<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69819</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืนคุก2ปี8เดือน ปิดฉาก‘นปช.’บุกบ้านป๋าเปรม/‘จตุพร’โอดอีกคดีคงไม่รอดซังเตแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ปิดฉากคดี นปช.บุกบ้านสี่เสาฯ กดดัน &amp;quot;ป๋าเปรม&amp;quot; ลาออก ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 5 นปช.&amp;ldquo;นพรุจ-วีระกานต์-ณัฐวุฒิ-วิภูแถลง-เหวง&amp;rdquo; 2 ปี 8 เดือน ชี้ไม่ชุมนุมโดยสงบ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และละเมิดสิทธิ พล.อ.เปรม &amp;ldquo;จตุพร&amp;rdquo; ยอมรับชะตากรรมสำนวนคดีที่สองไม่รอดคุกแน่ &amp;ldquo;ธิดา&amp;rdquo; บอกจะมาเยี่ยมให้บ่อย ยันจำเลยเป็นบุคคลที่มีประโยชน์ น่าจะทำงานต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา วันที่ 26 มิ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ใน ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวงไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ ให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3&amp;nbsp; ริบของกลางทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 10 ม.ค.2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พวกจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ&amp;nbsp; 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายนพรุจ จำเลยที่ 1, นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง, นพ.เหวง แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 ทั้งหมดเป็นจำเลยที่ต้องสู้คดีถึงชั้นฎีกา เดินทางมาศาล หลังจากก่อนหน้านี้มีเหตุต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว 4 ครั้ง อาทิ กรณีจำเลยที่ 4-7 ยื่นขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ โดยวันนี้มีนางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษา นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมญาติ แกนนำและมวลชน&amp;nbsp; นปช. ส่วนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ
หลักฐานชัดฝ่าฝืน กม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 10.00 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา ใช้เวลากว่า 1.30 ชั่วโมง โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว กรณีจำเลยที่ 4-7 เพิ่งยื่นฎีกาแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพนั้น ไม่อาจกระทำได้ ต้องทำก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาวินิจฉัยนายนพรุจ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางทำร้ายเจ้าพนักงานหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม (ยศในคำพิพากษา) ตำรวจผู้บาดเจ็บเป็นพยานเบิกความ ภายหลังผู้บังคับบัญชามีคำสั่งสลายชุมนุม พยานเห็นรถกระบะพุ่งเข้ามาจะชนแถวเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ตำรวจหลบพ้น รถเสียหลักชนเกาะกลางถนน คนขับรถวิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ท้ายรถยืนถือเสาธงพร้อมขว้างอิฐใส่ตำรวจ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์พยายามเข้าไปดึงขาจำเลยที่ 1 ที่ยืนอยู่บนกระบะ จำเลยที่ 1 จึงกระโดดชันเข่ากระทุ้งใส่ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ได้รับบาดเจ็บข้อมือขวาหัก จึงจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเห็นว่าตำรวจเป็นประจักษ์พยานโดยตรง เบิกความไม่มีพิรุธ จำเลยที่ 1 ยืนบนรถกระบะและถูกจับกุมจริง เหตุแห่งการจับกุมเกิดจากจำเลยที่ 1 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นความผิดซึ่งหน้า ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่มีภาพถ่ายพยานหลักฐานเพียงพอนั้น เห็นว่าในเหตุชุลมุนวุ่นวาย เจ้าพนักงานตำรวจผู้ถ่ายรูปต้องคอยหลบหลีกก้อนอิฐที่ปาเข้าใส่จากหลายทิศทาง ไม่มีโอกาสถ่ายรูปจำเลยที่ 1 ให้เห็นทุกขั้นตอน ต้องอาศัยพยานในที่เกิดเหตุ ประจักษ์พยานที่จับกุมจำเลยที่ 1 ให้การตรงไปตรงมา ไม่มีพฤติการณ์กลั่นแกล้งจับกุมเพื่อหวังประโยชน์ใดๆ มีน้ำหนักรับฟัง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (รักษาการ ผบ.ตร.ขณะเกิดเหตุ) สั่งการให้จับตนเพราะมีเหตุโกรธเคืองนั้น เห็นว่าการจับกุมจำเลยเกิดจากการทำผิดซึ่งหน้า เป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อมโยงกัน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่าพฤติการณ์เป็นการก่อเหตุร้ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้สำนึกถึงความผิด ไม่สมควรรอการลงโทษ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาวินิจฉัยนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และนพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติคุ้มครองการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ได้หมายความให้ใช้เสรีภาพปราศจากขอบเขตละเมิดสิทธิผู้อื่น กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เบิกความเป็นพยานหลายปากเกี่ยวกับวันเกิดเหตุที่กลุ่ม นปก. (ชื่อขณะนั้น) นัดหมายเดินขบวนไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตเคลื่อนขบวน ตำรวจจึงวางแผนรักษาความสงบเรียบร้อย โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ขณะเกิดเหตุ) ได้แจ้งผู้ชุมนุมว่าตำรวจ ไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางเพราะเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่จำเลยที่ 7 ยืนยันที่จะผ่านจุดสกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผู้ชุมนุมได้ประชิดจุดสกัดตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 5 ดึงแผงรั้วเหล็กทิ้งคลองผดุงกรุงเกษม ผลักดันตำรวจและฝ่าแนวกีดขวาง จนไปปักหลักชุมนุมที่หน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม โดยจำเลยปราศรัยโจมตีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ และจะชุมนุมจนกว่า พล.อ.เปรมจะลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ตำรวจเจรจาให้ยุติการชุมนุม แต่จำเลยไม่ยินยอม พร้อมปราศรัยให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิมพร้อมก่อความรุนแรง ตำรวจมีมติให้ผลักดันผู้ชุมนุมอย่างละมุนละม่อม ไปเชิญแกนนำมาเจรจา หากไม่เป็นผลให้ตัดสายสัญญาณเครื่องขยายเสียง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ถูกผู้ชุมนุมขว้างอิฐ ไม้ และขวดน้ำ จนต้องล่าถอย จึงมีมติให้จับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมด้วยกระบอง แก๊สน้ำตา จากนั้นถูกผู้ชุมนุมใช้อิฐและสิ่งของอื่นขว้างเข้าใส่จนต้องล่าถอยมา 3 ครั้ง จึงสามารถสลายการชุมนุมได้สำเร็จ
ฎีกายืนคุก 2 ปี 8 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามทางนำสืบ โจทก์มีพยานหลักฐานวัตถุพยานภาพ วิดีโอ และเทปปราศรัย ขณะจำเลยชุมนุมที่สนามหลวงเป็นการชุมนุมโดยสงบมาตลอด เหตุที่จำเลยที่ 4-7 ต้องการนำผู้ชุมนุมไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาฯ นั้น จำเลยเบิกความถึงภาพ พล.อ.เปรมนำคณะยึดอำนาจเข้าเฝ้าว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของประธานองคมนตรี เมื่อปราศรัยมานานไม่ได้รับการตอบสนองจึงนัดหมายไปทวงถาม พล.อ.เปรมโดยตรง เรียกร้องให้ตอบข้อสงสัยและกดดันให้ลาออก จำเลยที่ 4-7 เชื่อว่า พล.อ.เปรมอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ โดยความจริงแล้วจำเลยไม่มีหลักฐานมั่นคงมาพิสูจน์ให้รับฟังได้ และ พล.อ.เปรมไม่ได้นัดหมายหรือแถลงข่าวให้จำเลยที่ 4-7 ฟังคำตอบหรือคำชี้แจง การที่จำเลยที่ 4-7 นำผู้ชุมนุมไปปราศรัยโจมตีจึงเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของ พล.อ.เปรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 4-7 และกลุ่ม นปก.เคลื่อนขบวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจโดยชอบในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ จำเลยและแกนนำได้ปราศรัยแสดงเจตนาจะไปให้ถึงบ้าน พล.อ.เปรมสำเร็จ ทั้งหมดเป็นหลักฐานประจักษ์ตอกย้ำละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิเสรีภาพของพล.อ.เปรม ไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบ มั่วสุมชุมนุมโดยใช้กำลังประทุษร้าย กีดขวางการจราจรไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนจุดสกัด เมื่อถึงหน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม จำเลยได้ปราศรัยจะชุมนุมอยู่ที่นี่จนกว่าจะชนะ จนกว่า พล.อ.เปรมจะพ้นตำแหน่ง ส่งเสียงดังรบกวนไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเครื่องขยายเสียง ประชาชนไม่สามารถใช้ถนนได้ การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการยับยั้งสมเหตุสมผล เพราะแกนนำและผู้ชุมนุมไม่ตอบสนอง พร้อมต่อต้านขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ มีเจตนาเผชิญหน้า ตำรวจไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน ไม่ทำให้ผู้ชุมนุมถึงแก่ความตาย จึงไม่เกินกว่าเหตุตามที่จำเลยอ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่ 4-7 ฎีกาขอลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นลักษณะเตรียมวางแผนล่วงหน้าในการนำมวลชนจำนวนมากไปมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สินราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจ ต่อสู้ขัดขวางตำรวจจนเกิดการปะทะเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 1, 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายหลังพิพากษาว่า ญาติของจำเลยและมวลชน นปช. ที่เดินทางมาให้กำลังใจในห้องพิจารณาคดี ต่างเข้าไปพูดคุยร่ำลากับจำเลยทั้งห้า พร้อมจับมือและสวมกอด อาทิ นายประภัสร์ จงสงวน อดีตกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ ก็ได้เข้ามาสวมกอดให้กำลังใจนายณัฐวุฒิ ขณะที่ญาติและมวลชนบางรายได้ร่ำไห้ บ่นแสดงความไม่พอใจ ต่อมาระหว่างเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทยอยควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าออกจากห้องพิจารณา เพื่อนำไปคุมขังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดนั้น นายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ร่ำไห้ ส่วนมวลชนก็มีทั้งร่ำไห้และส่งเสียงให้กำลังใจจำเลยด้วย
&amp;#39;จตุพร&amp;#39;รับชะตากรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้พี่น้องเราทุกคนที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาจำคุก ซึ่งทุกคนก็น้อมรับคำตัดสิน ตนและที่เหลืออยู่ในสำนวนคดีที่สอง (คดีบุกบ้านสี่เสาฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งนายจตุพรถูกฟ้องทีหลัง) ก็รอคำพิพากษาเช่นกัน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ผ่านเรื่องราวกันมาต่างเหลือพื้นที่กันน้อยมาก อยากบอกว่าทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ หรือ กปปส. ก็ต่างอยู่บนวิถีทางที่ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าพวกตนจะติดคุกกันมากขึ้น และสังขารของผู้อาวุโสของแต่ละฝ่ายก็อยู่ในช่วงยากลำบากทั้งสองฝ่าย ที่เหลือก็ทยอยกันขึ้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า จากที่ได้เข้าฟังคำพิพากษานั้น ตนเห็นว่าที่แตกต่างกันคือ ตนยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้าง ก็ต้องไปจัดการชีวิตทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม เรื่องสุขภาพ เพราะต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง พวกตนน้อมรับคำตัดสินของศาลอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ได้พูดคุยกับทั้ง 5 คนในคดีนี้อยู่บ้าง เพราะกว่า 10 ปีนี้ มันมีเรื่องราวกันมากเหลือเกิน แม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามมาอยู่ฝ่ายเดียวกันก็มี เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด ก็เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นความลำบากของชีวิตไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลืองก็ลำบาก ทุกฝ่ายที่ต่อสู้กันมาช่วง 10 ปีนี้ ที่ไม่ติดคุกก็ต้องมาขึ้นศาลทุกสัปดาห์ พวกเราต่างรู้จักกันมาตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภา&amp;nbsp; 2535 ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าใครฟังคำพิพากษาก็รู้ว่าอย่างไรผมก็ไม่รอด 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ยอมรับความเป็นจริง เวลาที่เหลืออยู่ถ้าผมทำอะไรได้ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองในท่ามกลางวิกฤตินี้ที่กำลังจะเกิด ผมก็จะทำ ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือใครจะมาเป็นตำแหน่งใด ผมเลยมันมาแล้ว&amp;rdquo; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางธิดากล่าวว่า สิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือ ทำอย่างไรให้สามารถเยี่ยมได้บ่อยมากขึ้น แล้วเข้าใจว่าขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยน แม้จะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ว่าเมื่อไปอยู่ในเรือนจำเราเข้าใจว่าสถานการณ์เรือนจำเปลี่ยนไป โดยทำให้คนที่อยู่ในคุกได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ให้มากที่สุด และจำเลยที่เข้าคุกวันนี้เป็นบุคคลที่มีประโยชน์มีทัศนคติในทางที่ดี น่าจะมีโอกาสได้ทำงานต่อสังคมได้ แม้จะถูกคุมขังอยู่ในคุก หวังว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ดีพอสมควร แม้จะมีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และไม่ใช่อาชญากร หวังว่าสื่อจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวในเรือนจำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยาของนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า จะเดินทางไปเยี่ยมนายณัฐวุฒิที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อ เนื่องจากยังไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามา ก่อนหน้านี้ก็มีการเตรียมใจกันมา ส่วนจะมีการดำเนินการใดๆ ทางคดีต่อหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายณัฐวุฒิตัดสินใจ ตนต้องปรึกษาก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69819</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์, นปช., นปช.บุกบ้านสี่เสา, บ้านสี่เสาเทเวศร์, พิพากษายืนจำคุก, ศาลฎีกาพิพากษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef5f7fc1776b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่ง‘ยงยุทธ’นอนคุก2ปีโกงที่วัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไม่รอด! ติดคุกแทนนายใหญ่อีกคน ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก &amp;quot;ยงยุทธ วิชัยดิษฐ&amp;quot; 2 ปี คดีโกงที่ธรณีสงฆ์ ส่งเข้าเรือนจำทันที ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยตรวจสุขภาพพบโรคต้อหิน ข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจ แจกผ้าให้ 3 ผืน อยู่แดนแรกรับ มีนักโทษผู้ช่วยคอยดูแล 1-2 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อท.38/2559 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ &amp;nbsp;(ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อายุ 78 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย, อดีต รมว.มหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีกล่าวหา นายยงยุทธ จำเลยขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบในการพิจารณาอุทธรณ์ และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ &amp;nbsp;แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมาให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เห็นว่า การที่นายยงยุทธ จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม &amp;quot;สนามกอล์ฟอัลไพน์&amp;quot; อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นธรณีสงฆ์จากการที่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารนั้น จำเลยออกคำสั่งโดยมิชอบ โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2482 ที่ระบุให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นคำสั่งของนายยงยุทธ จำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์และได้รับประกันตัวไปวงเงินประกัน 5 แสนบาท คดีมีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา เห็นว่าการที่จำเลยขณะดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดมหาดไทย แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนมติอธิบดีกรมที่ดินเรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์นั้น โดยไม่นำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีแนวทางวินิจฉัยไว้แล้วมาพิจารณาประกอบ เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบและโดยทุจริต ทั้งที่แนวทางปฏิบัติเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นมาแล้ว ฝ่ายบริหารจะให้หน่วยราชการยึดถือปฏิบัติตาม เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินในมาตรฐานทางเดียวกัน &amp;nbsp;เพราะมิเช่นนั้นในแต่ละยุคสมัยจะมีความเห็นต่างกัน สร้างความเสียหายแก่ระบบบริหารราชการแผ่นดินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายยงยุทธ จำเลยได้ยื่นขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 42, 44, 46 ที่บัญญัติว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณา ซึ่งระหว่างยื่นขออนุญาตฎีกาดังกล่าว จำเลยได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 9 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้นายยงยุทธ จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมฟังคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องฯ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า คำร้องขอฎีกาของนายยงยุทธ จำเลยไม่ได้แสดงถึงปัญหาข้อเท็จจริง หรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 47 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 28 (1) จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา โดยให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องฯ ไม่รับฎีกาของจำเลยแล้ว ตามขั้นตอนกฎหมายผลคำพิพากษาคดีนี้ จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษายืนจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยเมื่อเวลา 12.00 น.เศษ ศาลได้ออกหมายคดีถึงที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้ควบคุมตัวนายยงยุทธ จำเลยไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อรับโทษตามคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกาในคดีอัลไพน์ว่า คดีนี้เป็นคดีที่ฟ้องภายหลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว จึงต้องใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาบังคับ ซึ่งมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้การฎีกา ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย เหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ระบุไว้ในมาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรา 46 (7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกานั้น ประธานศาลฎีกาได้กำหนดปัญหาสำคัญอื่นเพิ่มเติมอีก 2 กรณีคือ (1) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ (2) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาก็เป็นสิทธิที่จำเลยพึงกระทำได้ ซึ่งหากมีการยื่นขอปล่อยชั่วคราวมา ทางองค์คณะก็จะเป็นผู้พิจารณาคำร้องดังกล่าวว่าเห็นควรส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยหรือพิจารณามีคำสั่งได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยัณห์อธิบายเพิ่มว่า คดีนายยงยุทธนี้เป็นคดีที่ต้องใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เมื่อศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปีซึ่งต้องห้ามคู่ความคือห้ามทั้งโจทก์และจำเลยฎีกา ตรงนี้การยื่นฎีกาได้จะต้องขออนุญาตฎีกา ซึ่งจะต้องใช้ผู้พิพากษาศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตและจะต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด จะมีความแตกต่างกับการรับรองฎีกาใน ป.วิ.อาญา ที่เพียงใช้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ที่พิจารณาหรือลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งพิจารณา และอนุญาตให้ฎีกาหรือให้อัยการสูงสุดรับรองฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เรือนจำได้รับตัวนายยงยุทธและนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำสั่งของศาล โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวนายยงยุทธเข้าสู่ระบบการตรวจรับนักโทษใหม่ ทั้งนี้นายยงยุทธมีอาการเครียดเช่นเดียวกับผู้ต้องขังใหม่ทั่วไป คาดว่าเมื่อใช้เวลาปรับตัวเข้ากับสภาพเรือนจำและใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนผู้ต้องขังไปสักระยะก็จะเริ่มปรับตัวได้ อย่างไรก็ตามจะดูแลตามระเบียบของเรือนจำ ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร ในส่วนของการตรวจสุขภาพพบว่านายยงยุทธป่วยเป็นโรคต้อหิน ข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับขั้นตอนการรับตัวนักโทษใหม่ประกอบด้วย การตรวจบันทึกร่างกายว่ามีร่องรอยบาดเจ็บมาจากภายนอกหรือไม่ ซักประวัติและตรวจสุขภาพเบื้องต้น ถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำประวัตินักโทษ &amp;nbsp;จากนั้นจะให้นักโทษเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งผู้ต้องขังใหม่จะได้รับแจกอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็น และผ้า &amp;nbsp;3 ผืนใช้สำหรับปูรองนอน ม้วนเป็นหมอน และห่มนอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปคุมขังยังแดนแรกรับของเรือนจำ ซึ่งภายในเรือนนอนจะถูกจับตาด้วยกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชม. ในกรณีนักโทษรายสำคัญจะมอบหมายนักโทษผู้ช่วย 1-2 คนคอยให้ความช่วยเหลือจนกว่านักโทษใหม่จะปรับตัวได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57476</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดคุกแทนนายใหญ่, นักโทษผู้ช่วย, ยงยุทธ วิชัยดิษฐ, ยืนจำคุก, ศาลฎีกา, ศาลฎีกาพิพากษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรือนจำพิเศษกรุงเทพ, โกงที่ธรณีสงฆ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200217/image_big_5e4a98fcb14ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาสั่ง6ประกันจ่ายเผาตลท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฎีกาพิพากษากลับ 6 บริษัทประกันภัย จ่ายเยียวยา &amp;quot;ตลาดหลักทรัพย์&amp;quot; ร่วม 100 &amp;nbsp;ล้าน หลังถูกวางเพลิงเหตุการณ์เผาเมืองปี 2553 &amp;nbsp; ศาลระบุเพลิงไหม้เพราะกลุ่มบุคคล 10 คนอำพรางใบหน้า จึงไม่มีน้ำหนักว่าเกิดจากการลุกฮือต้านรัฐบาล หรือก่อการร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา หมายเลขดำ 8132/2561 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บริษัทศูนย์รับฝากทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท แฟมิลี่ โนฮาว จำกัด โจทก์ที่ 1-3 ยื่นฟ้อง บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์อินชัวรันส์, บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟอลคอลประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในเรื่องประกันภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งหกไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะความเสียหายจากการวางเพลิงเผาอาคารของโจทก์ที่ 1 และทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามที่อยู่ในอาคารของโจทก์ที่ 1 เกิดจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล และเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดทั้งความเสียหายจากการทุบทำลาย เพลิงไหม้ น้ำที่ใช้ดับเพลิงจากอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ และควันไฟมิใช่ภัยเนื่องจากการกระทำอันป่าเถื่อน และกระทำด้วยเจตนาร้ายมุ่งหวังเพื่อทำลายตัวทรัพย์ที่เอาประกันเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการกระทำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่กระทำโดยมุ่งหวังให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง และเป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเป็นสำคัญ และโจทก์ทั้งสามเรียกค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ประกอบกิจการตลาดหลักทรัพย์โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน จัดให้มีการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน จัดระบบและวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยโจทก์ที่ 2 ประกอบกิจการรับฝากหลักทรัพย์ส่วนโจทก์ที่ 3 ประกอบกิจการจัดการงานนิทรรศการ การแสดงสินค้า การฝึกอบรม และประชุมสัมมนา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับหนังสือรับรองให้ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2553 โจทก์ทั้งสามร่วมกับผู้เอาประกันรายอื่นทำสัญญาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (รวมฐานราก) ที่จอดรถ สิ่งต่อเติมต่างๆ กำแพงประตู รั้วตลอดแนว เฟอร์นิเจอร์สิ่งตกแต่งต่างๆ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทุกชนิดระบบปรับอากาศและระบบอื่นๆ เครื่องจักร และอุปกรณ์ทุกชนิด ระบบลิฟต์ เสาอากาศ และระบบสัญญาณวิทยุ ระบบโทรทัศน์วงจรปิดพร้อมอุปกรณ์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และทรัพย์สินต่างๆ ภายในสถานที่เอาประกันภัย รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ และทรัพย์สินอื่นๆ ทุกชนิดในอาคารดังกล่าวไว้ต่อจำเลยทั้งหก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.2553 ถึงวันที่ 31 ม.ค.2554 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,474,408,510.33 บาท จำเลยทั้งหกแบ่งสัดส่วนการรับประกันภัยตามลำดับ โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อยกเว้นความรับผิดว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อมมาจาก หรือสืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การกบฏ การปฏิวัติ การยึดอำนาจการปกครองโดยทหาร หรือการก่อการร้ายโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ก่อการร้ายที่ใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อผลทางการเมือง และรวมถึงการใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่สาธารณชนตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 ถึงวันที่ 19 มี.ค. 2553 มีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. เพื่อประท้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการตั้งเวทีใหญ่บริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง และมีการตั้งเวทีย่อยบริเวณแยกคลองเตย ใกล้อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีการปิดการจราจรบนถนนรอบพื้นที่การชุมนุมทุกแห่ง การชุมนุมมีการใช้ความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 รัฐบาลส่งกำลังทหารสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ และได้เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานที่หลายแห่ง รวมทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายโจทก์ทั้งสาม จึงได้แจ้งเหตุความเสียหายต่อจำเลยทั้งหก ซึ่งจำเลยทั้งหกมอบให้บริษัทแม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายจากเหตุดังกล่าว แล้วปฏิเสธความรับผิด อ้างว่าเหตุความเสียหายเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ทั้งสามบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉยไม่ชำระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเกิดจากภัยประเภทใดและเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตามฟ้องหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าเหตุความเสียหายต่อทรัพย์สินตามฟ้องเป็นผลมาจากมีกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้าไปในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารจนทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามที่อยู่ภายในอาคารและตัวอาคารดังกล่าวได้รับความเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นภัยที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้และการกระทำด้วยเจตนาร้าย ซึ่งเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารเกิดขึ้นตอน 15.00 น. ภายหลังแกนนำประกาศยุติชุมนุมตอน 13.00 น. ตลอดจนผู้ก่อเหตุทุบทำลายและเผาอาคาร ก็มีประมาณ 10 คน ทั้งเป็นกลุ่มบุคคลที่ปิดบังอำพรางใบหน้า และกลุ่มที่ทำในลักษณะมีเจตนาก่อเหตุร้ายแล้วหลบหนีไปทันที โดยไม่มีประชาชนอื่นใดร่วมกระทำการ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าเหตุเพลิงไหม้ตามฟ้องเป็นผลมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล และเป็นการก่อการร้ายเพื่อหวังผลทางการเมืองตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหก ดังนั้นจำเลยทั้งหกจึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาว่าจำเลยทั้งหกต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามเพียงใด ข้อนี้โจทก์ทั้งสามนำสืบความเสียหายของโจทก์แต่ละรายไว้แล้ว พร้อมตารางสรุปจำนวน โดยโจทก์มิได้นำสืบแสดง รายละเอียดความเสียหายตามที่กล่าวอ้างในแต่ละรายการ แต่กลับปรากฏความเสียหายบางรายการที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดจากวินาศภัยภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ยังได้คำเบิกความของเจ้าหน้าที่วิศวะอาคารและหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พยานโจทก์ทั้งสามว่า ทรัพย์สินบางรายการ เช่น พรมหรือเฟอร์นิเจอร์ อาจไม่ต้องซ่อมแซม เพียงแต่ทำความสะอาดก็สามารถใช้งานได้ดังเดิม เมื่อจำเลยทั้งหกปฏิเสธโต้เถียงว่าโจทก์ทั้งสามเรียกค่าเสียหายสูงเกิน กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าโจทก์ทั้งสามต้องเสียหายตามจำนวนที่กล่าวอ้าง แต่แม้โจทก์ทั้งสามจะนำสืบความเสียหายได้ ไม่สมข้ออ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ จึงเห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 89 ล้านบาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 8 ชุด ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ้าหุ้มเก้าอี้พนักงาน จำนวน 13,209 บาท ก็ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน คงมีเฉพาะส่วนที่จำเลยทั้งหกได้นำสืบยอมรับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 มีเพียง 50,414 บาท ดังนั้นศาลจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 57,500 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ศาลเห็นควรกำหนดค่าเสียหายจำนวน 9 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อปรากฏว่าหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร พวกโจทก์ได้มีหนังสือเรียกร้องค่าสินไหม และหนังสือแจ้งปรับปรุงข้อมูลความเสียหายให้จำเลยทั้งหกชำระ แต่พวกจำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธความรับผิด โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับจำเลยทั้งหกรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย มิใช่ผู้กระทำละเมิด เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2554 จึงถือว่าจำเลยทั้งหกผิดนัดชำระตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2554 จึงต้องได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาฯ ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 26,700,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,800,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,9000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค.2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,250 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 11,500 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,700,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,800,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34907</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายเยียวยา, ตลาดหลักทรัพย์, ถูกวางเพลิงเหตุการณ์เผาเมืองปี 2553, ศาลฎีกาพิพากษา, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190501/image_big_5cc9bb320c7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่ง &#039;อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงิน&#039; ห้ามยุยงปลุกปั่น-ขวางตรวจทรัพย์สิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาภายในวัดหิรัญญาราม หรือ วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กรณีพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางด้านความประพฤติและการบริหารการเงินของวัดจนถูกมหาเถรสมาคมและพระชั้นผู้ใหญ่ระดับปกครองของคณะสงฆ์ได้สั่งปลดอดีตเจ้าอาวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นแต่งตั้ง พระครูพิสุทธิวรากร ให้รักษาการเจ้าอาวาสเพื่อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินของวัด แต่ปรากฏว่าอดีตเจ้าอาวาสพร้อมทั้งลูกศิษย์และอดีตกรรมการวัดระดับแกนนำจำนวน 10 คน กลับไม่ยอมรับคำสั่งของมหาเถรสมาคม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีการต่อต้านขัดขวางรักษาการเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่หรือทำกิจของสงฆ์ภายในวัด อีกทั้งมีคดีฟ้องร้องที่ยังคาราคาซังอยู่นับ 10 คดี จนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับผู้ที่จะเข้าไปทำบุญหรือกราบไหว้หลวงพ่อเงิน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์และเงินบริจาคที่มีอยู่จำนวนนับ 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด พ.อ.วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ได้เข้านมัสการและสอบถามถึงเรื่องความสงบเรียบร้อยของวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่ง พระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม ได้จำวัดอยู่ที่วัดหนองดง ต.ท่าเสา อ.โพทะเล เนื่องจากช่วงหลังจากที่เกิดความวุ่นวายภายในวัดหลวงพ่อเงินก็ปลีกตัวมาจำวัดอยู่ที่วัดแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพระครูพิสุทธิวรากร ได้แสดงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2561 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่ศาลจังหวัดพิจิตร อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 ในคดีแพ่งระหว่าง พระครูพิสุทธิวรากร เป็นโจทก์และมีฝ่ายจำเลยประกอบด้วย พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส พร้อมทั้งลูกศิษย์และอดีตกรรมการวัดรวมแล้ว 10 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายของรักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม เปิดเผยถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในครั้งนี้ว่า ศาลยุติธรรมจังหวัดพิจิตรได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยพระครูพิสุทธิวรากรเป็นโจทก์ฟ้องให้อดีตเจ้าอาวาสส่งมอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย สมุดบัญชีธนาคารทุกฉบับและบัญชีจำหน่ายวัตถุมงคล พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามอดีตเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดที่ถูกฟ้องในคดีนี้ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด ห้ามขัดขวางการดำเนินงานกิจการของวัด ห้ามเปิดตู้บริจาครวมถึงต้องส่งมอบบัญชีดังกล่าวตามหลักวิธีปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ก็จะต้องแจ้งคำพิพากษาให้กับจำเลยได้ทราบ ซึ่งวันอ่านคำพิพากษาก็มีจำเลยหลายคนเข้าร่วมรับฟังและทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว หากไม่ปฏิบัติหรือขัดคำสั่งศาล ฝ่าฝืนรักษาการเจ้าอาวาสหรือทางวัดก็มีสิทธิที่จะต้องรายงานให้ศาลทราบถึงพฤติกรรมของฝ่ายจำเลย ซึ่งถ้าฝ่าฝืนศาลก็มีสิทธิใช้อำนาจเรียกตัวเพื่อไต่สวนหรือจับกุมบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศภายในวัดหิรัญญาราม ขณะนี้กลุ่มบุคคลซึ่งมีรายชื่อเป็นจำเลยอยู่ในคดีนี้ยังคงปักหลักกางเต็นท์ชุมนุมกันอยู่ที่ภายในบริเวณวัด ส่วนที่บริเวณกุฏิของรักษาการเจ้าอาวาสมีกุญแจถึง 3 ดอก ที่ฝ่ายอดีตเจ้าอาวาสและกลุ่มลูกศิษย์เอากุญแจมาล็อกประตูเพื่อขัดขวางไม่ให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดเข้าปฏิบัติกิจของสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฎีกาอย่างเห็นได้ชัด ก็คงต้องรอดูท่าทีของฝ่ายบ้านเมืองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23104</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิจิตร, ปัญหาภายในวัดหลวงพ่อเงิน, พระครูพิสุทธิวรากร, พระครูวิสิฐสีลาภรณ์, วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน, วัดหิรัญญาราม, ศาลฎีกาพิพากษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181129/image_mid_5bffcc54dde3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
