<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่ 4 วัน ผู้ถูกตัดสิทธิสมัคร ส.ส.แบ่งเขต-รายชื่อ ร้องศาลฎีกาคดีเลือกตั้งแล้ว 184 เรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.62- นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงการยื่นคำร้องวินิจฉัยคดีเลือกตั้งว่า เฉพาะในวันที่ 19 ก.พ.นี้ ได้รับข้อมูลรายงานจำนวนคดีเลือกตั้งที่มีผู้ร้องยื่นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิสมัคร ส.ส.จนถึงเวลา 16.30 น. รวม 24 เรื่อง เป็นคดี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 3 เรื่อง และคดี ส.ส.แบบแบ่งเขต 21 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจาก กกต.ประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ผู้ลงสมัครที่ กกต.ไม่ได้ประกาศรับรองรายชื่อสมัครจากการถูกวินิจฉัยขาดคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ไม่รับสมัคร หรือวันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งหลังจาก กกต.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ก็จะครบกำหนดการยื่นให้ศาลฎีกาวินิจฉัยภายในวันศุกร์ที่ 22 ก.พ.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การรับคำร้องของศาล ได้ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เริ่มมีการยื่นคำร้องผ่านมายังศาลชั้นต้นทั่วประเทศเพื่อส่งต่อให้แผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาที่มีอำนาจวินิจฉัยเพียงศาลเดียวนั้น รับเรื่องพิจารณาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยช่วงเสาร์-อาทิตย์ 16-17 ก.พ.มีคดียื่นเข้ามารวม 23 เรื่อง และเมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. มียื่นเข้ามาอีก 137 เรื่อง (เป็นคดีเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญรายชื่อ 7 เรื่อง และแบบแบ่งเขต 130 เรื่อง) โดยรวมตั้งแต่วันที่ 16-19 ก.พ.จำนวนคดีเลือกตั้ง ส.ส.เข้าสู่แผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกามี 184 เรื่อง ซึ่งระหว่างนี้องค์คณะผู้พิพากษาแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาจะทยอยวินิจฉัยมูลคดีที่มีการร้องขอให้วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งในแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในวันที่ 14 และ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังมีคดีการยื่นคำร้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.อีก 2 เรื่องด้วย ซึ่งพิจารณาเสร็จไปแล้ว 1 เรื่อง คงเหลืออีก 1 เรื่องที่เป็นประเด็นการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ซึ่งเฉพาะคดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.นั้นนับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีคดียื่นคำร้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลทั้งสิ้น 29 คดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29491</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., คดีเลือกตั้ง, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, ศาลฏีกา, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2d7ac368607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิบัตรผลิตยาความดันโลหิตสูง-หัวใจ หลังต่อสู้กว่า 7 ปี ชี้วิธีผลิตไม่ใช่วิธีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค.61- นายกสภาเภสัชกรรม เผย ศาลฎีกาชี้ขาด สั่งถอนสิทธิบัตรการผลิตยา &amp;ldquo;ยาโรคความดันโลหิตสูง-โรคหัวใจ&amp;rdquo; แล้ว หลังต่อสู้เป็นคดีความยาวนาน 7 ปี เหตุข้อมูลวิธีการผลิตชัดเจนว่าไม่ใช่วิธีใหม่ เป็นเพียงการยื่นคุ้มครองกระบวนการผลิตยาเม็ดทั่วไปเท่านั้น ผลการตัดสินครั้งนี้ส่งผลต่อทั่วโลก เชื่อนานาประเทศจะยกการฟ้องของไทยเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อการขอถอนสิทธิบัตรยานี้ได้ พร้อมระบุกรณีนี้สะท้อนถึงความเอารัดเอาเปรียบของบริษัทยา ใช้ช่องโหว่การจดสิทธิบัตรยาในสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 61 ศาลฎีกาได้ตัดสินชี้ขาดให้ถอนรายการยาวาลซาร์แทน (Valsartan) ออกจากการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรยาของประเทศไทย ภายหลังจากที่ได้มีการต่อสู้ยาวนานมากว่า 7 ปี โดยยานี้เป็นยาเพื่อใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงและป้องกันหัวใจล้มเหลว เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีมาก ซึ่งในอดีตเมื่อบริษัทยาได้คิดค้นยานี้แล้ว ได้ทำการจดสิทธิบัตรตัวยาและจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตเป็นยาเม็ดที่สหรัฐอเมริกา และได้รับการคุ้มครองไปทั่วโลกเป็นเวลายาวนานถึง 20 ปี โดยที่การจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตเป็นยาเม็ดเป็นการจดเพิ่มเติมอีก 1 ฉบับ ทั้งนี้บริษัทยาในประเทศไทยได้มีการผลิตยาวาลซาร์แทน ภายหลังจากที่สิทธิบัตรคุ้มครองตัวยาหมดอายุลง ทำให้สามารถผลิตเป็นยาสามัญออกมาแข่งขันได้ แต่กลับถูกบริษัทยาข้ามชาติฟ้องร้องว่าเป็นการทำละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตยา (ฉบับที่ 2) ทำให้มีการต่อสู้คดีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นพิจารณาว่า การผลิตยาสามัญวาลซาร์แทนไม่ได้เป็นการละเมิด เพราะการจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ จะใช้วิธีประกาศและให้มีการคัดค้าน ซึ่งหากไม่มีผู้ใดมาคัดค้านผู้ยื่นขอจดก็จะได้สิทธิบัตรคุ้มครองไป ดังนั้นกฎหมายสิทธิบัตรในสหรัฐฯ จึงเปิดช่องให้มีการคัดค้านและสามารถยกเลิกสิทธิบัตรที่ยื่นจดได้หากพิสูจน์ได้ในภายหลังได้ว่าไม่ได้เป็นสิ่งใหม่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศาลฎีกาได้ใช้กระบวนการพิจารณาทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องนี้ตามมาตรฐานสากล โดยใช้ข้อเท็จจริงว่า กระบวนการผลิตยาเม็ดที่ถูกนำไปจดสิทธิบัตรคุ้มครองนั้น เป็นกระบวนการผลิตที่มีสอนเป็นปกติให้กับนักศึกษาของคณะเภสัชศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่มีอะไรใหม่ ทุกคนที่มีความรู้ทางเภสัชกรรมก็สามารถทำได้ ไม่ควรได้สิทธิบัตรคุ้มครอง จึงขอให้ศาลฎีกาพิจารณายกเลิกการจดสิทธิบัตรฉบับนี้&amp;rdquo; นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวและว่า นับเป็นเรื่องน่าดีใจที่คนไทยได้ลุกขึ้นสู้ฟ้องร้องจนชนะคดีในศาลฎีกาได้ และนับเป็นครั้งแรกที่เราชนะในการต่อสู้การผูกขาดสิทธิบัตรยาที่มีมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.นิลสุวรรณ กล่าวว่า วันนี้เราชนะคดีด้วยความใสสะอาด การที่บริษัทยาทำเช่นนี้เป็นการนำกระบวนการสิทธิบัตรมาเบียดเบียนเอาเปรียบคนอื่น ถือเป็นสิ่งผิดจริยธรรม เพราะการที่บริษัทยาในประเทศไม่สามารถผลิตยาสามัญนี้ได้หลังอายุสิทธิบัตรยาฉบับแรกสิ้นสุดลง ทำให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณในการจัดซื้อยานี้ในราคาที่สูงเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ป่วยที่ต้องใช้ยานี้จำนวนมาก ขณะเดียวกัน การฟ้องร้องนี้ได้ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทยาสามัญของไทย ทำให้ยอดขายบริษัทลดลงจนต้องขายกิจการให้กับบริษัทยาข้ามชาติประเทศเม็กซิโกไปในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการตัดสินของศาลฏีกาที่ให้ถอนสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตยาวาลซาร์แทน จะส่งผลให้ทุกประเทศนำกรณีของประเทศไทยไปเป็นตัวอย่างในการฟ้องศาลเพื่อให้ถอนสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตยาวาลซาร์แทนในประเทศของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิกใช้สิทธิบัตรยานี้ทั่วโลก ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราถูกบริษัทยาเอาเปรียบไปทั่วโลก ไม่แต่เฉพาะประเทศไทย โดยบริษัทยาได้ใช้ช่องโหว่กระบวนการจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ที่บังเอิญหลุดรอดจากการคัดค้านความไม่ใหม่ของกรรมวิธีการผลิตยาเม็ด มาเอารัดเอาเปรียบ ขณะที่ในส่วนของประเทศไทยนั้น เมื่อยาใดหมดอายุการคุ้มครองลง บริษัทยาในประเทศก็จะสามารถผลิตเป็นยาสามัญมาแข่งขันได้ ทำให้ราคายาไม่ถูกผูกขาดอีกต่อไป ส่งผลให้การใช้ยาวาลซาร์แทน ในระบบหลักประกันสุขภาพมีราคาลดลงเช่นกัน เป็นการช่วยลดต้นทุนในการรักษาผู้ป่วย ขณะเดียวกันผลการตัดสินในครั้งนี้ยังนับเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาในอนาคตต่อไป .&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8833</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความดันโลหินสูง-โรคหัวใจ, ถอนสิทธิบัตรการผลิตยา, นายกสภาเภสัชกรรม, นิลสุวรรณ ลีลารัศมี, ศาลฏีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180509/image_big_5af2a388f0a0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
