<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โทษหนักจำคุกพรานพ่อลูก2ปี29เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลสั่งจำคุกนายพรานสองพ่อลูก 2 ปี 29 เดือน ไม่รอลงอาญา ปมล่าเลียงผา ทำร้าย จนท.พิทักษ์ป่าเขตฯ สลักพระบาดเจ็บ ยกคดีเป็นอุทาหรณ์เตือนใจกลุ่มลักลอบล่าสัตว์ต้องรับโทษตามกฎหมายถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีนายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สลักพระ นำกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนไปถึงบริเวณกลางป่าหุบข่อย หมู่ 1 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พบกลุ่มนายพรานจำนวน 4 คน กำลังแบกซากสัตว์ออกมาจากป่า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น ระหว่างเข้าทำการจับกุม กลุ่มนายพรานทั้ง 4 คนได้พยายามวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงวิ่งไล่ติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างนั้นนายพราน 1 ใน 4 คน ได้ใช้อาวุธมีดที่นำติดตัวมา ฟันนายอัฐพล เฉียบแหลม พนักงานพิทักษ์ป่า จนได้รับบาดเจ็บที่แขนขวา โดย จนท.จับกุมตัวได้ จำนวน 1 คน คือ นายวศิน กากี อายุ 28 ปี ชาวตำบลหนองเป็ด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี พร้อมของกลาง ซากเลียงผา หนัก 14 กิโลกรัม ซากตะกวด 1 ซาก น้ำผึ้งป่า หนัก 1 กิโลกรัม และอุปกรณ์เดินป่าหลายรายการ โดยกลุ่มนายพรานวิ่งหลบหนีไปได้ จำนวน 3 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2563 นายสมเดช กากี อายุ 57 ปี พ่อของนายวศิน 1 ใน 3 นายพราน ที่หลบหนีการจับกุม และเป็นผู้ใช้อาวุธมีดก่อเหตุทำร้าย นายอัฐพล เฉียบแหลม พนักงานพิทักษ์ป่า ได้รับบาดเจ็บ ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.ด่านแม่แฉลบ โดยมี พล.ต.ต.วรณัน สุขเจริญ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เดินทางไปติดตามความคืบหน้าคดีด้วยตนเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด วันที่ 4 พ.ค. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า คดีนี้เกิดขึ้นมานาน 1 ปีแล้ว นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ให้ความสนใจในคดีพรานล่าสัตว์ป่า และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระจนได้รับบาดเจ็บ จึงได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ติดตาม ความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด โดยคดีเข้าสู่กระบวนการของชั้นศาล มีพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโจทก์ มีนายวศิน กากี และนายสมเดช กากี สองพ่อลูกเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตามลำดับ&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้ประทับรับฟ้อง ในข้อหา &amp;ldquo;ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อรางกาย ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ความผิดต่อพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ลหุโทษ&amp;rdquo; สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้ร่วมก่อเหตุ จำนวน 4 คน โดยนายนิติกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) และนายวิทวัส (ขอสงวนนามสกุล) เยาวชน 2 ใน 4 ไม่ได้เข้ามอบตัว และอยู่ระหว่างการหลบหนีอยู่ในเวลานี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายวศิน กากี จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 23 เดือน แต่ปรากฏว่า นายวศินเคยก่อเหตุและถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันมาก่อน ซึ่งครั้งนั้นศาลพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี แต่ระหว่างรอลงอาญา นายวศิน กากี จำเลยที่ 1 ก็ได้กระทำความผิดซ้ำอีก ศาลจึงเพิ่มโทษจำคุกอีก 6 เดือน เป็นจำคุก 2 ปี 29 เดือน ส่วนนายสมเดช กากี จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพ่อของนายวศิน จำเลยที่ 1 ศาลได้พิพากษา จำคุกเป็นเวลา 2 ปี 29 เดือน (4 ปี 5 เดือน) โดยไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับคดีและบทลงโทษในกรณีนี้ ขอให้เป็นอุทาหรณ์กับประชาชนทั่วไป รวมทั้งกลุ่มนายพรานที่ชอบเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ป่า หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดดังเรื่องพราน 2 พ่อลูกนี้&amp;ldquo; นายนิพนธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101773</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพรานสองพ่อลูก, ยกคดีเป็นอุทาหรณ์, ล่าเลียงผา, ศาลสั่งจำคุก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไม่รอลงอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_60915061c0995.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดาบแรกฟัน‘บรรยิน’8ปี คุกปลอมเอกสารโอนหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งจำคุก &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; 8 ปี ปลอมเอกสารโอนหุ้น &amp;quot;เสี่ยชูวงษ์&amp;quot; สองสาวคนสนิทโดน 4 ปี แม่โบรกเกอร์รอดศาลยกฟ้อง &amp;quot;วันเพ็ญ&amp;quot; ขอบคุณรักษาความเป็นธรรม ชูวงษ์ไม่เสียชื่อเสียง ส่ง &amp;quot;สองสาว&amp;quot; นอนคุกรอศาลอุทธรณ์สั่งประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด อายุ 50 ปี นักธุรกิจรับเหมา หมายเลขดำ อ.305/2561, อ.3352/2559 และ อ.3354/2559 (รวมกับคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม) ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง อายุ 57 ปี ภรรยาของนายชูวงษ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกสามี ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล อายุ 30 ปี อดีตพริตตี้คนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล (ชื่อปัจจุบัน น.ส.วัชรียา หรือน้ำมนต์ วัชรประยงค์วุฒิ) อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่การตลาด หรือโบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง และคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 57 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชาชน และ น.ส.ศรีธรา พรหมา อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.อุรชา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลักทรัพย์ และรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334, 335 วรรคหนึ่ง (5) (7) กับวรรคสาม, 357
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 และนางศิริรัตน์ แช่ตั๊ง โจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสี่แล้ว เห็นว่า เอกสารใบคำขอ/ถอนโอนหลักทรัพย์ทั้งสองบริษัทที่โอนหุ้นไปให้ น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 และ น.ส.ศรีธรา จำเลยที่ 4 และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ทั้งการโอนไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสอง ตามที่เจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ของบริษัท อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เบิกความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งได้ความจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยานซึ่งเป็นบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดว่า น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 กับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 และ น.ส.อุรชา จำเลยที่ 2 กับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษมากกว่านายชูวงษ์ ไม่มีเหตุที่นายชูวงษ์จะโอนหุ้นจำนวนมากให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-2 มีหน้าตาดี จำเลยที่ 3 ชอบพอ จึงร่วมกันยักย้ายหุ้นของนายชูวงษ์ จำเลยร่วมกันไปรับประทานอาหาร ตีกอล์ฟ เที่ยวประเทศอังกฤษ โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1-2 ไปซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ แพทย์เบิกความผลการตรวจว่าเด็กในครรภ์มีการปฏิสนธิประมาณเดือน มิ.ย.-ต้นเดือน ก.ค. 2558 ก่อนนายชูวงษ์เสียชีวิตวันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นเวลาไม่นาน และพยานหลักฐานไม่พบว่านายชูวงษ์มีพฤติกรรมสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1-2 ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโอนหุ้นนั้น จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่สามารถรับโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนเองได้ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ ต้องให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาเป็นผู้รับโอนแทน โดยโทรศัพท์ที่ใช้ในการยืนยันการโอนหุ้น อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 เสียงพูดโทรศัพท์ที่ยืนยันการโอนหุ้นไม่ใช่เสียงของนายชูวงษ์ แต่พยานที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายชูวงษ์และจำเลยที่ 3 ยืนยันว่าเป็นเสียงจำเลยที่ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนและหลังการโอนหุ้น จากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์และภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่ต่างๆ พบว่าจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ได้พบปะและพูดคุยบ่อย รวมทั้งระหว่างที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ไปเบิกเงินจากที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่รับโอนมา ทำให้เชื่อว่าในการโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มารดาจำเลยที่ 2 นั้น นายชูวงษ์ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์แล้วโอนหุ้นของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228,000,000 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) หลักทรัพย์ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) รวมมูลค่า 35,050,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 4 มารดาของจำเลยที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลเห็นว่า ในขณะที่จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันปลอมคำขอถอน/โอนหลักพรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์นั้น จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นคนดำเนินการ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งกับจำเลยที่ 4 ว่าคนรักของจำเลยที่ 2 เป็นคนดำเนินการโอนหุ้นให้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์จะเปิดบัญชีรับเองไม่ได้ เป็นเหตุผลที่จำเลยที่ 4 ที่เป็นมารดาย่อมเชื่อ พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมในการปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ดังกล่าวตามฟ้อง แต่เข้ามาเกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ดำเนินการโอนหุ้นเข้ามาในบัญชีหลักทรัพย์ที่เปิดไว้ในชื่อจำเลยที่ 4 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันขายหุ้นที่รับโอนมาเข้าบัญชีของจำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 เป็นคนดำเนินการเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจรเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าวด้วย แต่ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อหาดังกล่าวไม่มีมูล คดีถึงที่สุดไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม พิพากษาให้จำคุก น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล จำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี, จำคุก น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี, จำคุก พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ กระทงละ 4 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี ยกฟ้อง น.ส.ศรีธรา พรหมา จำเลยที่ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม รอมา 4 ปี 9 เดือน และขอแสดงความเสียใจกับพี่ชายของผู้พิพากษาที่เสียชีวิตจากคดีนี้ วันนี้เป็นคดีอาญาชั้นต้นในเรื่องหุ้น ส่วนคดีฆาตกรรมที่อัยการกับญาติเป็นโจทก์ร่วมนั้น จะคัดคำพิพากษาของคดีนี้ ไปยื่นต่อศาลอาญาพระโขนงในคดีฆาตกรรมต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่สาวของนายชูวงษ์เผยด้วยว่า คำพิพากษาเป็นการพิสูจน์สิ่งที่มีการใส่ความน้องชายตนว่ามีสัมพันธ์กับหญิงสาวไม่เป็นความจริง เพราะนอกจากถูกโกงหุ้นแล้วก็ยังเสียชื่อเสียง วันนี้ก็ดีใจที่ไม่เสียชื่อเสียง ซึ่งการโอนหุ้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผู้ตาย การเสียชีวิตมีมูลเหตุ คดีแพ่งที่จำหน่ายไว้ชั่วคราว หลังจากนี้ก็จะคัดคำพิพากษาคดีนี้ไปยื่นคดีแพ่งด้วย ตนมั่นใจในพยานหลักฐานที่กองปราบปรามทำไว้แน่นมาก ก่อนหน้าเราต่อสู้ฟ้องเองมา ขอบคุณ ผบ.ตร. อัยการสูงสุด ที่เห็นแย้งยื่นฟ้อง และเราได้กลับมาเป็นโจทก์ร่วม ที่ผ่านมาใช้ชีวิตลำบาก ต้องระแวดระวัง ไม่อยากเล่าว่าเจออะไรมาบ้าง ส่วนการอุทธรณ์คดีนั้น ต้องปรึกษาทีมทนายความก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยอื่นที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ในส่วนของ น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล อดีตพริตตี้ จำเลยที่ 1 นั้น ทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เดิม 5 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี ส่วนป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ จำเลยที่ 2 ยื่นหลักทรัพย์เดิม 3 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และมีคำสั่งว่าจะให้ประกันหรือไม่ต่อไป โดยจำเลยทั้งสองก็จะต้องถูกนำตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลางระหว่างรอฟังคำสั่งประกันจากศาลอุทธรณ์ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีปลอมเอกสาร, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ปลอมเอกสารโอนหุ้น, ศาลสั่งจำคุก, สั่งจำคุก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74d43ebc263.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก5แกนนำพันธมิตร บุกNBTไล่รัฐบาลสมัคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งจำคุก &amp;quot;สมเกียรติ&amp;quot; 2 ปี &amp;quot;อัญชะลี-ภูวดล-ยุทธิยง-น้องสนธิ&amp;quot; คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีนำพันธมิตรฯ บุก NBT ไล่รัฐบาลสมัคร ก่อนให้ประกันตัว 5 แกนนำตีราคา 2-3 แสนบาท &amp;quot;เจ๊ปอง&amp;quot; ยันจัดรายการข่าวต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.), น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อั้งยี่ซ่องโจรฯ กรณีร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 25-26 ส.ค.2551 จำเลยทั้งห้ากับพวก 85 คน ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดเป็นซ่องโจร มั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยร่วมกันเดินขบวนในถนนสาธารณะจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และจากที่อื่นๆ โดยมีอาวุธปืน มีด ขวาน ไม้กอล์ฟ ไม้ท่อน หนังสติ๊ก ลูกเหล็ก แล้วร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณและอาคารสำนักงานสถานีเอ็นบีที ทุบทำลายประตูหน้าต่าง ตัดสายไฟฟ้าตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบกล้องวงจรปิด ทำลายระบบส่งสัญญาณการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ และร่วมกันข่มขืนใจพนักงานไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ออกอากาศและกระจายเสียง และสั่งให้ออกไปจากอาคารสถานี โดยจำเลยทั้งห้าเป็นหัวหน้าและเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 215, 309, 358, 364 และ 365 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน โดยนายภูวดลนั่งรถเข็นมาศาล และมีกลุ่มคนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปดูแลรักษาความปลอดภัย, ผอ.สถานีเอ็นบีที และช่างภาพสถานีเอ็นบีที เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุกลุ่ม พธม.ชุมนุมกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2551 แกนนำ พธม. ประกาศว่าวันที่ 26 ส.ค.2551 จะบุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งสถานีเอ็นบีเมื่อวันที่ 26 ส.ค.2551 ในเวลา 05.00 น. มีกลุ่มนักรบศรีวิชัย ซึ่งเป็นการ์ดของกลุ่ม พธม. บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้ 85 คน หลังจากนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาที่หน้าประตูทางเข้า-ออกด้านหน้าสถานี จนเวลา 06.00 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่พร้อมรถยนต์บรรทุกติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่มาถึงสถานีเอ็นบีที่หลายคันผู้ชุมนุมบนรถดังกล่าวผลัดเปลี่ยนกันพูดโจมตีรัฐบาลและสถานีเอ็นบีที ว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องการยึดเอ็นบีทีให้จอดำและเชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่ม พธม. รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ในลักษณะประจันหน้ากันที่ประตูรั้ว พยานเห็นจำเลยทั้ง 5 อยู่บนรถ และมีพยานจำเสียงของจำเลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานด้วย ต่อมากลุ่ม พธม.ได้พังประตูรั้วเหล็กฝ่าแนวกั้นของเจ้าพนักงานตำรวจบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่และอาคารสถานีเอ็นบีที ซึ่งจำเลยที่ 5 ประกาศต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้ชุมนุมเป็นกองทัพประชาชน มีผู้สั่งการให้มายึดเอ็นบีที ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจออกจากอาคารสถานีไป จากนั้นกลุ่ม พธม.ได้ยึดพื้นที่สถานีและอาคารดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น.จึงออกจากพื้นที่ดังกล่าว นอกจากพยานในที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจผู้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี และผู้ถอดเทปคำปราศรัยบนเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ยังเบิกความข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกยึดสถานีเอ็นบีทีอย่างสอดคล้องกัน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 08.00 น. กับกลุ่มนักรบศรีวิชัยที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 05.00 น.ในวันที่ 26 ส.ค.2551 มีเจตจำนงเดียวกัน กระทำการต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เพื่อปฏิบัติภารกิจบุกยึดสถานีเอ็นบีทีให้บรรลุเป้าหมายที่แกนนำร่วมกันมีมติ เป็นการร่วมกันกระทำความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งอ้างว่ามีผู้ชุมนุมดาวกระจายไปที่สถานีเอ็นบีทีแล้วถูกจับกุมไป ยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอยู่ที่หน้าสถานีเอ็นบีที เมื่อจำเลยทราบข่าวจึงเคลื่อนขบวนติดตามไปภายหลังเพื่อจะนำมวลชนที่อยู่หน้าสถานีเอ็นบีทีกลับมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยไม่ได้เข้าไปในสถานีเอ็นบีที และจำเลยที่ 5 เป็นเพียงผู้ชุมนุมธรรมดาที่เดินทางไปร่วมชุมนุม ไม่ได้พูดประกาศต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกและกลุ่มนักรบศรีวิชัยสมคบกันร่วมประชุมวางแผนกัน จึงลงโทษในความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรไม่ได้ จำเลยที่ 1 เป็นแกนนำของกลุ่ม พธม. ร่วมสมคบคิดบุกยึดสถานีเอ็นบีที ขึ้นเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ร่วมประกาศภารกิจและเดินทางไปในลักษณะกำกับดูแล เป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด แต่สำหรับจำเลยที่ 2-5 พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการในการบุกยึด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ให้จำคุกนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุก น.ส.อัญชะลี จำเลยที่ 2 นายภูวดล จำเลยที่ 3 นายยุทธิยง จำเลยที่ 4 และนายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ญาติและทนายความของจำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์ เพื่อประกันตัวต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยในส่วนของนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นโฉนดที่ดิน จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 4 ไร่ ราคาประเมิน 1.4 ล้านบาทเศษ ส่วน น.ส.อัญชะลี จำเลยที่ 2,&amp;nbsp;นายภูวดล จำเลยที่ 3,&amp;nbsp;นายยุทธิยง จำเลยที่ 4,&amp;nbsp;นายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด คนละ 200,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งเวลา 14.45 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งห้าระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันในส่วนของนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 วงเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-5 ตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท ซึ่งคดีจะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังได้รับการปล่อยตัวแล้ว น.ส.อัญชะลี ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในพิธีกรข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง เนชั่นทีวี 22 ได้ตอบคำถามสื่อกรณีที่ถูกตัดสินจำคุกคดีนี้ จะมีผลในการทำหน้าที่สื่อหรือไม่ว่า ไม่มีผล ตนจะยังกลับไปจัดรายการข่าวเหมือนเดิม ส่วนที่มีการเปรียบเทียบกับกรณีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรข่าวที่ยุติการทำหน้าที่สื่อ ตั้งแต่ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกคดีสนับสนุนเจ้าพนักงาน อสมท ไม่รายงานโฆษณาส่วนเกินนั้น ในรายละเอียดคงเปรียบเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากคดีของตนกล่าวหาเรื่องการทำกิจกรรมการเมืองภาคประชาชน ที่บริเวณด้านนอกของสถานีช่อง 11 คนละเรื่องกับของนายสรยุทธ นอกจากนี้ทางเนชั่นเองได้คุยกันแล้วว่าคดียังไม่ถึงที่สุด เรายังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เราได้รับโชคชะตาอย่างไรเราไม่เคยหวั่นไหวที่อะไรจะเกิดขึ้น เราไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แม้รัฐบาลจะมานี่ก็มาจากพวกเรา จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ถ้าไม่มีเราบ้านเมืองอาจจะเป็นอย่างไรไปก็ได้ เพราะฉะนั้นเรายังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อชาติ ความถูกต้องของสังคม และความมั่นคงของรัฐเสมอ น้อมรับคำตัดสินด้วยความสุภาพเรียบร้อย.
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57041</URL_LINK>
                <HASHTAG>NBT, คดีNBT, คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561, จำคุก5แกนนำพันธมิตร, บุกNBT, บุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย, ศาลสั่งจำคุก, ศาลอาญา, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตแกนนำ, เอ็นบีที, แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e440ff041066.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งจำคุก6เดือน ‘เจ้าสัวเปรมชัย’ ครองปืนไรเฟิล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน &amp;quot;เปรมชัย&amp;quot; หลังสารภาพคดีครอบครองปืนไรเฟิล ให้ประกัน 2 แสนบาทระหว่างอุทธรณ์ ก.ล.ต.ชี้่ไม่เข้าข่ายความผิดห้ามดำรงตำแหน่งผู้บริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1144/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต &amp;nbsp;อายุ 65 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัยการยื่นฟ้องคดี เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2561 จำเลยกระทำผิดกฎหมายด้วยการมีอาวุธปืนยาวไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊ป 1 กระบอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในบ้านพัก ซ.ศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ซึ่งนายเปรมชัย จำเลยได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา 2 แสนบาท โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ในชั้นสอบคำให้การจำเลย เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2561 นายเปรมชัยเคยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา นัดเริ่มสืบพยานโจทก์ นายเปรมชัย จำเลย ได้แถลงให้การรับสารภาพ พร้อมยื่นคำร้องประกอบต่อศาลเพื่อพิจารณา ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจประวัติครอบครัว การศึกษา การทำงาน และอื่นๆ ของจำเลย และรายงานให้ศาลทราบภายใน 30 วันเพื่อประกอบการพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายเปรมชัยที่ได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา 200,000 บาท เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความ โดยก่อนฟังคำพิพากษา นายเปรมชัยมอบอำนาจให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญา โดยระบุว่า 1.จำเลยจะขออุปสมบท (บวช) ที่วัดบวรนิเวศฯ หรือวัดอื่นเป็นเวลา 15 วัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล 2.จำเลยจะบริจาคเงินส่วนตัว 3 ล้านบาท เพื่อเป็นการสาธารณประโยชน์ และ 3.จำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกตลอดชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศาลแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่า อัยการโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องโดยระบุเพิ่มเติมว่า ในการครอบครองยังมีกระสุนปืนไรเฟิลอีกจำนวน 3 นัด ซึ่งสอบถามฝ่ายจำเลยแล้ว ก็ได้ตรวจสอบกับรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วไม่คัดค้าน โดยจำเลยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะประวัติ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวซึ่งผิดต่อกฎหมายหลายบท พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน แต่เนื่องจากจำเลยยังมีโทษคดีอาญาจำคุกอีก 2 คดี ในศาลจังหวัดทองผาภูมิและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พฤติการณ์จึงไม่รอการลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว ศาลก็ได้อธิบายให้นายเปรมชัยฟังว่าคำร้องที่นายเปรมชัยยื่นมาในวันนี้ระบุจะปฏิบัติ 3 ข้อนั้น หากปฏิบัติได้ก็ขอให้ทำต่อไป เป็นการทำความดี แต่ในส่วนของการขอให้รอการลงโทษนั้น เนื่องจากนายเปรมชัยยังมีคดีอาญาที่ศาลพิพากษาจำคุกอยู่ 2 คดี จึงไม่อาจที่จะพิจารณารอการลงโทษได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังมีคำพิพากษา ทนายความของนายเปรมชัยได้ยื่นหลักทรัพย์จำนวน 5 แสนบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลอาญาพิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้นายเปรมชัยประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท ไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธวัชชัย พิทยโสภณ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายเปรมชัย 6 เดือนว่า ลักษณะความผิดที่จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามการเป็นกรรมการและผู้บริหาร บจ. ต้องเป็นความผิดที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ การทุจริต ฉ้อโกง หรือเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เข้าลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ดี การกระทำความผิดกฎหมายอื่น คงต้องเป็นการพิจารณาว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมหรือแนวทางธรรมาภิบาลของบริษัทหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทและผู้ถือหุ้นควรจะพิจารณาแนวการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43909</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีครอบครองปืนไรเฟิล, ศาลสั่งจำคุก, ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปรมชัย กรรณสูต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5bffb48152f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ริบเครื่องราชฯทักษิณ โปรดเกล้าฯเรียกคืนเพราะศาลสั่งจำคุกหลบหนีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น จาก &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; เหตุเพราะถูกศาลสั่งจำคุก หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพฤติการณ์การกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ราชกิจจานุเบกษาประกาศว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุก และยังมีข้อหาฐานอื่นๆ อีกหลายคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพฤติการณ์การกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์ และเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1 ของนายทักษิณ ชินวัตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2562 ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32600</URL_LINK>
                <HASHTAG>พฤติการณ์ไม่เหมาะสม, ริบเครื่องราชย์, ศาลสั่งจำคุก, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190330/image_big_5c9f570e6e34b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
