<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 21:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 21:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลมาเลเซียตัดสินให้ชาวคริสต์ใช้คำ&#039;อัลเลาะห์’ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลมาเลเซียตัดสินว่าชาวคริสต์สามารถใช้คำว่า &amp;ldquo;อัลเลาะห์&amp;rdquo; ในการเผยแพร่สื่อต่างๆ ได้ หลังจากศาลมีคำสั่งห้ามชาวคริสต์ใช้คำนี้มานับสิบปีจนเกิดเป็นความตึงเครียดทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คดีความขัดแย้งเรื่องการใช้คำว่า &amp;ldquo;อัลเลาะห์&amp;rdquo; หรือพระเจ้าในภาษาอาหรับ เริ่มขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ยึดหนังสือศาสนาที่ใช้ภาษามาเลย์ท้องถิ่นจากผู้นับถือศาสนาคริสต์คนหนึ่งที่สนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่าหนังสือเหล่านี้ใช้คำว่า &amp;ldquo;อัลเลาะห์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หญิงที่โดนยึดหนังสือชื่อจิล ไอร์แลนด์ ลอว์เรนซ์ บิล&amp;nbsp; เธอเป็นสมาชิกของกลุ่มชนพื้นเมือง ยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณายกเลิกคำสั่งของศาลเมื่อปี 2529 ที่ห้ามชาวคริสต์ใช้คำว่าอัลเลาะห์ในการตีพิมพ์เอกสารเผยแพร่ต่างๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเลื่อนการตัดสินมาหลายครั้ง ในที่สุดศาลสูงกรุงกัวลาลัมเปอร์มีคำตัดสินเมื่อวันพุธที่ 10 มีนาคม เข้าข้างหญิงคนนี้ โดยระบุว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติต่อพื้นฐานความเชื่อของเธอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันโน ซาเวียร์ ทนายความของหญิงคนนี้เผยกับเอเอฟพีว่า ผู้พิพากษาตัดสินด้วยว่า คำสั่งห้ามคริสเตียนใช้คำว่า &amp;ldquo;อัลเลาะห์&amp;rdquo; ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาเลเซียเขียนรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสเตียนในมาเลเซียอ้างว่าพวกเขาใช้คำว่าอัลเลาะห์มาแล้วหลายร้อยปี แต่เจ้าหน้าที่มาเลเซียโต้แย้งว่า การใช้คำว่าอัลเลาะห์ในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ใช่ของมุสลิม จะทำให้มุสลิมสับสนและอาจเป็นการชักชวนให้มุสลิมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งเรื่องการใช้คำว่าอัลเลาะห์ในมาเลเซียที่เป็นข่าวดังเกิดขึ้นในปี 2557 โดยศาลสูงไม่รับคำร้องของศาสนจักรคาทอลิกในมาเลเซียที่ยื่นต่อศาลว่าพวกเขามีสิทธิใช้คำว่า &amp;ldquo;อัลเลาะห์&amp;rdquo; ในการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์คาทอลิกฉบับภาษามาเลย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95669</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสเตียน, มาเลเซีย, ศาลมาเลเซีย, อัลเลาะห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040ae1a9e4cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 23:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 23:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เว็บข่าวมาเลย์โดนปรับกว่า3.7ล้าน เหตุผู้อ่านคอมเมนต์หมิ่นศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลสูงสุดของมาเลเซียตัดสินเมื่อวันศุกร์ว่า สำนักข่าวออนไลน์ มาเลเซียกินี หมิ่นประมาทศาล จากกรณีที่ผู้อ่านข่าวแสดงความคิดเห็นดูหมิ่นฝ่ายตุลาการ สั่งปรับเงิน 500,000 ริงกิต หรือมากกว่า 3.7 ล้านบาท กลุ่มสิทธิหวั่นจำกัดเสรีภาพในการพูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพสกรีนช็อตหน้าเว็บไซต์ของมาเลเซียกินีเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ภายหลังคำพิพากษาของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์และเอเอฟพีอ้างคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางของมาเลเซียในนครปุตราจายาเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ว่ามาเลเซียกินีต้องรับผิดชอบทั้งหมดกับการแสดงทัศนะของผู้อ่านที่วิจารณ์ระบบตุลาการ และสั่งให้สำนักข่าวแห่งนี้จ่ายค่าปรับ 500,000 ริงกิต (ประมาณ 3,710,000 บาท) ภายในวันพุธหน้า ฐานหมิ่นประมาทศาล ค่าปรับดังกล่าวมากกว่า 2 เท่าจากที่อัยการเสนอให้ปรับเพียง 200,000 ริงกิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีตัวอย่างคดีนี้เกิดในช่วงยามที่กลุ่มสิทธิมีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างภายใต้รัฐบาลของนายกฯ มูห์ยิดดิน ยัสซิน คำพิพากษายังอาจส่งอิทธิพลต่อวิธีที่เว็บไซต์ข่าวหรือแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ จัดการกับทัศนะของผู้อ่านหรือผู้ใช้งานในมาเลเซีย ประเทศที่สื่อดั้งเดิมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกลุ่มอำนาจเดิมหรือเกี่ยวโยงกับรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพิพากษาเมื่อวันศุกร์เกิดขึ้นหลังจากอัยการสูงสุดฟ้องร้องดำเนินคดีกับมาเลเซียกินีและสตีเวน กัน บรรณาธิการบริหาร เมื่อปีที่แล้ว ฐานหมิ่นประมาท สืบเนื่องจากทัศนะ 5 ข้อความของผู้อ่านที่โพสต์ในเว็บไซต์ของมาเลเซียกินี ซึ่งอัยการกล่าวว่าบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อฝ่ายตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาโรฮานา ยูซุฟ ผู้อ่านคำตัดสิน กล่าวว่า เสรีภาพในการแสดงออกต้องอยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต และกฎหมายไม่ยอมทนต่อการดูหมิ่นศาล เพราะถือเป็นการบั่นทอนระบบตุลาการ ความคิดเห็นในเว็บไซต์นี้ &amp;quot;น่าตำหนิ&amp;quot; และเกี่ยวข้องกับ &amp;quot;การกล่าวหาคอร์รัปชันซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้และไม่จริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการพิจารณาคดี อัยการกล่าวว่า มาเลเซียกินีเอื้ออำนวยการตีพิมพ์เผยแพร่ทัศนะเหล่านั้น แต่ทนายของเว็บไซต์ข่าวนี้ยืนกรานว่า พวกเขาไม่มีเจตนาเผยแพร่ทัศนะดังกล่าว และได้ลบทิ้งอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้รับแจ้งจากตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กัน ซึ่งอาจติดคุกหากศาลตัดสินว่าผิด รอดจากข้อกล่าวหานี้ เขาวิจารณ์คำตัดสินว่าไม่สมเหตุสมผล การสั่งปรับเงินมากมายเป็นความพยายามที่ไม่ใช่แค่ปิดปากพวกตน แต่ทำเพื่อปิดเว็บข่าวแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิหลายกลุ่ม, สหรัฐ และผู้แทนทูตต่างชาติหลายประเทศในมาเลเซียกล่าวว่า คำตัดสินนี้สร้างความวิตกเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อและการพูดในที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลมาเลเซียกล่าวว่า การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทศาลมาเซ็นเซอร์การอภิปรายทางออนไลน์และปิดปากสื่ออิสระ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของพื้นที่ที่หดแคบลงสำหรับประชาชนในการแสดงออกอย่างเสรีในประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวหารัฐบาลมาเลเซียว่า กำลังพยายามทำให้มาเลเซียกินีล้มละลายด้วยการปรับเงินที่มากมายมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังคำตัดสินของศาล สำนักข่าวออนไลน์แห่งนี้เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์เป็นสีขาว-ดำเพื่อประท้วง และได้เปิดระดมทุนมาจ่ายค่าปรับ ซึ่งได้รับครบแล้วภายในวันเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวมาเลเซียกินีมีชื่อเสียงในการเสนอข่าวที่สื่อกระแสหลักของมาเลเซียไม่นำเสนอ โดยเฉพาะการประพฤติมิชอบของชนชั้นนำที่ปกครองประเทศ และมีบทบาทอย่างมากในการนำเสนอข่าวเรื่องอื้อฉาวของกองทุนวันเอ็มดีบีในช่วงที่นาจิบ ราซัค เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเขาโดนเล่นงานมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2542 ตั้งแต่โดนตำรวจบุกค้นจนถึงการโดนดำเนินคดีอาญา แต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93619</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับเว็บข่าวออนไลน์, มาเลเซียกินี, ศาลมาเลเซีย, หมิ่นประมาทศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210219/image_big_602fe8b8735ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 22:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 22:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลมาเลเซียชี้คดีมีมูล สั่งเดินหน้าไต่สวนสาวเวียด-อินโดฯ ฐานฆ่า &#039;คิม จองนัม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลมาเลเซียตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี รับฟ้องคดีที่หญิงชาวเวียดนามและอินโดนีเซียตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าคิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของผู้นำเกาหลีเหนือ โดยระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีทั้งคู่ฐานฆ่าคนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คิม จองนัม (ซ้าย) ถูกถ่ายภาพได้ที่สนามบินนาริตะของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2544 และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือที่เป็นน้องชายต่างมารดาของเขา ภาพเมื่อ 10 พ.ค. 2559&amp;nbsp; / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 กล่าวว่า สิตี ไอส์ยะห์ หญิงชาวอินโดนีเซีย และเจือน ทิ ฮวง หญิงชาวเวียดนาม ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรม คิม จองนัม ด้วยสารทำลายประสาทวีเอ็กซ์ ที่สนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ขณะที่เขากำลังจะเดินทางกลับมาเก๊า คดีนี้เริ่มการไต่สวนมูลฟ้องมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว และเมื่อวันพฤหัสบดี อัซมี อาริฟฟิน ผู้พิพากษาศาลสูงในเมืองชาห์อลาม ตัดสินว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีทั้งคู่ในข้อหาฆ่าคนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจพร้อมอาวุธนำตัวเจือน ทิ ฮวง ออกจากศาลเมื่อวันพฤหัสบดี / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาอาริฟฟินกล่าวว่า จากหลักฐานต่างๆ ที่นำมาแสดงต่อศาลชี้ให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดที่วางแผนมาอย่างดี ระหว่างผู้ต้องสงสัยทั้งสอง กับผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีเหนือกลุ่มหนึ่งที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ศาลจึงตัดสินให้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีที่พวกเขาโดนกล่าวหาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากผู้พิพากษาเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก็อาจตัดสินว่าทั้ง 2 คนไม่มีความผิด คำตัดสินของศาลเมื่อวันพฤหัสบดีทำให้พวกเธอช็อกและร่ำไห้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิตี ไอส์ยะห์ ถูกพาตัวออกจากศาล / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัสเรีย พ่อของสิตี เผยกับเอเอฟพีที่บ้านบนเกาะชวา ยืนยันว่า ลูกของเขาไม่รู้เรื่องแผนสังหารครั้งนี้ แต่ถูกหลอกใช้ ส่วนเบดาห์ แม่ของสิตี บอกว่า อยากให้ศาลปล่อยตัวเธอในวันนี้ แต่เมื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสำหรับการตัดสินครั้งสุดท้าย คดีนี้จะเริ่มต้นพิจารณาคดีใหม่ในเดือนพฤศจิกายน และคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยทั้ง 2 คนให้การว่า พวกเธอตกเป็นเหยื่อของสายลับเกาหลีเหนือที่วางแผนฆาตกรรมคิม จองนัม ด้วยการให้พวกเธอนำสารบางอย่างไปป้ายหน้าคิม โดยบอกว่าเป็นรายการแกล้งกันทางทีวี แต่อัยการในคดีนี้ระบุว่า ทั้ง 2 คนเป็นนักลอบสังหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และกล้องวงจรปิดที่นำมาแสดงในศาลพบว่า หลังเกิดเหตุ หญิงทั้ง 2 คนรีบวิ่งเข้าห้องน้ำภายในสนามบิน ก่อนที่จะขึ้นแท็กซี่หนีไป ซึ่งผู้พิพากษาระบุว่า ทั้ง 2 คนทราบดีว่าสารเหลวที่เปื้อนมือมีพิษ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15569</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองนัม, ศาลมาเลเซีย, สารพิษวีเอ็กซ์, สิตี ไอส์ยะห์, เจือน ทิ ฮวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b75970eea70c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
