<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลตัดสินกทม.ผิด สร้างลิฟต์BTSช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; (กทม.) ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจัดทำลิฟต์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า BTS จำนวน&amp;nbsp; 23 สถานี ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่ศาลปกครองสูงสุดกำหนดในคำพิพากษา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม.ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า BTS ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะรายที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นท้องที่จังหวัดเดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้า BTS) ตั้งอยู่ เป็นเงินจำนวนรายละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหาย นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า แม้ในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายแดงที่ อ.650/2557 กทม.จะประสบกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ และมีเหตุผลเพียงพอจะรับฟังได้ว่า บางสถานีและการก่อสร้างลิฟต์ในบางจุดมีข้อจำกัด รวมทั้งจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาดังกล่าว อีกทั้ง กทม.ได้พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเรื่อยมาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจนถึงปัจจุบันแล้ว ระยะเวลาได้ล่วงเลยมากว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร และความล่าช้าดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของ กทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่ กทม.สามารถที่จะเร่งรัดให้เป็นไปโดยรวดเร็วขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า การจัดให้มีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ รวมทั้งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการที่สถานีขนส่งและรถรางนั้นอยู่ในวิสัยที่ กทม.จะดำเนินการได้ อีกทั้งเป็นกรณีที่ กทม.พึงคาดหมายได้ว่า หากการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ย่อมส่งผลให้คนพิการรวมถึงผู้ฟ้องคดีหลายรายยังคงต้องประสบกับอุปสรรคและไม่ได้รับความสะดวกตามสมควรในการใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ต่อไป กรณีจึงถือได้ว่า กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตั้งแต่พ้นกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 จนถึงวันฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีบางรายมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นท้องที่เดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ ฉะนั้น การที่ กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลฯ ล่าช้าเกินกว่าที่กำหนด จึงส่งผลโดยตรงให้ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวซึ่งล้วนแต่มีความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ต้องประสบกับอุปสรรคและไม่ได้รับความสะดวกตามสมควรในการใช้บริการระบบรถไฟฟ้าฯ ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการสาธารณะเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป กรณีจึงถือได้ว่า การกระทำของ กทม.ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนที่พิพาทซึ่งเป็นบริการสาธารณะ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายให้ความคุ้มครองไว้ ดังนั้น การที่ กทม. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จึงครบองค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามมาตรา 420&amp;nbsp; แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยถือเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควรและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีเฉพาะรายดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีผู้ฟ้องคดีรายที่มิได้มีภูมิลำเนาในท้องที่จังหวัดเดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนที่พิพาทตั้งอยู่ โดยไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการไม่อาจเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนที่พิพาท&amp;nbsp; กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า การกระทำของ กทม.ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีกลุ่มนี้แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116833</URL_LINK>
                <HASHTAG>BTS, กรุงเทพมหานคร, ชดใช้ค่าเสียหาย, ศาลปกครองสูงสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5f1ecda590.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลเขาไม้แก้ว ปราจีนบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2564 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ออกให้แก่บริษัทเค เอส มาร์เก็ตติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยให้มีผลนับแต่วันที่ออกใบอนุญาตดังกล่าว และให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาไม้แก้ว โดยนายก อบต. เขาไม้แก้ว ปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 และมาตรา 43 แล้วแต่กรณี กับการที่บริษัทก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า ในระหว่างที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทฯ อยู่นั้น พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของโรงงานพิพาทได้มีการประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 ซึ่งมีผลทำให้ต้องนำพ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับในพื้นที่ตั้งโรงงานพิพาทของบริษัทฯ ด้วย ดังนั้น นับแต่เวลาดังกล่าว การก่อสร้างอาคารโรงงานของบริษัทฯ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับขณะนั้น การก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบกิจการโรงงานพิพาทจึงต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มิใช่เป็นกรณีที่บริษัทฯ มีสิทธิก่อสร้างอาคารโรงงานโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนอกจากนี้ เมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 ในพื้นที่ที่ตั้งโรงงานพิพาทแล้ว การใช้ประโยชน์ในที่ดินก็จะต้องไม่ผิดไปจากที่กำหนดไว้ในผังเมืองรวม ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2518 ด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พื้นที่ตำบลเขาไม้แก้วซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานพิพาทถูกกำหนดเป็นที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม หรือเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม การอยู่อาศัย สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ต้องห้ามใช้ประโยชน์ประกอบกิจการโรงงานทุกจำพวก อีกทั้งโรงงานไฟฟ้าไม่ใช่โรงงานตามประเภท ชนิด และจำพวกที่ให้ดำเนินการได้ตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง การขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เพื่อผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 9.9 เมกกะวัตต์ ของบริษัทฯ จึงเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดไปจากที่กำหนดไว้ในผังเมืองรวม หรือปฏิบัติการใด ๆ ซึ่งขัดกับข้อกำหนดของผังเมืองรวม ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2518&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อการประกอบกิจการโรงงานของบริษัทฯ จะต้องมีการก่อสร้างอาคารโรงงานแล้ว การใช้ประโยชน์ที่ดินเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2518 จึงต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กล่าวคือ เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินต้องได้ใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้ว จึงจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานในสำนวนคดีว่า นับแต่ที่บริษัทฯ ยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานพิพาท เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ที่มีการประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 บริษัทฯ เพียงแต่ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่และจัดหาวัสดุก่อสร้างเพื่อเตรียมการก่อสร้างอาคารโรงงานเท่านั้น ยังมิได้เริ่มลงมือดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงงานพิพาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขุดสระน้ำหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ในที่ดินที่ตั้งโรงงานที่มีประชาชนร้องเรียนนั้น เห็นว่า การขุดบ่อเก็บน้ำดิบดังกล่าว บริษัทฯ เพิ่งเริ่มดำเนินการอย่างเร็วที่สุด ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 อันเป็นเวลาภายหลังมีประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 อีกทั้งเป็นการขุดดินถมดินโดยที่ยังไม่ได้รับใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ. การขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงไม่อาจถือว่า บริษัทฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนที่จะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมและจะใช้ที่ดินเช่นนั้นต่อไป ตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2518&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การประกอบกิจการโรงงานเพื่อผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า รวม 9.9 เมกกะวัตต์ ตามคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ของบริษัทฯ จึงต้องห้ามตามข้อ 11 วรรคสอง (1) ของกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 และไม่อาจถือเป็นการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่มีที่ตั้งในทำเลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตามข้อ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2559) ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 การที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ (สรข.5) 02-58/2556 ทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-88-43/56ปจ ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ให้แก่บริษัทเค เอส มาร์เก็ตติ้งฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116824</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทเค เอส มาร์เก็ตติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, ศาลปกครองสูงสุด, เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกบินทร์บุรีระทึก!ศาลชี้ขาดคดีโรงไฟฟ้าบ้านเขาไม้แก้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 &amp;ndash; ในเวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 8 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ส.21/2557 คดีหมายเลขแดงที่ ส.23/2560 ระหว่าง นางอำพัน ซิมโมกย์ ที่ 1 กับพวกรวม 833 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอำพันและพวกฟ้องคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กับพวกรวม 7 คน ว่าผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ทบทวนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า บ้านเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของบริษัท เค เอส มาร์เก็ตติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7) เนื่องจากก่อให้เกิดขี้เถ้าหรือฝุ่นละอองที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า เมื่อพิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 แล้ว จะเห็นได้ว่า โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ กรณีจึงมิใช่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550&amp;nbsp;และแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว แจ้งว่า ได้ตรวจสอบแบบแปลนและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นควรอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลตามแบบแปลนที่กำหนดได้ ตามหนังสือลงวันที่ 14 ตุลาคม 2553 ซึ่งรายละเอียดของอาคารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ได้รับอนุญาตจะไม่ตรงกันก็ตาม แต่เมื่อพื้นที่ก่อสร้างอาคารโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ไม่ได้ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กรณีย่อมถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าก่อนที่จะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2555 จึงได้รับยกเว้นตามนัยมาตรา 27 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518 ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116745</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, จังหวัดปราจีนบุรี, บ้านเขาไม้แก้ว, ศาลปกครองสูงสุด, อำเภอกบินทร์บุรี, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2aecfc1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นปิดฉากคดีกทม.ละเมิดคนพิการไม่สร้างลิฟท์ใน23สถานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;วันนี้ในเวลา 09.50 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำ 990/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 226/2562 ระหว่าง นายธีรยุทธ สุคนธวิท ที่ 1 กับพวกรวม 430 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายธีรยุทธฟ้องว่า กทม.กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจัดทำลิฟท์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า จำนวน 23 สถานี และจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้าสำหรับคนพิการ ไม่แล้วเสร็จครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคนพิการต้องขาดประโยชน์ในการใช้บริการรถไฟฟ้าดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มี
คำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำลิฟท์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีรถไฟฟ้าทั้ง 23 สถานี ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่
21 มกราคม 2559 โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำลิฟต์รับ - ส่งคนพิการ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการในสถานีขนส่งบางแห่งแล้ว อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมิได้จัดทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มกราคม 2559 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายล่าช้าเกินสมควร จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในเรื่องเช่นว่านี้จากรัฐ และนับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์สำหรับคนพิการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่ระหว่างการดำเนินการผู้ถูกฟ้องคดีต้องประสบปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน ทำให้การก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์มีความล่าช้า จึงเป็นเหตุให้ก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์ได้เพียง 18 สถานี โดยผู้ถูกฟ้องคดีรายงานผลการดำเนินการพร้อมปัญหาอุปสรรคให้สำนักบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครองทราบเป็นระยะๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเหตุดังกล่าวมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายอันจะถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116744</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, การกระทำละเมิด, นายธีรยุทธ สุคนธวิท, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ชี้ขาด‘บีทีเอส’ฟ้อง‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 &amp;ndash; ในเวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดจากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครอง (อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีบางข้อหาเพราะเหตุแห่งการฟ้องคดีหมดสิ้นไป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กระทำการโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินของเอกสารคัดเลือกเอกชน และวิธีการประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านการลงทุน และผลตอบแทนในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา ส่วนตะวันตก การจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงรักษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาฟ้องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2 ข้อเสนอทางเทคนิค และซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนน และคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนน ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และให้คำสั่งศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ที่ให้ทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราว สิ้นผลบังคับลงไปด้วย เนื่องจากศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ระหว่างพิจารณาคดีของศาลปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าว เหตุแห่งความเดือดร้อนหรือความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้หมดสิ้นไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้เดือดร้อนเสียหาย ทำให้การพิจารณาคดี
ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ทั้งไม่มีวัตถุแห่งคดีที่จะให้ศาลกำหนดคำบังคับให้เพิกถอน และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนข้อเสนอและหลักประกันซองให้เอกชนที่ยื่นข้อเสนอไว้ทั้งสองราย โดยเอกสารข้อเสนอทั้งหมดยังไม่มีการพิจารณาเปิดซองข้อเสนอ พร้อมคืนเงินค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอเอกชนผู้ยื่นข้อเสนอทั้งสองรายที่ได้ชำระไว้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อซองเอกสารคัดเลือกเอกชนทั้งสิบรายสามารถแสดงความจำนงขอคืนเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกหรือเปิดให้ผู้ซื้อซองเอกสารขอรับซองการคัดเลือกครั้งใหม่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะออกประกาศเชิญชวนใหม่ ไม่ต้องเสียเงินค่าซื้อซองเอกสารใหม่อีก กรณีไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาในประเด็นที่เป็นเนื้อหาคดีนี้อีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 39/2564 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ยกเลิกประกาศเชิญชวน
การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนโครงการรถไฟสายสีส้มฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ ดังกล่าวแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ รวมถึงเหตุแห่งการพิจารณาเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง จึงไม่มีอยู่ต่อไป ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอระงับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองก่อนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้อนุญาตให้ถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาล และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ในส่วนข้อหาที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมฯ ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) จึงหมดสิ้นไป เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำขอที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพิพาทหมดสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อออกคำบังคับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ต่อไปอีก &amp;nbsp;ส่วนความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ไปจ้างที่ปรึกษาทางเทคนิคในการยื่นข้อเสนอโครงการพิพาทและที่ปรึกษาทางกฎหมายนั้น เป็นคนละส่วนกับเงินค่าซื้อซองเอกสารการคัดเลือกและหลักประกันซองที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะคืนให้จากการยกเลิกการประกาศเชิญชวนฯ และการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนฯ และเป็นประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีที่ศาลจะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป &amp;nbsp;ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด ณ ห้องพิจารณาคดี 6 ชั้น 3 อาคาร ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113691</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บีทีเอส, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด14ชื่อชิงตุลาการศาลปกครองสูงสุด &#039;เลขาฯปปช.&#039;ยังมีลุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ได้ลงนามในประกาศ ก.ศป.เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นในการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จากการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-21 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น และมีสิทธิเข้ารับการประเมินประสบการณ์ในการทำงานหรือผลงานทางวิชาการ จำนวน 14 ราย ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรยาย นาคยศ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง, นายสมชาย กิจสนาโยธิน, พล.ท.สุรพงศ์ เปรมบัญญัติ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการทหาร, นายสัมฤทธิ์ ไชยวงศ์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นางพรทิภา ไสวสุวรรณวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), นายสมเกียรติ ขำนุรักษ์, นายบุญเสริม นาคสาร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหาร สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นายประหยัด เสนวิรัช นายกสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค, นายวินิตย์ ผลดี, นางภิรมย์ ศรีประเสริฐ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยนแห่งชาติ, นายสุรพันธ์ บุรานนท์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง, พล.อ.เชษฐา ตรงดี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และนายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้ผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานตามประกาศ ก.ศป.กำหนด รวมทั้งเขียนข้อเสนอเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ ให้คณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดพิจารณาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107901</URL_LINK>
                <HASHTAG>14รายชื่อ, ปิยะ ปะตังทา, ศาลปกครองสูงสุด, เลขาฯป.ป.ช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061891fdfbca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองสูงสุด สั่งกองสลากจ่าย &#039;ล็อกซเล่ย์&#039; 1.6 พันล้าน ค่าเสียหายหวยออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;27 พ.ค.64 -&amp;nbsp;ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด&amp;nbsp;ได้ยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต่อศาลปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 5,171,912,740 บาท&amp;nbsp;กรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทำให้บริษัทล็อกซเล่ย์ได้รับความเสียหายจากความล่าช้าของโครงการหวยออนไลน์&amp;nbsp;โดยฟ้องคดี เมื่อวันที่ 7 เม.ย.54&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;คดีนี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.61 ให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลชำระเงิน จำนวน 945,649,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จภายใน 60 วัน&amp;nbsp;นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ให้แก่บริษัทล็อกซเล่ย์&amp;nbsp;แต่วันนี้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ชำระเงินจำนวน 1,654,604,627.54 บาท&amp;nbsp;ให้แก่บริษัท ล็อกซเล่ย์ โดยเป็นค่าเสียหายจากสิทธิได้รับค่าแห่งการงานที่ทำให้แก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเงิน 1,049,918,535.60 บาท&amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายเพื่อคงความพร้อมต่อไป&amp;nbsp;คำนวณจากวันที่ควรจะเริ่มจำหน่ายสลากจริง จนกว่าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะปฏิบัติตามสัญญา เป็นเงิน 412,762,954.44 บาท&amp;nbsp;และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกรณีโครงการล้มเลิก เป็นเงิน 191,923,137.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย 64 จนกว่าจะชำระเสร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาดังกล่าว ระบุว่า จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่าบริษัทล็อกซเล่ย์ฯได้ดำเนินการตามสัญญาพิพาท โดยติดตั้งระบบเกมสลากและเครื่องจำหน่ายสลากครบ 3,000 เครื่องภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา&amp;nbsp;ดำเนินการติดตั้งและทดลองจำหน่ายสลากโดยเครื่องอัตโนมัติ จนกระทั่งติดตั้งเครื่องจำหน่ายสลากทั่วประเทศจำนวน 6,761 ราย ตามรายชื่อที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการอบรมผู้แทนจำหน่ายสลาก และส่งมอบงานทั้งหมดแก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว&amp;nbsp;โดยคณะกรรมการตรวจการจ้างการติดตั้งระบบเกมสลากและเครื่องจำหน่ายสลากได้มีบันทึกข้อความที่ สกม. 291/2551 ลงวันที่ 22 ก.ค. 51 ตรวจรับไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่เคยโต้แย้งว่า บริษัทล็อกซเล่ย์ฯ&amp;nbsp;ยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน จึงฟังได้ว่ามีการส่งมอบงานดังกล่าวตามข้อ 7.1.2ถึงข้อ 7.1.4 ตามสัญญาพิพาทแก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว&amp;nbsp;ซึ่งถือได้ว่าเป็นการงานที่บริษัทล็อกซเล่ย์ฯ ได้ลงมือทำไปแล้ว&amp;nbsp;รวมทั้งได้ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำการทดลองจำหน่ายสลากแล้ว&amp;nbsp;สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงต้องเริ่มจำหน่ายสลากจริงโดยแจ้งเป็นหนังสือให้บริษัทล็อกซเล่ย์ฯ เริ่มบริการตามสัญญาข้อ 1.7.5 วรรคหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;แต่ปรากฏว่าภายหลังจากการลงนามในสัญญาจ้างบริการเกมสลากสัญญาเลขที่ 119/2548 วันที่ 29 ก.ค. 48 และนับแต่วันที่บริษัทล็อกซเล่ย์ฯร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำการทดลองจำหน่ายสลากเมื่อวันที่ 24 และ 25 ก.พ. 49 จนถึงวันฟ้องคดีเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี&amp;nbsp;สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้บริษัทล็อกซเล่ย์ เริ่มบริการตามสัญญาพิพาท ข้อ 1.7.5 วรรคหนึ่ง จึงแสดงให้เห็นว่าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นตอบข้อหารือของสำนักงานสลากฯ ว่าการออกสลากพิเศษแบบเลขทาย 3 ตัว และ 2 ตัวนั้น ไม่ถือเป็นการดำเนินการภายในขอบวัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2517&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ดังนั้นหากสำนักงานสลากปฏิบัติตามสัญญาโดยจำหน่ายสลาก และแจ้งให้บริษัทล็อกซเล่ย์ฯ เริ่มให้บริการตามสัญญาพิพาท ก็จะเป็นการฝ่าฝืนต่อวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล&amp;nbsp;แต่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งจากข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่ศาลเห็นสมควรพิพากษาให้สัญญาเลิกกันตามคำขอของบริษัทล็อกซ์เล่ย์ฯ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 7 เม.ย. 54 ซึ่งเป็นวันที่ฟ้องคดีต่อศาล&amp;nbsp;&amp;nbsp;และเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำต้องให้บริษัทล็อกซ์เล่ย์ฯ กลับคืนสู่ฐานเดิม และต้องชดใช้ค่าการงานอันได้กระทำให้แก่บริษัทล็อกซ์เล่ย์ฯตามควรค่าแห่งการงาน รวมตลอดถึงค่าเสียหายอันเนื่องจากการผิดสัญญา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104379</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด, ศาลปกครองสูงสุด, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, หวยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
