<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายึด21ล้าน! เด็ก‘เจ๊แดง’อู้ฟู่ จ่อยื่น‘อุทธรณ์’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ &amp;quot;เกษม นิมมลรัตน์&amp;quot; เด็กเจ๊แดง ทั้งที่ดิน 2 แปลง-หุ้นบริษัทในชื่อเมีย &amp;nbsp;รวมมูลค่า 21 ล้าน หลังพบมีทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ &amp;quot;ทนาย&amp;quot; เตรียมปรึกษาอดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;ยื่นอุทธรณ์คดีตามสิทธิกฎหมายใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 15 มิ.ย. นายโสภณ โรจน์อนนท์ รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.123/2560 ที่อัยการสูงสุด ผู้ร้อง ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยสั่งทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดิน 2 แปลง ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหุ้นบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 21,140,746.50 บาท ของนายเกษม นิมมลรัตน์ อายุ 54 ปี ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็น อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ คนสนิทของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนางดวงสุดา นิมมลรัตน์ คู่สมรส ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ มีที่ดิน 2 แปลง และเงินลงทุนในหุ้น อันเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ รวมมูลค่า 21,140,746.50 บาท ขอให้พิพากษาให้ทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดว่านายเกษมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2560&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่า ที่ดินของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเพิ่มขึ้น 2 แปลง ในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11777 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11783 ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นทรัพย์สินที่อนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ จึงตรวจสอบที่มาของที่ดินทั้ง 2 แปลง ที่สำนักงานที่ดิน จ.เชียงใหม่ โดยมีการซื้อขายที่ดินผ่านแคชเชียร์เช็คราคา 11 ล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย สาขาแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2557 และนายเกษมจ่ายเงินสดเป็นค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินอีก 8 แสนบาท ซึ่งผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยได้เบิกความกับอนุกรรมการไต่สวนฯ ว่า พนักงานส่งเอกสารได้นำเงินมาซื้อแคชเชียร์เช็คในราคาดังกล่าว เพื่อชำระเป็นค่าที่ดินให้เจ้าของที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยพนักงานส่งเอกสารคนดังกล่าวได้รับมอบหมายจากคนในตระกูลวงศ์สวัสดิ์ให้มาทำธุรกรรมอยู่บ่อยครั้ง ทางธนาคารได้รายงานข้อมูลการซื้อขายที่ดินให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทราบแล้ว และ ปปง.ได้เชิญมาให้ข้อมูลหลายครั้ง แต่ตัวพนักงานคนดังกล่าวได้ทำหนังสือแจ้งเลื่อน และไม่เคยเข้ามาให้ข้อมูล เมื่อตรวจสอบประวัติการทำงานของพนักงานคนดังกล่าว พบว่าทำงานอยู่ 3 แห่ง โดยแห่งสุดท้ายในช่วงปี 2556-2559 ได้ทำงานในบริษัทที่มีบุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นกรรมการ ในการพิจารณาไม่ปรากฏว่าพนักงานคนดังกล่าวมีความผูกพันเป็นลูกจ้างหรือมีความสัมพันธ์กับนายเกษม จนต้องนำเงินจำนวนมากถึง 11 ล้านบาทไปซื้อที่ดินให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทั้งนายเกษมและคู่สมรสก็มีบัญชีธนาคารหลายบัญชีที่ จ.เชียงใหม่ การซื้อที่ดินก็อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องให้บุคคลมาซื้อแคชเชียร์เช็คนำกลับไปซื้อที่ดินใน จ.เชียงใหม่ เมื่อตรวจสอบรายได้พบว่านายเกษมมีรายได้ตามแบบประเมินภาษีปี 2556 อยู่ที่ 817,556 บาทเศษ ส่วนปี 2557 มีรายได้ 664,480 บาท นางดวงสุดามีรายได้ปี 2556 อยู่ที่ 1,370,000 บาทเศษ ปี 2557 มีรายได้ 1,157,000 บาทเศษ เมื่อรวมรายได้ของทั้งสองคนแล้วไม่เพียงพอที่จะซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าว อีกทั้งไม่มีข้อมูลที่นายเกษมและนางดวงสุดาถอนเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็ค การซื้อที่ดินจึงไม่ปรากฏเส้นทางการเงินของนายเกษม จึงฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติระหว่างที่ดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับเงินลงทุนในการซื้อหุ้นบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ในชื่อของนางดวงสุดา จำนวน 61,838,310 หุ้น มูลค่าขณะได้มาหุ้นละ 0.15 บาท คิดมูลค่ารวม 9,275,746.50 บาท เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ เนื่องจากนำเงินที่ใช้หมุนเวียนซื้อขายหุ้นบริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลฎีกาฯ เคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่า เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ จึงเป็นกรณีที่นำทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ไปแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นหรือจากการซื้อหุ้นอื่น มีผลให้หุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ ไม่ใช่กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าเป็นการนำเงินในบัญชีหมุนเวียนของครอบครัวมาซื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 11777 และเลขที่ 11783 ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ของผู้ถูกกล่าวหา กับหุ้นบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ในชื่อของนางดวงสุดา คู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 61,838,310 หุ้น ซึ่งซื้อมาในราคา 9,275,746.50 บาท ที่ฝากไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 หากไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ทั้งหมดหรือได้แต่บางส่วน ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ แต่ทั้งนี้ราคาที่ดิน 2 แปลง ต้องไม่เกินกว่า 11,865,000 บาท และราคาหุ้นมูลค่าต้องไม่เกินกว่า 9,275,746.50 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 83
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายของนายเกษมที่เป็นตัวแทนมารับฟังคำพิพากษากล่าวว่า ตาม กม.ใหม่ สามารถยื่นอุทธรณ์คดีได้ แต่ต้องสอบถามนายเกษมอีกครั้งว่าติดใจคำพิพากษาในส่วนใดบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2560 นายเกษมก็ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ซึ่งขณะนี้นายเกษมได้รับโทษครบตามกำหนดแล้ว จากคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นให้ศาลวินิจฉัยว่านายเกษมจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเงินกู้ยืม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11451</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ, ศาลฎีกาฯสั่งยึดทรัพย์, หนังสือพิมพ์, เกษม นิมมลรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180615/image_big_5b23c6ada8b03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
