<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องปม&#039;บิ๊กตู่&#039;ถวายสัตย์ไม่ครบ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.62- ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือไม่
&amp;nbsp;
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า นายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดิน เห็นว่าการกระทำที่ถูกกล่าวอ้างว่าละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (11) และมาตรา 46 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1) &amp;nbsp;บัญญัติว่า &amp;quot;การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังต่อไปนี้ (1) การกระทำของรัฐบาล&amp;quot; และมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติว่า &amp;quot;... ถ้าศาลเห็นว่า เป็นกรณีต้องห้ามตามมาตรา 47 ให้ศาลสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา&amp;quot; เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง (Political Issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Government) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.45น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00 น.นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธยโดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 5 ตึกบัญชาการ &amp;nbsp;ทำเนียบรัฐบาล การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคสาม และมาตรา 47 (1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 และการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องต่อรัฐสภาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 นั้น เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง และเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่า เป็นเพียงกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องไม่กระทำการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 และมาตรา 162 ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกร้องได้ดำเนินการหรือยุติไปแล้วก่อนที่ผู้ร้อง จะได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 มาตรา 7 (3) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และเมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว คำขออื่นย่อมเป็นอันตกไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45535</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถวายสัตย์, ศาลรัฐธรรมนญู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abb87d973a7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2019 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2019 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนาธร&#039;เคลื่อนไหวทันที!หลังคำวินิจฉัยศาลรธน. &#039;ช่อ&#039;ปลุกน้องฟ้าให้กำลังใจพ่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค.62 - &amp;nbsp;นางสาวพรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความลงบนทวีตเตอร์ Pannika Wanich ระบุว่า &amp;quot;19.00 วันนี้ ธนาธรจะแถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ที่พรรคอนาคตใหม่ ชั้น 5 ตึกไทยซัมมิท เชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าวและเชิญประชาชนผู้รักความเป็นธรรมร่วมฟังและให้กำลังใจ #ธนาธร นะคะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36625</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้นสื่อ, ธนาธร, ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส., ศาลรัฐธรรมนญู, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190404/image_big_5ca60355c6930.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 20:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 20:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039;ยังข้องใจวันเลือกตั้ง  เตรียมยื่นให้ศาลปกครองวินิจฉัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.62 - ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรวม.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala ถึงการกำหนดวันเลือกตั้งอีกครั้งโดยระบุว่า &amp;ldquo;ถ้ามาตรา 268 เป็นการยกเว้นมาตรา 103 เหตุใดมาตรา 268 จึงมิได้ระบุเช่นนั้น?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า วันเลือกตั้งที่เกินกว่า 60 วันนับแต่ พรฎ. เลือกตั้งมีผลบังคับ อาจจะฝ่าฝืน ม.103 ซึ่งให้กำหนดไม่เร็วกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน หรือไม่ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกต. ได้ชี้แจงคำถามของผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอชี้แจงกรณีวันเลือกตั้งเกินมาหนึ่งวันเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. และเผยแพร่ข้อความ ของจดหมาย ลงใน Facebook ส่วนตัว สรุปใจความว่า &amp;quot;วันเลือกตั้ง เป็นวันที่ หกสิบเอ็ด นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ. ศ. 2562 ใช้บังคับ&amp;quot; นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า ตามมาตรา 102 และมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีที่ใช้ในภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น จะต้องเป็นไปตามบทเฉพาะกาล ซึ่งเขียนไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 268 ซึ่งบัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ดังนั้น กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งสอดคล้องกับ บทเฉพาะกาล แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 171&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การกำหนดวันเลือกตั้ง ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ทุกประการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณที่ กกต. ชี้แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าการตีความโดย กกต. นั้นอาจจะไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ รธน. กำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นหลักการทั่วไปหลายเรื่อง เช่น เกี่ยวกับ สส. เขต /เกี่ยวกับ สส. บัญชีรายชื่อ /เกี่ยวกับการกำหนดเขต ฯลฯ ซึ่งต้องปฏิบัติในการเลือกตั้งทุกครั้ง รวมถึงครั้งแรกหลังปฏิวัติ เว้นแต่มีบทเฉพาะกาลยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งนั้น หลักการทั่วไป ต้องไม่เร็วเกินไป เพื่อให้เวลาเตรียมผู้สมัคร และให้เวลาหาเสียง และต้องไม่ช้าเกินไป เพื่อมิให้ถ่วงเวลาเอื้อพรรคหนึ่งพรรคใดที่ยังขาดความพร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณี ม.103 (ยุบสภา)จึงกำหนด 45-60 วัน แต่กรณี ม.102 (อายุสภาสิ้นสุด)จึงกำหนด 45 วันพอดี เพราะกำหนดวันหมดอายุนั้น เป็นรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว ทุกพรรคมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาจึงมีว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรก ม.268 ถือเป็นการยกเว้นไม่ต่องปฏิบัติตาม ม.103 หรือไม่? กกต. เห็นว่าเป็นการยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ม.268 ก็ย่อมจะต้องมีข้อบัญญัติ ที่ระบุว่าให้ยกเว้นการปฏิบัติตาม ม.103 โดยอนุโลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในข้อเท็จจริง ไม่มีข้อความเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กำหนดวันเริ่มต้นของ ม.103 ก็ให้นับแต่วันที่ พรฎ. มีผลใช้บังคับ กล่าวคือ นับแต่วันที่ประชาชนและพรรคการเมืองรับรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเป็นที่แน่นอนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเลือกตั้งต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันที่ประชาชนและพรรคการเมืองรับรู้ พรฎ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กำหนดวันเริ่มต้นของ ม.268 นั้น นับแต่วันที่ พรป. ทุกฉบับตามที่ระบุมีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเลือกตั้งต้องไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ พรป. ทุกฉบับมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 11 ธ.ค. 2561 บวก 150 วัน เป็น 9 พ.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงมีความเห็นว่าวันเลือกตั้งตาม ม.268 เป็นข้อกำหนดเพิ่มเติม (additional) ต่างหาก และนอกเหนือจาก ม.103 กล่าวคือ เมื่อใดที่ประเทศมีความพร้อมเลือกตั้ง คือมีการตรากติกาเลือกตั้ง(พรป.)เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ให้ถ่วงเวลาการเลือกตั้งยืดยาวออกไปเกินสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กำหนด 150 วันใน ม.268 ก็มิใช่กำหนดเวลาสูงสุดสำหรับวันเลือกตั้ง แต่เป็นกำหนดเวลาให้ทำแล้วเสร็จ ทั้งวันเลือกตั้งและวันประกาศผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า กกต. น่าจะต้องคำนึงถึงทั้งสองมาตรา กล่าวคือ น่าจะได้ขยับมาเป็นวันเสาร์ที่ 23 มี.ค. หรือวันอาทิตย์ก่อนหน้ามากกว่า เพื่อปลอดภัย 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากผมยังมีข้อข้องใจ จึงจะยื่นเรื่องให้ศาลปกครองวินิจฉัยต่อไป เพราะต้องการทำให้ประเด็นนี้ชัดเจนทางใดทางหนึ่ง เพื่อปิดช่องมิให้มีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกในอนาคตเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ และพยายามจะหันมาที่ประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33772</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ตีความ, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, วันเลือกตั้ง, ศาลรัฐธรรมนญู, อดีตรวม.คลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb20d2370de1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาฯชื่นชมคำวินิจฉัยของศาลรธน.ละเอียดถี่ถ้วนครบถ้วนทุกถ้อยกระทง-สำนวนราบรื่นสละสลวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62 - &amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า .....ศาลรัฐธรรมนูญมีมตืเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ
.....มีมติ ๖:๓ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักชาติซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ มีกำหนด ๑๐ ปี และนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย&amp;nbsp;
.....มีมติเอกฉันท์ห้ามกรรมการบริหารของพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองหรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายในกําหนด ๑๐ ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
.....คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเขียนได้ละเอียดถี่ถ้วนครบถ้วนทุกถ้อยกระทงความด้วยถ้อยคำสำนวนราบรื่นสละสลวยฟังแล้วชื่นใจมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30754</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ, ชูชาติ ศรีแสง, ยุบพรรคไทยรักษาชาติ, ศาลรัฐธรรมนญู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c542b04341c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
