<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟัน4ส.ส.-น้องบิ๊กตู่ ปปช.ชี้3ภท.1พปชร.ผิดอาญาฝ่าจริยธรรมเสียบบัตรแทนกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.ชี้มูล 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน &amp;quot;ภท.&amp;quot; โดน 3 คน &amp;quot;พปชร.&amp;quot; 1 คน ชงอัยการส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟันอาญา พร้อมเชือดจริยธรรมร้ายแรง &amp;quot;โฆษก ป.ป.ช.&amp;quot; เผยมติบอร์ดเอกฉันท์ 9ต่อ 0 แจ้งข้อกล่าวหา &amp;quot;พล.อ.ปรีชา&amp;quot; จงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ &amp;quot;น้องบิ๊กตู่&amp;quot; ยันแจงทุกอย่างหมดแล้ว &amp;quot;จตุพร-นกเขา&amp;quot; เดินสายบี้ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลาออก &amp;quot;ส.ส.พปชร.&amp;quot; ค้านเปลี่ยนตัวเลขาฯ พรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. มีรายงานจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณากรณี ส.ส. 8 ราย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย 4 ราย คือ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง นางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ นายภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง,&amp;nbsp; พรรคพลังประชารัฐ 3 ราย คือ นางภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. และนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา, พรรคพลังท้องถิ่นไท 1 รายคือ นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายฉลอง, นายภูมิศิษฏ์,&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางนาที กรณีเสียบบัตรแทนกันระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ที่บัญญัติไว้ว่าเจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรงเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ภริมและนายทวิรัฐ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน ไม่มีพฤติการณ์ เนื่องจากพยานระบุว่าเห็นแค่ถือบัตร 2 ใบแต่ไม่เห็นว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน จึงไม่ผิดทั้งอาญาและไม่ผิดจริยธรรม แต่ผิดเฉพาะข้อบังคับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงส่งเรื่องไปยังประธานรัฐสภาดำเนินการ ส่วนอีก 2 รายคือนายสมบูรณ์และนายโกวิทย์ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป เนื่องจากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูล น.ส.ธนิกานต์ กรณีฝากบัตรให้ผู้อื่นเสียบแทนระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10&amp;nbsp; แม้ น.ส.ธนิกานต์จะอ้างว่าเหตุที่ไม่อยู่ในห้องประชุมเพราะไปร่วมงานเสวนารายการหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แต่เหตุผลไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ จึงมีมติชี้มูลในความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ที่บัญญัติไว้ว่า เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.จะส่งให้ศาลฎีกาโดยตรงเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาฯ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 แจ้งข้อกล่าวหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกกล่าวหาจงใจบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะเปิดโอกาสให้ พล.อ.ปรีชามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง หลังจากชี้แจงเสร็จค่อยมาสรุปเพื่อวินิจฉัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ปรีชา ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ทุกอย่างตนชี้แจงไปหมดแล้ว ก็แล้วแค่เขาตนยังไม่ทราบว่าเขาจะให้ทำอะไรบ้าง ส่วนมติที่ออกมาเป็นเอกฉันท์ก็แล้วแต่เขาจะมีมติอย่างไร หากข่าวออกมาอย่างนี้ตนก็จะชี้แจงต่อไป และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าขั้นตอนจากนี้จะเป็นอย่างไร พล.อ.ปรีชากล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่ ป.ป.ช. ตนทำตามขั้นตอน และได้ชี้แจงไปหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา เขาจะว่าทำอย่างไรตนก็พร้อมทำตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มไทยไม่ทน &amp;quot;คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย&amp;quot; นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ลาออกจากตำแหน่ง
นายจตุพรกล่าวว่า ประเด็นที่ยื่นในวันนี้ เพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดการบริหารงานของรัฐบาลซึ่งมีการผูกขาด เศรษฐกิจและการเมือง ฉ้อฉลอำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มิ.ย.จะไปรัฐสภา ยื่นหนังสือผ่านประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ ส.ส.ฝ่ายค้านทั้งหมดลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลและปกครองผลประโยชน์ประเทศชาติได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ตัวแทนกลุ่ม &amp;quot;ประชาชนคนไทย&amp;quot; ยื่นหนังสือผ่านตัวแทนเจ้าหน้าที่ เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง โดยนายนิติธรอ่านแถลงการณ์ระบุว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งก่อนวันที่ 24 มิ.ย.2564 เนื่องจากขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์เดินมาจนสุดทางการเมืองแล้ว และทางกลุ่มไม่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นแม่ทัพที่จะเข้าลักษณะการเปลี่ยนม้ากลางศึกท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และยังมองว่าสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ แพทย์และพยาบาล สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ที่ผ่านมารัฐบาลมักอ้างว่าประชาชนเป็นต้นเหตุแห่งการแพร่ระบาดโควิด-19 ประกอบกับที่ผ่านมาการฉีดวัคซีนยังมีปัญหาไม่ทั่วถึงประชาชน
&amp;ldquo;หลังจากนี้วันที่ 9 มิ.ย. จะไปยื่นหนังสือถึงวุฒิสภา และวันที่ 10 มิ.ย. จะไปยื่นหนังสือที่ศาลฎีกา จากนั้นในวันที่ 11 มิ.ย. จะลงพบปะประชาชนในชุมชนต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และในวันที่ 24 มิ.ย. จะเดินทางกลับมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&amp;rdquo; นายนิติธรกล่าว
ขณะที่นายอนุชา บูรพาชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดูข้อกฎหมายและศึกษากฎระเบียบการออกกฎหมาย เพื่อควบคุมเนื้อหาในสื่อออนไลน์และการนำเสนอในโซเชียลมีเดีย โดยศึกษาจากในต่างประเทศที่มีการใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงใช้ในประเทศไทยก่อนที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค พปชร. ทำหน้าที่ประธานการประชุมพรรค พปชร. โดยตอนหนึ่งมี ส.ส.บางส่วนสอบถามไปถึงกระแสข่าวเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค ซึ่ง ส.ส.หลายคนเห็นตรงกันว่าหากต้องการให้พรรคเข้มแข็ง มั่นคง ไม่ควรมีการเปลี่ยนม้ากลางศึกบ่อยครั้ง หากคนในพรรคหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเห็นว่านายอนุชาบกพร่องเรื่องใด ก็ควรมีการสอบถามและเปิดโอกาสชี้แจงภายในพรรคก่อน ที่สำคัญพรรคต้องดำเนินการใดๆ โดยยึดเสียงข้างมาก ต้องไม่ให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมามีอำนาจครอบงำพรรค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105718</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., ฝ่าจริยธรรมเสียบบัตรแทนกัน, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียบบัตรแทนกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf814fde51b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก‘วัฒนา’99ปี วาง10ล้านไม่หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุกถ้วนหน้า! ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; 99 ปี คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ร่วมชดใช้ 1.3 พันล้านบาท โชคดีได้ประกันชั้นอุทธรณ์ เป็นเคสแรกวางเงิน 10 ล้าน ยันไม่หนี ฟุ้งมั่นใจตั้งแต่วันแรกดูภาษากายก็รู้ ส่วน &amp;quot;เสี่ยเปี๋ยง-อริสมันต์&amp;quot; ก็ไม่รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 24 กันยายน 2563 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน), นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการตามฟ้อง ซึ่งการดำเนินการมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำเป็นขบวนการอย่างมีระบบ อันเป็นความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การที่จำเลยที่ 1 กำหนดแนวทางในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรใหม่นั้น และการที่จำเลยที่ 1 มีบันทึกข้อความลงวันที่ 17 ตุลาคม 2548 สั่งให้แก้ไขข้อ 3 ของประกาศการเคหะแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2548 รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 แทรกแซงการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติและผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความผิดฐานร่วมข่มขืนใจหรือจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้นำเงินมอบให้เพื่อตอบแทนการที่การเคหะแห่งชาติอนุมัติให้ได้เข้าทำสัญญาตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่ารัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับงานด้านนโยบาย และจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องเฉพาะการปรับปรุงประกาศฉบับใหม่หรือทีโออาร์ก็ตาม แต่ลักษณะการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 4-7 ซึ่งเป็นเพียงบุคคลภายนอกจะสามารถกระทำการได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 4 ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เชื่อถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นที่ปรึกษาไม่เป็นทางการของจำเลยที่ 1 ได้เอง อีกทั้งจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีอำนาจใดที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการที่ตกลงจ่ายเงินได้รับอนุมัติหน่วยก่อสร้างทุกรายได้ดังที่เกิดขึ้นจริงในคดีนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 น่าจะรู้ข้อเท็จจริงที่มีการเรียกรับเงิน เพราะเป็นเงินจำนวนสูงมากและเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอย่างแพร่หลายในเวลานั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปกำกับดูแลการจ่ายเงินล่วงหน้า ย่อมมีผลเป็นการเร่งรัดให้มีการจ่ายเงินล่วงหน้าอยู่ในตัว พฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นการเร่งรัดและเพิ่มจำนวนเงินล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินล่วงหน้าที่ได้รับมามอบให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อมีการเรียกทรัพย์สินก็ต้องถือเป็นความผิดแล้วการที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเงินจากผู้ประกอบการด้วยตนเองหรือไม่ ย่อมไม่ใช่ข้อสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นเป็นใจในการข่มขืนใจหรือจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้นำเงินมอบให้เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 อันเป็นบทเฉพาะแล้วไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยที่ 10 ซึ่งเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคนก่อน ได้พูดยุยงส่งเสริมเพื่อช่วยในการตัดสินใจของนางชดช้อยให้เกิดความมั่นใจที่จะมอบเงินให้แก่ผู้มารับเช็คไป อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดของขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ แม้ผู้ร่วมกระทำความผิดในขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการจะรู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 10 หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าจำเลยที่ 10 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามฟ้องรวม 11 กรรม จำเลยที่ 5 มีความผิด 5 กรรม จำเลยที่ 7 มีความผิดรวม 8 กรรม และจำเลยที่ 10 มีความผิดกรรมเดียว ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบเงินจำนวน 1,415,616,550 บาท และให้ชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของสิ่งที่ศาลสั่งริบได้นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42, 43, 44 กำหนดให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือบุคคลได้มาจากการกระทำความผิดในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้มีหน้าที่ต้องส่งสิ่งที่ศาลสั่งริบชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของสิ่งที่ต้องส่งดังกล่าวได้ พร้อมทั้งต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามอัตราที่ศาลกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลมีอำนาจมีคำสั่งริบทรัพย์ตามที่ปรากฏจากทางไต่สวนของศาลได้ ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการขยายความเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับโทษในส่วนการริบทรัพย์สิน จึงย่อมใช้บังคับแก่คดีนี้ได้เมื่อมีการรับเงินมาจากการกระทำความผิดแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นหลายบัญชีและมีการเบิกถอนเงินสดด้วย เชื่อว่าโดยสภาพของเงินที่ได้รับมาไม่สามารถที่จะส่งมอบหรือคืนได้ อันเป็นการที่แสดงให้เห็นว่าการติดตามเอาคืนกระทำได้ยากเกินสมควร จึงให้จำเลยผู้มีหน้าที่ต้องส่งเงินชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของเงินที่ศาลสั่งริบ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าจำนวน 1,323,006,750 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมชำระจำนวน 763,197,000 บาท จำเลยที่ 7 ร่วมชำระจำนวน 1,056,267,000 บาท และจำเลยที่ 10 ร่วมชำระจำนวน 40,000,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 (เดิม) จำเลยที่ 4-8 และที่ 10 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4-8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 99 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 66 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 50 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 11 กระทงเป็นจำคุก 44 ปี ลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 32 ปี ลงโทษจำเลยที่ 8 ปรับกระทงละ 25,000 บาท รวม 11 กระทง รวมเป็นเงิน 275,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 10 จำคุก 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลฎีกาฯ อนุญาตให้นายวัฒนา ประกันตัว หลังทนายและญาติยื่นหลักทรัพย์ 10 ล้านบาท เป็นบัญชีธนาคารหลักทรัพย์เดิม 5 ล้านบาท และเติมเงินสดเพิ่มอีก 5 ล้านบาท โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 14 ราย แต่ที่ถูกลงโทษ ประกอบด้วย 1.นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 4.นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่&amp;nbsp; 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด 7.น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ, 8.บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน 10.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัว นายวัฒนาให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่เห็นพ้องด้วย ก็จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์ไปตามกฎหมาย ดีใจที่ตนเป็นเคสแรกที่โทษสูงแต่ศาลให้ประกันตัว เพราะได้กราบเรียนท่านว่าตนเป็นคนว่าความ ทำคดีเอง เอกสารมีเป็นหมื่นหน้า อยู่ในไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่อนุญาตให้ประกันตัว ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะในเรือนจำไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสารเข้าไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศาลอนุญาตประกันตัวด้วยเหตุผลว่าเชื่อว่าผมไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและมาศาลทุกนัด ส่วนการอุทธรณ์ไม่ต้องมีพยานใหม่ เป็นการคัดค้านดุลยพินิจของศาล เป็นเรื่องความเห็นที่ไม่เหมือนกัน เราดูกันที่เหตุผล ขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีความเห็นอย่างไร ผมมั่นใจตั้งแต่วันแรกแล้ว ดูภาษากายผมก็รู้ เชื่อว่าสิ่งที่ทำมาถูกต้อง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันว่าจะไม่หนีแน่นอน นายวัฒนากล่าวว่า &amp;quot;หนีทำไม ตอนนี้จะหนีไปสภา อยากลุ้นรัฐธรรมนูญมากกว่า ผมรู้ดีทุกอย่างว่าทำอะไร จากภาษากายทุกคนรู้ว่าผมไม่หนี องค์คณะ 9 ท่านยังเชื่อว่าผมไม่หนี นี่เป็นคดีแรกที่โทษ 50 ปีแล้วศาลให้ประกัน&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78547</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, บ้านเอื้ออาทร, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6cb23d9b95e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคสแรก &#039;วัฒนา&#039; ดีใจศาลให้ประกันตัว ลั่นหนี-ไม่หนี ดูจากภาษากาย ทุกคนก็รู้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัว นายวัฒนา เมืองสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่เห็นพ้องด้วย ก็จะใช้สิทธิอุทธรณ์ไปตามกฎหมาย ดีใจที่ตนเป็นเคสแรก ที่โทษสูงแต่ศาลให้ประกันตัว เพราะได้กราบเรียนท่านว่าตนเป็นคนว่าความ ทำคดีเอง เอกสารมีเป็นหมื่นหน้าอยู่ในไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่อนุญาตให้ประกันตัว ตนไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะในเรือนจำไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสารเข้าไป ศาลอนุญาตประกันตัวด้วยเหตุผลว่าเชื่อว่าตนไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและมาศาลทุกนัด ส่วนการอุทธรณ์ไม่ต้องมีพยานใหม่ เป็นการคัดค้านดุลยพินิจของศาล เป็นเรื่องความเห็นที่ไม่เหมือนกัน เราดูกันที่เหตุผล ขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีความเห็นอย่างไร ตนมั่นใจตั้งแต่วันแรกแล้ว ดูภาษากายตนก็รู้ เชื่อว่าสิ่งที่ทำมาถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันว่าจะไม่หนีแน่นอน นายวัฒนา กล่าวว่า หนีทำไม ตอนนี้จะหนีไปสภา อยากลุ้นรัฐธรรมนูญมากกว่า ตนรู้ดีทุกอย่างว่าทำอะไร จากภาษากายทุกคนรู้ว่าตนไม่หนี องค์คณะ 9 ท่านยังเชื่อว่าตนไม่หนี นี่เป็นคดีแรกที่โทษ 50 ปีแล้วศาลให้ประกัน&lt;/p&gt;


	ด่วนที่สุด!!!ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก &amp;#39;วัฒนา เมืองสุข&amp;#39; 99 ปี
	หอบ 10 ล้านยื่นประกันตัว!ศาลปราณีปล่อย &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ระหว่างอุทธรณ์คดี
	รัฐประหาร 2 ครั้งได้มา 10 คดี &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ลั่นสู้มา 14 ปีก็รอวันนี้!
	&amp;#39;โบว์&amp;#39; เขียนถึง &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เผยเมื่อเช้าโทรมาบอกว่ามีการส่งข่าวให้รีบหนีเถอะ ศาลจะตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
	โซเชียลฯซูฮกสปิริต &amp;#39;วัฒนา เมืองสุข&amp;#39; ยืดอกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่หนีคดีเหมือนใครบางคน


&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากให้นายอริสมันต์ที่หลบหนีกลับมาสู้คดีหรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า นายอริสมันต์หนีคดีประชุมอาเซียนที่พัทยา ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้ นายอริสมันต์สามารถอุทธรณ์ได้ แต่การยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้เจ้าตัวต้องมาเอง ซึ่งเขาก็ยื่นไม่ได้โดยสภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่านายวัฒนาเองก็ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้สิทธิ์อุทธรณ์ได้ นายวัฒนา กล่าวว่า ไม่ใช่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 2560 หลักการอุทธรณ์ได้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ICCPR ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกอยู่ เขียนว่าการพิจารณาคดีต้องทำต่อหน้าจำเลย และในคดีอาญา จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลที่สูงกว่า ดังนั้นรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรตน เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำตาม ICCPR.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78513</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คดีบ้านเอื้ออาทร, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c73dbd38a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครียด! ประมวลภาพ &#039;วัฒนา&#039; หลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดีคุก 99 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - นายวัฒนา เมืองสุข&amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หลังศาลให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญษของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 99 ปีแต่ตามกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ด่วนที่สุด!!!ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก &amp;#39;วัฒนา เมืองสุข&amp;#39; 99 ปี
	หอบ 10 ล้านยื่นประกันตัว!ศาลปราณีปล่อย &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ระหว่างอุทธรณ์คดี
	รัฐประหาร 2 ครั้งได้มา 10 คดี &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ลั่นสู้มา 14 ปีก็รอวันนี้!
	&amp;#39;โบว์&amp;#39; เขียนถึง &amp;#39;วัฒนา&amp;#39; ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เผยเมื่อเช้าโทรมาบอกว่ามีการส่งข่าวให้รีบหนีเถอะ ศาลจะตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
	โซเชียลฯซูฮกสปิริต &amp;#39;วัฒนา เมืองสุข&amp;#39; ยืดอกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่หนีคดีเหมือนใครบางคน


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78509</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คดีบ้านเอื้ออาทร, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c9096695f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไก่เอื้ออาทร’ระทึก24ก.ย. ศาลฎีกาพิพากษาชี้ชะตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วัฒนา&amp;quot; กับพวกรวม 14 รายลุ้นระทึก! ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนัดพิพากษาคดีบ้านเอื้ออาทร 24 ก.ย.นี้ หลังสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายเสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 14.00 น. องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน นัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยุครัฐบาลทักษิณ 2 สมาชิกพรรคเพื่อไทย, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548&amp;ndash;2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงศ์เรืองรอง อายุ 56 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้เริ่มมีการพิจารณาไต่สวนพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2562 เรื่อยมา โดยจำเลยที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ส่วนจำเลยที่ถูกจำคุกในคดีจีทูจีข้าว ถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาศาล สำหรับคดีนี้มีจำเลยที่ 6-7, 10-12 หลบหนีคดี ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายในวันนี้ ฝ่ายจำเลยได้นำพยานขึ้นเบิกความ จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย 1.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 5 ในฐานะเลขานุการของเสี่ยเปี๋ยง เบิกความเกี่ยวกับการทำธุรกรรมในฐานะลูกจ้าง บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งต่อมาได้ถือหุ้นแทนเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 และเป็นกรรมการบริษัท 2.หนึ่งในกรรมการบริษัท พรินซิพเทค ไทย จำกัด จำเลยที่ 13 อาชีพทนายความ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเรื่องคดีต่างๆ ของบริษัท โดยเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนการฟ้องคดีนี้ เบิกความตามเอกสารที่ได้ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบพยานเอกสารของกรรมการบริหารชุดเก่า ไม่ทราบเรื่องขณะเกิดเหตุ 3.น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน บริษัท ไทยเฉนหยูฯ จำเลยที่ 14 เบิกความเกี่ยวกับการเซ็นเอกสาร การดำเนินโครงการตามสัญญา ซึ่งยืนยันว่าโครงการสำเร็จ 95% ปฏิบัติตามสัญญามาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศาลได้ไต่สวนพยานของศาลอีก 1 ปาก เป็นอดีตข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ โดยยืนยันคำเบิกความตามเอกสารที่ระบุจำเลยที่ 1-3 ไม่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องใดๆ ในคดีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลไต่สวนพยานทั้งหมด 4 ปากเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้กำหนดนัดส่งเอกสารคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 17 ก.ย.2563 และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ก.ย.2563 เวลา 11.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75661</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบ้านเอื้ออาทร, นัดไต่สวนพยาน, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4679e38b58f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ฎีกาจำคุก‘แม้ว’5ปี แก้สัมปทานเอื้อชิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกาฯ สั่งคุก &amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; 5 ปี คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคม ชี้ ครม.ที่จำเลยเป็นหัวหน้ารัฐบาลอนุมัติให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และเห็นชอบคู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ เอื้อประโยชน์ บ.เอไอเอส ทำให้ กสท.-ทศท.ได้รับความเสียหาย รวมโทษคุกคดีเก่าเป็น 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง พ.ต.ท. หรือนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม กรณีการแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ.2527) พ.ศ.2546 เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท หรือคดีแปลงค่าสัมปทานเอื้อชินคอร์ป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2551 ว่าระหว่างวันที่ 9 ก.พ.2544 ถึงวันที่ 19 ก.ย.2549 ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสองวาระติดต่อกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 ด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างพิจารณา จำเลยหลบหนี ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมามีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ศาลจึงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในวันนี้ (วันที่ 30 ก.ค.2563) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (2) ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสองวาระ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน อันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จำเลยให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้นแทนจำเลยต่อเนื่องมาโดยตลอด เพียงแต่ในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสองวาระติดต่อกันเท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเดียวกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 100 (2) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว มิใช่สองกรรมตามที่โจทก์ฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้มอบนโยบายและสั่งการให้ตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 เพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จำเลยเป็นหัวหน้ารัฐบาลมีมติ ครม.อนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 ม.ค.2546 ให้ลดพิกัดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 และมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 เห็นชอบแนวทางให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยดำเนินการดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เชอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ทศท. และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ บริษัทดีพีซี ซึ่งได้รับสัมปทานดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. โดยทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือของบริษัทชินคอร์ป ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ให้ทั้งสองบริษัทได้รับคืนเงินภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้ว โดยมีสิทธินำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องนำส่งให้ ทศท. และ กสท. เป็นผลให้ ทศท.และ กสท.ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้ามีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม และเป็นผลให้บริษัทที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ได้รับประโยชน์ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เมื่อเป็นความผิดตมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องปรับบททั่วไปตามมาตรา 157 อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก 3 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 (คดีเอ็กซิมแบงก์) และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 (คดีหวยบนดิน) ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก อนึ่ง ในวันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกนายทักษิณคดีเอ็กซิมแบงก์เป็นเวลา 3 ปี และคดีหวยบนดินเป็นเวลา 2 ปี และล่าสุดคดีแปลงค่าสัมปทานเอื้อชินคอร์ปนี้ พิพากษาจำคุก 5 ปี รวมเป็นนายทักษิณถูกจำคุก 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72969</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคม, ฎีกาจำคุก 5ปี, ทักษิณ ชินวัตร, ยกเว้นภาษีสรรพสามิต, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอื้อประโยชน์ธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cbed57b2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 07:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง อดีตรมช.มหาดไทย คดีแทรกแซงบอร์ด อ.ต.ก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค.63 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่คดีหมายเลขดำที่ อม. 222/2561 หมายเลขแดงที่ อม. 261/ 2562 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถูกกล่าวหาว่าก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานขององค์การตลาด (อ.ต.ก.) กระทรวงมหาดไทย กรณีใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การดำเนินงานของคณะกรรมการ อ.ต.ก. ที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.อ.ต.ก. (ขณะนั้น) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำพิพากษา &amp;quot;ยกฟ้อง&amp;quot;&amp;nbsp;อ่านรายละเอียดคำพิพากษาทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา ประสพดี, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
