคำพิพากษาตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายความนางจอมทรัพย์&amp;nbsp;กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;เมื่อวานนี้แนวทางคำพิพากษา มีหลายประเด็นที่มีความเห็นว่าพยานมีความขัดแย้งกันเยอะ อีกทั้งพยานในห้วงที่เรานำสืบไปมีหลายประเด็น ศาลฯน่าจะไม่เอามาวินิจฉัย&amp;nbsp;ซึ่งมันอยู่ในสำนวนแล้วคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่นานในการยื่นอุทธรณ์ โดยเมื่อวานนี้ที่ศาลฯพิพากษามี 2 ข้อหา และมีการเพิ่มโทษด้วยถือว่าโทษสูง&amp;nbsp;ซึ่งจะต้องขอดูในรายละเอียดของคำพิพากษาก่อน&amp;nbsp; เพราะมีหลายกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บางข้อหาศาลก็ยกฟ้อง&amp;nbsp;แต่ในรายละเอียดยังไม่ได้คัดถ่ายเพราะคำพิพากษามีมากถึง 300 หน้า&amp;nbsp;ศาลฯก็ได้อ่านแบบย่อๆทางเรายื่นประกันตัวในวงเงินเดิม 5 แสนบาท&amp;nbsp;หากศาลอุทธรณ์จะเพิ่มเติมอะไรค่อยว่ากันอีกที&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายประทีป กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30721</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีครูจอมทรัพย์, จอมทรัพย์ลวงโลก, จำคุกครูจอมทรัพย์, ศาลจังหวัดนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c809e139d601.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนครพนมสืบพยานโจทก์คดีครูจอมทรัพย์นัดแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.61 - ศาลจังหวัดนครพนมสืบพยานโจทก์นัดแรก ในคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือศรีบุญหอม อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครูในจังหวัดสกลนคร คดีอาญาเลขที่ 295/60 ข้อหาซ่องโจร และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฯลฯ มีจำเลยร่วม จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนคนสนิท 2.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ 3.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา พยานที่นั่งซ้อนท้าย จยย.มากับนางทัศนีย์&amp;nbsp; 4.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อดีตสามีของนางจอมทรัพย์&amp;nbsp;5.นายเสน่ห์ สุพรรณ เพื่อนสนิทอีกคนของนางจอมทรัพย์ 6.นางรจนา จันทรัตน์ เจ้าของฉายานักสืบโซเซียล&amp;nbsp; 7.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง หลานสาวผู้วิ่งเต้นด้านเอกสารระหว่างนางจอมทรัพย์ต้องโทษ&amp;nbsp; 8.นายสับ วาปี ผู้อ้างว่าเป็นคนขับรถ และ 9.นางจันทร์ วาปี&amp;nbsp; เดินทางมาศาลฯครบทุกคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ.ต.อ.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ปส.3(กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กรุงเทพฯ) ก็มาขึ้นศาลฯในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ และเป็นผู้ติดตามคดีดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น หอบแฟ้มสำนวนคำให้การต่างๆมาหลายแฟ้ม มานั่งอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเปิดเผยเพียงสั้นๆว่า ได้เดินทางมาจากจังหวัดขอนแก่น ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดมากเพราะมีคดีที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวถามว่าเหนื่อยไหม รอง ผบก.ปส.3 กล่าวถ้าทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองไม่เหนื่อยหรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางจอมทรัพย์กับนายสุริยาถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำกลางจังหวัดนครพนม โดยตลอดเวลาที่ถูกคุมขัง ญาติพยายามขอยื่นประกันตัว แต่ศาลฯพิจารณาตามคำสั่งเดิมว่า คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หากจำเลยได้รับการประกันตัว อาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยาน จึงไม่ให้ประกันตัว โดยนางจอมทรัพย์ถูกตำรวจนำหมายจับไปควบคุมตัวจากบ้านพักที่จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.60 ต่อมาวันที่ 26 พ.ย.60 ก็จับกุมนายสุริยาหรือครูอ๋องขณะหลบหนีไปที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มาขึ้นศาลฯญาติจะยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวแต่ศาลไม่อนุญาต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12794</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีครูจอมทรัพย์, จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร, ศาลจังหวัดนครพนม, ศาลนครพนมสืบพยานโจทก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3db61f55aaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
