<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 07:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 07:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นิด้าโพลเผยประชาชนจี้ &#039;พลเอกประยุทธ์&#039; ประกาศชัดเจนว่าจะดำรงตำแหน่งนายกฯไม่เกิน ส.ค.65 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;กับ 3 ประเด็นทางการเมือง&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 8 ตุลาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา &amp;nbsp;และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,311 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพลเอกประยุทธ์ กับ 3 ประเด็นทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี ความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 8 ปี ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.73 ระบุว่า นายก ฯ ควรประกาศว่า 8 ปีคือ อยู่ในตำแหน่งไม่เกิน สิงหาคม 2565 รองลงมา ร้อยละ 38.37 ระบุว่า นายก ฯ ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยเร็ว ร้อยละ 15.03 ระบุว่า นายก ฯ ควรอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร และร้อยละ 5.87 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อกระแสการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.35 ระบุว่า ควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว รองลงมา ร้อยละ 30.05 ระบุว่า ควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรหลังจากกฎหมายการเลือกตั้งได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 22.12 ระบุว่า ไม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร อยู่ยาวไปเลยให้ครบเทอม 4 ปี ร้อยละ 5.72 ระบุว่า ควรประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรก่อนการถูกอภิปายไม่ไว้วางใจในปีหน้า และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการปรับคณะรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.34 ระบุว่า ควรมีการปรับ ครม. ครั้งใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 18.92 ระบุว่า ไม่ควรมีการปรับ ครม. ร้อยละ 12.36 ระบุว่า ควรมีการปรับ ครม. โดยเอาคนนอกเข้ามาแทน &amp;nbsp;2 ตำแหน่งในโควตาพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 11.82 ระบุว่า ควรมีการปรับ ครม. เฉพาะในส่วน 2 ตำแหน่งของพรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 6.56 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119270</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ปรับครม., ยุบสภา, วาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, ศาลรัฐธรรมนูญ, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_616232b86fd81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039;ยื่นตีความแก้รัฐธรรมนูญลักไก่บัตรเลือกตั้ง2ใบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม &amp;nbsp;รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาและส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีรัฐสภาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...)​ พ.ศ... เรื่องการเลือกตั้งจากบัตรหนึ่งใบไปสู่บัตรสองใบอาจเป็นการทำลายสิทธิของประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้ง โดยน.พ.วรงค์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องมายื่นขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขนั้นขัดหลักการเพราะตอนเสนอขอแก้ไขขอแค่ 2 มาตรา แต่มาลักไก่แก้ 3มาตราด้วยการเพิ่มการแก้ไขมาตรา 86 จึงเป็นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินกว่าหลักการ &amp;nbsp;ส่วนที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คิดว่าคนจะแก้ไม่ได้ศึกษาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 60 ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งในอดีตที่ใช้บัตรสองใบ ทำให้ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน แต่ไปทำหน้าที่ตัวแทนพรรคการเมือง เจ้าของพรรค และที่สำคัญคือทิ้งเสียงข้างน้อย คนชนะกินรวบ จึงแก้มาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้ทุกคะแนนมีความหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อมาเขียนเป็นรัฐธรรมนูญ 60 จะไม่ใช้คำว่าบัตรเลือกตั้งเพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดการบังคับให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่เหมือนกับการถอยหลังไปเป็น 10 ปี แต่จะใช้คำว่าคะแนน หรือคะแนนเสียง เพื่อเปิดช่องให้มีการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆได้ในอนาคตโดยไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;แต่ที่สำคัญการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา คือมาตรา 77 ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่าการจะแก้ไขกฎหมายใด ต้องรับฟังความเห็นประชาชน แต่รัฐสภากับลุกลี้ลุกลน ไม่เคยรับฟังความเห็นประชาชน แก้ไขรอบนี้แก้แบบยกเครื่อง ทำให้การนับคะแนนเลือกตั้งต่างจากเดิม บัตรใบเดียวที่เคยผ่านการสำรวจความคิดเห็นประชาชนสูงถึง 77.6 % การจะเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวเป็นสองใบจึงต้องถามความเห็นประชาชน แต่ก็กลับไม่มีการสอบถาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิลงคะแนนได้คนละหนึ่งคะแนน แต่มาตรา 83 ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบเท่ากับผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงได้ 2 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรามายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินตามเงื่อนไขที่มาตรา 213ของรัฐธรรมนูญซึ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หากถูกตัดสิทธิหรือลิดรอนสิทธิสามารถยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ &amp;nbsp;การที่ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดบัตรเลือกตั้งสองใบ คือผู้ชนะกินรวบ ที่สำคัญ บัตรเลือกตั้งใบเดียวทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายสามารถนำมาคำนวณตำแหน่งที่นั่งส.ส.ได้ การที่รัฐสภาไปตัดสิทธิประชาชนซึ่งเป็นคนที่มีพลังและมีความหมายมากในระบบจัดสรรปันส่วนผสม แล้วกลับเลือกไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบที่ให้เฉพาะผู้ชนะกินรวบเท่านั้น จึงต้องมาร้องศาลรัฐธรรมนูญผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดิน หากภายใน 60 วันผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่มีท่าที ก็จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพราะเราต้องการให้ประเทศดำเนินการบนหลักการของความถูกต้อง ไม่ใช่หลักของพวกมากลากไปที่จะทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภาแล้วปัญหาเก่า ๆ ก็จะกลับมาอีก &amp;ldquo; นายวรงค์ กล่าวและว่า นักกฎหมายมือดีของประเทศไทยหลายท่าน ได้ดูคำร้องที่ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ทุกท่านยืนยันว่าประชาชนชนะแน่ ขอให้สบายใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวทัญญู กล่าวว่า ทางสำนักงานก็จะเร่งรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพื่อเสนอต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินโดยเร็ว &amp;nbsp;ซึ่งสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิดไม่มีผลต่อการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะใช้การประชุมแบบออนไลน์ และกฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ก็จะต้องเร่งทำงานอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การมายื่นคำร้องของน.พ.วรงค์ครั้งนี้ก็ไม่มีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง โดยตอนแรกน.พ.วรงค์เข้าใจว่าสามารถยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงได้นัดหมายมวลชนไปรอที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อทราบว่าจะต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน จึงได้นำมวลชนเดินเท้ามายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118077</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตร2ใบ, ยื่นตีความรธน., ศาลรัฐธรรมนูญ, หมอวรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_61529a555f8dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาล รธน. นัดวินิจฉัย 3 แกนนำ &#039;อานนท์-ไมค์-รุ้ง&#039; ปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ 10 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.64 - ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณากรณีที่นายณฐพร&amp;nbsp;โตประยูร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;มาตรา 49&amp;nbsp;ว่าการกระทำของนายอานนท์ นำภา&amp;nbsp;นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง&amp;nbsp;นายพริษฐ์ ชิวารักษ์&amp;nbsp;น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์&amp;nbsp;น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช&amp;nbsp; นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข&amp;nbsp;และน.ส.อาทิตยา พรพรม&amp;nbsp;รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัย&amp;nbsp;เพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;nbsp;ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเฉพาะการกระทำในการชุมนุมปราศรัยของนายอานนท์ นายภาณุพงศ์ และน.ส.ปนัสยา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต&amp;nbsp;ไว้พิจารณาวินิจฉัยและให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ทั้งอัยการสูงสุด&amp;nbsp; สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;โดยวันนี้&amp;nbsp;(22 ก.ย.)&amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว&amp;nbsp;เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน&amp;nbsp;กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ&amp;nbsp; และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง&amp;nbsp; ในวันพุธที่ 10 พ.ย. เวลา 15.00 น.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณฐพร โตประยูร, ล้มล้างการปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614b2b081c677.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน. นัดชี้ขาดสถานะ ส.ส.ไพบูลย์ ปมยุบพรรคประชาชนปฏิรูป ย้ายซบ &#039;พปชร.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;22 ก.ย.64 - ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp;82 ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของนายไพบูลย์&amp;nbsp;นิติตะวัน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp;101(10)&amp;nbsp;ประกอบมาตรา 90 และมาตรา 91 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp;(5)&amp;nbsp;หรือไม่ กรณีที่สมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎรจำนวน 60 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสมาชิกสภา​ผู้แทนราษฎร​เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร​ ขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ​วินิจฉัย​ตาม​รัฐธรรมนูญ​ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง​ว่านายไพบูลย์ หัวหน้า​พรรคประชาชนปฏิรูป และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​ของพรรคประชาชนปฏิรูป ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชา​รัฐ​ หลังจากที่พรรคประชาชนปฎิรูปสิ้นสภาพ​ความเป็นพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติ​ประกอบ​รัฐธรรมนูญ​ (พ.ร.ป.)​ 2560 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง​(7) ทั้งที่ผู้ถูกร้องยังคงต้องปฏิบัติกน้าที่หัวหน้าพรรคประชาชน​ปฏิรูปอยู่จนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ และมิได้เป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อ​ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้แทนราษฎร​ของพรรคพลังประชารัฐที่ยื่นต่อคณะกรรมการ​การเลือกตั้ง​ (กกต.)​ ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของนายไพบูลย์​ สิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ​ มาตรา 101 (10) ประกอบมาตรา 90 และมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (5)&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยศาล​รัฐธรรมนูญ​อภิปราย​เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติ อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ในวันพุธที่ 20 ต.ค.2564 เวลา 15.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117549</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลรัฐธรรมนูญ, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b6dd676129.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.ชี้ พรบ.ชุมนุมสาธารณะมาตรา 4 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.64 -&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ค.64 - สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๔ บทนิยามคำว่า &amp;quot;การชุมนุมสาธารณะ&amp;quot; มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๒๘ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๔และมาตรา ๔๔ หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๕/๒๕๖๓ เรื่องพิจารณาที่ ๒๑/๒๕๖๓ เรื่องพิจารณาที่ ๒๖/๒๕๖๓และเรื่องพิจารณาที่ ๗/๒๕๖๔)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลจังหวัดตะกั่วป่า ศาลจังหวัดนครนม ศาลแขวงเชียงราย และศาลจังหวัดบุรีรัมย์ส่งคำโต้แย้งของจำเลย รวม ๔ คำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๔ บทนิยามคำว่า &amp;quot;การชุมนุมสาธารณะ&amp;quot; มาตรา ๑๐มาตรา ๑๔ และมาตรา ๒๘ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๔๔ หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๔ บทนิยามคำว่า &amp;quot;การชุมนุมสาธารณะ&amp;quot; มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๒๘ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๔๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ๒๕๕๘&amp;nbsp;มาตรา ๔&amp;nbsp;กำหนดนิยามคำว่า การชุมนุมสาธารณะ หมายความว่าการชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๐&amp;nbsp;กำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า ๒๔&amp;nbsp;ชั่วโมง ให้ถือว่าผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ รวมทั้งผู้ขออนุญาตใช้สถานที่หรือเครื่องขยายเสียงหรือขอให้ทางราชการอำนวยความสะดวกในการชุมนุมเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะตามวรรคหนึ่ง การแจ้งการชุมนุมสาธารณะต้องระบุวัตถุประสงค์ และวัน ระยะเวลา และสถานที่ชุมนุมสาธารณะตามวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งต้องเป็นวิธีที่สะดวกแก่ผู้แจ้ง และต้องให้แจ้งผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑๔ กำหนดว่าการชุมนุมสาธารณะที่ไม่เป็นไปตามาตรา ๖&amp;nbsp;หรือไม่แจ้งการชุมนุมตามมาตรา ๑๐&amp;nbsp;หรือที่ผู้แจ้งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้รับแจ้งหรือที่ผู้รับแจ้งมีคำสั่งห้ามการชุมนุมตามมาตรา ๑๑&amp;nbsp;หรือที่จัดขึ้นหลังจากที่ผู้ยื่นคำขอได้รับหนังสือแจ้งว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะผ่อนผันกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๒&amp;nbsp;ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา ๒๘&amp;nbsp;กำหนดว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐&amp;nbsp;มาตรา ๑๒&amp;nbsp;มาตรา ๑๗&amp;nbsp;และมาตรา ๑๘&amp;nbsp;ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108960</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.ชุมนุมสาธารณะ, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093cc20e9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!ระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาล รธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่เป็นการสมควรให้ที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้เชี่ยวชาญประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจทางวิชาการให้กับศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๒คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า &amp;ldquo;ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๔&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้ยกเลิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ทรงคุณวุฒิประจำศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ทรงคุณวุฒิประจำศาลรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ มิให้น าระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิชาการ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญตามระเบียบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๕ ในระเบียบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการ&amp;rdquo; หมายความว่า คณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บุคคลภายนอก&amp;rdquo; หมายความว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ซึ่งคณะกรรมการได้เชิญให้เข้าร่วมดำเนินการ และไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาของคณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๖ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมการผู้สนับสนุนภารกิจทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษาตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้เชี่ยวชาญตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เสนอ เป็นกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญแต่งตั้งกรรมการตามวรรคหนึ่งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแต่งตั้งข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และแต่งตั้งข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ช่วยเลขานุการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามจำนวนที่เห็นสมควรเป็นผู้ช่วยเลขานุการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่เห็นสมควรเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๗ คณะกรรมการมีหน้าที่ ดังนี้
(๑) จัดให้มีหรือดำเนินการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญหรือสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งควบคุมดูแลให้การศึกษาวิจัยดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ให้คำปรึกษาด้านวิชาการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๘ ในการประชุมของคณะกรรมการ ให้มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการและอนุกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๗ (๑) คณะกรรมการอาจเป็นผู้ด าเนินการเอง หรือมอบหมายให้ประธานกรรมการ กรรมการ หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ด าเนินการก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการและบุคคลภายนอก ให้บุคคลภายนอกมีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมในฐานะกรรมการตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการและอนุกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานกรรมการ กรรมการ บุคคลภายนอก ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการจัดทำรายงานผลการศึกษาเรื่องละไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นบาทแต่ไม่เกินสองแสนบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะ คุณภาพ ความยากง่ายของงาน และความเร่งรัดของเวลาในการท าผลงานทั้งนี้ การจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราใดให้คณะกรรมการเป็นผู้เสนอ โดยประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑๐ ผลงานที่เกิดจากการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ และวิจัยตามข้อ ๗ (๑) และข้อ ๙ให้มีการพิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของผลงาน (Peer review) โดยคณะกรรมการทำหน้าที่ดังกล่าวเอง หรือแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเป็นผู้พิจารณาก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเป็นผู้พิจารณาความสมบูรณ์ของรายงานผลการศึกษา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเรื่องละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทขึ้นอยู่กับลักษณะ คุณภาพ ความยากง่ายของงาน และความเร่งรัดของเวลาในการทำผลงาน ทั้งนี้การจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราใดให้คณะกรรมการเป็นผู้เสนอ โดยประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑๑ ให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔
วรวิทย์ กังศศิเทียม
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านต้นฉบับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108793</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราชกิจจานุเบกษา, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 20:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน. ไม่รับคำร้องฝ่ายค้านขอวินิจฉัยสถานะ &#039;บิ๊กตู่&#039; แทรกแซงรถไฟฟ้าสายสีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านจำนวน 72 คน&amp;nbsp;ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp;สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ( 5 ) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp; ( 2 )หรือไม่&amp;nbsp;จากเหตุออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/ 2562 เรื่องการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงวันที่ 11 เม.ย. 2562&amp;nbsp;เป็นการเข้าไปแทรกแซงและก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐซึ่งมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ( 5 ) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2 ) มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ให้กระทำการอันเป็นการต้องห้ามในขณะที่ดำรงตำแหน่ง&amp;nbsp; หากรัฐมนตรีผู้ใดกระทำการอันเป็นการต้องห้ามดังกล่าวในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่&amp;nbsp; ความเป็นรัฐมนตรีของผู้นั้นย่อมสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82&amp;nbsp; เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้อง&amp;nbsp;ปรากฏว่าในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ให้พิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 พล.อ.ประยุทธ์ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญไปแล้ว นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญเข้ารับหน้าที่&amp;nbsp; ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108331</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง, คำสั่งคสช., ศาลรัฐธรรมนูญ, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093cc20e9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
