<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!ศาลปกครองนัดอ่านคำพิพากษาคดี’ไชน่า เรลเวย์ฯ’ฟ้อง’รฟท.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ย.เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 3/2564 ระหว่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ บริษัทไชน่าฯ ฟ้องว่า การรถไฟฯ กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง มีคำสั่ง ลว. 29 ส.ค.2562 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามหนังสือคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กนบ) 0405.2/ว 410 ลว. 24 ต.ค. 2560 ให้แก่บริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด เป็นการเฉพาะราย นอกจากนี้การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง มีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของบริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด ในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและหนังสือรับรองผลงานฟังขึ้น และสั่งให้ รฟท. กลับไปดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาผลการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอให้ถูกต้องต่อไปย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจ้างโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-1 งานโยธาสำหรับช่วงแก่งคอย - กลางดง และช่วงปางอโศก - บันไดม้า ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117526</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, คำพิพากษา, บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด, รฟท., ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!ศาลปกครองนัดอ่านคำพิพากษาคดี’ไช่น่า เรลเวย์ฯ’ฟ้อง’รฟท.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ย.เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 3/2564 ระหว่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ บริษัทไชน่าฯ ฟ้องว่า การรถไฟฯ กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง มีคำสั่ง ลว. 29 ส.ค.2562 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามหนังสือคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กนบ) 0405.2/ว 410 ลว. 24 ต.ค. 2560 ให้แก่บริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด เป็นการเฉพาะราย นอกจากนี้การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง มีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของบริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด ในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและหนังสือรับรองผลงานฟังขึ้น และสั่งให้ รฟท. กลับไปดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาผลการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอให้ถูกต้องต่อไปย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจ้างโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-1 งานโยธาสำหรับช่วงแก่งคอย - กลางดง และช่วงปางอโศก - บันไดม้า ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117525</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, คำพิพากษา, บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด, รฟท., ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเน็ตเฮลั่น! ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามนายกฯใช้ข้อกำหนดตาม พรก.ฉุกเฉิน มาตรา 9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.64 - ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งขอคุ้มครองชั่วคราวคดีหมายเลขดำ พ. 3618/2564 ที่ภาคีนักกฎหมาย และตัวแทนสื่อมวลชนออนไลน์ 12 รายยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ .ศบค.ให้ถอนคำสั่งการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯข้อกำหนดที่ 29 ให้อำนาจ กสทช. ตัดเน็ต ดำเนินคดีสื่อออนไลน์ กรณีเฟกนิวส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ฐปณีย์ &amp;nbsp;เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ The Reporters ในฐานะผู้ร้อง พร้อมด้วยตัวแทนสื่อสำนักต่างๆ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการส่งคำร้องเมื่อวันที่ 2 ส.ค. และศาลได้ทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และคู่กรณี ก่อนที่จะนัดหมายให้มาฟังคำสั่งในวันนี้ ตนมองว่าประกาศดังกล่าวที่ออกมา เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชน และสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด ซึ่งประชาชนควรได้รับเรื่องราว การรายงานข้อมูลข่าวสารตามความเป็นจริงในสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชน และสื่อต่างๆ ยังเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูล การขอความช่วยเหลือ และความเดือดร้อนของประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ฐปณีย์ กล่าวว่า ตนคาดหวังว่า พยานหลักฐานต่างๆ ที่ผู้ร้องได้เสนอไปให้ศาลพิจารณา จะทำให้ศาลระงับคำสั่งดังกล่าว จนกว่าจะมีการแก้ไข หรือระบุรายละเอียดให้ชัดเจน แต่หากศาลพิจารณาผลออกมาในทางกลับกัน ก็พร้อมยอมรับความเห็นของศาล ทั้งนี้ ตนมองว่า คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้กับผู้นำ &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และหน่วยงานต่างๆของรัฐบาล ระมัดระวังการใช้คำสั่งหรืออำนาจต่างๆ ที่อาจจะละเมิดสิทธิหน้าที่ของสื่อมวลชน และประชาชน ที่เกินกว่าเหตุจนอาจได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ได้มีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตจากต่างประเทศ เข้ามาสังเกตการณ์ในการฟังคำสั่งขอคุ้มครองในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 14.20 น.ศาลได้ออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งอันสรุปใจความได้ว่า ข้อกำหนดฯ ข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จดังเหตุผล และความจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสิบสอง และประชาชนที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯ ที่ระบุว่าจำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตามข้อกำหนดข้อดังกล่าวนั้นมีลักษณะไม่แน่ชัด และขอบเขตกว้างทำให้โจทก์ทั้งสิบสอง ประชาชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็น และสื่อสารตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่งและมาตรา 35 วรรคหนึ่งบัญญัติคุ้มครองไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญฯ ทั้งข้อกำหนดดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้งสิบสอง หรือประชาชนเกินสมควรแก่เหตุตามความในมาตรา 9 วรรคสองแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกำหนดฯ ข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ ไอพี (IP address) ที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารในอินเทอร์เน็ตที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตจึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และรัฐสั่งปิดพื้นที่หรือล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทางหรือการพบปะระหว่างบุคคลทั้งข้อกำหนดข้อดังกล่าวมิได้ จำกัดเฉพาะการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งการระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตในอนาคตด้วย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคล และเป็นการปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว ไม่ต้องด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญฯ การให้ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ กรณีมีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรในการนำวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้เพื่อเป็นการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) มาตรา 255(2) (ง) ประกอบมาตรา 267 วรรคหนึ่ง และการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่29) เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ภายหลังฟังคำสั่งศาลเสร็จแล้ว นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุผล เพราะข้อกำหนดว่าห้ามนำเสนอข่าวที่มีลักษณะสร้างความหวาดกลัว เป็นข้อกำหนดที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอนในขอบเขต ดังนั้นอาจจะทำให้ประชาชนรวมทั้งโจทก์ ไม่รู้ว่าขอบเขตในการใช้เสรีภาพนั้นเป็นอย่างไร การนำเสนอความจริงจะผิดต่อข้อกำหนดนี้หรือไม่ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34,35 และ 26&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้วข้อกำหนดที่ให้อำนาจ กสทช.ในการระงับอินเตอร์เน็ต ศาลเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการออกข้อกำหนดลักษณะนี้ ที่ให้สั่งระงับอินเตอร์เน็ตได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอินเตอร์เน็ตมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประชาชนจะต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสาร ติดต่อข่าวสารต่างๆ การให้อำนาจสั่งระงับอินเตอร์เน็ตที่รวมไปถึงในอนาคตด้วยนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;ทั้งนี้อย่างไรก็ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ใช้ข้อกำหนด ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ &amp;nbsp;และไม่ให้ระงับอินเตอร์เน็ตดังกล่าว ก็ไม่ได้ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินได้รับการกระทบกระเทือน หรือก่อให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากรัฐยังสามารถบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในการใช้บังคับเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า รู้สึกพอใจกับคำสั่งศาลแพ่งที่ให้ระงับข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เกี่ยวกับข่าวที่สร้างความหวาดกลัวหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า พอใจ เพราะถือว่าศาลมุ่งคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนและเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ควรจะสามารถนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาได้ แม้ความจริงนั้นบางครั้งอาจจะน่ากลัวก็ตาม แต่ว่าเราก็ต้องนำเสนอเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.ฐปณีย์ กล่าวว่าขอขอบคุณศาลที่ได้รับฟังเสียงประชาชน คำสั่งศาลวันนี้เป็นการคุ้มครองชั่วคราวในการใช้ข้อบังคับนี้ เหตุผลสำคัญคือศาลให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;โดยข้อกำหนดตามที่เราได้ยื่นไปคือ การโพสต์ข้อความทำให้เกิดความหวาดกลัว เป็นข้อความที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่มีมาตรการดำเนินการที่ชัดเจน ขัดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงปัจจุบันประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสาร ยิ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีการล็อคดาวน์ ศาลเห็นว่าประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตทั้งในเรื่องการสื่อสาร การพาณิชย์ และการรักษาพยาบาล ดังนั้นหากมีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่ไม่ได้มีกฎหมายให้อำนาจนายกฯ ดำเนินการในเรื่องนี้ชัดเจน เราจึงต้องการใช้สิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ เพื่อข้ามผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ศาลให้ความคุ้มครอง เราในฐานะสื่อก็ต้องใช้สิทธิเสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ คงไม่ทำอะไรที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวอย่างที่ทุกคนกังวลแน่นอน เราจะใช้สิทธิเสรีภาพของเราอย่างรับผิดชอบ และเราคงไม่ทำเฟคนิวส์ เพราะมันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ในฐานะตัวแทนสื่อขอให้ทุกคนแม้กระทั่งประชาชน ใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ&amp;rdquo; น.ส.ฐปณีย์ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112426</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., การเมือง, ศาลปกครอง, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610cea330508a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรโพสต์แถลงการณ์สร้างไทย ให้รัฐรับผิดชอบคอนโดหรูแอชตัน อโศก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.64- นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมือง &amp;nbsp;พรรคไทยสร้างไทย จำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร&amp;nbsp;โพสต์ แถลงการณ์คณะกรรมการกฎหมายและการเมือง พรรคไทยสร้างไทย ผ่านเฟซบุ๊กว่า ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวก รวม ๑๖ คน ได้ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตวัฒนา กับพวก รวม ๕ คน โดยมีบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเซีย อโศก จำกัด เป็นผู้ร้องสอดต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร โดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ตามมาตรา ๓๙ ทวิ และมาตรา ๓๙ ตรี แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ รวม ๔ ฉบับ ที่ออกให้แก่ผู้ร้องสอด ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตทั้ง ๔ ฉบับโดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่ออกหนังสือทุกฉบับ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ตามกฎหมายผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ร้องสอดมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดก็ตาม แต่หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนอาคารดังกล่าวจะต้องถูกรื้อถอนเพราะเป็นการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ความเสียหายจึงเกิดจากการที่กรุงเทพมหานครได้ออกใบอนุญาตให้กับเจ้าของโครงการทั้ง ๔ ฉบับ ทำให้สามารถก่อสร้างและเปิดขายห้องชุดให้กับประชาชนได้ ส่วนประชาชนเมื่อเห็นว่าโครงการได้รับใบอนุญาตถูกต้องก็จองซื้อและชำระเงิน แต่เมื่อการออกใบอนุญาตเป็นไปโดยไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลโดยตรงมาจากการทำละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ กรุงเทพมหานครจึงต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหายตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า ผู้ซื้อห้องชุดและเจ้าของโครงการมีสิทธิฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครองเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๔๔๑/๒๕๖๐ ที่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไว้แล้ว โดยมีสิทธิที่จะฟ้องได้ทันทีโดยไม่จำต้องรอผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด&amp;nbsp;
พรรคไทยสร้างไทยจึงขอเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ได้แก่ผู้ซื้อห้องชุดและเจ้าของโครงการ ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อห้องชุดและเจ้าของโครงการที่ได้รับเสียหาย เพราะประชาชนได้รับความทุกข์ยากจากสถานการณ์โควิดที่เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลมากพอแล้ว กรุงเทพมหานครในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงไม่ควรสร้างภาระให้ประชาชนเพิ่มที่จะต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือค่าทนายในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคไทยสร้างไทยขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ซื้อโครงการที่ได้รับความเสียหายทุกท่านและพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111806</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร, พรรคไทยสร้างไทย, วัฒนา เมืองสุข, ศาลปกครอง, อนันดา เอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_610618d54db31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช. ทำตามคำสั่งศาลปกครองกลาง &#039;พล.ต.อ.วิระชัย&#039; กลับนั่งเก้าอี้รองผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ&amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งลงวันที่ 13 ก.ค. 64 ทุเลาการบังคับตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลง 29 ก.ค.63 โดยให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งถูกสำรองราชการอยู่นั้นให้กลับเข้ามารับราชการในตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ว่าได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่ง สำรองราชการ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และถูกร้องทุกข์ดำเนินคดี กรณีถูกกล่าวหา ดักฟัง เผยแพร่ข้อมูลการสนทนา ระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. กับ พลตำรวจ เอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นปี 2563 จากกรณีที่ คนร้ายยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) และต่อมา พล.ต.อ.วิระชัย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งสำรองราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กระทั่งมีคำสั่งดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109883</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, ศาลปกครอง, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60f043bd345d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กขค.ลุ้นคำสั่งศาลปกครองตัดสินเคสควบรวม &#039;ซีพี-โลตัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ 36 องค์กรผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อให้เพิกถอนมติคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) กรณีมีมติอนุมัติควบรวมกิจการระหว่าง ซี.พี. รีเทล ดีเวล ลอปเม้นท์ กับ &amp;nbsp;เทสโก้ สโตร์ส &amp;nbsp;ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้นำเอกสารประกอบคำชี้แจงตามประเด็นที่ได้มีการยื่นฟ้อง &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้สำนักงานฯได้มีหนังสือขอขยายเวลาการชี้แจงต่อศาลปกครองกรณีให้มีความคุ้มครองนั้นออกไปเป็นวันที่ 22 เม.ย. 64 และคำชี้แจงถึงมติของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่อนุญาตให้กลุ่มซีพีควบรวมเทสโก้โลตัสที่อาจไม่ชอบด้วยกฏหมาย ได้ขอขยายเวลาออกไปเป็นวันที่ 15 พ.ค.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยืนยันว่า กขค.พิจารณากรณีการควบรวมเป็นไปตามกฎหมาย ขณะนี้คงต้องรอผลการพิจารณาของศาลปกครองว่าจะมีคำสั่งอย่างไร คาดว่าจะมีคำสั่งเร็วๆนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและมีผลกระทบต่อสังคม ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรทางกขค.พร้อมปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค. )มีมติเสียงข้างมากอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่าง ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ &amp;nbsp;และเทสโก้ สโตร์ส &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2563 โดยเห็นว่าแม้จะทำให้มีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เป็นการผูกขาด และการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105631</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), ควบรวมซีพี-โลตัส, ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bed2e4d47a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอ.แจงใช้ที่ราชพัสดุวัดพระศรีฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กองทัพอากาศแจงการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุวัดพระศรีมหาธาตุ พร้อมยืนยันค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจเป็นราคาสวัสดิการ หลังศาลปกครองชี้การใช้ประโยชน์ไม่ชอบด้วย กม. และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลอากาศโทฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า จากกรณีสำนักข่าวอิศราได้นำเสนอข่าว ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 321/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1037/2558 ลงวันที่ 29 มี.ค.2564 พิพากษาให้เพิกถอนหมายเหตุในทะเบียนที่ราชพัสดุ แปลงเลขทะเบียนที่ กท.1436 ที่ให้กองทัพอากาศใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุบริเวณสุสานและฌาปนกิจสถาน บริเวณวัดพระศรีมหาธาตุ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ที่ดินพิพาทจำนวน 7 แปลง (บริเวณฌาปนสถาน กองทัพอากาศ) เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีกองทัพอากาศเป็นผู้ใช้ประโยชน์มาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ค่าใช้จ่ายการในการฌาปนกิจผู้ที่เสียชีวิตมีความเป็นธรรมและมีการแสดงราคาค่าใช้อย่างชัดเจน รวมทั้งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกบริการหรือจัดหาสิ่งของบางอย่างมาเองได้ตามอัธยาศัย มิได้มีการบังคับแต่อย่างใด รวมทั้งเน้นการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส โดยมีกองการฌาปนกิจสงเคราะห์ กรมสวัสดิการทหารอากาศ เป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อไว้เป็นสถานที่ในการฌาปนกิจทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเป็นสถานที่ให้กำลังพลกองทัพอากาศ ทั้งในและนอกประจำการ ตลอดจนสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์กองทัพอากาศได้ใช้เป็นที่ฌาปนกิจ รวมทั้งบริการด้านสุสานในการเก็บศพและเก็บอัฐิในราคาสวัสดิการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายได้จะนำเข้ากองทุนฌาปนสถานกองทัพอากาศ เพื่อไว้ใช้จ่ายในกิจการฌาปนสถาน อาทิ ค่าบุคลากร ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายในการสร้าง รักษา ซ่อมแซม และบูรณะอาคารสถานที่ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมากองทัพอากาศได้มีการพัฒนาการปรับปรุงและก่อสร้างเมรุเผาศพขึ้นใหม่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและถูกต้องตามกฎหมาย โดยผ่านเกณฑ์การตรวจจากกรุงเทพมหานคร เพื่อการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.คดีพิพาทดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด หากศาลมีคำพิพากษาเป็นประการใด กองทัพอากาศยินดีปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลทุกประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โฆษกกองทัพอากาศยืนยันว่า &amp;ldquo;กองทัพอากาศมีความพร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพอากาศ, วัดพระศรีมหาธาตุ, ศาลปกครอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แจงการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60be2520dda84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
