<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็ดขาด! ศาลไม่ให้ประกันตัว ครูหื่นวัย 52 ข่มขืนหลานสาวนาน 3 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63 - จากกรณี เมื่อเวลา 07.00 น. ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองนครพนม นำหมายศาลจังหวัดนครพนม ที่ จ.59/2653 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 เข้าจับกุมตัวนายวีระชัย คำแพงดี อายุ 52 ปี เป็นครูโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม อยู่เลขที่ 39/2 หมู่บ้านอัมพร 3 ถนนบายพาสท่าควาย-น้อยหนองเค็ม เขตเทศบาลเมืองนครพนม โดยต้องหาว่ากระทำความผิด 1.กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม 2.กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ 4.กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม 5.กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 5 ข้อกล่าวหา เบื้องต้นนายวีระชัยปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายประหยัด วังวร ผอ.โรงเรียนต้นสังกัดของนายวีระชัยที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนหลานต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี หลังทราบเรื่องก็จะรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมจะเสนอให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างทำการสอบสวน &amp;nbsp;ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันเวลา 15.30 น. ร.ต.อ.(หญิง)จุฬารัตน์ อาจภิรมย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้นำตัวนายวีระชัยผู้ต้องหามาบันทึกปากคำ เพื่อนำตัวส่งฝากขังผัดแรกต่อศาลจังหวัดนครพนม พร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยระหว่างนำตัวออกมาจากห้องควบคุม นายวีระชัยใช้ผ้าขาวม้าปกคลุมศีรษะตลอดเวลา และไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆแก่ผู้สื่อข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านญาติมีภรรยาและลูกชายคนโตนำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินขอยื่นประกันตัวต่อศาลฯ กระทั่งเวลา 16.30 น. ศาลจังหวัดนครพนม พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูง หากได้รับการประกันตัวออกไปจำเลยอาจจะหลบหนีจึงยกคำร้อง ทำให้นายวีระชัยต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกลางจังหวัดนครพนม โดยญาติสามารถยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางของกฎหมายได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลเชิงลึกทราบว่า ด.ญ.เปิ้ลผู้เสียหาย ปัจจุบันอายุ 15 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา คุณพ่อทำงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน &amp;nbsp;มีพี่น้องสองคนเป็นหญิงทั้งคู่ ผู้เสียหายเป็นคนโต โดยระหว่างเรียนอยู่ชั้น ป.6 พ่อแม่ก็แยกทางกัน และต้องหาที่เรียนในระดับมัธยมต้นให้ลูก ซึ่งคุณพ่อเห็นว่ามีพี่สาวเป็นครูอยู่โรงเรียนชื่อดังในจังหวัดนครพนม และสามีก็เป็นครูอยู่ที่เดียวกัน จึงเห็นพ้องกันว่าน่าจะเอาลูกสาวไปฝากลุงกับป้าไว้ จึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนดังกล่าวในชั้น ม.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วันหนึ่งขณะผู้เสียหายนั่งดูการ์ตูนอยู่ในห้อง และไม่มีใครอยู่บ้าน นายชัยหรือลุงชัย ได้เปิดประตูเข้ามาถามว่าดูหนังเอ็กซ์อยู่เหรอ จึงตอบกลับว่าดูการ์ตูนจ๊ะ นายชัยจึงอ้างขอดูด้วยคน &amp;nbsp;ด.ญ.เปิ้ลบอกให้ออกไปอย่ามายุ่งเรื่องของเด็ก แต่นายชัยเดินไปล็อกห้องแล้วใช้กำลังบังคับขืนใจจนสำเร็จความใคร่ และข่มขู่ว่าอย่านำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด มิฉะนั้นจะไม่ได้เรียนหนังสือ ด้วยความกลัวจึงเก็บงำเรื่องบัดสีดังกล่าวไว้ เป็นเหตุให้นายชัยได้ใจอาศัยช่วงไม่มีใครอยู่บ้านย่องเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเรื่อยมาจนถึงเตรียมขึ้นเรียนชั้น ม.4 ในเทอมปีการศึกษา 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังถูกย่ำยี ด.ญ.เปิ้ลบ่นเปรยๆกับแม่หลายครั้งว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ แต่แม่ก็ปลอบว่าอยู่กับลุงกับป้าดีแล้ว กระทั่งต้นเดือนพฤษภาคม 2563 ด.ญ.เปิ้ลคุยวีดีโอคอลกับยายและญาติผู้หญิงในวัยเดียวกันที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างนั้นนายชัยก็เปิดประตูห้องเข้ามา พร้อมดุด่ากล่าวหาว่าคุยกับผู้ชาย แล้วปิดประตูกระแทกเสียงดัง ญาติจึงถามทำไมลุงอารมณ์ร้ายขนาดนี้ ซึ่ง ด.ญ.เปิ้ลตอบกลับว่าตนโดนหนักยิ่งกว่านี้อีก คุยไปคุยมาก็เปิดปากเล่าว่าถูกกระทำย่ำยีมาตั้งแต่อยู่ ม.1 ญาติผู้นั้นจึงนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้นางแน่งน้อยผู้เป็นแม่ของ ด.ญ.เปิ้ลฟัง จากนั้นนางแน่งน้อยจึงรีบเดินทางมาจังหวัดนครพนม เพื่อนำลูกสาวออกจากบ้านหลังดังกล่าว โดยไม่บอกล่ำลาผู้ใด จนภรรยาของนายชัยโทรศัพท์ไปต่อว่าทำไมไม่บอกกล่าวกันบ้าง นางแน่งน้อยจึงเล่าว่าสามีคุณพี่กระทำกับลูกตนเองรุนแรงมาก แต่ภรรยาของนายวีระชัยยังไม่ปักใจเชื่อว่าสามีจะเป็นเช่นนั้น และนางแน่งน้อยได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังตรวจร่างกายเสร็จก็รีบเดินทางกลับจังหวัดนครราชสีมา เพราะเกรงจะได้รับอันตราย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม จึงต้องประสานกับสหวิชาชีพเดินทางไปสอบปากคำผู้เสียหายอยู่ที่นั่น ก่อนจะกลับมาขออนุมัติหมายจับนายวีระชัยดังกล่าว โดยผู้เสียหายยืนยันว่าถูกนายวีระชัยล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 12 ปี พนักงานสอบสวนจึงนับโทษจากวันนั้นเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเพื่อนคนสนิทรายหนึ่งของนายวีระชัยผู้ต้องหา เล่าว่าจากการไปสอบถามเพื่อนในห้องขัง ยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.เปิ้ลตามที่ถูกกล่าวหา เบื้องต้นเกิดจากเด็กไม่ค่อยช่วยงานบ้าน จึงมักถูกดุด่าเป็นประจำ เพราะอ้างว่าเด็กมั่วแต่เล่นโทรศัพท์และคุยกับผู้ชาย บางครั้งขับรถจักรยานยนต์ออกไปหาผู้ชายข้างนอก จนลุงกับป้าต้องเอากุญแจรถไปซ่อน จากเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้เด็กมีความไม่พอใจจึงกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้าย หากผลการสอบสวนออกมาว่านายวีระชัยบริสุทธิ์ก็จะฟ้องกลับสองแม่ลูกคู่นี้ทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67287</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่มขืน, ครู, นครพนม, ศาลนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0e334c4653.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจ๊สุ&#039;หมดเวลายื้อ ศาลอ่านฎีกาชี้ชะตาเจ้าแม่เงินกู้ดอกโหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 62 - ที่ศาลจังหวัดนครพนม &amp;nbsp;เวลา 09.00 น. ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ชี้ชะตาของนางสาวสุพิชญ์ฌา อภิชัจฐ์โภคิน มีชื่อนามสกุลเดิมว่า นางสาวสุนภา เรืองสุวรรณ อายุ 58 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม&amp;rdquo;เจ๊สุ&amp;rdquo; เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบชื่อดัง ในข้อหาเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล มีนางสาริกา คนฉลาด อายุ 71 ปี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกเจ๊สุเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเจ๊สุได้ประกันตัวมาต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ วันที่ 15 พ.ค.62 เจ๊สุใช้ช่องทางทางกฎหมายให้ทนายยื่นใบรับรองแพทย์ 2 ฉบับ ฉบับแรกจากคลินิกแพทย์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม และอีกหนึ่งฉบับเป็นของโรงพยาบาลเอกชนจังหวัดสกลนคร อ้างว่าเจ๊สุเกิดอาการล้มป่วยกะทันหัน ด้วยอาการความดันต่ำกะทันหัน จึงขอศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาให้เลื่อนอ่านคำพิจารณาไปเป็นวันที่ 5 มิ.ย.62 เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศช่วงเช้ามีบรรดาลูกหนี้เจ๊สุทยอยมารวมตัวกันที่ศาลาพักญาติ มีนางสาริกา คนฉลาด โจทก์ ก็เดินทางมาฟังคำพิจารณาของศาลฎีกาเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนางสาวนก พนิตตา ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องสนิทของเจ๊สุ ที่ถูกซัดทอดว่ามีส่วนรู้เห็นและร่วมกันกระทำผิดในคดีดังกล่าว จึงถูกศาลฯพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี เหมือนกับเจ๊สุ ได้เปิดเผยความในใจก่อนจะเดินไปยังห้องพิจารณาคดี โดยขอร้องสื่ออย่าบันทึกภาพและเสียง เพราะเกรงลูกสาววัย 7 ขวบ เห็นภาพข่าวแล้วจะรู้ว่าแม่ต้องคดี โดยเปิดเผยว่า ตนทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ เมื่อเจ้านายสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ทำก็จะถูกไล่ออก เหตุที่โดนดึงเข้ามาพัวพันกับคดี เพราะเจ้านายสั่งให้ตนออกหนังสือทวงหนี้จากนางสาริกา เริ่มตั้งแต่ในศาลชั้นต้นเป็นต้นมา ตนต้องดิ้นรนหาหลักทรัพย์มาประกันตัวเอง โดยไร้การเหลียวแลจากเจ้านาย แต่ยังมีความเชื่อว่าเจ๊สุจะไม่ดึงตนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่ได้ตั้งทนายขึ้นมาว่าความ สุดท้ายทั้งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ถูกเจ้านายทอดทิ้งอย่างสิ้นเยื่อใย จึงต้องตั้งทนายขึ้นมาในชั้นฎีกาเพื่อยื่นเอกสารหลักฐาน ขอแยกฎีกาดังกล่าว ซึ่งก็อยู่ในดุลยพินิจของศาลฯ และพร้อมรับชะตากรรม ห่วงแต่ลูกสาวหากตนต้องคำพิพากษา แล้วไม่เห็นแม่เขาจะต้องร้องไห้หา เพราะมีกันแค่สองคนแม่ลูกเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37680</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลนครพนม, อ่านฎีกา, เจ้าแม่เงินกู้ดอกโหด, เจ๊สุ, เบิกความเท็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf722441ff79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 20:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉาก&#039;ครูจอมทรัพย์ลวงโลก&#039;! คุก8ปีคดีปั้นแพะช่วยแกะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 62 - เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนครพนมมีการพิจารณาคดีที่อัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือศรีบุญหอม อายุ 57 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เป็นจำเลย ในคดีหมายเลข อ.295/61 ข้อหาซ่องโจร เบิกความเท็จ และแจ้งความอันเป็นเท็จ ร่วมกับพวกประกอบด้วย 1.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 2.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 3.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา 4.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อดีตสามีของนางจอมทรัพย์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ(เพื่อน) 6.นางรจนา จันทรัตน์(เพื่อน) และ 7.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง หลานสาว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เบื้องต้นศาลมีคำพิพากษาจำคุก นางจอมทรัพย์ 8 ปี, จำคุกนายสุริยา 7 ปี 9 เดือน, จำคุกนางทัศนีย์ 2 ปี 19 เดือน, จำคุกนางทองเรศ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกนายนิรันดร์ 2 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลือศาลมีคำสั่งยกฟ้อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีนางจอมทรัพย์ ตกเป็นจำเลยในคดีขับรถชนคนตายเมื่อปี 2548 ซึ่งต้องโทษจำคุกจากการพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2556 ตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2558 ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำนครพนม รวมถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน หลังพ้นโทษก็เดินหน้าเรียกร้องขอความเป็นธรรม ให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ โดยอ้างว่าตกเป็นแพะ กระทั่งศาลฯนัดสืบพยาน ตามที่นางจอมทรัพย์ร้องขอใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. 2560 โดยอ้างชื่อนายสับ วาปี ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง จนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรื้อฟื้นคดี แต่ในวันสืบพยานฝ่ายผู้ร้องกลับไม่ได้นำตัวนายสับกุญแจดอกสำคัญขึ้นเบิกความในชั้นศาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากนั้นวันที่ 17 พ.ย.60 ศาลฯได้ออกนั่งบัลลังก์ แล้วพิจารณายกคำร้องของนางจอมทรัพย์ เพราะพยานหลักฐานต่างๆไม่น่าเชื่อถือ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความดำเนินกับขบวนการจ้างแพะช่วยแกะ เริ่มจากนายสับรีบเข้ามอบตัว พร้อมยอมรับว่าไม่ได้ขับรถชนคนตาย ตามที่ให้การกับตำรวจในตอนต้น แต่มีนายสุริยาหรือครูอ๋องมาติดต่อและรับปากจะให้เงิน 4 แสนบาท แลกกับการรับผิดแทน แต่ยังไม่มีการจ่ายเงินกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ต่อมาเจ้าหน้าที่บุกจับกุมนางจอมทรัพย์ที่บ้านพักใน จ.สกลนคร ในคดีซ่องโจร และให้การเท็จต่อศาลฯ พร้อมฝากขังศาลจังหวัดนครพนม โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่ครูอ๋องเผ่นหนีออกจากบ้าน ไปถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ ที่สถานีรถไฟหลักสี่ กทม. ส่วนจำเลยรายอื่นๆถูกดำเนินคดีตามที่หลักฐานพยานสาวไปถึง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับนายสับ-นางจันทร์ วาปี นั้น ได้รับสารภาพในข้อหาเบิกความเท็จ และแจ้งความเท็จไปก่อนหน้านี้แล้ว ศาลจังหวัดนครพนมจึงได้แยกสำนวน เป็นคดีหมายเลข อ.290/61 และคดีหมายเลขแดงที่ 4645/2561 โดยวันที่ 25 ก.ย.61 ศาลจังหวัดนครพนม &amp;nbsp;ออกนั่งบัลลังก์แล้ว มีคำพิพากษาว่า นายสับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด กฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนฯ และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันยเป็นลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานฯ จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล จำคุก 3 ปี ฐานซ่องโจร 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เฉพาะฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีคดีอาญาต่อศาล เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ &amp;nbsp;ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งเหลือจำคุกกำหนด 2 ปี 10 เดือน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ขณะที่นางจันทร์จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172(เดิม) และ 267(เดิม) ประกอบมาตรา 93,177 วรรคสอง(เดิม) มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวน จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 9 เดือน โดยศาลพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 2 ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีอายุมาก อีกทั้งมีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน แต่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างเพื่อประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตามพฤติการณ์นับเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก หลังสิ้นคำพิพากษานายสับและนางจันทร์ได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว เพื่อขอความเมตตาในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30632</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจอมทรัพย์, คุก8ปี, ปั้นแพะช่วยแกะ, ศาลนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190306/image_big_5c7f61c630279.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
