<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป​ป​ช. ส่อกั๊กเปิดข้อมูลนาฬิกาหรู​ &#039;บิ๊กป้อม&#039; แม้มีคำสั่งศาลปกครองแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16​ ก.ย.64 -​ นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตามที่ผู้สื่อข่าว The Matter ยื่นเรื่องว่า ขณะนี้ป.ป.ช.กำลังรอคำพิพากษาดังกล่าวจากศาลปกครองกลางอยู่ เพื่อขอดูคำพิพากษาอย่างเป็นทางการว่า จะให้เปิดเผยข้อมูลทางคดีในส่วนใด จากนั้นคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่จะพิจารณาว่า จะสามารถเปิดเผยข้อมูลได้หรือไม่ หรือเปิดเผยได้เพียงแค่ไหน ถ้าเป็นข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับสำนวนในคดีโดยตรง คงเปิดไม่ได้ เพราะถ้าเปิดเผยไปแล้ว จะรู้ว่า มีพยานคนใดบ้าง ให้การอย่างไร อาจเกิดการไปฟ้องร้องตามมา ถ้าเป็นข้อมูลที่เกิดผลกระทบให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมประสิทธิภาพคงให้ดูไม่ได้ หรือถ้าเป็นข้อมูลที่เปิดไปแล้วไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล กฎหมายป.ป.ช.ก็ไม่ให้เปิดเผย รวมถึงถ้าเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่า ป.ป.ช.จะปกปิดไม่เปิดเผย แต่ต้องรอเหตุผลและรายละเอียดคำพิพากษาก่อน แล้วป.ป.ช.จะพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านการเปิดเผยสำนวนคดีต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ขอให้ที่ประชุมป.ป.ช.วินิจฉัยก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116902</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฬิกาป้อม, นาฬิกาหรู, ปปช., พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141daae6b52e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นปิดฉากคดีกทม.ละเมิดคนพิการไม่สร้างลิฟท์ใน23สถานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;วันนี้ในเวลา 09.50 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำ 990/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 226/2562 ระหว่าง นายธีรยุทธ สุคนธวิท ที่ 1 กับพวกรวม 430 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายธีรยุทธฟ้องว่า กทม.กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจัดทำลิฟท์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า จำนวน 23 สถานี และจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าสำหรับคนพิการ ไม่แล้วเสร็จครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคนพิการต้องขาดประโยชน์ในการใช้บริการรถไฟฟ้าดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มี
คำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำลิฟท์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีรถไฟฟ้าทั้ง 23 สถานี ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่
21 มกราคม 2559 โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำลิฟต์รับ - ส่งคนพิการ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในสถานีขนส่งบางแห่งแล้ว อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมิได้จัดทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มกราคม 2559 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควร จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในเรื่องเช่นว่านี้จากรัฐ และนับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่ระหว่างการดำเนินการผู้ถูกฟ้องคดีต้องประสบปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน ทำให้การก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์มีความล่าช้า จึงเป็นเหตุให้ก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์ได้เพียง 18 สถานี โดยผู้ถูกฟ้องคดีรายงานผลการดำเนินการพร้อมปัญหาอุปสรรคให้สำนักบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครองทราบเป็นระยะๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเหตุดังกล่าวมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายอันจะถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116744</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, การกระทำละเมิด, นายธีรยุทธ สุคนธวิท, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศาลปกครอง&#039; ยกฟ้องคดีสมาคมสภาคนพิการฯ ขอให้จัดทำลิฟท์ในสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 กันยายน 2564 ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง คดีที่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม./ผู้ถูกฟ้องคดี) ละเลยต่อหน้าที่กรณีไม่จัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการและสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีรถไฟฟ้าให้ครบถ้วนและเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ทั้ง 16 สถานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฯ ว่า ภายในสถานีรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้จัดให้มีการติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการ ลิฟต์บันได และทางลาดสำหรับคนพิการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าในทุกสถานี โดยมีลิฟต์สำหรับคนพิการสถานีละ 4 ตัว ส่วนสถานีรถไฟฟ้าที่คร่อมบริเวณทางแยก ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 สถานีบางซ่อน รฟม. ได้ติดตั้งลิฟต์บันไดเพื่อให้สามารถขึ้นไปถึงชั้นออกบัตรโดยสารและชั้นชานชาลาเพิ่มเติม โดยลิฟต์บันไดดังกล่าวมีราวกั้นทุกด้านบริเวณช่วงลำตัวของคนพิการและที่ล้อเข็นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และมีป้ายสัญลักษณ์คนพิการที่มีสีขาว และพื้นป้ายสีน้ำเงินติดไว้ที่ช่องประตูด้านนอกลิฟต์และที่อุปกรณ์ลิฟต์บันได&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายในอาคารสถานีรถไฟฟ้าได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ได้แก่ ช่องขายตั๋ว ห้องน้ำ ที่จอดรถสำหรับคนพิการ และมีพื้นผิวต่างสัมผัสสำหรับคนพิการทางการมองเห็นในบริเวณต่างๆ ในสถานีรถไฟฟ้า อีกทั้งได้จัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในรถไฟฟ้า ได้แก่ 1) พื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการในรถไฟฟ้า จำนวน 2 จุด ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า โดยพื้นผิวของพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นผิวกันการลื่นไถล 2) ที่นั่งสำรองสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และคนพิการ จำนวน 2 ที่นั่ง ต่อหนึ่งตู้โดยสาร ใกล้กับประตูรถไฟฟ้า 3) อุปกรณ์สำหรับยึดรถเข็นคนพิการ เป็นประเภทเข็มขัดนิรภัยและชุดล็อคขนาดมาตรฐานทั่วไป สามารถปลดออกได้ในกรณีฉุกเฉิน 4) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการ บริเวณพื้นที่สำหรับจอดรถเข็นคนพิการ และ 5) ป้ายสัญลักษณ์คนพิการด้านนอกขบวนรถไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงรับฟังได้ว่า รฟม. ดำเนินการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการเพื่อให้คนพิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ภายในสถานีรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการดำเนินการให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะในการใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างเหมาะสมแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่อาจฟังได้ว่า รฟม. ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีการจัดทำลิฟต์สำหรับคนพิการ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยกฟ้อง, ลิฟต์สำหรับคนพิการ, ศาลปกครองกลาง, สายสีม่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a768225ccd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก่อนเที่ยง!ลุ้นคดีรฟม.ละเลย’คนพิการ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ก.ย.2564 &amp;ndash; ในเวลา 11.20 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 2338/2561 &amp;nbsp;ระหว่าง สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย (ผู้ฟ้องคดี) กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 6 คน ฟ้องว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กรณีไม่จัดทำ
ลิฟต์ขนส่งสำหรับคนพิการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสถานีขนส่งรถไฟฟ้าและบนรถไฟฟ้าในโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและคนพิการทุกประเภทไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115986</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, รฟม., ศาลปกครองกลาง, สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190604/image_big_5cf5e937662e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครอง ยกฟ้องคดีนายกฯ ย้าย &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; กลับ ตร.ล่าช้า ชี้คำสั่ง คสช.ไม่ใช่ทางปกครอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลาง พิพากษายกฟ้องคดี &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot;&amp;nbsp;ยื่นฟ้องนายกฯ&amp;nbsp;และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปมไม่พิจารณาให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีที่พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกทำถึงนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทบทวนและมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฉบับที่สองทำถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยรวมสองประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) เป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีหรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ซึ่งงานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีเมื่อครั้งขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีลักษณะงานเทียบเท่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง แต่งานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) มีเพียงเล็กน้อย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีเมื่อเทียบกับผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนในขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการปฏิรูปราชการแผ่นดินแล้วกำหนดตำแหน่งหน้าที่อื่นให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่อย่างใด อีกทั้งขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำรงตำแหน่งในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เสนอเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอโอนกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานเดิมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีเนื้อหาใจความทำนองเดียวกันกับหนังสือ ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เพื่อให้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดเดิม กรณีจึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 แล้ว รวมทั้งได้รับความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ข้างต้นแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) กรณีจึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เห็นชอบตามข้อเสนอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนกลับไปรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 9) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีจึงหมดสิ้นไป ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไปดำเนินการเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานเดิมได้อีกตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามข้อ 5 และให้ผู้ฟ้องคดีขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เป็นคำสั่งที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตามคำนิยามของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาใหม่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามนัยมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113999</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., นายกรัฐมนตรี, บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cb089795c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นระทึก!ศุกร์นี้ศาลปกครองอ่านคำพิพากษา‘บิ๊กโจ๊ก’ฟ้อง‘บิ๊กตู่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 &amp;ndash; ในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคมนี้ เวลา 15.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ บ.386/2563 ระหว่าง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ฟ้องคดี) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือ ลว.20 ส.ค.25636 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ&amp;nbsp;ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานเดิม ในระดับและตำแหน่งไม่ต่ำกว่าที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี&amp;nbsp;ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113731</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cb089795c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ชี้ขาด‘บีทีเอส’ฟ้อง‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 &amp;ndash; ในเวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดจากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครอง (อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีบางข้อหาเพราะเหตุแห่งการฟ้องคดีหมดสิ้นไป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กระทำการโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินของเอกสารคัดเลือกเอกชน และวิธีการประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านการลงทุน และผลตอบแทนในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา ส่วนตะวันตก การจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงรักษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาฟ้องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2 ข้อเสนอทางเทคนิค และซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนน และคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนน ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และให้คำสั่งศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ที่ให้ทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราว สิ้นผลบังคับลงไปด้วย เนื่องจากศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ระหว่างพิจารณาคดีของศาลปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าว เหตุแห่งความเดือดร้อนหรือความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้หมดสิ้นไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้เดือดร้อนเสียหาย ทำให้การพิจารณาคดี
ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ทั้งไม่มีวัตถุแห่งคดีที่จะให้ศาลกำหนดคำบังคับให้เพิกถอน และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนข้อเสนอและหลักประกันซองให้เอกชนที่ยื่นข้อเสนอไว้ทั้งสองราย โดยเอกสารข้อเสนอทั้งหมดยังไม่มีการพิจารณาเปิดซองข้อเสนอ พร้อมคืนเงินค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอเอกชนผู้ยื่นข้อเสนอทั้งสองรายที่ได้ชำระไว้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อซองเอกสารคัดเลือกเอกชนทั้งสิบรายสามารถแสดงความจำนงขอคืนเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกหรือเปิดให้ผู้ซื้อซองเอกสารขอรับซองการคัดเลือกครั้งใหม่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะออกประกาศเชิญชวนใหม่ ไม่ต้องเสียเงินค่าซื้อซองเอกสารใหม่อีก กรณีไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาในประเด็นที่เป็นเนื้อหาคดีนี้อีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 39/2564 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ยกเลิกประกาศเชิญชวน
การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟสายสีส้มฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าวแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ รวมถึงเหตุแห่งการพิจารณาเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง จึงไม่มีอยู่ต่อไป ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอระงับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองก่อนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้อนุญาตให้ถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาล และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ในส่วนข้อหาที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมฯ ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) จึงหมดสิ้นไป เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำขอที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพิพาทหมดสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อออกคำบังคับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ต่อไปอีก &amp;nbsp;ส่วนความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ไปจ้างที่ปรึกษาทางเทคนิคในการยื่นข้อเสนอโครงการพิพาทและที่ปรึกษาทางกฎหมายนั้น เป็นคนละส่วนกับเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกและหลักประกันซองที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนให้จากการยกเลิกการประกาศเชิญชวนฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ และเป็นประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีที่ศาลจะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป &amp;nbsp;ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด ณ ห้องพิจารณาคดี 6 ชั้น 3 อาคาร ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113691</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บีทีเอส, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
