<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานศาลยุติธรรม จับมือสภาทนายความ ส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.64 - ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก &amp;nbsp;นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ และส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม และสภาทนายความฯ ผ่านระบบ ZOOM&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายพงษ์เดช กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมมีภารกิจเกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม เพื่อสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความและประชาชนให้เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีภารกิจด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างครบวงจร ตั้งแต่ก่อนการฟ้องคดีและระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งสภาทนายความฯ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการให้บริการประชาชน &amp;nbsp;สนับสนุน และส่งเสริมกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณา และพิพากษาคดีของศาล เช่นเดียวกับสำนักงานศาลยุติธรรม ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านกฎหมายการจัดอบรมทนายความเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการระงับข้อพิพาทในรูปแบบต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นการอนุญาโตตุลาการ การใช้งานระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e &amp;ndash; Filing system) และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) การส่งเสริม สนับสนุนกระบวนการระงับข้อพิพาทในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทการอนุญาโตตุลาการ การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การสนับสนุนและพัฒนาแนวทางการใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์และวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความสะดวกมีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ให้กระทบต่อความยุติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการร่วมกันดำเนินการพิสูจน์ยืนยันตัวตนของทนายความที่ประสงค์ใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานศาลยุติธรรม ตลอดจนความร่วมมือในการจัดหลักสูตรอบรมทนายความเพื่อทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ ประกอบกับช่วงเวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีผลกระทบต่อการเดินทางและการดำเนินคดีของคู่ความทนายความและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในการอำนวยความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการพิจารณาคดีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) และระบบห้องพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Court room) เป็นต้นซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งคู่ความและทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทนายความ คู่ความ และประชาชนได้เข้าใจและเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เหมาะสมกับข้อพิพาทของตน การใช้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบของสำนักงานศาลยุติธรรมในการดำเนินคดีรูปแบบใหม่ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและยังคงรักษามาตรฐานความยุติธรรม ตลอดจนสามารถปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนพิจารณาคดีได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสร้างกลไกการดำเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีที่ทันสมัยตามนโยบายของท่านประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า ในนามของสำนักงานศาลยุติธรรมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพรนายกสภาทนายความและคณะผู้แทนที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมกันส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงการระงับข้อพิพาททางเลือกอื่น ตลอดจนความร่วมมือตามความตกลงทุก ๆ ด้าน ให้เกิดประสิทธิผลและประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128d69b1eeff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลออกหนังสือเวียนพิจารณาคดี &#039;พืชกระท่อม&#039; หลังปลดล็อก ยกฟ้องปล่อยตัวแต่ไม่คืนค่าปรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาล เผย เลขาฯ ศาลออกหนังสือเวียนถึงศาลทั่วประเทศพิจารณาคดี &amp;ldquo;กระท่อม&amp;rdquo; ตามกฎหมายเเก้ไขใหม่ หลังได้ปลดล็อคสั่งระงับจำหน่ายคดี-ยกฟ้องนิรโทษโทษเก่า ให้ปล่อยตัว เเต่ไม่คืนค่าปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 2564 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยกรณี ผลบังคับใช้ พ.ร บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังใช้เป็นวันแรก เกี่ยวกับพืชกระท่อม โดยให้ถือว่าประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อมได้อย่างเสรี หรือจะบริโภคก็สามารถทำได้ ว่า เรื่องนี้ นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ศย016/ว903 เรื่องข้อพิจารณาเกี่ยวกับพรบ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ลงวันที่ 18 ส.ค.ที่จัดทำโดย สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรมสำนักงานศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2564 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ในสาระสำคัญคือยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และยกเลิกความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 &amp;nbsp;ซึ่งมาตรา 2ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับ แต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ส.ค.2564 การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวมีข้อพิจารณาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษโดยไม่กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และการยกเลิกบทบัญญัติความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมทำให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปถือว่าบทบัญญัติแห่ง พรบ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง ให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลในความผิดฐานดังกล่าวพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(5) ศาลจึงไม่อาจขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ในระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาลได้ดังนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้ต้องหาในความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมอยู่ระหว่างฝากขังไม่มีเหตุที่จะขังผู้ต้องหาอีกต่อไปได้ต้องยกเลิกการฝากขังปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือตรวจคืนหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว (ถ้ามี) หรือหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) สำหรับคดีความผิดฐานดังกล่าวที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสองจำเลยที่ได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ดังนั้นหากเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษและคุมประพฤติหากจำเลยชำระค่าปรับแล้วถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่อาจขอคืนค่าปรับได้ แต่หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกกักขังแทนค่าปรับ ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยเนื่องจากไม่มีโทษปรับอันจะกักขังแทนค่าปรับต่อไปได้ หรือหากจำเลยอยู่ระหว่างการคุมประพฤติเมื่อถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นจึงไม่มีโทษจำคุกที่ศาลจะรอการลงโทษและคุมประพฤติได้จำเลยจึงพ้นจากการคุมประพฤติ ต้องยกเลิกการคุมประพฤติทั้งนี้หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกจำคุกในการกระทำความผิดฐานอื่นด้วยก็จะต้องมีการแก้ไขหมายจำคุกหรือหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมที่ได้แก้ไขตามกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) คดีความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีเหตุที่จะขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว ทั้งนี้หากมีกรณีที่ศาลอุทธรณ์ต้องอ่านคำพิพากษาในคดีความผิดฐานดังกล่าวที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ อาจนำระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลสูงในคดีอาญาและคดีแพ่งที่ศาลสูงโดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564 มาใช้ในการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเพื่อลดขั้นตอนการส่งคำพิพากษาไปอ่านที่ศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการตามเเนวปฏิบัตินั้นหากมีคดีอยู่ที่ศาลยุติธรรม ศาลก็จะมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ตามกฎหมายที่เเก้ไขใหม่ ส่วนคดีที่ยังไม่ได้มีการยื่นฟ้อง หรือคดีที่ตัดสินเเล้ว ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการประสานงานกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114394</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.ยาเสพติดให้โทษ, พืชกระท่อม, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124cf3f23def.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลยุติธรรม แจงคดีลูกบิ๊กตุลาการต่อยพ่อดารา ยันไม่มีใครใช้เส้นสายตำแหน่งโดยมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.64 -&amp;nbsp;จากกรณีนายสุรศักดิ์ พุ่มโพธิงาม อายุ 58 ปี พ่อของนายณวัชร์ พุ่มโพธิงาม หรือไวท์ ดารานักแสดง ถูกหนุ่มคู่กรณีทำร้ายร่างกายด้วยการต่อย และยังตบหน้าภรรยาของนายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็นมารดานายณวัชร์ หลังเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนกันจนต้องหยุดรถเพื่อตกลงกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.00 น. บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ถนนราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ต่อมานายสุรศักดิ์ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย เพื่อดำเนินคดีกับคู่กรณีดังกล่าว โดยมีรายงานข่าวว่าคู่กรณีดังกล่าวเป็นบุตรชายของข้าราชการระดับสูงในศาลยุติธรรมนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า กรณีวิวาททำร้ายร่างกายบริเวณ ถ.ราชพฤกษ์ที่มีการกล่าวอ้างว่าคู่กรณีเป็นลูกของบุคลากรศาลยุติธรรมนั้น เมื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีตามกฎหมายในเรื่องนี้ ศาลยุติธรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และจะไม่มีบุคลากรคนใดใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบได้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเป็นกลางอย่างอิสระ ไม่ว่าคู่ความจะเป็นใครต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ยืนหยัดบนความถูกต้อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, ไวท์-ณวัชร์ พุ่มโพธิงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088e9af25169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่คำแนะนำของ &#039;ประธานศาลฎีกา&#039; ว่าด้วยการใช้มาตรการกำกับดูแลในระหว่างปล่อยตัวชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.64 - ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศเผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการใช้มาตรการกำกับดูแลในระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวพ.ศ. 2564 ลงใน&amp;nbsp;เว็บไซต์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีเนื้อหาดังนี้ ตามที่พระราชบัญญัติมาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 กําหนดให้มีมาตรการกํากับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวขึ้น โดยมุ่งประสงค์ที่จะเสริมสร้าง ประสิทธิภาพในการป้องกันการหลบหนีและภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่ ผู้ต้องหาหรือจําเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวจากศาล ซึ่งนอกจากจะทําให้สังคมได้รับความปลอดภัยยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดความจําเป็นในการเรียกหลักประกันลงด้วย ส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่ยากจน ซึ่งไม่อาจหาหลักประกันมาวางย่อมมีโอกาสที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวเช่นเดียวกับผู้ต้องหาหรือจําเลยอื่น อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อีกทางหนึ่ง จึงสมควรจัดวางระบบ การใช้มาตรการกํากับดูแลดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้แพร่หลายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ประธานศาลฎีกา จึงออกคําแนะนํา ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 การกํากับดูแล หมายถึง การสอดส่องดูแลให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติตามคําสั่ง หรือเงื่อนไขที่ศาลกําหนดซึ่งรวมถึงการรับรายงานตัวและการให้คําปรึกษาแก่บุคคลดังกล่าวด้วย เพื่อมิให้เกิดการหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายใด ๆ ดังที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2 ในกรณีปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 111 หากศาลเห็นว่า มีความจําเป็นเพื่อคุ้มครองสังคมจะมีคําสั่งกําหนดเงื่อนไขหรือสั่งใช้ มาตรการกํากับดูแลกับผู้ถูกปล่อยชั่วคราวนั้นก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 การปล่อยชั่วคราวในกรณีอื่นนอกจากข้อ 2 ศาลจึงคํานึงถึงการใช้วิธีกําหนดเงื่อนไข ให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติและมาตรการกํากับดูแลเป็นเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4 เงื่อนไขที่อาจกําหนดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติในระหว่างปล่อยชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 วรรคสาม เช่น(1) ให้มาศาลตามกําหนดนัด (2) ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน (3) ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือออกนอกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (4) ห้ามพบหรือเข้าใกล้ผู้เสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัย(6) การเปลี่ยนหรือย้ายที่อยู่อาศัยต้องแจ้งให้ศาลทราบ (7) ห้ามเข้าไปในสถานที่บางแห่ง (8) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลบางประเภท (9) ให้รายงานตัวต่อผู้กํากับดูแลหรือบุคคลที่ศาลกําหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(10) ให้เข้ารับคําปรึกษาหรือการบําบัดรักษาความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ (11) ให้เข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด (12) ห้ามทํากิจกรรมหรือประกอบอาชีพบางอย่าง (13) ห้ามพกพาอาวุธปืน (14) ห้ามกระทําการตามที่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5 นอกจากกําหนดเงื่อนไขตามข้อ 4 แล้ว ศาลจะกําหนดให้มีผู้กํากับดูแลเพื่อสอดส่องดูแล รับรายงานตัว หรือให้คําปรึกษาแก่ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวด้วยก็ได้ โดยอาจแต่งตั้งจากบุคคลที่ขึ้นบัญชีไว้ ต่อศาลหรือบุคคลอื่นที่ศาลเห็นว่า เหมาะสมและสามารถสอดส่องดูแลให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ ตามเงื่อนไขหรือคําสั่งของศาลได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายและมีการกําหนด เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่อยู่หรือการเดินทางซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ศาลอาจสั่งใช้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจํากัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวควบคู่ไปด้วยก็ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 การกําหนดเงื่อนไขการแต่งตั้งผู้กํากับดูแลตลอดจนการสั่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ศาลพึงพิจารณากําหนดให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาหรือจําเลยเป็นราย ๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าศาลเห็นว่า การใช้วิธีการตามวรรคหนึ่งเป็นอันเพียงพอต่อการป้องกันการหลบหนีหรือ ก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ศาลจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่เรียกหลักประกันเลยก็ได้ เว้นแต่เป็นคดีเกี่ยวกับการทุจริตฉ้อฉลอันมีผลกระทบต่อสาธารณชนส่วนรวมหรือการค้ายาเสพติดให้โทษ ที่พฤติการณ์แห่งคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 7 ถ้าความปรากฏต่อมาว่า วิธีการที่กําหนดไว้ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ศาลอาจมีคําสั่ง ให้ใช้วิธีการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เห็นสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8 ภายหลังที่ศาลมีคําพิพากษาแล้ว หากจําเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนหรือได้รับ การปล่อยชั่วคราวในศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์และไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับ พยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นใด แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือยังไม่ได้รับอนุญาต ให้อุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลที่มีอํานาจนําวิธีการตามคําแนะนํานี้ไปใช้ประกอบการพิจารณาสั่งคําร้องขอ ปล่อยชั่วคราวด้วยเพื่อให้จําเลยมีโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้นและสามารถดูแลความปลอดภัย ให้แก่สังคมได้ในขณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 9 การประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับผู้กํากับดูแล อาจดําเนินการโดยผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ใดก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่มีความจําเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งอยู่นอกเขตศาลเป็นผู้กํากับดูแล อาจขอให้ เจ้าหน้าที่ศาลที่บุคคลดังกล่าวมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตของศาลนั้นประสานงานให้ และเพื่อความรวดเร็ว การติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลด้วยกันจะดําเนินการโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 การจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่ผู้กํากับดูแลให้ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วย มาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล และเพื่อให้การดําเนินการเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ศาลอาจแจ้งให้ผู้กํากับดูแลทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวภายหลังจากปฏิบัติ หน้าที่เสร็จสิ้นแล้วก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 11 ให้สํานักงานศาลยุติธรรมจัดทําคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้กํากับดูแล รวมทั้ง คู่มือในการปฏิบัติตนของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวและสนับสนุนการดําเนินการของศาลต่าง ๆ ให้เป็นไป ตามคําแนะนํานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564
เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106188</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปล่อยตัวชั่วคราว, คดีอาญา, ประกันตัว, ประธานศาลฎีกา, ศาลยุติธรรม, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210101/image_big_5fee85862902b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โตโยต้า’เขย่า ศาลขอ2ด.คุ้ย ปปช.จ้องร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาฯ ศาลยุติธรรมยอมรับคดีสินบนโตโยต้ากระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ลั่นสอบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างใน 2 เดือน พบผิดฟันทันที เผยส่งหนังสือขอข้อมูลจากโตโยต้า กระทรวงยุติธรรม ก.ล.ต. และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม&amp;nbsp; เเถลงข่าวกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการสอบสวนเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในประเทศสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งมีการกล่าวอ้างถึงชื่อข้าราชการและอดีตข้าราชการตุลาการผู้ใหญ่ว่าอาจมีส่วนพัวพันกับเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงษ์เดชเผยว่า คดีที่มีการอ้างถึงเป็นคดีที่บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่จัดเก็บภาษีเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษามีคำขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานที่จัดเก็บภาษีฟ้องคดีแรกวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้แยกฟ้องโจทก์ จึงยื่นฟ้องคดีเข้ามาใหม่อีก 9 คดีในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 10 มิถุนายน 2559 มีการสืบพยานต่อสู้คดีกันเป็นระยะเวลาปีเศษ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาทุกคดีในวันที่ 29 กันยายน 2560 พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดทางภาษีอากร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในแต่ละชั้นศาลนั้น เป็นไปอย่างมีระบบ โปร่งใส มีการปรึกษาคดีและตรวจทานความถูกต้องในทุกขั้นตอน ยากที่จะมีการแทรกแซงหรือกระทำการใดที่จะก่อให้เกิดผลตามที่ใครต้องการได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมั่นใจในระบบ แต่เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าอาจมีการกระทำที่แทรกแซงกระบวนการจนถึงขั้นอาจมีการเสนอให้สินบนขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานศาลยุติธรรมจึงไม่นิ่งนอนใจ นับตั้งแต่มีการรายงานข่าว จึงได้ดำเนินการส่งหนังสือประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านกระทรวงการต่างประเทศอย่างที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้ว ต่อมาเมื่อในเนื้อหาข่าวปรากฏชื่อบุคคลในศาลยุติธรรมขึ้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผล โดยที่ตนเป็นประธานคณะทำงานด้วยตัวเอง คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ติดตามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศแล้ว ได้แก่ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทโตโยต้าอเมริกา กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาและกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงส่งเมลติดต่อไปยังนักข่าวที่เขียนรายงานข่าวอันเป็นต้นทางของเรื่องนี้ และจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนของคณะลูกขุนในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม นาง เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง&amp;rdquo; 4 ท่าน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ ให้กรรมการชุดนี้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใดและควรได้รับโทษสถานใดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริง มีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิดหรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน คณะทำงานติดตามข้อมูลที่ผม เป็นประธานจะทำงานสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องการให้ความกระจ่างปรากฏต่อสาธารณชนโดยเร็ว และหากพบว่าผู้ใดกระทำ ความผิดตามกฎหมาย ก็จะดำเนินการต่อไปอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหากพี่น้องประชาชนสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใดมีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่จะช่วยให้เรื่องนี้กระจ่างชัดทุกท่าน สามารถส่งข้อมูลมายังสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตลอดเวลา โดยคณะทำงานติดตามข้อมูลจะดำเนินการทุกวิถีทางให้เร็วที่สุด และสำนักงานศาลยุติธรรมจะเสนอผลความคืบหน้าของการทำงานต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนและสังคมว่า หากคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คู่ความจะ ได้รับความเป็นธรรมทุกอย่างตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนองค์คณะในศาลฎีกาจะพิจารณาคดีอย่างไม่หวั่นไหว ส่วนการให้สินบนตามข่าว หากมีจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการและดำเนินคดีต่อไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงษ์เดชกล่าวว่า จะต้องเรียกใครมาตรวจสอบบ้าง ต้องรอให้คณะทำงานเริ่มทำงานก่อน แต่คิดว่าทำโดยรวดเร็ว แม้จะไม่มีระยะเวลาเป็นกรอบไว้ แต่ใน 1-2 เดือนนี้ต้องได้รับความจริงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ? (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้มีการรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดย ป.ป.ช.จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีการประสานงานกับทางการสหรัฐในคดีทุจริตอื่นๆ อยู่แล้ว &amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หากหน่วยงานใดมีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป&amp;rdquo; นายนิวัติไชยระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105305</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสินบนโตโยต้า, ศาลยุติธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง, โตโยต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba311a8feb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาชั้นฎีกา-อุทธรณ์ เป็นคกก.สอบข้อเท็จจริงปมภาษีโตโยต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม สำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ รวม 10 คน โดยมี นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งคณะทำงานชุดนั้นมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่สังคมและดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนกรณีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ เช่น หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา สำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันนี้&amp;nbsp;นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 4 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ.2544 ออกตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ให้เสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิด หรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำว่า ศาลยุติธรรมจะแสวงหาทุกข้อเท็จจริงและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยจะทำทุกทางพิสูจน์ให้ความจริงปรากฏอย่างชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากพบว่าคนของศาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับใด แต่หากไม่เป็นความจริงก็จะเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของทุกท่านกลับคืนมา ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำให้ประชาชนยังคงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันศาลยุติธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการตรวจสอบของศาลยุติธรรมมีความเข้มแข็งและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดมา หากผู้พิพากษาคนใดมีพฤติการณ์ทุจริต เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเสมอ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ebf745503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอบคดีโตโยต้า! สองอดีตบิ๊กศาล ฟ้องเว็บฯ‘ตีข่าว’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการศาลยุติธรรมนั่งประธานคณะทำงานตรวจสอบ-ติดตามข่าวคดีโตโยต้า คำสั่งตั้งคณะทำงานย้ำถือเป็นเรื่องด่วน ขณะที่ 2 อดีตผู้บริหารศาลประสานขอ สนง.ศาลช่วยดำเนินคดี www.law360.com เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาสินบนอันเป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 29 พ.ค.2564 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากกรณีได้มีการเผยแพร่ข่าวติดตามการสอบสวนในต่างประเทศเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งปรากฏข้อมูลหลากหลายด้าน และที่มีการพาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งอาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและความเสียหาย กระทบทั้งต่อตัวบุคลากรและองค์กรศาลยุติธรรมนั้น ล่าสุดวันที่ 28 พ.ค.2564 สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งแต่งตั้ง &amp;quot;คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีคดีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์&amp;quot; รวม 10 คน โดยมีนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ให้คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว ให้ปรากฏความชัดเจนและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีนี้ให้ถือเป็นเรื่องด่วน
2 อดีตผู้บริหารศาลประสานขอ สนง.ศาลช่วยดำเนินคดี w ww.law360.com เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาสินบนโตโยต้าอันเป็นเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวติดตามการสอบสวนในต่างประเทศเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข่าวและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีนี้ 10 คน โดยมีนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงานนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า 2 ใน 3 ผู้พิพากษาระดับสูงที่ถูกกล่าวอ้างได้มีการประสานด้วยวาจา มีความประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือและมอบอำนาจให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินคดีอาญาต่อ Frank G. Runyeon กรณีโพสต์เผยแพร่ข้อความอันเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โดยการกระทำดังกล่าว มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ข้อความและภาพออกไปยังสาธารณชน ทางเว็บไซต์ w ww.law360.com เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 เวลา 19.35 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในปัจจุบัน 2 อดีตผู้พิพากษาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสระดับสูงในศาลฎีกา ซึ่งถูกพาดพิงจากข้อความดังกล่าว เห็นว่า การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ทั้งยังเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง อันเป็นการได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุดังกล่าว ในฐานะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้เสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้ส่งเรื่องให้สำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการช่วยเหลือข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา คู่ความ ผู้เสียหาย หรือเป็นคู่กรณี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ พ.ศ.2557 โดยให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องอันจำเป็นและสมควร เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีจนถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนอดีตผู้พิพากษาอีก 1 คนที่พ้นจากตำเเหน่งผู้พิพากษาไปแล้วนั้น ทางสำนักงานศาลยุติธรรมก็สามารถช่วยเหลือได้ เนื่องจากทางสำนักงานศาลยุติธรรมมีแนวทางว่า มีผู้มีสิทธิรับการช่วยเหลือต้องเป็นผู้พิพากษาที่เป็นความจากการปฏิบัติหน้าที่ขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานอีกว่า ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ เอกสารขอความช่วยเหลือและมอบอำนาจในการดำเนินคดีจะมีการยื่นถึงสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจรับดำเนินคดีกรณีดังกล่าว จะเป็นกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104618</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโตโยต้า, ศาลยุติธรรม, สอบคดีโตโยต้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088e9af25169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
