<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา สบายใจได้คืนบ้านป่าแหว่ง-ต้นไม้เติบโต ดันนโยบายศาลสีเขียวปลูกฝังตุลาการอนุรักษ์ธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไสลเกษ&amp;rdquo; ปธ.ศาลฎีกา หนุนกฎหมายพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม รับแรงบันดาลใจนโยบายศาลสีเขียวมาจากปมบ้านป่าแหว่ง สบายใจที่ได้คืนบ้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.63 - นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวภายหลังประชุม หัวข้อ &amp;ldquo;การพัฒนาระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อมตามแผนการปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; โดยเป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอร่วมกันระหว่างนายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา และนายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม, คณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมฯ, คณะอนุกรรมการบริหารศาลปกครองสูงสุด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่า เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกวันนี้ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยมีความชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอกควันพิษ หรืออะไรหลายอย่าง เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องระดมทรัพยากรและสมอง เพื่อแก้ไขผลักดันให้ผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายของประเทศนี้ตัดสินใจที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า ตนดีใจมากที่เราในฐานะสถาบันศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองมีท่าทีชัดเจนว่า เราต้องร่วมกันทำอย่างแน่นอน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ ซึ่งตนก็ได้พูดกับผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีสิ่งแวดล้อมให้ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนนี้มีความสำคัญที่ทำให้ตนผลักดันนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตอนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ในเรื่องการสร้างศาลสีเขียว (GREEN COURT) ไม่ได้คิดว่าจะทำให้มันต้องดูยิ่งใหญ่ แต่ทำในเชิงสัญลักษณ์ขององค์กรตุลาการ ที่เราจะสร้างสัญลักษณ์ให้สังคมเห็นว่าศาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เราให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการภายในศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างศาลให้เป็นสีเขียว ยอมรับว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเรามาจากเรื่องบ้านป่าแหว่ง ที่มีการชี้นิ้วมาที่เราว่าศาลทำลายทรัพยากร แต่จริงๆ แล้วผู้พิพากษานั้นไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะเราก็มีหน้าที่ตัดสินคดี ฝ่ายธุรการก็มีหน้าที่จัดหาบ้านพักให้ผู้พิพากษา ซึ่งวันดีคืนดีไปขอพื้นที่ทหารมาได้ ทหารก็ส่งมอบพื้นที่มาให้ กระบวนการก่อสร้างก็ทำตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าเราขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการก่อสร้าง ทุกอย่างที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่หรือการตัดต้นไม้ในพื้นที่ ก็กลายเป็นภาพที่ปรากฏที่เขาเรียกกันว่าป่าแหว่ง ประกอบกับสถานะทางการเมืองที่มันมีความขัดแย้งในพื้นที่เชียงใหม่ ศาลก็ก็ตกอยู่ในสถานะที่สะท้อนความขัดแย้งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจำเลยในขั้นต้น แต่ว่าเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นและมันจบแล้ว เราสบายใจที่ได้คืนบ้านที่เรียกว่าป่าแหว่งให้กับกรมธนารักษ์เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวอีกว่า เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ตนได้มีโอกาสเดินทางไปก็พบว่าต้นไม้ได้เจริญเติบโตขึ้นจนแทบไม่เห็นบ้าน&amp;nbsp;สิ่งที่ตนสะท้อนเรื่องป่าแหว่ง ตนเสียใจแทนคนเชียงใหม่ที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ถอนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ออกจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังจัดหวัดเชียงราย ซึ่งก็ดีใจแทนคนเชียงราย เพราะสิ่งที่ทำเป็นเรื่องการระงับความรู้สึกความขัดแย้งในเบื้องต้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องส่งเสริมการปลูกต้นไม้หรือศาลสีเขียวขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือและให้ความสำคัญร่วมกัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะมีวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศาลฎีกาพร้อมให้การสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลในการพิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมต่อไป&amp;rdquo; ประธานศาลฎีกา กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ นายไสลเกษ &amp;nbsp;วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา จะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการกิจกรรมปลูกป่าที่แปลงปลูกต้นไม้ &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม จ.นครราชสีมา ซึ่งสถาบันอบรมดังกล่าวจะเป็นที่ปลูกฝังตุลาการข้าราชการในสังกัดศาลยุติธรรมให้อนุรักษ์ธรรมชาติ จะเป็นโมเดลสู่การเป็นศาลสีเขียวทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77647</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, คดีสิ่งแวดล้อม, ประธานศาลฎีกา, ศาลสิ่งแวดล้อม, ศาลสีเขียว, หมู่บ้านป่าแหว่ง, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7ce7767d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดศาลสีเขียวทั่วปท.ใช้ธรรมชาติขัดเกลาความสงบจิตใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63-​นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมของศาลยุติธรรมว่า จากสภาพปัญหาที่สภาพแวดล้อมถูกทำลาย มี ภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม น้ำท่วมน้ำแล้ง ไฟไหม้ป่า ควันพิษที่เกิดทุกปี ศาลมีส่วนในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มีคำพิพากาไปในหลายคดี แต่เราพบว่าหลังมีคำพิพากษาแล้ว การบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือการพิพากษาไม่มีประสิทธิภาพ จึงได้ตั้งคณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม มีอำนาจหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และรวมรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิชาการ จนได้ร่างรายละเอียดพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีวิธีพิจารณาที่ออกแบบพิเศษพิจารณาเร่งรัด สภาพการบังคับใช้ที่ยืดหยุ่นรวดเร็ว มีระบบการบังคับใช้คำพิพากษาให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยได้บทเรียนจากในอดีตที่เกิดขึ้นมาออกแบบ จนได้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมประสานกับสภาปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันผลักดันเสนอ ครม.และรัฐสภาเพื่ออกบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการก่อสร้างสถาบันอบรมพัฒนาข้าราชการตุลาการแห่งใหม่ ที่สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นั้นการก่อสร้างเราจะดูในส่วนนี้ที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ เรื่องนี้ต้องขอบคุณประชาชนที่ห่วงใย แสดงออกไม่พอใจในการก่อสร้างที่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ศาลก็รับฟังความเห็นของประชาชนมาด้วยความเต็มใจในการที่เราจะมาแก้ปัญหานี้ร่วมกัน โดยเราจะขึ้นทะเบียนไม่ตัดต้นไม้แล้ว ยังมีการส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ขยายพื้นที่สีเขียวในแต่ละศาล ใครทำได้มากน้อยแค่ไหนใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้มากที่สุดโดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เขาดูแลสวนป่าหรือหน่วยงานที่มีพันธุ์กล้าไม้ต่างๆ เพื่อนำมาสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับศาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถาบันฯที่จะสร้างใหม่นั้น ก็แบ่งเป็นสถาบันฝึกอบรม ส่วนที่เหลือกำหนดให้ปลูกป่าเต็มพื้นที่ เรามั่นใจว่าปลูกแล้วสามารถบำรุงรักษาได้ มีเจ้าที่คอยรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ปลูกตามกระแสแล้วทิ้งไป ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนภายใน 5 ปี อาจได้เห็นเป็นรูปร่าง ตอนนี้จากที่เราประสานจากกรมป่าไม้หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เพาะกล้าไม้ ก็จะได้ยางนา ไม้ป่าเบญพรรณ ไม้ป่าอื่นๆ การปลูกป่าครั้งนี้ไม่ใช่ปลูกแบบมั่วๆ มีองค์ความรู้จากนักวิชาการป่าไม้มาช่วย เพื่อให้เกิความสมดุลในป่าพรรณพืชที่อยู่ด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คิดว่าจะอาศัยพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่เทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในการปลูกต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ เราก็จะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นที่ให้คนเข้าไปชื่นชมพระบารมี ในเบื้องต้นเราอาจจะเปิดโครงการในการระดมศาลใกล้ๆ มาช่วยปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำนวน 7 ไร่ โดยมีผู้พิพากษาในภาค 3, ส่วนกลาง และบุคคลที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมแรงเป็นหนึ่งใจเดียวกันในการปลูก ในวันที่ 17 ก.ย.นี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า สถาบันฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญในการจัดการบริหาร เรามีสถาบันฝึกอบรมหลักให้แก่ประชาชนอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก คือสถาบันเดิม หลักสูตรบางส่วนก็คงแยกไปสถาบันฝึกสถานที่สอง เพราะข้าราชการศาลไม่ได้มีแต่ในกรุงเทพฯ ยังมีที่กระจายอยู่ตามต่างจังหวัด เชื่อว่าหากสถานที่ตรงนี้ถ้าเสร็จแล้วน่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย เราจะเติมจิตสำนึกในเรื่องของการรักธรรมชาติ จะทำให้บุคลากรมีความสมบูรณ์มากขึ้น บุคลกรเราต้องมีพัฒนาทางจริยธรรม มีความรักความเป็นธรรม มีความสงบนิ่งในใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษาต้องเป็นผู้ที่อดทนที่ต้องรับฟังคนอื่น ดังนั้นหลักสูตรในใจคือการมีจิตสาธารณะการมีสมาธิ ต้องพัฒนาจิตใจที่ต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังอะไรได้เยอะ เพราะการเป็นศาลต้องรับฟัง ขณะเดียวกันต้องมีความเมตตา ปัจจุบันนี้สังคมมีสิ่งเร้าจากโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนหมดความอดทน จึงต้องดึงกลับมาสร้างเสริมภาวะทางจิตใจให้ทุกคน โดยเฉพาะหน่วยงานในศาลพัฒนาจิตใจให้มากขึ้น หน่วยฝึกอบรมที่กำลังจะก่อสร้างจะมีธรรมชาติ มีความเขียวมันสอดคล้องกับการพัฒนา ยกระดับจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อว่าในยุคผู้บริหารศาลยุคต่อไป คงได้พิเคราะห์กันว่า เรื่องนี้ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์คุ้มค่า ศาลมีศักยภาพพอที่จะทำได้หรือไม่ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมก็คงเดินต่อไปข้างหน้า การสิ้นสุดวาระบริหารของตนไม่ได้แปลว่าเป็นการสิ้นสุดวาระของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา เพราะแต่ละคนมีบทบาทอยู่ในแผนกกฎหมายสิ่งแวดล้อมในศาลทุกระดับ เชื่อว่าจะเดินต่อไปข้างหน้า บทบาทของศาลในจุดนี้จะต้องผสมผสานระหว่างการบังคับใช้กฎหมายที่มีจิตบริการสาธารณะด้วย ถ้าเราสร้างบุคลากรของเรา ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือธุรการมีจิตสาธารณะ ก็จะทำให้ศาลของเราเป็นสีเขียว มีความยุติธรรมที่ยั่งยืนทางด้านจริยธรรม&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76660</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลสีเขียว, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f54b22873868.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
